อ่ะคับ สติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆอบรมสั่งสมไปทีละเล็กละน้อย...แต่บ่อยๆ เนืองๆ
จึงจะค่อยๆ ระลึกรู้ได้ตรงตามสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแก่สติสัมปชัญญะ
ค่อยๆ เห็นความต่างกันของสภาพธรรมแต่ละสภาพ
ซึ่งก็ไม่ได้เท่าทันกันตลอดอ่ะนะคับ
เพราะสภาพธรรมทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงสืบต่อกันไปอย่างเร็วทุกขณะ
หากจะเปรียบโลภมูลจิต กับกุศลจิต อย่างคร่าวๆ ก็คือ
โลภมูลจิต เป็นสภาพจิตที่พอใจใคร่ได้ ติดข้องต้องการในอารมณ์นั้นๆ
ติดในรูปที่น่าดู เสียงที่น่าฟัง กลิ่นที่น่าดม รสที่น่าลิ้ม สัมผัสที่น่าสบาย
และความรู้สึกนึกคิดที่บันเทิงเริงรมย์ต่างๆ
หวังที่จะได้รับผลดังที่ตนปรารถนา
ซึ่งเวทนาที่เกิดร่วมกับ โลภมูลจิต มีได้ทั้งสุขเวทนา และอุเบกขาเวทนา
และเมื่อไม่ได้หรือไม่เป็นไปดังที่ต้องการ...ก็รู้สึกขัดเคือง ขุ่นใจ
กุศลจิต เป็นสภาพจิตที่ผ่องใส
ไม่ดิ้นรนเกาะเกี่ยวอารมณ์นั้นไว้ด้วยความติดข้องคาดหวังในผลดังใจ
ไม่หวั่นไหววุ่นวาย ติดยึดทะยานอยาก ไปกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
หรือฟุ้งไปกับความรู้สึกนึกคิดที่เพลิดเพลินพอใจ
แต่รับอารมณ์ต่างๆ ด้วยความสงบเบา อ่อนโยน
ซึ่งเวทนาที่เกิดร่วมกับ กุศลจิต มีได้ทั้งสุขเวทนา และอุเบกขาเวทนา
และแม้จะได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี ก็ไม่นำมาซึ่งความขัดเคือง ขุ่นใจ
หรือแม้ได้รับอารมณ์ที่ดี ก็ไม่ติดยึดหวงแหน
อ่ะคับ เพียงอ่านแค่นี้
ก็อาจจะพอให้เห็นลักษณะที่ต่างกันของสภาพจิต
แต่ก็เป็นเพียงความเข้าใจโดยตัวหนังสือ โดยคำ โดยเรื่องราว
แต่ที่จะเข้าใจถึงสภาพนั้นจริงๆ
ต้องเป็นสติปัฏฐานที่เกิดขึ้นระลึกรู้ได้บ่อยๆ เนืองๆ
จึงจะรู้จริง รู้ชัด ถึงลักษณะของสภาพจิตที่ต่างกันจริงๆ อ่ะคับ
ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าระลึกปุ๊บรู้ปั๊บ...สติเกิดประเดี๋ยวประด๋าวก็จะให้รู้ชัดรู้ทั่ว
แต่ต้อง
บ่อยๆ เนืองๆ นี่จึงเรียกว่า ภาวนา
คืออบรมเจริญขึ้นในสิ่งที่ยังไม่มี ให้มี
หรือในสิ่งที่มีอยู่ให้เพิ่มขึ้น เจริญขึ้น อ่ะคับ
หากจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นชัดขึ้นอีกนิด
เหมือนเวลาเรากินอาหาร เพื่อรักษากายนี้ไว้ให้เป็นปกติ
กินอะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์หล่อเลี้ยงร่างกาย ไม่เป็นพิษโทษภัยต่อร่างกาย
เมื่อความหิวบรรเทาหายไป ก็หยุดกินได้อย่างเป็นปกติ
แต่ถ้ากินด้วยความติดข้องต้องการ
ก็ต้องเลือกล่ะ อยากกินอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเสาะแสวงหาของที่ชอบมากิน
กินอิ่มแล้วก็ยังเสียดาย อยากจะลิ้มรสนั้นอีก
เห็นความต่างกันของสภาพจิตทั้งสองนี้มั้ยคับ
หรือบางคนอาจจะอยากใส่บาตร
แต่เกิดมีเหตุให้ไม่ได้ใส่ ก็รู้สึกเสียดายหรือเสียใจ
อุตส่าห์ตั้งใจจะใส่บาตรแต่ก็ไม่ได้ใส่...เกรงว่าจะไม่ได้บุญ
กับอีกคนที่จะใส่บาตร แต่เมื่อมีเหตุให้ไม่ได้ใส่ในวันนั้น
ก็ไม่วุ่นวายใจหรือกลัวว่าจะไม่ได้บุญ
แต่ผ่องใสในเจตนาที่ตั้งขึ้นแล้ว
แม้ใส่บาตรไม่ได้ในวันนั้น
ก็มีจิตเมตตาเอาอาหารที่เตรียมไว้กระทำทานอื่นๆ ต่อไปได้
หรือ เวลาที่ฟังธรรม สนทนาธรรม
มีจิตน้อมไปในการฟัง การสนทนา ด้วยความอ่อนน้อมเคารพในพระธรรม
หรือฟังเพราะชอบเสียงไพเราะ เรื่องราวสนุกสนาน
หรือที่นั่งสบายๆ ก็ชอบ
แต่พอที่นั่งไม่สบายก็กระสับกระส่ายถึงกับฟังธรรมไม่รู้เรื่อง
แม้แต่การอธิษฐานให้ถึงพระนิพพาน
พอลืมอธิษฐานไปซักครั้งก็รู้สึกไม่สบายใจเกรงว่าจะไม่ได้นิพพาน
ต่างๆ เหล่านี้ ฯลฯ เป็นกุศลจิต หรือ อกุศลจิต
ดังนั้น ขณะใดที่เป็นกุศลจิต...ขณะใดที่เป็นอกุศลจิต
ก็ต้องเข้าใจสภาพของจิตที่ต่างกันว่าอย่างไรเป็นกุศล อย่างไรเป็นอกุศล
และผู้นั้นต้องตอบด้วยตนเอง เมื่อสติปัฏฐานเกิด ระลึกรู้ได้ในขณะนั้นอ่ะคับ
สำหรับเรื่องแมลงในห้องน้ำ
ในเมื่อเราเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว...ไม่ใช่ไม่รู้
และอยู่ในสถานะที่จะบอกกล่าวได้
ก็ควรจะบอกให้ท่านได้ระมัดระวังน่ะคับ
เพราะเราหลอกใจตนเองว่าไม่รู้...ก็ไม่ได้ จริงมั้ยคับ
เหมือนเราเห็นบ่อน้ำที่คนเค้าขุดไว้ใช้อาบกิน
แต่เผอิญไม่มีที่กั้นขอบบ่อ ทำให้เกิดอันตราย
คนหรือสัตว์ตกลงไปตายได้บ่อยและง่าย
เราก็ควรจะเตือนให้ผู้ที่มาใช้ได้รู้ตัวและระมัดระวัง...ใช่มั้ยคับ
อ้างอิงเรื่องแมลงที่สืบเนื่องจากกระทู้เก่า
http://www.watkoh.com/forum/index.php?topic=2668.0 
เดฟ