|
ประวัติ วัดเกาะวาลุการาม
ตามทางภูมิศาสตร์ได้กล่าวว่า
เกาะ คือแผ่นดินส่วนใดส่วนหนึ่งผืนแผ่นดินส่วนนั้นมีน้ำล้อมรอบ เรียกว่าเกาะประมาณ
40-50 ปี ย้อนหลังขึ้นไป ลำแม่น้ำวัง เมื่อไหลผ่านสะพานรัษฎาภิเษกลงไปประมาณ
250 เมตร ก็จะแยกออกจากกัน เป็นสองแถว ที่แยกจากกันนั้นเกิดเป็นเกาะกลางขึ้นเกาะหนึ่ง
แควทั้งสองข้างเกาะ จะมีน้ำไหลมากพอให้เรือเดินขึ้นล่องได้สะดวก น้ำที่ไหลแตกแยกจากกัน
จะไปบรรจบเป็นแควเดียวกันอีก จากหัวเกาะถึงท้ายเกาะยาวประมาณ 200 เมตร
ตอนที่กว้างที่สุดของเกาะ ประมาณ 50 เมตร
เกาะแห่งนี้แต่โบราณกาลประมาณไม่ได้ว่าจะเป็นกี่ปีมาแล้ว
นัยว่าเป็นสถานที่เจ้าหญิงองค์หนึ่ง แห่งลานนามาประทับอยู่หรือทำพิธีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
(ผู้เขียนไม่กล้ายืนยัน) เมื่อหมดสมัย หรือหมดความต้องการของใคร ๆ แล้ว
ก็คงจะทิ้งอยู่เป็นเกาะป่าละเมาะร้างว่างเปล่าอยู่ดังนั้นตลอดมา พอจะประมาณได้ว่า
ราว 90-100 ปีมานี้ก็มีประชาชนข้ามไปจับจอง แผ้วถางถือกรรมสิทธิ์ปลูกบ้านอยู่อาศัย
เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ทำสวนปลูกผักเป็นตอน ๆ การจะข้ามไปมาสู่เกาะนี้ จากฝั่งซ้ายทิศเหนือและฝั่งขวาทิศใต้จะต้องใช้เรือหรือทำสะพานไม้ไผ่ขัดแตะชั่วคราว
มีตอนปิดเปิดตรงร่องน้ำให้เรือแพผ่านไปมาได้ สะพานนี้จะทำใช้ได้เฉพาะฤดูแล้งน้ำลดเท่านั้น
แม้จะเป็นฤดูแล้งน้ำแห้งมากแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าสมัยนั้นมีน้ำมากไหลเอ่ออยู่ตลอดเวลาด้านซ้ายและขวาของเกาะก็มีน้ำไหล
เรือแพขึ้นล่องได้ตลอดสาย ตั้งแแต่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ถึงสุดปากแม่น้ำวัง
ไหลลงไปบรรจบแม่น้ำปิง ที่ อ.สามเงา จ.ตาก เมื่อได้ทราบถึงที่มาของเกาะนี้และแม่น้ำวังบ้างเล็กน้อยแล้ว
ก็จะขอกล่าวถึงสภาพถนนสายยาวของเมืองลำปาง เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้ที่ไม่เคยรู้เห็นในรุ่นหลัง
ๆ นี่บ้าง และพอเป็นทางเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับวัดเกาะนั้นต่อไป
ถนนสามสายในตัวเมือง นอกจากถนนซอยตัดเชื่อมกันแต่ละสายแล้ว ก็มีถนนสายยาวตัวเมืองลำปางอยู่
3 สาย คือ สายที่ 1 ตั้งแต่หมู่บ้านพิชัย ผ่านหลังค่ายทหาร (เมื่อก่อนถือเป็นด้านหน้าค่ายทหารปัจจุบัน)
ไปจากกำแพงเมือง ที่ห้าแยกหอนาฬิกาเรียกว่าประตูเชียงราย ต่อจากกำแพงเมืองออกไปเป็นป่าละเมาะทุ่งนา
ถนนสายนี้มีชื่อเรียกว่า กองหลวง (ปัจจุบันมีชื่อว่าถนนบุญวาทย์) ที่มีชื่อว่ากองหลวงเห็นจะเป็นเพราะถนนสายนี้ผ่านศาลากลาง
ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า เก๊าสนามหลวง และติดต่อกันขึ้นไปอีก ตอนหหน้าโรงพักตำรวจและโรงเรียนบุญทวงศ์
(เทศบาล 3) ก็เป็นคุ้มหลวงที่อยู่ของเจ้าผู้ปกครองเมือง นครลำปาง ซึ่งชาวเมืองเรียกว่า
เจ้าหลวง (องค์สุดท้ายคือเจ้าหลวงบุญวาทย์)
ถนนสายนี้ได้ผ่านสถานที่ที่มีคำว่า
หลวง ๆ อยู่กระมังจึงเรียกชื่อว่า กองหลวง ถนนสายนี้ใช่ว่าจะมีความแออัดด้วยตึกราม
บ้านเรือน ร้านค้า รถราวิ่งขวักไขว่ เช่น ปัจจุบันนี้ก็หาไม่ เงียบเหงากว่าทุกสาย
มีบ้านเรือนอยู่ห่าง ๆ กัน รั้วบ้านก็เป็นไม้ไผ่ขัดสานเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า
ฮั้วสะราบ อย่างหนึ่ง และ ฮั้วตาแสง อย่างหนึ่ง ถ้าใครไม่กล้าเข้มแข็งพอแล้ว
ขนาดคนเดียวสองคนอย่าได้ริไป เดินยามค่ำคืนเลย อาจถูกมิจฉาชีพอันธพาลรังควานเอาก็ได้
หรือไม่ก็อาจถูกผีข้าง ๆ ถนนตอนเปลี่ยว ๆ หลอกเอา เมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก
ๆ พอจะจำความได้แล้วไปมาเล่นตามละแวกตอนที่เฉพาะใกล้ ๆ บ้านมาเล่าสู่กันฟัง
คือตอนมุมนอกกำแพงวัดสวนดอก ด้านตะวันออกมีต้นโพธ์ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งข้าง
ๆ ถนน เวลานี้ถูกล้มลงไปแล้วใต้ต้นโพธิ์นั้นจะมี สวย (กรวยใบตอบดอกไม้ธูปเทียน)วางอยู่โค้นต้นเสมอ
เก่าหายไปใหม่มาแทน บางทีก็มีสองสามสวยแสดงว่าต้องมีการบนบานศาลกล่าว จ้าว
ผีสาง นางไม้หรือเทวดาอะไรก็แล้วแต่ สิงสู่อยู่ต้นโพธิ์นั้นศักดิ์สิทธิ์
อาจดลบันดาลให้เป็นไปตามความขอร้องวิงวอน ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเต็มไปด้วยธูปเทียนจุดขอหวยเบอร์กันเกร่อทีเดียว
นอกจากนั้นยังเคยได้ทราบข่าวเล่าบ่อย ๆ ว่า มีนักเที่ยวกลางคืนหรือมีความจำเป็นบางคนที่ต้องผ่านไปมาทางนั้น
โดนผีหลอกถึงกับเป็นไข้หัวโกร๋นไปก็มี นอกจากนี้ คงจะมีที่เฮี้ยน ๆ และศักดิ์สิทธิ์ตอนใดตอนหนึ่ง
บนถนนสายนี้อีกก็เป็นได้ ตอนเหนือขึ้นไปถึงสี่แยกราชวงศ์ หน้าธนาคารออมสินตรงตึกแถวร้านค้าสหกรณ์
จะเป็นที่ตั้งของคอก (เรือนจำ) ตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงตำรวจยามตีเกราะเคาะไม้
บนป้อมยามเป็นระยะ ๆ ทำให้สะท้อนเศร้า วังเวงใจไม่น้อย
ต่อหน้า 2
|