PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : หมดกำลังใจ (ทำความดี) โดย คนเดินทาง



**wan**
12-17-2009, 10:02 AM
http://www.yenta4.com/cutie/upload/499/1499/4a83dfb0d228d.gif


หมดกำลังใจ (ทำความดี)
โดย คนเดินทาง

บ่อยครั้ง ที่คนเรามักเกิดความรู้สึกหมดกำลังใจ ต่อเรื่องราวต่างๆที่เราเผชิญอยู่ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน สุขภาพ หรือเรื่องราวของชีวิต


การหมดกำลังใจนั้น เกิดได้สองรูปแบบ คือ ไม่เคยสำเร็จในสิ่งที่หวัง ไม่เคยสมประสงค์ดั่งใจหวัง นี้เป็นประการหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวกับว่า เราเองนั้นตั้งความปรารถนาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ก็ผิดหวัง หมดหวัง หมดกำลังใจได้ ..... หรือเป็นเพราะเหตุปัจจัยอื่นๆ ก็มีมาก.......


อีกประการหนึ่งก็คือ เคยมีความสำเร็จในเรื่องนั้นๆมาแล้ว แต่ก็ต้องผิดหวัง หมดกำลังใจ เพราะไม่ได้ดั่งใจในเรื่องที่เคยทำได้ เคยได้ เคยเป็น เคยมี ....เกิดความสูญเสียไป ต้องพลัดพรากไป...นี้ก็เป็นอีกประการหนึ่ง......


โดยเฉพาะ การสู้รบกับตัวเอง ที่มีกองทัพกิเลสตัวเอ้ คอยบงการอยู่นั้น บ่อยครั้งพบว่า แม้รู้ว่า การทำความดี การเจริญบุญ สร้างกุศล นั้นเป็นความดีที่พึงกระทำ แต่เราก็ทำไม่ได้...


ทำไม่ได้เพราะ “ ทำไม่เป็น ” นั้นก็เป็นประการหนึ่งต่างหาก....


แต่ “ ทำไม่ได้ ” เพราะ กิเลสไม่อนุญาตให้ทำ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นความดี เป็นสิ่งที่ต้องเจริญ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเพลิดเพลินไปกับกิเลส อารมณ์ที่ชอบใจทั้งหลายไปจนหมดเวลา.....


แต่ก็อีกนั่นแหละ บ่อยครั้งพบว่า คุณความดีนั้น เรา “ ทำไม่ได้ ” เพราะ “ หมดกำลังใจ ”


หากทุกท่านเข้าใจว่า จิตใจของคนเรา นั้นไหลกับกิเลสตลอดเวลา

ส่วนบุญนั้นโดยปกติ “ ไม่มี ” “ ไม่เกิด ” ... ต้องทำให้เกิด ต้องเจริญขึ้นมาจึง

จะมี ......ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ย่อมจะไม่สงสัยในสภาะธรรมเหล่านี้เลย


แต่ก็อีกนั่นแหละ ....นับเป็นเรื่องดีแก่ปัญญา หากได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านเหตุผลอีก ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดสัทธา เกิดปัญญาขึ้นมาอีก ...นี่ชื่อว่า กำลังเจริญกุศล เช่นกัน


ก็ธรรมชาติของจิตใจนั้นรวดเร็วยิ่งนัก... และหากกุศลไม่เกิด อกุศลก็ต้องเกิด...หากคราวใด กุศลเกิด อกุศลก็เกิดไม่ได้ ในขณะนั้น... เพราะว่า จิตนั้นเกิดขึ้นรับอารมณ์ได้ครั้งละหนึ่งเท่านั้น ไม่มีจิตที่เกิดขึ้นซ้อนกัน หรือเกิดขึ้นพร้อมกันมารับอารมณ์ หลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกันเลย...


หากแต่ว่า ดูเหมือนพวกเราจะรู้สึกว่า เราสามารถรู้อารมณ์ได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เกิดจากเหตุผลที่จิตนั้นเกิดดับรวดเร็วยิ่งนัก เหมือนกระแสไฟที่ไหลต่อเนื่องกัน แต่แท้ที่จริงเขาเกิดแล้วดับลงไปที่ละดวงก่อนที่จะเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น เขาเป็นของเขาอย่างนี้....แต่เพราะความรวดเร็วมากแห่งจิตอย่างนั้น จึงเห็นเหมือนไม่มีการหยุดพักเลย ไม่มีการดับไปแห่งจิตเลย เพราะความเร็วยิ่งดุจกระแสไฟนั่นแหละ


เมื่อจิตใจที่เป็นไปกับกิเลสมีกำลังมาก กระแสบาปก็ไหลถาโถมครั้งแล้วครั้งเล่า..... เมื่อปัจจัยที่ทำให้จิตที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น ยังมีต่อเนื่อง..... จิตบาปก็เกิดต่อเนื่อง ดุจดังระลอกคลื่นที่ไม่มีวันหยุดพักในท้องทะเล เพราะได้ปัจจัยคือลม นั่นเอง.....


ก็ต่อเมื่อ กุศลจิตได้ปัจจัยที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง เพราะเหตุที่อาจจะได้ยินเสียงตักเตือน .....หรือ ได้เห็นอารมณ์บุญ เช่น เห็นคนทำบุญใส่บาตร ....หรือ ได้กลิ่นที่ทำให้จิตหวนระลึกถึงอารมณ์บุญ เช่นได้กลิ่นดอกมะลิ จึงทำให้นึกถึงพวงมาลัยดอกมะลิที่ตนได้เคยถวายพระเป็นต้น.... หรือไม่จิตใจนั้นก็เกิดหวนระลึกถึงกุศลขึ้นมาในใจ ก็เป็นอันว่าถึงคราวที่กุศลจิตจะได้มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้าง


คราวนั้น........ หากว่า กระแสบุญมีกำลัง... ย่อมขวาง... ย่อมกั้นกระแสบาปที่ไหลมาอย่างต่อเนื่องนั้นให้ขาดตอนลงได้ ในช่วงเวลาแห่งจิตที่เป็นไปกับบุญนั้นๆเกิดขึ้น.....เหมือนเกาะกลางแม่น้ำ ย่อมขวางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากมานั้น ให้เปลี่ยนทิศทางขึ้นมาได้....


แต่พวกเราพี่น้องเอ๋ย...กระแสบุญนั้นเกิดได้ยาก มิหนำซ้ำ เกิดมาแต่ละคราวก็มีกำลังน้อยเหลือเกิน จึงพบว่า บ่อยครั้งที่เขาไม่สามารถกั้นกระแสกิเลสได้เลย...


ทำให้ผู้ที่กำลังเพียรอยู่นั้น เกิดความรู้สึกหมดกำลังใจขึ้นมาได้ ความรู้สึกอย่างนี้นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีในคำอธิบายต่อเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง.....


จิตใจเวลาทำกุศล ก็กุศลจิตนั้น ย่อมปรากฏรสชาดดุจน้ำฝนที่ฉ่ำเย็น ย่อมกระทำความชุ่มชื่นให้เกิดกับจิตใจของบุคคลนั้น กายก็เบา ใจก็เบา.... กายก็อ่อนควรแก่การงาน จิตใจก็อ่อนควรกับการงาน ... นี้เป็นอาการที่กุศลจิตเขาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมยังผลให้เป็นไปอย่างนี้ ....


ดังนั้น ใบหน้า ผิวพรรณ หรือสุขภาพของคนที่หมั่นเจริญกุศล ย่อมสามารถปรากฏให้ผู้อื่นได้เห็นถึงสภาวะที่งดงามของเขาได้.....


แต่ในทำนองเดียวกัน หากจิตใจเป็นไปกับบาป ใบหน้า ผิวพรรณของบุคคลนั้น ก็ย่อมปรากฏสภาวะของจิตใจของเจ้าของนั่นแหละ ....คนที่มักโกรธ หรือจิตใจเคร่งเครียดเพราะอำนาจโทสะ เราก็มักจะเห็นใบหน้าที่บ่งบอกสภาวะโทสะได้ง่ายดาย นี่เรียกว่า จิตชรูป รูปอันเกิดจากจิต...จิตที่เป็นบุญย่อมกระทำรูปที่แตกต่างจากจิตที่เป็นบาปแน่นอน..


และการที่ท่านรู้สึกอ่อนล้า หมดแรง หมดกำลังใจนั้น...ก็เป็นเรื่องปกติของ"โทสะ".. เพราะโทสะนั้น เปรียบเหมือนไฟที่เผาลนจิตใจทุกค่ำคืน กายและใจก็หม่นไหม้ หาความควรแก่การงานมิได้เลย.... มือไม้อ่อนล้า จิตใจอ่อนแรง ไม่ ใคร่ อยากจะกระทำการงานใดๆ อย่าว่าแต่จะให้เจริญกุศลเลย บางคนข้าวปลาอาหารก็ไม่อยากจะรับประทานด้วยซ้ำ...นี่เขามีอาการอย่างนี้....เป็นธรรมดา


ต้องให้กลับมารู้ตัวว่า เราปล่อยให้กระแส กิเลส เกิดขึ้นมากเกินไปเสียแล้ว หากเราจะปล่อยกายใจให้เป็นไปอย่างนี้ ย่อมไม่ชื่อว่า เป็นผู้เมตตาตนเองเลย ...ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เบียดเบียนตนเอง...ทำร้าย ทำลายตนเองตลอดเวลา..ควรหรือที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้


ขอจงเรียกสัทธาของตัวท่านเองกลับมา ......สัทธาที่เชื่อเรื่องกรรม.... เรื่องผลของกรรม ..... เชื่อเรื่องสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน....


ก็สัทธานั้น ย่อมเปรียบเสมือนบุรุษร่างกำยำ มีพละกำลังมาก ย่อมพาบุคคลทั้งหลายก้าวข้ามแม่น้ำนั้นมาได้ เพราะเหตุที่บุคคลทั้งหลายเชื่อแล้วว่า คนๆนี้ข้ามผ่านได้ เราก็ย่อมทำได้เช่นกัน .....กุศลธรรมอื่นๆย่อมเกิดขึ้นตามสัทธาโดยอาการเดียวกันนั่นแหละ...ปัญญาก็เกิดไม่ได้ หากไม่มีสัทธานำ ....ดังนั้นนั้นสัทธาจึงเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกดวง แต่ปัญญานั้นประกอบก็ได้ ไม่ประกอบก็ได้....


เมื่อหมดกำลังใจ จิตใจก็เป็นไปกับ “ โทสะ ” ต้องรีบเปลี่ยนอารมณ์ให้กุศลเกิดให้เร็วที่สุด .....


ขอให้คิดว่า การงานที่จะซ้องเสพกุศล เข้าหากัลยาณมิตร ฟังธรรมนั้น เป็นหน้าที่ที่เราพึงต้องกระทำต่อชีวิต ทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้าของเราเอง...เป็นหน้าที่โดยแท้


ขอให้คิดว่า ตัวเราพึงต้องได้อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในทุกๆวัน.... แม้จิตใจเองก็ต้องการธรรมะเข้าหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นเดียวกัน.... ดังนั้นเราจึงต้องให้ อาหารแก่ใจด้วย มิฉะนั้น เรานี้เห็นทีจะเหมือนปลาตายที่ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถว่ายขึ้นเหนือน้ำไปหาอาหาร.... ย่อมเหมือนหนึ่งปลาตายที่ถูกกระแสน้ำ(กระแสกิเลส) ฉุดกระชากให้ตกต่ำ กระแทกกับโขดหินน้อยใหญ่ ให้ถึงย่อยยับเป็นแน่แท้...


ขอให้คิดว่า นี่เป็นงานสำหรับชีวิตที่เกิดมาในฐานะมนุษย์ ที่จะต้องทำ ธัมมสัญญา ให้เกิดแก่จิตใจ ประดับไว้ในจิตใจเป็นปัจจัยต่อไปในภายภาคหน้า...เป็นที่พึ่ง เป็นที่เกาะ...


ขอให้คิดว่า...เอาเถอะ เรามิได้จะไปดูหนัง ดูละคร จะได้รู้สึกกระตือรือร้นที่จะทำการงานอย่างนั้นๆ ... แต่เรากำลังจะหาปัจจัยที่จะกระทำให้จิตใจของเราพ้นจากความหดหู่เห็นปานฉะนี้ ต้องเจริญกุศลเท่านั้น หามีอย่างอื่นไม่....


ขอให้คิดว่า ...มาดแม้ว่า ความตายจะปรากฏแก่เราในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้านี้ ... เรานี้เห็นทีจะย่อยยับเพราะกิเลสเสียเป็นแน่แท้ .. ใยเรามิขวนขวายหาบุญให้เกิดแก่จิตใจเพื่อเป็นที่พึ่งต่อไปในภายภาคหน้าเล่า...?


ขอให้คิดว่า ...ก็เพราะกิเลสนั้นเร่าร้อนอย่างที่กำลังเป็นอยู่มิใช่หรือ? แม้การจะดับทุกข์ทางใจที่ปรากฏนี้ หากปราศจากซึ่งอารมณ์บุญที่จะให้แก่จิตแล้วไซร้ .... อย่างอื่นในโลกนี้.... หามีไม่...


ขอให้คิดว่า ที่เราประสบทุกข์ เดือดร้อน อ่อนเปลี้ยกายใจอย่างนี้ ก็เพราะเหตุแห่งกุศลวิบากไม่ปรากฏแก่เราเท่านั้นเองมิใช่หรือ? .. เพราะเราผิดหวัง เพราะเราเป็นทุกข์ที่ต้องพลัดพราก เพราะเราเสียใจ ฯลฯ ก็บรรดาความรู้สึกอย่างนี้ เกิด จากเหตุที่เป็นไปกับบาปมิใช่หรือ? .... เหตุใดเราจะยังคงเดินทางเข้าหาความทุกข์ เข้าหาความเดือดร้อน เหมือนบุรุษผู้ตาบอดและโง่เขลา กำลังเร่าร้อนเพราะไฟกำลังลุกท่วมตน แต่ไม่เคยคิดที่จะพาตนให้พ้นจากกองเพลิงนั้นเลย... ยังคงย่ำ .... ยังคงย้ำให้ตนคลุกเคล้ากับไฟ (บาป) อยู่อย่างนั้นทีเดียวหนอ...


เมื่อคิดหาเหตุผลให้แก่ใจอย่างนี้ กำลังใจย่อมเกิดขึ้นแก่จิตใจด้วยดีแล้ว... เพราะเหตุที่ว่า ขณะที่จิตใจกำลังคิดพิจารณาด้วยดีอย่างนั้น....จิตใจย่อมเป็นไปกับกุศลประกอบปัญญาพร้อมด้วยสัทธา ซึ่งมีกำลังมาก ....


ดังนั้น ท่านสามารถนำไปพิจารณาบ่อยๆ เพื่อกั้นกระแสกิเลสได้บ้าง ก็จะเป็นปัจจัยให้ท่านพาตนให้พ้นจากกองเพลิง เหมือนบุคคลผู้มีตาดีมีปัญญาฉะนั้น


ที่มา http://www.raksa-dhamma.com/topic_53.php