สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 7 จากทั้งหมด 7

กระทู้: Group Blog : บันทึกการปฏิบัติเพื่อละราคะเมถุน ปี ๒๕๖๑ สมัยที่ได้พบเจอพระอรหันต์

  1. #1

    Group Blog : บันทึกการปฏิบัติเพื่อละราคะเมถุน ปี ๒๕๖๑ สมัยที่ได้พบเจอพระอรหันต์

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)




    ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ผมโพสท์กล่าวทั้งหมด เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสไว้ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว หาประมาณมิได้ เป้นธรรมที่ควรโอปะนะยิโก คือ น้อมเข้ามาสู่ตน ธรรมนั้นพึงปฏิบัติและให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นธรรมเพื่อให้เราทั้งหลายได้เห็นทางพ้นทุกข์ จนถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้
    ซึ่งได้มีครูบาอาจารย์พระอริยะสงฆ์ พระอรหันตสงฆ์ ที่เป็นครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของผม มีหลวงปู่บุญกู้ อนุวัฒฑโน (พระพุทธสารเถระ วัดอโสการาม) เป็นต้น ท่านได้กรุณาแนะนำเทศนาสั่งสอนมาโดยตรงแก่ผม ผมได้โอปะนะยิโกน้อมเอาธรรมอันประเสริฐทั้งหลายเหล่านั้นมาพิจารณาปฏิบัติ กรรมฐาน สมถะ และ วิปัสนา ทำให้ผมได้รู้เห็นแนวทางปฏิบัติและเข้าถึงจนเห็นผลต่างๆตามจริต และ สติกำลังร่วมกับปัญญาของปุถุชนอย่างผมได้ดังนี้...

    หากธรรมที่ผมได้โพสท์กล่าวนั้นมีความผิดพลาด ผิดเพี้ยน ไม่เป็นจริงด้วยประการใดๆ ขอท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า..
    ..ธรรมนั้นมาจากปุถุชนที่ยังไม่ถึงธรรมจริงอย่างผมเท่านั้น
    ..ไม่ใช่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนโดยตรง
    ..ไม่ใช่ธรรมเทศนาจากพระอรหันตสงฆ์สาวกโดยตรง
    ..เป็นเพียงธรรมที่ปุถุชนผู้ยังสมมติของปลอม ยังไม่ถึงของจริง ยังเห็นสัมผัส และคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดอย่างผมมีโอกาสได้รู้เห็นตามสมมติของจิต แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นแนวทางปฏิบัตินี้ๆเท่านั้น


    หากเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายให้พึงระลึกรู้โดยจริงว่า ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นแล เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสสอน อันมีพระอรหันตสงฆ์สาวก และ พระอริยสงฆ์สาวก ของสมเด็จพระบรมพุทธศาสดาได้เผยแพร่สั่งสอนธรรมมาจนถึงผมและท่านทั้งหลาย ไม่ใช่ธรรมของผมแต่อย่างใด

    บัดนี้ ผมขอสาธยายธรรมอันที่ปุถุชนอย่างผมพอจะรู้เห็นเข้าถึง เข้าใจ แจ้งใจได้ ดังต่อไปนี้..






    Group Blog : บันทึกการปฏิบัติเพื่อละราคะเมถุน ปี ๒๕๖๑ สมัยที่ได้พบเจอพระอรหันต์

    บันทึกกรรมฐาน วันที่ 1-1-61 เวลา 23:30 น. ถึง วันที่ 2-1-61 เวลา 2:45 น.
    สรุปหัวใจหลักวิธีทำไว้ในใจในการเจริญปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา




    หัวใจหลักใน ทาน ศีล ภาวนา ที่ทำที่ใจ ทำเจตนา ละเขจตนา

    ให้ลงใจตามพระอริยะสาวก และ พระอรหันสาวก
    ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาโลก เจริญปฏิบัติกั

    ก. ทาน ..ทำที่ใจ
    ทำเหตุ ..ทำไว้ในใจเพื่อขจัดความโลภ ความตระหนี่ อภิชฌากลุ้มรุมในกายใจตน
    ผลอานิสงส์ ..ถึงความอิ่มใจไม่คิดใคร่ ไม่กระสันอยาก ไม่แสวงหาอีก อิ่มใจไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในในโลก
    (น้อมใจไปถึงความอิ่มเอมเป็นสุขใจนั้น)
    - เหตุ คือ รู้เห็นตามจริงใน..กรรม โลกธรรม ๘ ศรัทธา ๔ เข้าถึงความความสุขจากการให้ มีใจน้อมไปในความสละ เจตนาออกจากอภิชฌา
    - สะสมเหตุละกิเลส คือ โลภะ ความตระหนี่ ความโลภ อยากได้ หวงแหนสิ่งที่ปรนเปรอบำเรอตน
    - เห็นแจ้งชัดใน โลกธรรม ๘ ความไม่เที่ยง โลภะ กาม นันทิ ราคะมันหลอกให้เราเอาใจเข้ายึดครองทุกสิ่งในโลก แสวงหา ต้องการ กระสันอยาก จนมีเท่าไหร่ เสพย์มากแค่ไหนก็อิ่มไม่เป็น ..เมื่อจิตสูงเหนือโลภไม่เอาใจเข้ายึดครองสิ่งไรๆในโลก จิตก็รู้จักพอแผ่ขยายไปด้วยน้อมไปในการสละจิตจึงอิ่มเป็น ทุกสิ่งทุกอย่าง คน สัตว์ สิ่งของที่รักที่หวงแหนอยู่ได้นานสุดแค่หมดลมหายใจเรานี้เท่านั้น มีแต่บุญกับบาปเท่านั้นที่ติดตามไปทุกภพชาติ ให้ผล เป็นแดนเกิด เป็นที่ติดตามอาศัย เราเป็นทายาทกรรม
    - มีใจน้อมไปใน ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลอยากให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุขจากสิ่งที่ตนสละให้ มีใจอยากให้ผู้อื่นได้รับหรือมีโอกาสดีๆได้รับสิ่งดีๆเป็นประโยชน์สุขเหมือนเขาบ้างเสมอด้วยตน
    - มีใจสละขาดจากความเ)้นเจ้าของ ไม่เอาใจเข้ายึดครองไว้กับสิ่งที่ตนให้
    - มีอานิสงส์ คือ ความอิ่มใจ อิ่มเต็มอัดแน่นในใจตัดขาดจากความติดใคร่ได้กระสันต้องการ


    ข. ศีล ..ทำที่ใจ
    ทำเหตุ ..ทำไว้ในใจเพื่อขจัดโทสะ ริษยา อภิชฌา โทมนัส ความเร่าร้อน ร้อนรุ่ม ขัดข้อง ข้องแวะ อัดอั้น คับแค้น โศรกเศร้า เสียใจ ร่ำไร รำพันกลุ้มรุมในกายในใจตน
    ผลอานิสงส์ ..ถึงความเย็นใจ เป็นที่สบายกายใจ มีจิตแจ่ม ใสเบิกบาน สงบสุขเป็นที่สบายดบาใจแผ่ซ่านไป ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก
    (น้อมใจไปถึงความเย็นเบาใจ สงบสุขเป็นที่สบายกายใจนั้น)
    - เหตุ คือ รู้เห็นตามจริงใน..กรรม โลกธรรม๘ มีหิริพละ มีโอตัปปะพละ ศรัทธา ๔ ความเห็นเสมอด้วยตน เข้าถึงโทษและทุกข์ในการไม่มีศีล เจตนาออกจากอภิชฌา-โทมนัส
    - สะสมเหตุละกิเลศ คือ โทสะ และความเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
    - เห็นแจ้งชัดใน ความเร่าร้อนร้อนรุ่มกลุ้มรุมกายใจจากการไม่มีศีล กรรม วิบากกรรม รู้แยกแยะดี ชั่ว บาป บุญ คุณ โทษ เรามีกรรมเป็นผู้ให้ผล เป็นแดนเกิด เป็นที่ติดตามอาศัย เราเป็นทายาทกรรมทุกภพทุกชาติไป
    - มีใจน้อมไปใน ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นเสมอด้วยตน ด้วยอาการของจิตที่มีความแจ่มใสเบิกบานปราศจากทุกข์และความเร่าร้อนทั้งหลายแผ่ขยายไปนั้น
    - มีอานิสงส์ คือ ความเย็นใจ อวิปติสสาร ปราโมทย์ เบิกบานใจ


    ค. ภาวนา ..ทำที่ใจ
    ทำเหตุ ..ทำไว้ในใจเพื่อให้จิตได้พักเท่านั้น ข้อนี้เป็นหัวใจหลักในการภาวนา.. จิตจะได้มีกำลังขจัดโมหะ ความโง่ ลุ่มหลง ติดใจข้องแวะโลก ความหลงไม่รู้เอาใจเข้ายึดครองโลกที่กลุ่มรุมกายใจตน
    ผลอานิสงส์ ..ถึงความที่จิตผ่องใส สว่างไสว รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ตื่นจากสมมติ เบิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลสของปลอม ตามสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดา
    (ทำไว้ในใจถึงการภาวนาว่า..เพื่อต้องการให้จิตได้พัก น้อมใจรวมจิตไว้ในภายในที่เดียว เอาจิตจับที่จิต ทำความสงบ นิ่ง ว่าง ไม่คิด ไม่จับเอาสิ่งใด)
    - เหตุ คือ รู้เห็นตามจริงต่างหากจากสมมติ เห็นทุกข์ ตัวทุกข์ เหตุแห้่งทุกข์ ตื่นจากสมมติ ละเหตุแห่งทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เป็นทุกข์ วัฏฏะ ไม่สิ้นสุด เกิดนิพพิทาญาณ เจตยาทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ถึงความเบิกบาน
    - สะสมเหตุละกิเลส คือ โมหะ ความโง่ลุ่มหลงไม่รู้ตัว ไม่รู้จริง เพื่อให้จิตฉลาดในธรรม ฉลาดในการปล่อยวาง ฉลาดในการเลือกเฟ้นธรรม จิตสามารถเลือกธัมมารมณ์ที่ควรเสพย์ได้ เสริมปัญญาความฉลาดให้จิต
    - มนสิการไปให้จิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวไม่สัดส่าย สงบ นิ่ง ว่าง วูบรวมลงแช่ไว้ในภายในให้จิตได้พัก "ความสงบ นิ่ง ว่าง แช่มีอารมณ์เดียวนี้เป็นอาหารของจิต" เป็นการเสริมเติมกำลังให้จิต ให้จิตมีกำลังอยู่ได้ด้วยตนเองไม่ไหลพล่านยึดจับเกาะเกี่ยวเอาอารมณ์ไรๆมาตั้งเป็นเครื่องอยู่ของจิต จิตทำสักแต่ว่ารู้ได้
    - มูลกรรมฐาน ทำไว้ในใจภึงพระพุทธเจ้าพระบรมศาสดา โดยระลึกบริกรรมในพุทโธคู่ลมหายใจเข้าออกก็ได้ (พระอรหันตสาวกทุกรูปท่านสอนไว้ว่า..คนที่ระลึกบริกรรมพุทโธไม่ได้..ก็แสดงว่าไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า คนที่ระลึกธัมโมไม่ได้..ก็แสดงว่าไม่มีศรัทธาในพระธรรม คนที่ระลึกสังโฆไม่ได้..ก็ไม่มีศรัทธาในพระสงฆ์) ระลึกถึงความรู้เห็นตามจริงต่างหากจากสมมติ จิตตั้งอยู่เฉพาะหน้า รู้ปัจจุบัน ตื่นจากสมมติไม่ติดหลงสมมติความคิด สมมติสัจ สมมติบัญญัติ ตื่น หลุดพ้นแล้ว ถึงความว่าง,ความสงบ,ความไม่มี,ความสละคืน มีจิตเบาสบายเบิกบบานใจเป็นสุขหาประมาณมิได้ ไม่มีสิ่งใดในโลกให้ข้องแวะข้องเกี่ยวได้อีก
    - มีอานิสงส์ คือ ทำให้เรามีจิตผ่องใส มีใจเบิกบาน เป็นสุข มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ละเจตนาในอกุศล ไม่มีความคิดชั่ว ไม่มีความคิดอกุศล มีเจตนาละเว้นจากความเบียดเบียน จิตฉลาดในการเลือกเฟ้นเสพย์ธรรม ฉลาดในการปล่อยวาง ไม่เอาใจเข้ายึดครองสังขารทั้งปวง อิ่ม พอ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งของสมาธิจะเกิดปัญญามากมายที่เราไม่เคยรู้เห็นจะพรั่งพรูขึ้นมาให้วิเคราะห์พิจารณาเลือกเฟ้นใช้งานในการดำรงชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมโดยชอบ เมื่อพ้นจุดนี้ไปอีกจึงจะเกิดปัญญาธรรมอันจิตแจ้งชัดของจริงต่างหากจากสมมติ ถึงนิพพิทาถอนใจไม่ยึดครอง เกิดวิราคะตัดสิ้นกิเลสของปลอม ถึงความสละคืน ไม่มีสิ่งใดๆในโลกหน่วงยึดเกียวใจไว้ได้อีก




    การเข้าสมาธิง่ายๆ 3 วิธี

    วิธีที่ 1 น้อมใจไปรวมจิตลงเพียงเพื่อให้จิตได้พัก (วิธีนี้กล่าวคราวๆแล้วในเบื้องต้น ตามด้านบน)

    วิธีที่ 2 เพ่งนิมิต หรือ คำบริกรรมเหล่าใดให้สติจดจ่อในอารีมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน ทำให้จิตจดจ่อเป็นอารมณ์เดียวตาม (วิธีนี้มีสอนเยอะตามกรรมฐาน 40 เช่น พุทโธ อานาปานสติ กสิน ๑๐ จึงไม่ขอกล่าว)

    วิธีที่ 3 มนสืการ
    สัญญา จิตจับอารมณ์แนบแน่นไม่ขาดกัน แล้วยกจิตขึ้นด้วยลม..
    1. มนสิการในอารมณ์เครื่องกุศล อนุสสติ ๖ เป็นต้น หรือ พรหมวิหาร ๔ เจโตวิมุตติเหล่าใด เป็นมูลฐานให้จิตตั้งมั่น

    2. ไม่กำหนดนิมิต แต่กำหนดจิตจับไว้ที่อารมณ์ความรู้สึกเย็นใจเบิกบานที่มีอาการแผ่ไปจากการได้เจริญในธรรมเครื่องกุศลเหล่านั้นแนบแน่นไม่ขาดกัน ไม่กระเพื่อม ไม่คลอนแคลน ไม่สัดส่าย
    3. เมื่อจิตนิ่งแนบอารมณ์ได้ หายใจเข้ายาวๆ ลึกๆ ไม่ต้องหายใจแรงมาก ให้หายใจปรกติสบายๆ ไม่ให้ลมติดขัด
    (จิตจะยกเข้าสมาธิตามกำลังของจิต มีการวูบรวมลงทีจุดเดียวเป็นสมาธิ ตั้งแต่ ขณิกสมาธิ อุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถึงปฐมฌาณ เป็นต้น)
    4. หายใจออกผ่อนเบาสบายๆคลาย ดับ สลัดอารมณ์ที่จิตจับแนบก่อนหน้านี้ออกไปเหาะ รับสภาพความรู้สึกอารมณ์ อาการที่เข้ารวมลงอยู่ในปัจจุบัน
    (เวลาตายลมหายใจสุดท้ายนี้สำคัญเพราะเป็นตัวจับอารมร์สุดท้าย คนเข้าฌาณ หรือได้วสีจะเข้าใจจุดนี้ที่สุด)




    ขยายความ

    ก. ทาน ละโลภได้ทาน ละตระหนี่ปรนเปรอตน เผื่อแผ่แบ่งปันสละให้ด้วยใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขแก่กัน เราก็ได้ทาน

    จิตเป็นทานก็เกิดความอิ่มใจ ใจมีกำลังอยู่เหนือโลภ
    - เข้าถึงจาคานุสสติความสละที่พร้อมมูลเกื้อกูลประโยชน์สุขทั้งปวงแก่สัตว์ทั้งหลาย เกิดความปิติ อิ่มใจเป็นสุข อิ่มเต็มอัดแน่นในใจไม่ต้องการสิ่งใดอีก- สุขตั้งอยู่ที่จิต จิตสุขเพราะสละ ถอนจากโลภ เพราะไม่เอาใจเข้ายึดครองสิ่งไรๆในโลกแม้ขันธ์ ๕ ที่ตนอาศัยอยู่จึงเป็นสุข จิตรู้ด้วยตัวเองว่า..สุขเพราะสละไม่ยึดครอง
    - จิตมนสิการมีใจน้อมไปในอารมณ์ถอนขึ้นปิดสวิทซ์ตัดจากความมีใจเข้ายึดครอง คลายอุปาทานขันธ์ ๕ อิ่มในขันธ์ ๕ ไม่ยึด ไม่เอา ไม่ยังขันธ์ ๕ อยู่อีกด้วยประการดังนี้

    ข. ศีล ละโกรธได้ศีล ทำที่เดียว คือ เจตนา ทำความละเว้นความเบียดเบียนทำร้ายต่อตนเองและผู้อื่น..ด้วยใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุข เย็นกาย สบายใจ ไม่เร่าร้อนต่อเผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง คือ
    1. ผู้อื่น เจตนาละเว้นจากความข้องแวะ ติดพัน อยากได้ หมายเอา คน สัตว์ สิ่งของ ขีวิต ของผู้อื่นมาครอบครองเป็นของตน ปรนเปรอตน
    2. ตนเอง เจตนาละเว้นจากสิ่งที่ทำให้ตนระลึกไม่ได้ ฉุกคิดยับยั้งแยกแยะ ดี ชั่วไม่ได้ เจตนาละเว้นจากสิ่งที่ทำให้เราไม่รู้ตัว

    ศีล ลงใจ เจตนาเป็นศีล เราก็เย็นใจเป็นที่สบายกายใจมีปรกติจิตที่ไม่เร่าร้อน อยู่ที่ได้ก็เบาใจ ไม่หวาดกลัว ระแวง เร่าร้อน หมกมุ่น ฟุ้งซ่าน ร้อนรุ่มกายใจ ใจก็มีกำลังอยู่เหนือโกรธ

    - จิตไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก จิตที่ไม่ยึด ละเว้นเจตนาเบียดเบียนขาดสิ้นความเร่าร้อน จิตว่างไม่ลังเลสงสัย เห็นธรรมที่เสมอด้วยตนทั่วกัน จิตวิญญาณที่ครองขันธ์อยู่ล้วนเสมอกัน จิตที่อารมณ์ที่เสมอกัน รู้ด้วยความสงบ ไม่กระเพื่อมกวัดแกว่ง นิ่ง ความปิติ สุข เกิดขึ้นในภายใน ตัดความคิดรู้ปัจจุบันเฉพาะหน้าจิตเบาผ่องใส มีอาการที่แผ่ขยายไป
    - มีใจน้อมไปในความเสมอด้วยกัน จิตแผ่เอาความผ่องใสเบิกบาน เย็นใจ ปราศจากกิเลสเครื่องเร่าร้อน
    - จิตตั้งมั่นแนบอยู่ในความเย็นใจ แจ่มใส เบิกบานนั้นด้วยมีอาการที่แผ่ขยายไปทั่ว ไม่จำกัด ไม่มีประมาณ ทุกขันธ์ ทุกรูป ทุกนาม ทุกดวงจิต
    - จิตตั้งอยู่ที่ความว่างจากทุกข์ ว่างเบากายสบายใจไม่มีเครื่องเร่าร้อน แผ่ขยายความว่างอันปราศจากทุกข์ แผ่เอาความว่างอันผ่องใสไม่มีทุกข์นี้ไปไม่จำกัด ไม่มีประมาณ ทุกขันธ์ ทุกรูป ทุกนาม ทุกดวงจิต
    - จิตตั้งอยู่ที่จิตความสว่างไสว รื่นรมย์ สำราญ เบิกบานไม่มีสิ้นสุด จิตจับที่จิต จิตรวมลงอยู่ที่ดวงจิตที่แนบไปด้วย อัดแผ่ขยายออกไปไม่มีประมาณด้วยความสำราญ เบิกบานในสุขอันสว่างไสวนั้นไป ไม่จำกัด ไม่มีประมาณ ทุกขันธ์ ทุกรูป ทุกนาม ทุกดวงจิต
    - จิตตั้งอยู่ด้วยความไม่ยึดครองสิ่งใด ไม่เอาใจเข้ายึดครองสิ่งไม่ ไม่ยึดจับอะไรเลย ทุกอย่างมันเป็นไปของมันด้วยกรรมตามสัจจะของมันเอง ความว่าง ความไม่มี ความสละคืน
    - ความมนสิการน้อมใจเข้าไปในภายในความน้อมเข้าดูจิตเดิมแท้ ขัดเกลา ล้างขันธ์


    ค. ภาวนาอบรมจิต ละโง่ได้ภาวนา
    - ทางโลก ศึกษาเรียนรู้ ปฏิบัติ ก็เข้าถึงความรู้ในหลายทาง คิดตอบโจทย์แก้ไม่ทันก็จำไว้สะสมเหตุเป็นปัญญาถึงแนวทางแก้ไขของรูปแบบปัญหานี้ๆในคราวต่อไป เข้าสมาธิให้จิตได้พัก จิตมีกำลัง จิตสงบไม่ฟุ้งซ่านคิด ไม่ติดคิด ทำให้จดจำง่าย สมองทำงานเป็นระบบมากขึ้นว่องไวเพราะไม่มีความคิดความจำขยะที่ปิดกั้นจำกัดช่องทางการทำงานของสมองและปัญญา จากนั้นความรู้ที่ไม่เคยนึกถึง ไม่เคยคิด ที่ลืมไปแล้ว ที่ไม่เคยคำนึงถึง ที่ไม่เคยรู้จัก ปัญญาที่วิเคราะห์เทียบเคียงพิจารณาโดยแยบคายเสร็จสรรพพร้อมมูลในเหตุ และ ผล ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เกิดมีขึ้น มีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน จะพรั่งพรูขึ้นมามากมายไม่หยุด
    - ทางธรรม เข้าสมาธิอบรมจิตทำให้จิตได้พัก ไม่สัดส่ายกระเพื่อมจิตก็มีกำลัง ผ่องใสเบิกบานไม่ไหวเอนไปตามอารมณ์เครื่องล่อใจ มีกำลังอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ติดคิด ไม่ฟุ้งซ่าน มีกำลังแยกแยะ มีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน เกิดปัญญาญาณรู้เห็นตามจริงโดยสัมมา จิตมีกำลังเต็มที่ทำหน้าที่เดิมได้ คือ จิตทำแค่รู้ แลดูของจริงได้โดยไม่เข้าร่วมปรุงแต่งเสพย์อารมณ์ เห็นสมมติแห่งกาย สมมติแห่งความรู้สึกอารมณ์ สมมติแห่งจิต รากเหง้าแห่งสมมติ สันดาร สันดร แจ้งโลก เห็นธรรม ตัด ถอน สละคืน

    ภาวนาเพื่อละโง่ โอปนะยิโกได้ง่าย ทำสมาธิภาวนาเพื่อให้จิตได้พัก อบรมจิตให้ฉลาดเไม่ติดหลงสมมติอยู่อีก ละโง่ก็ได้ปัญญา จิตถึงปัญญาก็เป็นผู้รู้ทั่วพร้อม เกิดความรู้ได้เฉพาะตน ปัจจัตตัง

    - จิตเข้าไปดูของจริง เห็นความเป็นไป การทำงานตามจริงของมัน ทำสักแต่ว่ารู้ ไม่ข้องแวะ ไม่ยึดที่เห็น แต่ทำความรู้ตามจริง
    - จิตเห็นการทำงานครบพร้อมขันธ์ ๕ เห็นผัสสะกระทบให้จิตกระเพื่อม ความเป้นไปของมันเหมือนดูหนังจอยักษ์ที่เราอยู่ท่ามกลางในเหตุการณ์นั้นๆ
    - จิตคลายปิดสวิทซ์ตัดสิ่งที่คล้องหน่วงจิตไว้อยู่ตลอดเวลาเพราะเห็นความไม่มี เหมือนฟ้าแลบแปลบ เหมือนประกายแสงที่กระทบกันแปล๊บหนึ่งซึ่งไวมาก อุปมาเป็นโซ่ที่ถูกปลดมีดตัดตะขอที่คล้องลากหน่วงตรึงเราออก เกิดประกายแสงกระทบกันแวบหนึ่ง ขาดสิ้น
    - จิตสำรอกออก สละคืน จิตเบา ไม่หน่วงจิตอีก น้อมเข้ากำลังในทางโดยชอบ แนบแน่นในสัมมา ทาน ศีล ภาวนา สติสัมปะชัญญะ เห็นชอบ คิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ ดำรงจิตชอบ ความแนบแน่นประครองในสัมมา ความระลึกได้ประครองตั้งมั่น จิตตั้งมั่นจดจ่อ จิตสักแต่ว่ารู้แยกจากขันธ์สังขารทั้งปวงเหล่าใด จิตดำรงมั่นแลดูอยู่รู้แค่ธรรมไม่สัดส่าย เหตุให้เกิดสืบต่อแห่งจิตสังขารไม่มี วิญญาณสังขารไม่สืบต่อ จิตสังขารดับ ปิติ สุข ว่าง จิตตั้งมั่น ตัด




    การอบรมจิตเบื้องต้นง่ายๆแต่ผลนั้นยิ่งใหญ่นัก คือ..

    1. สวดมนต์(ทำให้จิตจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ที่กำลังสวดน้อมใจไปตามคววามหมายของบทสวดมนต์นั้นๆ ไม่ส่งจิตออกนอกไปคิดอย่างอื่น)
    2. สงบนิ่ง(ความสงบ ทำแค่ความสงบ จิตว่าง ไม่คิด ไม่ยึด ไม่จับ ไม่มี)
    3. รู้ลมเข้า-ออก (ตามรู้ลมปักหลักปักตอไว้ปลายจมูกรู้ลมที่พัดเคลื่อนเข้า พัดเคลื่อนออก)
    4. พุทโธ กำหนดบริกรรมตามลมด้วยคุณพระพุทธเจ้า คือ ผู้รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ตื่นจากสมมติ เบิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลสของปลอม ผู้รู้จริงคือรู้ในปัจจุบัน ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้ของจริง คือ ลมหายใจเป็นวาโยธาตุ เป็นกายสังขาร เป็นสิ่งที่สงเคราะห์ประกอบขึ้นให้เป็นกาย พยุงยังกายไว้อยู่ สมมิตก็คือความคิด ปรุงแต่ง จิตส่งออกนอกทั้งปวงเมื่อความคิดเกิดมีแสดงว่าสมมติเกิดทันที จิตรู้สิ่งใดด้วยความคิดสิ่งนั้นคือสมมติทั้งหมด ความคิดที่ไม่มีโทษมีคุณคือบริกรรมพุทโธ "ทำไปเรื่อยๆสบายๆจากนั้นจิตมันวูบดิ่งลง หรือ เหมือนวูบหลับลง หรือ วูบลงคล้ายจะกำลังหมดสติ ก็ให้ปล่อยมันไปไม่ต้องประครองมากไป ให้ทำแค่รู้แล้วปล่อยให้มันเป็นไปของมัน ..อาการนี้แค่จิตมันเข้าไปพัก" เมื่อจิตมันได้พักเสร็จมันจะมีกำลังดำเนินไปของมันเอง ทำแค่นี้เเข้าถึง เข้าเอกัคคตารมณ์ได้ หรือ เข้าภึงฌาณ 4 ได้
    5. ส่วนเวลาทำงานดำเนินชีวิตไปตามปรกติ ก็ให้ทำสัมปะชัญญะ ทำความรู้ในปัจจุบันขณะ รู้กิจการงานที่ตนทำอยู่ในปัจจุบัน ยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน เขียนหนังสือ เขียนงาน ขี้ เยี่ยว ดื่ม กิน รู้กิจการงานในปัจจุบันที่ตนทำ ไม่ติดหลงสมมติความคิด




    - นี่คือ ทาน ศีล ภาวนา สะสมเหตุอิทธิบาท ๔ ใน มรรค ๘ สุจริต ๓
    นแนวทางหลักๆ ที่เเป็นหัวใจของการเจริญ ทาน ศีล ภาวนา และ ผลเลยนะนี่ หนังสือไม่มีสอนนะแบบนี้ ในกูเกิลก็ไม่มี
    * เวลาทำให้เป็นที่สบายกายใจ ไม่กระสันในผล แต่ไม่หย่อนยานเหลาะแหละ ให้ทำเป็นประจำๆเนืองๆ ตั้งไว้ว่าวันนี้ๆจเราจะทำจากเวลานี้ ถึงเวลานี้ แล้วค่อยเพิ่มมากขั้นไป ที่แน่นนอนทุกวันพระให้ทำได้ตลอดวัน สะสมเหตุไป รู้ตัวว่าตนทำสะสมเหตุไป อย่ากระสันผล ให้พอใจที่ได้ทำสะสมเหตุเป็นพอ ทำใจให้สบายๆ





    ความรู้เห็นทั้งหลายทั้งปวงของข้าพเจ้านี้ ได้มาจากการเจริญปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์สอน ไม่ขัดครู ไม่ลังเลสงสัย ตามคำสอนของหลวงปู่นิล มหันตปัญโญ(พระอุปัชฌาย์), หลวงปู่บุญกู้ อนุวัฒโน (พระพุทธสารเถระ)(พระอุปัชฌาย์), พระครูมหานกแก้ว(หลวงน้า)(พระอุปัชฌาย์), หนังสือเทศนาคำสอนของหลวงปู่ฤๅษีฯ(พระราชพรหมญาณ), พระอาจารย์สนทยา ธัมมะวังโส(พระอุปัชฌาย์), หลวงพ่อเสถียร ถิระญาโร(พระอุปัชฌาย์), พระอาจารย์ณัฐพงษ์ และ (พระอุปัชฌาย์)ครูบาอาจารย์สายพระป่าอีกหลายท่านที่ได้สอนข้าพเจ้าโดยตรง หรือจากหนังสือคำสอนของพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ พระอาจารย์ใหญ่ ทุกๆท่าน









    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-04-2018 เมื่อ 04:24 AM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  2. #2
    ..ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ผมโพสท์กล่าวทั้งหมด เป็นแค่เพียงบันทึกกรรมฐานเพื่อการปฏิบัติในคลองเก่าของผมเท่านั้น เป็นผลจากการปฏิบัติ เจริญกรรมฐาน วิธีเข้าพิจารณาธรรมของผมจากการน้อมนำเอาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสไว้ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว หาประมาณมิได้ เป็นธรรมที่ควรโอปะนะยิโก คือ น้อมเข้ามาสู่ตน ธรรมนั้นพึงปฏิบัติและให้ผลได้ไม่จำกัดกาล เป็นธรรมเพื่อให้เราทั้งหลายได้เห็นทางพ้นทุกข์ จนถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ซึ่งได้มีครูบาอาจารย์พระอริยะสงฆ์ พระอรหันตสงฆ์ ที่เป็นครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของผม มีหลวงปู่บุญกู้ อนุวัฒฑโน (พระพุทธสารเถระ วัดอโสการาม) เป็นต้น ท่านได้กรุณาแนะนำเทศนาสั่งสอนมาโดยตรงแก่ผม ผมได้โอปะนะยิโกน้อมเอาธรรมอันประเสริฐทั้งหลายเหล่านั้นมาพิจารณาปฏิบัติ กรรมฐาน สมถะ และ วิปัสนา ทำให้ผมได้รู้เห็นแนวทางปฏิบัติและเข้าถึงจนเห็นผลต่างๆตามจริต และ สติกำลังร่วมกับปัญญาของปุถุชนอย่างผมได้ดังนี้...

    ..หากธรรมที่ผมได้โพสท์กล่าวนั้นมีความผิดพลาด ผิดเพี้ยน ไม่เป็นจริงด้วยประการใดๆ ขอท่านทั้งหลายพึงรู้ว่า..
    ..ธรรมนั้นมาจากปุถุชนที่ยังไม่ถึงธรรมจริงอย่างผมเท่านั้น
    ..ไม่ใช่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนโดยตรง
    ..ไม่ใช่ธรรมเทศนาจากพระอรหันตสงฆ์สาวกโดยตรง
    ..เป็นเพียงธรรมที่ปุถุชนผู้ยังสมมติของปลอม ยังไม่ถึงของจริง ยังเห็นสัมผัส และคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดอย่างผมมีโอกาสได้รู้เห็นตามสมมติของจิต แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นแนวทางปฏิบัตินี้ๆเท่านั้น

    ..หากเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายให้พึงระลึกรู้โดยจริงว่า ธรรมอันประเสริฐทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นแล เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และตรัสสอน อันมีพระอรหันตสงฆ์สาวก และ พระอริยสงฆ์สาวก ของสมเด็จพระบรมพุทธศาสดาได้เผยแพร่สั่งสอนธรรมมาจนถึงผมและท่านทั้งหลาย ไม่ใช่ธรรมของผมแต่อย่างใด ซึ่งธรรมอันประเสริฐเพื่อหลุดพ้นทุกคลายกำหนัดราคะทั้งปวงนี้ เราสามารถน้อมนำมาสู่ตนแล้วเจริญปฏิบัติให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ได้เฉพาะตนเป็นปัจจัตตัง ผู้ที่ท่องจำไม่น้อมนำมาทำจริงย่อมไม่เห็นเกินตัวหนังสือ ย่อมไม่อาจเข้าถึงและสัมผัสถึงสภาวะความรู้สึกตามจริงได้ ทั้งนี้ธรรมทั้งปวงของพระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยคุณแม้ปุถุชนก็สามารถเข้าถึงได้ เห็นได้ จนแจ้งชัดตามจริง เห็นวสีคลองธรรมในแบบของตนได้ทุกจริตแล้วรวมลงที่จุดเกียวกันคือความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้โดยไม่จำกัดกาล

    บัดนี้ ผมขอสาธยายธรรมอันที่ปุถุชนอย่างผมพอจะรู้เห็นเข้าถึง เข้าใจ แจ้งใจได้ ดังต่อไปนี้..





    บันทึกกรรมฐานวันที่ 3-1-61 เวลา 22.45 น.
    จิตจับอารมณ์โดยไม่กำหนดนิมิต
    ตั้งแต่ตอนปรกติที่มีกิเลสนิวรณ์สมมติความคิด(ซึ่งปรกติเราจะทำในอุปจาระสมาธิ)
    แล้วยกจิตเข้าสมาธิ อาศัยมนสิการ สัญญา


    ระลึกถึงศีลของพระพุทธเจ้า ที่มีอาสิสงส์ผลการเจริญทำให้ เย็นกาย สบายใจ ไม่เร่าร้อน เป็นที่สบาย เบิกบาน ไม่ร้อนรน หวาดกลัว หวาดระแวง ขุ่นข้อมหมองใจ มันเบาเย็นใจปราศจากความติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลกทำให้ใจเบิกบานซาบซ่านภายในใจ..

    ๑. ระลึกถึงศีลที่พระบรมพุทธศาสดาตรัสสอน มีอานิสงส์ที่ไม่เร่าร้อน ทำให้เบาเย็นใจสบาย ผ่องใส เบิกบาน ซาบซ่าน ไม่มีเวร ไม่มีภัย ปราศจากความเบีดยเบียน ไม่มีความติดข้องใจสิ่งไรๆทั้งปวง

    ๒. เราทำไว้ในใจ น้อมใจไปถึงสภาวะปัจจุบันขณะกาลปัจจุบันนี้ สมัยนี้เราดำรงชีพอยู่โดยประกอบด้วยศีล เรามีศีลบริบูรณ์พร้อมด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์อิสระสุขแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย เว้นจาก..ความเบียดเบียน ติดพัน ข้องแวะ ระลึกไม่ได้ ไม่รู้ตัว ..ดำรงชีพในปัจจุบันอยู่ด้วย อนภิชฌา อโทมนัส ทำให้เราไม่ต้องหวาดกลัว ไม่หวาดระแวง ไม่ผูกโกรธ ไม่คับแค้น ไม่ข้องขัด ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เป็นที่สบายกายใจ เย็นซาบซ่านเบาใจ โสมนัส มีความอุ่นใจ ..แล้วเราก็เอาจิตจับที่ความไม่เร่าร้อน เบาใจ เย็นใจเป็นที่สบายกายใจ มีผ่องใส มีใจเบิกบาน ซาบซ่าน ไม่มีเวร ไม่มีภัย ปราศจากความเบียดเบียน ไม่มีความติดข้องใจสิ่งไรๆทั้งปวง อันเป็นคุณของศีลที่พระบรมพุทธศาสดาตรัสสอนนั้น

    ๓. จิตจับที่จิต คือ ตัวรู้จับที่จิตสังขารที่มีอาการตั้งอยู่ที่ความผ่องใสเบิกบาน ซาบซ่าน เบาใจ มีจิตสงบ เป็นทีสบาย รื่มรมย์เป็นสุข ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความคิดและความคิดใจข้องแวะสิ่งไรๆมาหน่วงตรึงติด

    ๔. จิตแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียวกับความสำราญในศีลนั้นนิ่งอยู่ จิตรับรู้ถึงสุขโดยชอบ

    ๕. จิตจับอารมณ์นั้นไม่ไหวไปดังนี้..
    ๕.ก) โดยจิตจับอารมณ์นั้นแนบแน่นไว้ในที่เดิม ปักหลัก ปักตอไว้อยู่ไม่เคลื่อนไป
    ๕.ข) มีความรู้ตัวหายใจเข้าเบาสบายๆ มีลมหายใจเข้ายาวซ่านไปพร้อมกับมีอาการเหมือนความรู้สึกที่จิตจับอยู่นั้นยังกำลังให้จิตถูกปลดปล่อยจากความหน่วงตรึงจิต พ้นจากโซ่ตรวนของสุขทางโลกที่เนื่องด้วยกายที่อาศํยอามิสเครื่องล่อใจ
    ๕.ค) จิตดีดลอยตามลมหายใจเข้าออกห่างจากความผ่องใส ซาบซ่านรื่นรมย์นั้น แต่ความรู้สึกนั้นจิตยังจับมันปักหลักปักตอไว้ที่เดิม มีแต่ตัวรู้คือจิตวิญญาณนี้ดีดลอยห่างนิมิตขึ้นตามลมหายใจเข้า ..เมื่ถึงช่วงรอยต่อที่จิตคลายอารมณ์เก่า อารมณ์เก่า อารมณ์เก่าดับ เดินเข้าสู่อารมณ์ใหม่ จิตจะตวัดกระชากลมหายใจเข้าฟืดหนึ่ง ที่เข้าไปลึกสุดขึ้นสูงเฮือกสุดท้าย(เหมือนลมหายใจเข้าเฮือกสุดท้ายก่อนตาย เหมือนที่เราเห็นแม่ตายต่อหน้า 29-5-60 เวลา 7.11 น.) ..จืตเข้าสู่สมาธิ อุปจาระ หยาบ กลาง ละเอียด เอกัคคะตา ฌาณ ตามแต่กำลังของจิต
    ..อุปมาเหมือน.. เหมือนเราเดินออกจากสถานที่ๆหนึ่ง หรือออกจากบ้านเรา ไปอีกสถานที่หนี่ง สถานที่ที่เราออกมา หรือบ้านเรานี้ ก็ยังตั้งมั่นอยู่ที่เดิม ไม่เคลื่อนไปจากที่เดิม มีแต่เราที่เคลื่อนไปที่ใหม่ที่ต้องการจะไปฉะนั้น
    ๕.ง) หายใจออกมีใจสละ คลาย สลัดผลักออกจากอารมณ์ความรู้สึกก่อนหน้านี้ออกไป จิตเกาะยึดจับอยู่ที่สภาวะอาการความรู้สึกใหม่ที่เข้าไปนั้น
    ..อุปมาเหมือน..
    - เราเอายางที่เหนียวพอจะรับน้ำหนักได้ดีเส้นหนึ่ง คล้องไว้ที่กิ่งไม้กิ่งหนึ่งไว้ โดยเรานำยางเส้นนั้นคล้องยึดจับกิ่งไม้ที่มีกำลังความเหนียวไม่อ่อนไม่แข็งไป
    - เมื่อยางคล้องยึดจับกิ่งไม้นั้นอย่างมั่นคงพอแล้ว เราดึงยางยืดออกไปคล้องกิ่งไม้ที่สูงขึ้น เป็นกิ่งไม้ที่มีความหนักแน่นแข็งแรงขึ้นไปอีก
    - จากนั้นกิ่งไม้ที่ยางคล้องไว้ตอนแรกย่อมโน้ม แอ่น งอมากกว่ากิ่งที่แข็งแรงกว่าด้านบนที่ยางเข้ายึดคล้องไว้
    - จากนั้นยางที่คล้องกิ่งที่อ่อนกว่าย่อมหลุดจากกิ่งนั้น ยางคล้องไว้ตรึงอยู่ที่กิ่งที่แข็งแรงขึ้นนั้น

    ๖. ความอิ่มเอิบ สงบ ว่าง ซาบซ่าน ไม่มีความฟุ้ง แต่รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ มีอาการที่อุ่นสบายใจปกคลุม ไม่มีความหวาดกลัว หวากดระแวง เกลียดชัง อยาก ใคร รัก โลภ โกรธ หลงไม่มีอยู่อีก ให้ระลึกเรื่องอกุศลระลึกเท่าไหร่ก็ระลึกไม่ออก เพราะนิวรณ์อ่อนกิเลสไม่มีเหตุเกิด






    หลวงน้า (ท่านพระครูนกแก้ว) ท่านเป็นพระอริยะสาวกของพระพุทธเจ้าอีกรูปหนึ่ง ท่านได้สอนเราว่า..

    ..นิมิตเหล่าใด แสง สี อาการ วิตก วาร ทั้งปวง มันเป็นเพียงธรรมชาติของจิต ซึ่งธรรมชาติของจิตนี้มันมีเป็นร้อยแปดพันเก้าอาการ ไปจนถึงเป็นล้านๆอาการ พระพุทธเจ้าจึงมีกรรมฐานทั้ง ๔๐ ตามแต่จิตประเภทนั้นๆไว้ให้ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอาการไรๆ นิมิตไรๆ ความรู้สึกไรๆขึ้น มันก็แค่อาการหนึ่งๆของจิตเท่านั้นไม่มีเกินนี้
    ..ทีนี้ไม่ว่าจะเกิดอาการใดมีเกิดขึ้น จะเกิดนิมิตไรๆ จะเกิดอาการความรู้สึกอย่างไร จะเป็นจะตายก็ช่างมัน ให้สักแต่ว่ารู้เท่านั้น รู้ว่ามันเป็นเพียงปกติอาการของจิตที่มีอยู่มากมายหลายแบบจนนับไม่ถ้วนเท่านั้น เมื่อรู้ว่าปกติมันเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปยึด ไปถือ ไปเสพย์ตามมัน มีความระลึกรู้ด้วยวางใจไว้เพียงแค่รู้แค่แลดูมันอยู่ด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เพียงเท่านั้นแค่นั้น นี่คือ รู้ ปกติ วาง เป็นความไม่ยึด ไม่ขัด ไม่เสพย์ ไม่หลงตาม สมาธิก็จะแน่วแน่ขึ้นเอง






    ก. ดั่งสมเด็จพระพุทธศาสดาตรัสสอนว่า...อริยะสาวกในพระธรรมวินัยนี้ไม่ว่าจะไปทิศใดย่อมประกอบด้วยศีล แผ่ศีลไปด้วยเจโตวิมุตติ ด้วยประการดังนี้..เราจึงน้อมนำทำตามสิ่งที่พระอริยะสาวกในพระธารรมวิยนี้บรรลุบทอันกระทำแล้ว โดยน้อมใจไปดังนี้..

    - การแผ่ศีลด้วยพรหมวิหาร ๔ ทั่วไป เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แบบทั่วไป สวดแล้วน้อมจิตแผ่ไป หรือจะทำด้วยความเป็นรูปก็ได้ เย็นใจ ผ่องใส เบิกบาน สุข ไม่ติดใจข้องแวะ แผ่ ปิติ ความไม่มีทุกข์ สุข จิต แสง


    - การแผ่ศีลที่ถึงความหลุดพ้นแบบพระพุทธเจ้า เป็นเจโตวิมุติ ไม่ยังอยู้หรือข้องแค่เพียงรูป อาศับ สุภะวิโมกข์ สุภะกสิน อาโลกะสัญญา อากาศ อากาศกสิน วิญญาณ วิญญาณกสิน มีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่ ไม่มีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่ ไม่ล่วงเจตนา เนวะสัญญานาสัญญายตนะ อาโลกะกสิน สุญญตา

    - เราทำไว้ในใจ น้อมใจไปถึงสภาวะปัจจุบันขณะ กาลปัจจุบันนี้ สมัยนี้เราดำรงชีพอยู่โดยประกอบด้วยศีล เรามีศีลบริบูรณ์พร้อมด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์อิสระสุขแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย เว้นจาก..ความเบียดเบียน ติดพัน ข้องแวะ ระลึกไม่ได้ ไม่รู้ตัว ..ดำรงชีพในปัจจุบันอยู่ด้วย อนภิชฌา อโทมนัส ทำให้เราไม่ต้องหวาดกลัว ไม่หวาดระแวง ไม่ผูกโกรธ ไม่คับแค้น ไม่ข้องขัด ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เป็นที่สบายกายใจ เย็นซาบซ่านเบาใจ โสมนัส มีความอุ่นใจ ๔ ประการ..

    - จิตเราจับความรู้สึกแนบแน่นรวมไว้ในภายใน จนสงบ จิตมีกำลังมากอิ่มเอิบ ซาบซ่าน ผ่องใส เบิกบานเต็มกำลัง มีอาการที่แผ่ขยายไปกว้างไป

    - อาการที่จิตเคลื่อนเข้าไปตั้งมั่นจดจ่อเป็นอารมณ์เดียวได้ จากความสงบใจขณิกสมาธิที่เราเจอกับตัวเองนี้ มีด้วยกัน ๒ ทาง คือ
    ๑. จิตมนสิการจับความรู้สึกนั้นแน่น แล้วอาศัยอาการของลมหายใจเข้า คือ จิตเพ่งจับเอาอารมณ์ความรู้สึกซึ่งไม่มีนิมิตนั้นอย่างแนบแน่นมั่นคงปักหลักปักตอความรู้สึกนั้นไว้ จิตอาศัยลมหายใจเข้าจับอาการที่เคลื่อนไหวของลมไปยกจิตขึ้นออกจากอารมณ์ความรู้สึกที่จับอยู่ก่อนหน้านี้ ปลายลมหายใจเข้าที่ซ่านกระชากลึกเป็นตัวเคลื่อนจิตเข้าตั้งมั่นในอารมณ์เดียว
    ๒. เกิดนิมิตภาพเรื่องราวความคิด, สี, แสง จิตเพ่งจับที่นิมิตนั้น แล้วอาศัยลมหายใจเข้า คือ ขณะที่จิตได้ความสงบ เกิดอาการที่วูบวาบๆซาบซ่านเป็นขณิกสมาธิจิตรวมได้นิดหน่อย มันมักจะเกิดนิมิตจากความตรึกนึกคิด (เหมือนฝันแต่มีความรู้ตัวพอจะเพ่งจับนิมิตจากความตรึกนึกคิดปรุงแต่งที่สร้างขึ้นมานั้นได้บ้าง) จิตเพ่งจับภาพนิมิตความคิดที่เป้นเรื่องราวนั้น หรือ สี หรือ แสง จนแนบแน่นปักหลักปักต่อนิมิตนั้นไว้กับที่(เหมือนเรานั่งดูทีวีที่จอภาพเรื่องราวจะไม่เคลื่อที่ไปไหน มีแต่เราที่เคลื่อนไป) แล้วอาศัยลมหายใจเข้าจับอาการที่เคลื่อนไหวของลมไปยกจิตขึ้นออกจากนิมิตที่จับอยู่ก่อนหน้านี้ ปลายลมหายใจเข้าที่ซ่านกระชากลึกเป็นตัวเคลื่อนจิตเข้าตั้งมั่นในอารมณ์เดียว
    ๓. ในฌาณนี้จิตจะมนสิการในอารมณ์ได้ ส่วนที่แช่แน่นิ่งเหมือนจะรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้อะไรก็ไม่ใช่ ไม่มีการกระทำไรในอารมณ์ได้นอกจากนิ่งสิ่งนี้เป็นสมาธิ เป็นอาการที่จิตได้พักแยกจากความปรุงแต่ง อาการนี้ที่เกิดวิปัสนาได้ไวเพราะมันปล่อยให้สังขารเป็นไปตามจริงไม่กำหนดบังคับนิมิต(พระอรหันต์สุกขวิปัสสะโกท่านเข้าไปทางนี้ ท่านเข้าฌาณได้แต่ไม่แวะเล่นฌาณ) ..แต่ในฌาณนี้จิตมันมนสิการได้ อธิษฐานกำหนดจิตนิมิตได้ แต่อาศัยปัญญาที่มีเต็มกำลังแล้วเป็นเครื่องรู้ให้เกิด นิพพิทา วิราคะ วิมุตติในฌาณนั้นๆได้

    - แผ่เอาความสุขซาบซ่านเย็นใจ อิ่มเอม เบาใจซาบซ่านปราศจากความติดใจข้องแวะสิ่งไรในโลก เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเว้นจากความเบียดเบียนเสมอด้วยตนไปไม่มีประมาณในทิศนั้น (ความปารถนาดีเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเอ็นดูปรานีเสมอด้วยตน เห็นงามเสมอกันไม่มีแบ่งแยก ขันธ์ ๕ เสมอกัน อาการ ๓๒ ดวงจิตทุกดวงทียังเข้ายึดครองรูปขันธ์ ธาตุ ๖ เสมอกัน ดวงจิตยึดครองสังขารทั้งปวงเสมอด้วยกันหมด แม้ในภพนั้น ภูมินี้ ก็มีอยู่ด้วยประการดังนี้)

    - แผ่เอาความอิ่มเอมซาบซ่าน สงบ ว่าง เป็นสุข เหตุเพราะความว่างความไม่มีกิเลส ความไม่ถูกทุกข์สัมผัสความว่างจากทุกข์ สุขอันเนื่องด้วยกายย่อมถูกทุกข์หยั่งเอาด้วยความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกายยังเป็นที่ประชุมไปด้วยโรค ด้วยของสกปรก ความพ้นจากสังขารทั้งปวงเหล่านี้เป็นสุข สุขอันไม่เนื่องด้วยกาย ไม่ยังกายอยู่อีกแผ่ไปไม่มีประมาณมีแก่ดวงจิตทุกดวงทุกภพทุกภูมิในทิศนั้น
    (สุขทางโลกมันเนื่องด้วยกาย สัมผัสกายมันอิ่มไม่เป็น ..สุขทางธรรมโลกุตระมันสุขที่ใจจากความอิ่ม เต็ม พอ ความไม่มี ความสละคืน ทุกข์ไม่อาจสัมผัสหยั่งลงได้อีก ..สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วก็เสื่อมไป เจบป่วย แก่ชรา แล้วก็ตาย ดับสูญไป ความไม่ยังกายนี้อยู่อีกความพ้นไปจากสังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นสุข อ้างอิง..บังสกุลเป็น บังสกุลตาย ธาตุ ๖ ใน ธาตุวิภังคสูตร ซึ่งก่อนหน้านี้ก็คิดว่าตนเองทำมาผิดทางพอดีไปเจอพระสูตรเหล่านี้จึงรู้ว่าทำมาถูกแล้วดีแล้วตรงตามพระบรมพุทธศาสดาของเราตรัสสอนไม่บิดเบือน)

    (ทางเข้าอากาสานัญขายตนะมี 2 ทางที่เราเข้าถึงรับรู้ได้ คือ
    . อาศัยนิมิต เพ่งนิมิตรูป, สี, แสง นิมิตทางลมอานาปานสติเป็นกสิน แล้วทำจิตเป็นปฏิฆะต่อกาย เพราะกายมันเป็นที่ประชุมทุกข์ รูป นิมิต ก็ทุกข์ ผลักจิตออกพ้นรูปทั้งปวง เช่น เพ่งที่ความืดว่างไปไม่มีประมาณ จับความมืดว่างนั้นแน่นิ่ง ด้วยหมายพ้นกาย เห็นความพ้นกายในที่นั้น แล้วเมื่อเข้าถึงยกจิตความมืดว่างนั้นแหละดูดจิตเราออกพ้นกาย
    ๒. จิตมนสิการความรู้สึก จับอารณ์เพ่งความรู้สึกเป็นกสินโดยไม่อาศัยนิมิต แล้วเอาจิตจับแนบแน่นอารมณ์ความรู้สึกนี้ไว้ไม่สัดส่าย จิตจะเพ่งความรู้สึกแทนนิมิต เมื่อจิตเลื่อนจิตจะทำคามแนบแน่นเพ่งความรู้สึกอารมณ์นี้เป็นกสินแทน)
    - แผ่เอาสุขอันบริบูณ์พร้อมทุกสิ่ง สมบูรณ์พร้อมไป โดยเอาจิตจับที่จิต คือ สุขที่ไม่เนื่องด้วยกาย ไม่มีกาย พ้นกายแล้ว ไม่มีสัมผัสที่ต้องด้วยกาย ย่อมถึงความสงบอันบริสุทธิ์เหลือแต่จิตโดดๆ โสมนัสเกิดอยู่ที่จิต ความว่างไม่ใช่ตัวสุขแต่จิตเป็นตัวสุข ความคงทุกอย่างไว้อยู่ ด้วยความสงบอันบริสุทธิ์ไม่สัดส่ายตามสัมผัสอันเนื่องด้วยกายนี้ทำให้คงทุกอย่างไว้ภายในจิต จิตคงทุกอย่างรวมไว้อยู่ภายในจึงเป็นสุข เอาจิตจับที่จิต เมื่อจิตจับที่จิตตั้งที่จิต สุขที่มีอาการแผ่ไปเกิดขึ้น(เปรียบเหมือนอาการที่จิตรวมไว้ในภายในจิตไม่ส่งออกนอก จิตย่อมประกอบไปด้วยกำลังป็นสุขไม่สัดส่าย สุขอัดอยู่ที่จิตมีกำลังแผ่ไป เหมือนฌาณ ๓ ต่างกันแค่ ฌาณ ๓ มันซ่านอัดปะทุสุขขึ้นแค่ภายในรูปที่ใจเราเข้ายึดครองอยู่นี้เท่านั้น(มีมีอาการที่จิตไม่ยึดกายแล้วแต่มันรู้สึกได้เพียงแค่ขอบเขตในภายในจากก้นบึ้งปะทุขึ้นให้ตจิตรู้แต่ขอบเขตสุขนั้นมันไม่เกินที่อยู่ที่จิตเราเข้าอาศัยยึดครองเลย) วิญญานัญจายตนะมันซ่านแผ่ขยายไปไม่มีประมาณไม่ติดข้องขัดด้วยรูป ด้วยมีแค่จิต)
    (เอาจิตจับที่จิต เป็นวิญญาณกสิน เอาจิตจับที่จิตแผ่สุขนี้ไปไม่มีประมาณในทิศนั้น)

    - แผ่เอาความไม่ติดใจข้องแวะ ไม่ยึดเกาะเอาอะไรทั้งสิ้นไป ละเจตนาต่อสิ่งทั้งปวง ด้วยทุกสิ่งล้วนมีวิถีความเป็นไปของมันตามแต่กรรมกำหนดให้เป็นไป ความเข้าไปยึดความแปรปรวนด้วยหมายจะบังคับให้เป็นไปตามใจปารถนาในสัจจะอันเกิดแต่กรรมย่อมไม่ใช่ฐานะที่จะพึงมีได้ เพราะมีกรรม คือ การกระทำอยู่ในใจมีเจตนาเป็นนี้อยู่ฉันใด..วิบากกรรมอันเป็นผลสืบเนื่องย่อมผูกต่อให้ได้รับผลของกรรมนั้น..ใจนี้เย่อมถูกทุกข์หยังเอาอยู่ ความไม่ยึดข้องแวะ ไม่ติดข้องใจสิ่งไรๆนี้อีก ไม่กระทำกรรมเกาะเกี่ยวยึดเอาสิ่งไรๆ..ไม่มีเจตนากระทำใจไว้ต่อสิ่งไรๆ ย่อมถึงความว่างพ้นไปจากวิบากกรรมและสังขารกรรมทั้งปวงอันประกอบไปด้วยทุกข์..จึงเป็นสุข แผ่เอาความไม่มี ไม่ยึด ไม่เอา สละคืนสังขารกรรม ไม่ทำเจตนายึดข้องสิ่งใดทั้งปวงไปในทิศนั้นๆ(เป็นอารมณ์เดียวกับฌาณ ๔ ต่างแค่อาการที่ยังรูปข้องอยู่ที่รูป กับไม่ยังรูปไม่ข้องด้วยรูปจิตไม่ไหวติงด้วยอาการที่แผ่ขยายไปไม่มีประมาณ)

    - ศีลที่พระบรมพุทธศาสดาตรัสสอนนั้นแผ่ไปด้วยปรการฉะนี้ ผู้แผ่ย่อมเย็นใจ เบาใจ ผ่องใส อิ่มเอิบ ซาบซ่าน ชื่นบาน เป็นสุข ผู้รับก็เป็นสุข ยังความอิ่มใจ ๔ ประการให้เกิดขึ้น เพราะจะไม่มีทางล่วงลงสู่ที่ชั่ว ได้ทำดีเว้นจากชั่วโดยชอบแล้ว

    - จิตสะอาดสว่างไสวในภายในนี้ ไม่ใข่ วิญญานัญจายตนะ แต่เป็นสัญญาเวทิทนิโรธ (อารมณ์นี้เข้าไม่เข้า ไม่กล้าอนุมาน เป็นของพระอรหันต์ พระอริยะสงส์เท่านั้น ส่วนข้างต้นที่แผ่ไปใน ๔ ประการเป็นสิ่งที่ปุถุชนอย่างเราเข้าถึงได้ปฏิบัติได้ คนที่ไม่ได้อรูปแท้ๆจริงจะไม่เข้าใจเจโจตวิมุติดังนี้




    ข. ความอิ่มเอิบ สงบ ว่าง ซาบซ่าน ไม่มีความฟุ้ง แต่รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ มีอาการที่อุ่นสบายใจปกคลุม ไม่มีความหวาดกลัว หวากดระแวง เกลียดชัง อยาก ใคร รัก โลภ โกรธ หลงไม่มีอยู่อีก

    - ให้ระลึกเรื่องอกุศลระลึกเท่าไหร่ก็ระลึกไม่ออก เพราะนิวรณ์อ่อนกิเลสไม่มีเหตุเกิด ตรงนี้ปล่อยปล่อยให้จิตมันเป็นไปของมันเอง เดินไปเอง ไม่ต้องไปบังคับ ไม่เล่น ไม่เพ่ง ไปจับ ไปประครองอะไรทั้งสิ้นไม่ทำให้จิตมันตื่นตัว แล้วจิตมันจะเริ่มวูบรวมดิ่งลง มีอาการเหมือนคนจะวูบลงหมดสติ เหมือนจะไม่รับรู้อะไร เหมือนจะวูบหลับ แล้วก็แช่ แน่นิ่ง เหมือนจิตเรานี้จะ
    จะรู้อยู่ก็ไม่ใช่-ไม่รู้อะไรก็ไม่ใช่ แช่แน่นิ่งเป็นอารมณ์เดียวอยู่อย่างนั้น อาการนี้จิตมันเข้าไปพัก

    - เมื่อจิตได้พัก จิตจึงจะมีกำลังไม่สัดส่ายอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่กระเพื่อไหลตามอารมณ์ ไม่พร่านไหลไปทั่วเพื่อยึดเอาอารมณ์สมมิเหล่าใดมาเป็นเครื่องอยู่อาศํยของมัน จิตมีกำลังมาก จิตจึงทำหน้าที่แค่รู้ได้ เป็นตัวรู้ได้ ทำหน้าที่เดิมคือแค่รู้ได้ แล้วจะเห็นของจริงเองในตอนนั้น


    - แต่หากมันว่าไม่มีอะไรก็ให้ปล่อยมันไปมันจะเป็นไปของมันเองแค่จิตมันยังมีกำลังไม่พอเห็นต้องให้มันเป็นไปเอง เมื่อเห็นจริงแค่ครั้งสองครั้งมันไม่บรรลุหอกเราถูกกิเลสทับถมมานับอสงไขยต้องใช้เวลาให้มันเห็นของจริงบ่อยๆ แล้วจะค่อยๆคลายอุปาทานเอง จิตจะไม่ยึดเอาอะไรทั้งสิ้น นอกจากลมหายใจ


    - จิตคลายอุปาทานมีอาการที่จิตไม่ยึดไม่จับเอาอะไรทั้งสิ้นเพราะหน่าย คลายอุปาทาน คือ มันโหวงๆ ลอยๆ โคลงเคลง ครูบาอาจารย์ท่านสอนเราไว้ว่าอย่างทิ้งลมหายใจ หลวงพ่อเสถียรสอนไว้ เราเอาจิตจับที่ลมรู้ว่าลมหายใจนี้เ็นกายสังขาร เป้นธาตุ ๔ วาโยธาตุ เป็นของจริง จิตมันจะไม่ห่างจากลมหายใจเลยเมื่อทรงฌาณอยู่ได้)







    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-09-2018 เมื่อ 09:25 AM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  3. #3



    ทาน ๓ สันดาร

    1. ทาน ให้เพราะอยากได้ผลตอบแทน หรือให้เพื่อปัดไปให้พ้นๆตัว เป็น สันดารปุถุชน

    2. ทาน ให้ด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขแก่ผู้รับ เป็น สันดารของเทวดา และพรหม

    3. ทาน โดยสันดารพระอริยะสาวกในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมพุทธศาสดานี้
    ท่านให้ทานเพื่อสละ คือ ละโลภ ได้จาคานุสสติ อิ่มเต็มกำลังใจ ไม่แสวงหาต้องการทะยานอยากอีก ถึงความอิ่มเต็มใจในสังขารแล้วสละคืนสังขาร ทำดังนี้
    - แผ่ไปภายนอก..สละให้ด้วยจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน เกื้อกูลประโยชน์สุขยินดีแก่หมู่สัตว์ เป็น จาคะ
    - แผ่ไปภายใน..สละให้เพื่อละโลภ ให้เพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลส สละคืนกิเลส ถึงความสละคืนสังขาร เป็น จาคานุสสติ





    ศีล ๓ สันดาร

    1. ศีล ที่ท่องนับ กดข่ม ทำที่กายและวาจา เป็น สันดารปุถุชน

    2. ศีล ทำที่กายและวาจา ด้วยใจเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน เพื่อความเย็นใจ แจ่มใส เบิกบาน เป็น สันดาร เทวดา และ พรหม


    3. ศีล โดยสันดารพระอริยะสาวกในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมพุทธศาสดานี้ ท่านทรงศีลเพื่อละ ทำที่ใจ คือ มีเจตนาเป็นศีล..ศีลอันเป็นไปเพื่อละกิเลส..ดังนี้
    - ศีลเป็นเจตนาเพื่อละเจตนา กุศลเจตนาละมิจฉาเจตนา คือ ละโทสะ อภิชฌา โทมนัส ประครองให้เกิดสติกำลังเครื่องกุศลผ่องใส เบิกบาน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์และอิสระสุขแก่หมู่สัตว์ เว้นจากความเบียดเบียน น้อมไปในการสละ เป็นไปเพื่อจิตตั้งมั่นประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในการปล่อยวาง ไม่ติดใจข้องแวะ อิ่ม พอ
    - เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ความสละคืน คือ ดำรงประครองอยู่เพื่อขจัดกิเลสเครื่องเร่าร้อนทั้งปวง ดับเจตนาอันเป็นกรรมทั้งปวง เพื่อถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ คือ ถึงความสิ้นไปแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้





    ภาวนา ๓ สันดาร

    1. ภาวนา เพราะเชื่อตามๆกันมา ท่องจำตามๆกันมาว่าดี ว่าสงบ ได้ปัญญา สูงสุดคือได้ความสงบใจจากกิเลส เป็น สันดารปุถุชน

    2. ภาวนา เพื่อให้จิตผ่องใส เอื้อเฟื้อ อิ่มใจ สงบใจจากกิเลส สุข ตั้งมั่น สุขเวทนาอันบริสุทธิ์ในฌาณ ปัญญาถึงละสังโยชน์ได้บางส่วน เป็น สันดารของเทวดา และพรหม

    3. ภาวนา โดยสันดารพระอริยะสาวกในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมพุทธศาสดานี้ ท่านอบรมจิตเพื่อละ ทำให้มรรคญาณสูงยิ่งๆขึ้นไปสู่ผล คือ ญาณอันเป็นปัญญา ถึงความอิ่มเต็มกำลังใจ พอ ปล่อย ละ วาง สละคืนสังขารทั้งปวง..ภาวนาอันเป็นไปเพื่อละกิเลส..ดังนี้
    - ภาวนาเพื่อสะสมเหตุให้จิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลประโยชน์สุขสำเร็จ เว้นจากความเบียดเบียนแก่หมู่สัตว์ เป็นกุศล ฉลาดในการปล่อยวาง อิ่มเต็มกำลังใจ ไม่ติดใจข้องแวะ ปล่อยวาง พอ เห็นจริงถึงสัมมาทิฏฐิ ด้วยกำหนดรู้
    เห็นจริงในทุกขอริยะสัจ รู้พระสัทธรรมในพระอริยะสัจ ๔
    - ภาวนาเพื่ออบรมสะสมเหตุใน ทาน ศีล พรหมวิหาร ๔ สมาธิ ปัญญา ถึงซึ่งมรรคที่สูงขึ้นเพื่อนำไปสู่ผลอันยิ่งๆขึ้น มรรค ๘ คือ ทางแห่งโลกุตระ มีข้อเจริญปฏิบัติทั้ง ๘ ประการ คือ สิ่งที่เป็นโลกุตระ เพื่อสะสมเหตุพละ ๕ อบรมอินทรีย์ ๕ ถึงมหาสติปัฏฐาน ถึงโพชฌงค์ ๗ ธรรมเครื่องตรัสรู้ ตัดสังโยชน์ ๑๐ เข้าวิมุตติ เพื่อถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ พ้นธาตุ ๖ ขันธ์ ๕ นามรูป สังขารกรรม วัฏฏะไม่ต้องเกิดดับอีก คือ พระนิพพาน



    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-09-2018 เมื่อ 10:28 AM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  4. #4
    นิวรณ์ในสมาธิหลักๆที่เราเจอมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ คือ

    - เกิดรู้ตัวลังเลสงสัยธรรมที่ดำรงอยู่ เมื่อเกิดอาการแปรปรวนเปลี่ยนแปลง หรือกำลังดำรรงอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งจิตแยกรู้อาการ แล้วเกิดวคามลังเลสงสัย เฮ้ยนี่อะไร มันคืออะไร เฮ้ยถึงนี่แล้ว ทำให้จิตตื่นตัวเกินพอดีกระทำเจตนาไหลตามหรือพยายามจะต้านอารมณ์เพื่อจะได้รับรู้อารมณ์ที่เป็นอยู่นั้น
    - เกิดความหน่วงจิตให้เคลื้มหลับ ซึงจะต่างจากอาการที่จิตรวมลง มีอาการที่จิตรวมลงมันวูบลงไปแน่นิ่งเหมือนจะรู้ตัวทั่มพร้อมก็ไม่ใช่เหมือนไม่รู้ก็ไม่ใช่ แช่นิ่งอยู่อารมร์เดียว ส่วนอาการที่ง่วงมันหน่วงตรึงจิตรู้สึกหดหู่ อาการที่หน่วงดึงจืต มันไม่ผ่องใสมีอาการหมองๆหนักจิต อาการที่ซึมเซา
    - ความที่มีจิตซ่านไปในอารมณ์โน้น สิ่งนั้น สิ่งนี้ อยากได้แบบนั้นแบบนี้ กลัวจะเข้าถึงแบบนั้น กลัวจะสำเร็จได้แบบนี้ กลัวห่วงหน้าพวงหลัง ดึงจิตให้เกิดพะวง พลุกพล่านซ่านไป ซึ่งสืบต่อไป ปลิโพธ
    - เกิดความสัดส่ายน้อมใจไปในราคะสัญญา บางครั้งเราเข้าสมาธิได้แล้วแต่อยากจะรู้ว่าเป็นสัมมาสมาธิไหม เพราะสัมมาสมาธิจะระลึกอกุศลไม่ออก จะไม่มีสัญญาในอกุศลเลย มันจะระลึกไม่ออก ซึ่งเมื่อรู้ดีังนี้แล้วแทนที่จะปล่อยจิตให้เป็นไปในปัจจุบันจนมีกำลังจึงลองดู แต่กลับไปลองของระลึกทันทีมันก็วูบหลุดออกมา แต่ถ้าทรงอารมร์เป็นมนสิการเป็น ใช้สัญญาในการทรงอารมณ์ไม่ให้หลุดก็เข้าสมาธิต่อได้ หากทำไม่ได้ก็อดไป อีกประการคือการที่อยากรู้อยากเห็น ด้วยมีความตราตรึงยินดีในอารมณ์ ความรู้สึก ภพ ภูมิ ต่างๆ รูปต่างๆที่เจริญใจเป็นต้น เช่นอยากเห้นนรกสวรรค์ อยากเห็นนางฟ้า เทพบุตร เทพธิดา หรือ พอเข้าไปเห็นแล้วเกิดความกำหนัด ยินดี หมายใจใคร่เสพย์ ก็จะหลุดออกมาทันที
    - ความหลงสังขารที่แสดงอยู่เบื้องหน้า ความปรุงแต่ง แปรปรวน นิมิตเหล่าใดทัั้งปวง แปล้วเข้าไปยึดหลง โดยไม่รู้ว่าแค่สังขาร ความยินดีในสังขารทั้งปวงที่ตนรู้แล้วกำหนัดยึดเกี่ยวไว้ สิ่งนี้เป็นข้าศึกต่อ ฌาณ และ ปัญญาญาณลงมรรคญาณ หรือ ผล ละสังฌโยชน์ หรือทำให้มรรคที่มีอยู่นี้ยิ่งๆขึ้นไป


    ทางแก้นิวรณ์ทั้งหมด มีทางเดียว คือ เจตนาให้จิตได้พัก รู้ ปรกติ วาง

    - จิตได้พักมันจะได้พักผ่อนมีกำลัง เพราะถูกใช้งานตลอดเวลาไม่มีหยุด จะหลับก็หลับไปเลย หากหลับแล้วนิ่งไม่ฝันไม่รับรู้ แม่หลับเพียง ชั่วโมงเดียวตลอดกลางวันกลางคืน ก็แสดงว่าจิตเราได้พักแล้ว มนสิการน้อมรวมลงไว้ที่จิต เดินตามลมจากปลายจมูกรวมลงไว้ในภายในที่ท้องน้อยหรือจุดเหนือสะดือ 2 นิ้ว ทำไว้ในใจเพียงต้องการให้จิตได้พักเป็นพอ ไม่จะจะรู้อะไรเห็นอะไร นิมิตอะไรเกิด นิมิตอะไรดับ ความรู้สึกอะไรเกิด ความรู้สึกอะไรดับ สภาวะสังขารเหล่าใดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน ดับไป เราก็จะไม่น้อมใจตามไปจะทำเพียงแค่ตามรู้ ทำแค่รู้แล้วปล่อยให้มันเป็นไปของมัน ไม่ทำเจตนาบังคับจิตไปในทิศทางใดที่ต้องการทั้งสิ้น ให้ทำแค่รู้แล้วปล่อยมันเป็นไปของมันก็พอ
    - หากพะวงจะเอานั่นเอาโน่นเอานี่ เห็นนั่น โน่น นี่โดยที่จิตไม่มีกำลังจะทำได้ ให้ทำใจไว้ว่ากาลก่อนนี้เราสะสมมาดีแล้ว แม้กาลปัจจุบันนี้เราก็ได้สะสมมาดีแล้วสะสมเหตุเต็มเพียงพอที่จะล่วงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว
    - เมื่อห่วง พ่อ แม่ ลูกเมีย ก็ให้พึงรู้ว่าการที่เราจะทำแทคคุณพ่อแม่ได้เราต้องถึงที่สุดแห่งกองทุกข บิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตรที่เกิดมาเพื่อเป็นพระอริยะนี้มีบุญมาก แต่ท่านยังชีพอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้ว เราก็สามารถที่จะไปทดแทนคุณท่านได้เพื่อให้เห็นธรรมความหลุดพ้นทุกข์นั่นเอง รวมถึงลูกเมียของพระอริยะก็มีบุญมากได้มาร่วมอยู่ได้รู้ธรรมออกจากทุกข์ตาม ได้มาช่วยเหลือจุนเจือกันเพื่อให้เราได้ปฏิบัติเพื่อถึงมรรค ผล นิพพาน เมื่อเราถึงธรรมแล้วพ่อ แม่ ลูก เมีย ทำบุญบารมีกับเราสะสมเหตุเขาได้ง่ายและมีค่ามาก
    - หากติดพุทธภูมิ พอเข้าสภาวะแล้วจิตผลักออกกลัวบรรลุ ให้พึงสำเนียกว่า พระพุทธเจ้าและพระอนุสาวก หรือ พระอรหันตสาวกทุกท่านล้วนแล้วแต่ทำสะสมบุญมานานหลายอสงไขย เห็นของจริงมาตั้งเท่าไหร่ ทำจนบารมีเต็ม บารมี 10 ทัศน์แสดงออกมาตลอดเวลา เราถึงเพียงนิดหน่อย ทาน ศีล ภาวนาเล็กน้อย เห็นจริงแค่ครั้งสองครั้งหรือเห็นประจำเพียงแค่ชาตินีัมันจะไปเทียบได้อย่างไรกับท่านเหล่านั้น มันไม่บรรลุง่ายๆหรอก ให้จิตมันเห็นไปของมันนั้นแหละสะสมเหตุอบรมจิตไว้ดีแล้ว
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-09-2018 เมื่อ 03:16 PM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  5. #5
    (รอทำให้แจ้งขึ้นอีก)

    นิวรณ์ ๕ คือสิ่งใด มันเป็นมโนสังขาร หรือจิตสัขาร หรือวิญญาณสังขาร หรือเจตนา ..เราติดค้างใจนี้มาก ก่อนนี้ได้เห็นว่ามันเป็นตะกอนของจิต มันอยู่ในจิต อีกประการ ก็เห็นว่ามันเ็นความคุ้นชินของจิต ความหมายรู้อารมณ์ของจิต ซึ่งอะนไหนเราไม่แน่ชัด วันนี้จึงได้มีโอกาสถามหลวงปู่บุญกู้ แต่ด้วยมีญาติโยมเยอะจึงมีโอกาสไม่ถึงนาทีถามตอบหลวงปู่ เท่าที่พอจะจำได้มีใจความที่หลวงปู่ตอบประมาณดังนี้

    - เราได้เล่าอาการที่เราเห็นนิวรณ์ให้หลวงปู่ฟัง ถามหลวงปู่บุญกู้ว่าเจตนาเป็นนิวรณ์ไหมครับ เพราะมีช่วงปีก่อนนี้ประมาณวันที่ 6/1/60 ผมได้เห็นนิวรณ์ตอนนั่งสมาธิกรรมฐานกับหลวงปู่บุญกู้ คือ พอเมื่อผมนั่งสมาธิไปรวมจิตไว้ในภายในปล่อยให้จิตได้พัก เมื่อจิตสงบ จิตได้สมาธิ นิ่ง ว่าง แช่ มันเกิดนิมิตเหมือนเมฆหมอกจางๆพน้อมกับอาการหนึ่งความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้เคลื่อนตัวรายล้อมแทรกซึมจิตตัวรู้อยู่ แต่จิตตัวรู้มันนิ่งเฉย แล้วทำแค่รู้ ไม่ทำอะไรกับมัน ไม่เสพย์ ไม่ผลัก ไม่เข้าร่วม ไม่ใก้ความสำคัญเกินกว่าทำแค่รู้สิ่งนั้น แล้วก็วูบแช่ แล้วรู้ตัวอีกทีมีอาการอยู่ดังเดิม จึงมีเจตนาขึ้นหมายรู้อารมณ์ว่ามันคืออะไร สักพักเข้าไปรู้ว่า มันหมองๆ เนือยๆ หน่วงๆ ตรึงๆ รายล้อมจิต พยายามเข้ามาเกาะ แทรกซึมจิต ปรกคลุม ห่อหุ้มรัดจิต บีบกดตัวรู้ให้ร่วงจมลง แต่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรแค่รู้ชัดทั่วพร้อมอาการ พอเมื่อเกิดความจำได้หมายรู้ จึงเห็นชัดว่ามันคือนิวรณ์มันรายล้อมจิต พยายามแซกซึมเข้ามาอยู่ในจิต คือ อาการที่หดหู่ ห่อเหี่ยว จึงรู้ว่าแต่เริ่มเดิมทีเป็นเพียงอาการที่จิตเสวยอารมณ์ความรู้สึก แต่อาศัย ความหมายรู้อารมณ์ มีมโนสัญเจตนาเข้าไปรู้ในอาการน้นว่าคืออะไร หมายรู้อารมณ์ นิวรณ์ เกิดจากสัญญา ความหมายรู้อารมณ์ด้วยสัญญา จิตสังขารเหล่าใด แต่จนแล้วจนรอดผ่านมา 1 ปี ผมก็ไม่ชัดแจ้งตัวตนของนิวรณ์ว่ามันคิออะไร อาการของจิต สัญญา เจตนา เป็นธัมมารมณ์อะไร

    - หลวงปู่บุญกู้ท่านจึงสอนเราว่า..นิวรณ์ มันเป็นส่วนหนึ่งของจิต กามให้เห็นอสุภะ พยาบาทให้ใช้เมตตา (หลวงปู่พูดถึงนิวรณ์หดหู่ ฟุ้งซ่าน หลง แต่เราไม่ได้ยินเพราะหลวงปู่พูดเบามากได้ยินแค่กาม พยาบาท)



    เมื่อกลับถึงบ้านเราให้หวนคำนึงถึุงเมื่อตอนกรรมฐานในทุกๆวัน ที่ข้ามพ้นมันได้ หนทางวิธีที่ใช้ เอามาประกอบกับคำสอนหลวงปู่แล้วลองเริ่มนั่งสมาธิใหม่ โดยหมายใจเข้าไปรู้นิวรณ์ ทำซ้ำๆบ่อยๆ พร้อมนึงถึงคำสอนหลวงปู่ ก็เกิดความแูกคิดถึงคำบางคำขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นคำที่หลวงปู่่สอนเรา แต่ยังไม่แน่ชัดเพราะไม่รู้ความคิดของคำนี้เกิดจากตนเองปรุงแต่งตามจริตตน หรือว่าจำได้ว่าหลวงปู่พูดจริงๆ (ส่วนนี้ไม่แน่ชัดไม่ได้ยินหลวงปู่พูด แต่เราตีความเองจากบางคำที่ได้ยินประกอบกับที่ตนเองเจอซึ่งไม่ใช่คำสอนหลวงปู่แบบตรงๆชัดเจนได้ดังนี้
    ..เราคาดคะเนจากความหน่วงนึกคิดที่เลิกลางจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะจะระลึกได้ว่าได้ยินคำใดจากหลวงปู่บ้าง เราจึงนึกคิดอนุมานเอาเองว่าหลวงปู่พูดถึงเรื่อง..นิวรณ์ ความหดหู่ ง่วงซึม ฟุ้งซ่าน หลง ได้ดังนี้ว่า
    ..ง่วง ห่อเหี่ยว หดหู่ ซึมเศร้า ใช้สติสัมปะชัญญะรู้ตัวตั้งใจมั่นไม่สัดส่าย ตามรู้เห็นตัวหดหู่ เห็นตัวซึ่มง่วงนี้
    ..ฟุ้งซ่าน ให้ตั้งสติสัมปะชัญญะรู้ตัวรู้กิจการงานที่ตนกำลังทำให้ปัจจุบัน ทำจิตให้ตั้งมั่นไม่ตามความคิด บริกรรมพุทโธ รู้ลมหายใจ รวมจิตลงสงบลงไว้ภายในจิต ไม่ติดสมมติความคิด (เหมือนเราตั้งสติไว้เฉพาะหน้าไมยึดสิ่งที่จิตรู้ เพราะล้วนเป็นสมมติทั้งหมด มีสมมติความคิดเป็นต้น รู้ด้วยคิดเมื่อไหร่ก็สมมติเมื่อนั้น แล้วรวมจิตลงไว้ในภายในให้จิตได้พัก) (เพราะวันนี้ 12/1/61 เรานั่งกรรมฐานกับหลวงปู่ เพราะฉี่บ่อยและเป็นหวัดไม่สบายกายใจ ทำให้เราฟุ้งซ่านมาก จึงฟังกรรมฐานแล้วตั้งสติไว้เฉพาะหน้ารวมจิตลงเกิดความคิดฟุ้งเราก็ระลึกในใจว่า..ละสมมติความคิดนั้นไปเสีย ปล่อยความคิดฟุ้งซ่านนั้นๆไปเสีย ช่างมันให้มันเป็นไปของมัน เราไม่สนมัน ความคิดไม่ใช่ใจ มาทำให้ใจเราฟุ้งซ่านวุ่นวายทำงานหนักให้เหนื่อยเปล่า เฉยกับความคิด ช่างความคิดมันปล่อย-ละ-วาง-เฉยกับความคิดเหล่านี้มันไปเสีย..ให้จิตเราได้พักเสียบ้าง แล้วระลึกรวมจิตลงหมายเพียงให้มันได้พัก จิตมันก็สงบ เราจึงอนุมานแบบนี้ นิวรณ์มันไม่ใช่จิตแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิต)

    เราเห็นเองอนุมานเองจากความจำในสภาวะธรรมนั้นโดยไม่เห็นจริงว่า..

    .. นิวรณ์ อาศัยเจตนาทำความความตรึกนึกถึงด้วยหมายรู้อารมณ์นั้นๆจากความจำได้หมายรู้ เป็นไปในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ตามที่ยินดี ยินร้ายนี้แหละ ให้เราเสพย์นิวรณ์
    .. เจตนา ทำให้เกิดการกระทำที่ใจจงใจต่ออารมณ์ ..ทำให้เกิดความตรึก ..ตรึกน้อมไปหมายรู้อารมณ์ในอาการความรู้สึกนั้นๆ
    .. ละเจตนา ก็ละกรรม ละเจตนาก็ละนิวรณ์ได้ คือ ละความตรึกหน่วงนึก น้อมนึกถึง ความจำได้หมายรู้ สำคัญมั่นหมายของใจด้วย สัญญา นิวรณ์ก็ดับนิวรณ์ได้ ก็ละกิเลส หยาบ กลางได้

    เราเห็นเองอนุมานเองจากความจำในสภาวะธรรมนั้นโดยไม่เห็นจริงว่า..
    .. เราคิดว่านิวรณ์มี 10 เป็นสังโยชน์ 10 ละนิวรณ์ได้ก็เท่ากับตัดสังโยชน์ได้

    อวิชชา เป็น สัญญาตัวรู้สมมติอุปาทานของจิต จิตยึดสัญญา รูปสัญญา โสตะสัญญา ฆานะสัญญา โผฐัพพะสัญญา ธัมมะสัญญา อาศัยผัสสะเกิดมีขึ้น อวิชชากาลก่อนจึงไม่มี แต่นี้ไปจึงมี




    มหาสติปัฏฐาน ๔ และ โพชฌงต์ ๗ ใช้ฆ่านิวรณ์ ๕

    1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(อานาปานสติ, สัมปะชัญญะ, อิริยาบถ, ฌาณ) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทำแค่รู้ความรู้สึก ตามรู้ว่าเกิดด้วยกาย หรือใจ อิงอามิส หรือไม่อิงอามิส อาการ, สมมติ) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(เวทนา สัญญา สังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อะไรเป็นเหต เป็นอาหาร อะไรเป็นปัจจัย อะไรทำให้ตั้งอยู่ อะไรดับเพราะอะไร, สมมติความคิดกิเลวของปลอม)

    ..สติสัมโพชฌงค์ ธัมมะวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์

    ** ใช้ฆ่า หดหู่ เซื่องซึม ห่อเหี่ยว เบื่อหน่าย ง่วงนอน **



    2. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(อานาปานสติ, สัมปะชัญญะ, อิริยาบถ,,ฌาณ) เเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทำแค่รู้ความรู้สึก ตามรู้ว่าเกิดด้วยกาย หรือใจ อิงอามิส หรือไม่อิงอามิส อาการ, สมมติ) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(เวทนา สัญญา สังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อะไรเป็นเหต เป็นอาหาร อะไรเป็นปัจจัย อะไรทำให้ตั้งอยู่ อะไรดับเพราะอะไร, สมมติความคิดกิเลวของปลอม)

    ..สติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์(สงบใจจากกิเลส) สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์

    ** ใช้ฆ่า ฟุ้งซ่าน ซ่านไปในอดีตบ้าน อนาคตบ้าง ตามที่ยินดีบ้าง ตามที่ยินร้ายบ้าง ลงในกามราคะบ้าง ลงในความคับแค้น ผูกโกรธพยาบาทบ้าง **



    3. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(กายคตาสติ, ธาตุ ๔, อสุภะ, นวสีวถิกาป่าช้า ๙, ฌาณ)เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทำแค่รู้ความรู้สึก ตามรู้ว่าเกิดด้วยกาย หรือใจ อิงอามิส หรือไม่อิงอามิส อาการ, สมมติ) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(เวทนา สัญญา สังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อะไรเป็นเหต เป็นอาหาร อะไรเป็นปัจจัย อะไรทำให้ตั้งอยู่ อะไรดับเพราะอะไร, สมมติความคิดกิเลวของปลอม)

    ..สติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์

    ** ใช้ฆ่า กาม เหมือนฆ่าฟุ้งซ่านด้วยกามเกิดแต่ความดำริถึง ความหมายรู้อารมณ์สำคัญมั่นหมายของใจด้วยราคะ **



    4. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(อานาปานสติ, สัมปะชัญญะ, อิริยาบถ,,ฌาณ จาคะ ศีล เจตนาละเว้นด้วยเพรหมวิหาร ๔) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน(ทำแค่รู้ความรู้สึก ตามรู้ว่าเกิดด้วยกาย หรือใจ อิงอามิส หรือไม่อิงอามิส อาการ, สมมติ) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน(เวทนา สัญญา สังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อะไรเป็นเหต เป็นอาหาร อะไรเป็นปัจจัย อะไรทำให้ตั้งอยู่ อะไรดับเพราะอะไร, สมมติความคิดกิเลวของปลอม)

    ..สติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์

    ** ใช้ฆ่า พยาบาท เหมือนฆ่าฟุ้งซ่านด้วยปฏิฆะ ปฏิฆะเกิดแต่ความขัดข้องแวะไม่ยินดีไม่เจริญใจทั้งหลาย ความหมายรู้อารมณ์สำคัญมั่นหมายของใจ **



    5. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ปัญญาเห็นแจ้งในพระอริยะสัจ ๔

    .. สติสมาธิสัมโพชฌงค์ ธัมมะวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ วิราคะสัมโพชฌงค์

    **
    ใช้ฆ่า อวิชชา ความรู้แต่สมมติของปลอม เห็นแต่สมมติของปลอม ติดข้องหลงอยู่ ไม่รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ไม่เป้นตัวตนสมมติ ไม่ตื่นจากสมมติ หลงมัวเมาหมกมุ่นลุ่มหลงสมมติสุขแค่เนื่องด้วยกายแค่ติดข้องเวียนว่ายไม่มีสิ้นสุด **




    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-15-2018 เมื่อ 11:49 AM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  6. #6
    อัคคิสูตร

    เจริญโพชฌงค์ตามกาล


    [๕๖๘] ครั้งนั้น ภิกษุเป็นอันมาก เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต
    ยังพระนครสาวัตถี (ความต่อไปเหมือนปริยายสูตรข้อ ๕๔๗-๕๕๐) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ควรเป็นผู้อันเธอทั้งหลายพึงถาม
    อย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น มิใช่กาลเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่า
    ไหน เป็นกาลเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน? สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น มิใช่กาลเพื่อเจริญ
    โพชฌงค์เหล่าไหน เป็นกาลเพื่อเจริญโพชฌงค์เหล่าไหน? พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกเธอ
    ทั้งหลายถามอย่างนี้แล้ว จักแก้ไม่ได้เลย และจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
    เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลก พร้อม
    ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะ
    ยังจิตให้ยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านี้ เว้นเสียจากตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจาก
    ตถาคต หรือจากสาวกของตถาคตนั้น.
    [๕๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น มิใช่กาลเพื่อเจริญปัสสัทธิ
    สัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตหดหู่ จิตที่
    หดหู่นั้น ยากที่จะให้ตั้งขึ้นได้ด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือนบุรุษต้องการจะก่อไฟดวงน้อยให้ลุก
    โพลง เขาจึงใส่หญ้าสด โคมัยสด ไม้สด พ่นน้ำ และโรยฝุ่นลงในไฟนั้น บุรุษนั้นจะ
    สามารถก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงขึ้นได้หรือหนอ?
    ภิ. ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า.
    พ. ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้นมิใช่กาลเพื่อเจริญ
    ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
    ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้น ยากที่จะให้ตั้งขึ้นได้ด้วยธรรมเหล่านั้น.
    [๕๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้น เป็นกาลเพื่อเจริญธัมม-
    *วิจยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อนั้น
    เพราะเหตุไร? เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้น ให้ตั้งขึ้นได้ง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือน
    บุรุษต้องการจะก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลง เขาจึงใส่หญ้าแห้ง โคมัยแห้ง ไม้แห้ง เอาปากเป่า
    และไม่โรยฝุ่นในไฟนั้น บุรุษนั้นสามารถจะก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงขึ้นได้หรือหนอ?
    ภิ. ได้ พระเจ้าข้า ฯ
    พ. ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตหดหู่ สมัยนั้นเป็นกาลเพื่อเจริญ
    ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์
    ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้น ให้ตั้งขึ้นได้ง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น.
    [๕๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น มิใช่กาลเพื่อเจริญ
    ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ข้อ
    นั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตฟุ้งซ่านนั้น ยากที่จะให้สงบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบ
    เหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่ เขาจึงใส่หญ้าแห้ง โคมัยแห้ง ไม้แห้ง เอาปากเป่า และ
    ไม่โรยฝุ่นลงไปในกองไฟใหญ่นั้น บุรุษนั้นสามารถจะดับไฟกองใหญ่ได้หรือหนอ?
    ภิ. ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า.
    พ. ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นมิใช่กาลเพื่อเจริญ
    ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์
    ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้น ยากที่จะให้สงบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น.
    [๕๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้น เป็นกาลเพื่อเจริญ
    ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
    ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้น ให้สงบได้ง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบ
    เหมือนบุรุษต้องการจะดับไฟกองใหญ่ เขาจึงใส่หญ้าสด โคมัยสด ไม้สด พ่นน้ำ และโรยฝุ่น
    ลงในกองไฟใหญ่นั้น บุรุษนั้นจะสามารถดับกองไฟกองใหญ่นั้นได้หรือหนอ?
    ภิ. ได้ พระเจ้าข้า.
    พ. ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นเป็นกาลเพื่อ
    เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลเพื่อเจริญอุเบกขา
    สัมโพชฌงค์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้น ให้สงบได้ง่ายด้วยธรรม
    เหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติแลว่า มีประโยชน์ในที่ทั้งปวง.


    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Admax : 01-14-2018 เมื่อ 02:24 PM
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

  7. #7
    ผ่องใส สงบ เบา เย็นใจ อาการที่แผ่
    - เนื่่องด้วยกาย (ขันธ์)
    - เนื่องด้วยใจ (ว่าง)
    - รวมไว้ภายใน (จิตจับที่จิต)
    - วางเฉยทำแค่รู้ (ทำแค่รู้ ไม่ยึดสิ่งที่จิตรู้ ละเจตนา)


    1. แผ่เมตตาให้ตนรวมจิตเข้าไว้ภายในให้ตนไม่เร่าร้อน เย็นใจ เป็นที่สบาย จิตแจ่มใสเบิกบาน เป็นผู้ไม่โหยหา มีเวร พยายาทเครื่องร้อนใจเบีนดเบียน (ช่วยตนเองให้ไม่เร่าร้อน เพราะสงบรำงับกิเลสเครื่องเร่าร้อนในบาปอกุศลเสียได้)
    2. เมตตา ความสุขที่เนื่องด้วยกาย เนื่องด้วยขันธ์ (รูปนิมิต)
    3. กรุณา ความสุขที่เนื่องด้วยใจ ว่างพ้นจากกาย ดับกาย ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งที่เนื่องด้วยกาย (ว่างพ้น)
    3. มุทิตา ความสุขเพราะคงทุกอย่างไว้ในจิต ไม่ส่งออกนอก ไหลติดใจข้องแวะสิ่งไรๆ จิตมีกำลัง ทำให้เป็นสุข (จิตจับที่จิต)
    4. อุเบกขา ความสุขจากการพ้นทุกข์หลุดพ้นกรรม เจตนาเป็นกรรม ละเจตนา ความไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก(คิดเป็นอารมณืทั่วไป) ไม่ยึดเอาสิ่งไรๆทั้งปวง(มนสิการจกาอารมณ์ทั่วไป) ไม่ยึดสิ่งที่จิตรู้(มนสิการ ทำแค่รู้ในรูปฌาณและอรูปฌาณ) เป็นการละเจตนา ก็สุขเพราะล้วงพ้นกรรม(ความไม่มี ความสละคืน)
    ความติดข้องใจเสพย์อารมณ์ความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น สมุทัย
    ผลของการดำเนินไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี เป็น ทุกข์
    รู้สัจธรรมและปรมัตถ์ ดำรงอยู่ในกุศล สติ ศีล สมาธิ พรหมวิหาร๔ คิดดี พูดดี ทำดี เป็น มรรค
    การดับไปแห่งความพอใจยินดี และ ความไม่พอใจยินดี ถึง อัพยกตธรรม เป็น นิโรธ

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด