สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

กระทู้: ปานแดง ปานดำ

  1. #1

    ปานแดง ปานดำ

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)
    สวัสดีค่ะ กัลยณมิตรทุกท่านค่ะ

    วันนี้คำถามพราวอาจจะ อ่านแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ นิดนะค่ะ แต่ก็อยากรู้นะค่ะ ว่าคนอื่น ๆ คิดอย่างไง อิอิ....

    พราวฟังธรรม มีอยู่ตอนหนึ่ง หลวงพ่อท่านเทศก์ประมาณว่า
    "คนสมัยก่อน เขาเอาน้ำหมาก น้ำปูน ควันดำที่ติดก้นหม้อมาป้ายทำเครื่องหมายบนตัวเราเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการติดตามดู ว่าเราไปเกิดที่ไหนเป็นอะไรอย่างไง" แบบนี้อะค่ะ
    แต่สมัยนี้คงตามยากส์หน่อยเนาะ อิอิ.... เพราะว่าเรามีวุฒิศักดิ์คลินิกแระ สามารถ ลบรอยศัก ปานแดง ปานดำ ได้ล่ะเนาะ อิอิ.....

    อยากสอบถามว่าการทำสัญลักษณ์แบบนี้ทำแล้ว สามารถนำมาติดตัวได้แบบข้ามภพ ข้ามชาติได้ด้วยหรอค่ะ
    หรือมีบ่งบอกไว้ในพระไตรปิฏกเกี่ยวกับเรื่องสัญลักษณ์ บนตัวเราบ้างหรือเปล่าค่ะ
    หรืออาจจะเป็นกุศโลบายอะไรหรือเปล่านะค่ะ
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Praw : 06-18-2013 เมื่อ 09:56 PM


  2. #2
    กราบสวัสดีครับคุณพราว

    การจะรู้ว่าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหน อย่างไร ต้องเป็นผู้ที่มีอภิญญาจิต คือต้องได้อภิญญาญาณที่ล่วงรู้ จุติ-ปฏิสนธิจิต ของผู้อื่น ถึงจะทราบได้ว่าผู้นี้ๆ ตายจากชาตินี้แล้ว ไปเกิดที่ไหน ในภพใด และก็ไม่ใช่ว่าผู้ที่ได้ญาณนี้จะรู้ได้ละเอียดทุกประการ เพราะผู้ที่รู้จุติ-ปฏิสนธิของสัตว์อื่นได้ละเอียดทุกประการ มีเพียงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวนั่นเองครับ

    จากที่อ่านแล้ว เข้าใจว่าเป็นการกระทำประมาณว่า เมื่อเอาน้ำหมาก น้ำปูนมาป้ายแล้ว ก็จะทำให้ชาติหน้าหากเกิดอีก ก็จะมีรอยหมาก รอยปูน ปรากฏเป็นไฝฝ้า ปานแดงปานดำ ทำนองนี้ ใช่ไหมครับ

    ซึ่งหากได้พิจารณาจริงๆแล้ว การเอาน้ำหมาก น้ำปูน มาแปะตามตัว เพื่อติดตามล่วงรู้ว่าผู้นั้นตายแล้วไปเกิดที่ไหน ไม่ใช่สิ่งที่มีในพระพุทธศาสนา น่าจะเป็นพิธีกรรมของคนโบราณมากกว่าครับ
    เพราะเหตุว่า ตามความเป็นจริงการกระทำให้มีรอยต่างๆบนร่างกาย ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถติดตามไปในภพหน้าได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีรอยอย่างนั้นไปตลอด และสัตว์ทั้งหลาย ไม่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อย่างเดียว สัตว์นั้นท่องเที่ยวไป ในภพน้อยภพใหญ่ หากไปเกิดในนรก จะมีใครตามไปดูได้ไหมครับ ว่าสัตว์นรกตัวนั้นตัวนี้ มีรอยอย่างนั้นอย่างนี้หรือเปล่า หรือถ้าบุคคลนั้นไปเกิดบนสวรรค์ เป็นถึงเทพบุตรเทพธิดา รูปเป็นทิพย์สวยสดงดงาม จู่ๆจะให้มามีไฝฝ้าราคี ก็คงจะไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้

    เช่นเดียวกัน การเกิดมามีรูปร่างต่างๆ แม้ในมนุษย์ มีปานแดงปานดำ ต่างๆ มาจากกรรมในอดีตที่ปรุงแต่งรูปให้เป็นอย่างนั้น จะหาเป็นเพราะพิธีกรรมหนึ่งพิธีกรรมใดก็หาไม่ เพราะไม่เช่นนั้นย่อมขัดกับหลักของกรรม ก็กรรมนั่นเองเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์มีรูปร่างหยาบ-ปราณีตต่างๆกัน กุศลกรรมที่ปราณีต ก็ให้ผลที่ปราณีต คือให้บุคคลนั้นเกิดมามีรูปร่างสวยสดงดงามน่าเลื่อมใส เป็นต้น หากกุศลนั้นไม่ปราณีต ก็ทำให้อกุศลกรรมมีโอกาสให้ผลแทรกได้ ทำให้บางคน อาจจะมีดวงตาที่สวยมาก แต่ปากไม่สวย ก็ได้ หรือทำให้มีรอยแดง รอยดำ ต่างบนเรื่องร่างก็ได้ หรืออาจจะไมไ่ด้มีตั้งแต่เกิด แต่ไปประสบอุบัติเหตุ ทำให้มีรอยนั้นรอยนี้ ก็อาศัยกรรมในอดีตให้ผลได้เหมือนกัน

    ดังนี้ การจะล่วงรู้ว่าใครตายแล้วเกิดที่ไหน หากไม่ใช่ผู้ที่มีอภิญญา มีจุตูปปาตญาณ(หรือทิพยจักษุ) คือญาณที่ล่วงรู้จุติ-ปฏิสนธิของผู้อื่น ผู้นั้นจะรู้ไม่ได้เลยจริงๆครับ ว่าบุคคลนั้นไปเกิดที่ไหน หรือใครมาเกิดเป็นบุคคลนี้ ก็อาจจะทำได้แค่สันนิษฐานเท่านั้น

    เช่นสมมติว่ามีครอบครัวนึงมีบุตรสองคน บุตรคนพี่มีปานแดงที่แขน มีนิสัยซนๆ แล้ววันนึงบุตรคนพี่ตาย ต่อมาบุตรคนน้องมีลูก ปรากฏว่าลูกก็มีปานแดงที่แขน แล้วก็มีนิสัยซนๆ หรืออะไรๆเหมือนกับคนพี่เด๊ะๆเลย จะถือว่า บุตรคนพี่ตายแล้วมาเกิดได้ไหมครับ? ก็ได้แค่อนุมานเอาจากเหตุการเท่านั้น แต่ จะใช่จริงๆหรือเปล่า หากบุคคลนั้นขาดการพิจารณาก็ย่อมจะเชื่อได้ แต่ถ้าพิจารณาจริงๆ มีปานแดง เพราะอะไร กรรมพันธุ์ได้ไหม? มีนิสัยซนเพราะอะไร เด็กๆซนไม่ใช่เรื่องปรกติหรือ? แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าบุตรคนพี่มาเกิด ก็ถ้าบุตรคนพี่ไปเกิดแล้ว เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือไปเกิดแล้วเป็นเทวดา ก็ได้ทั้งนั้น ใครรู้? รู้ไม่ได้จริงๆครับ ถ้าผู้นั้นไม่มีจุตูปปาตญาณ

    ฉะนั้นการกระทำดังกล่าว จึงไม่สามารถล่วงรู้ได้ ว่าผู้นั้นไปเกิดที่ไหนน่ะครับ


    กราบอนุโมทนาครับ
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย chocobo : 06-19-2013 เมื่อ 12:00 AM

  3. #3
    หรือถ้าบุคคลนั้นไปเกิดบนสวรรค์ เป็นถึงเทพบุตรเทพธิดา รูปเป็นทิพย์สวยสดงดงาม จู่ๆจะให้มามีไฝฝ้าราคี ก็คงจะไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้
    ฮ่าๆๆๆ อ่านแล้วก็ฮ่า ๆ ดีเนาะ บนโลกเรานี้บางทีก็มีคำสอนที่แปลก ๆ แยะดีนะค่ะ บางทีก็แยกไม่ออกเลย
    ถ้าหากว่าไม่ได้ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจท่องแท้
    พราวเองก็เลยเอาประเด็นนี้ไปสนทนากับเพื่อน ๆ ที่ทำงาน พี่ ๆ บางคนก็ยังมีความเชื่อเช่นนี้เลยค่ะ
    เราก็ได้แต่พูดให้เขาพิจารณาแค่นั้นเนาะ ส่วนเขาจะยังเชื่อแบบนั้นอยู่ก็แล้วแต่เขาเนอะ
    แต่พราวอยากบอกว่า เรื่องทำนองแบบนี้อะ คนส่วนใหญ่จะชอบนะค่ะ อิอิ.... ก็ไม่รู้ว่าทำมัยนะค่ะ แปลกดี
    บางทีเราก็ไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จิงของคนสมัยก่อนเนาะ ว่าต้องการจะสื่อเพื่อต้องการให้เราทำอะไรกันแน่
    สอนบอกต่อ ๆ กันมา แต่บังเอิญว่านี้เป็นเสียงเทศก์เสียด้วยจิค่ะ ก็เลยหยิบยกมาถามให้ได้ความชัดเจนเสียหน่อย
    ก็ต้องขอขอบคุณ คุณโจ๋ด้วยนะค่ะ ที่มาร่วมตอบสนทนากับพราวนะค่ะ อิอิ.... ตอบไปก็คงจะนึก ๆ ว่าคุณพราวนี้ช่างสงสัยจิ๊งเนาะ ฮ่าๆๆๆ
    อะไรนิดหน่อยก็ยกมาถาม ก๊ากกกกกกกกกกก ก็เอาเป็นว่า มีคำถามเครียด ๆ บ้าง ฮา ๆ บ้างผสมให้ได้รสธรรมอันดีแระกันเนาะ


  4. #4

    แชร์เข้าเครือข่ายสังคมออนไลน์
    เพื่อเผยแผ่ธรรมะอีกทางหนึ่ง
    สาธุครับคุณพราว

    ไม่ต้องห่วงคับคุณพราว ผมเองก็ขี้สงสัย ก็ถามประเด็นโน่นนี่นั่นท่านเดฟไปเรื่อย แต่ท่านเดฟก็กรุณาตอบให้หมดเลย _/\_


    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ Praw ดูโพสต์
    พราวเองก็เลยเอาประเด็นนี้ไปสนทนากับเพื่อน ๆ ที่ทำงาน พี่ ๆ บางคนก็ยังมีความเชื่อเช่นนี้เลยค่ะ
    เราก็ได้แต่พูดให้เขาพิจารณาแค่นั้นเนาะ ส่วนเขาจะยังเชื่อแบบนั้นอยู่ก็แล้วแต่เขาเนอะ
    แต่พราวอยากบอกว่า เรื่องทำนองแบบนี้อะ คนส่วนใหญ่จะชอบนะค่ะ อิอิ.... ก็ไม่รู้ว่าทำมัยนะค่ะ แปลกดี

    ก็เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่เป็นปุถุชนน่ะครับ ย่อมเป็นผู้ที่มีอวิชชามาก มีความไม่รู้มาก ไม่รู้ในสัจจะความจริง ว่าธรรมะเป็นอย่างนี้ๆ ก็ย่อมมีความเห็นผิดอันเกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ มีความเห็นว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล ที่เที่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว(เพราะเหตุว่าเป็นทิฏฐิสามัญของปุถุชนที่จะต้องเห็นผิดว่ามีสัตว์ บุคคล ตัวตนสิ่งหนึ่งสิ่งใด) ก็เมื่อมีตัวมีตน ก็ย่อมรักตัวตน ไม่ปราถนาให้ตัวตนหายสาปสูญไป และปราถนาสุขทั้งหลายให้ตน เพราะฉะนั้น ความเห็นอะไรๆที่เกื้อกูล ส่งเสริมให้มีตัวตน ส่งเสริมความเห็นผิดนั้น ปุถุชนย่อมชอบ ย่อมพอใจ เป็นของธรรมดา เพราะยังมีความเห็นผิด คือมีสักกายทิฏฐิอยู่นั่นเองครับ

    ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ถ้าไม่เห็นผิดนี่สิครับถึงจะเรียกว่าแปลก อิอิ

    ฉะนั้น การละกิเลส ละสักกายทิฏฐิ จึงไม่ง่ายเลย ต้องอบรมปัญญามากจริงๆครับ ต้องเป็นผู้มีขันติที่จะอบรมปัญญา โดยตลอด ไม่ทิ้ง ต่อๆไป ไม่ย่อท้อ


    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ Praw ดูโพสต์

    บางทีเราก็ไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จิงของคนสมัยก่อนเนาะ ว่าต้องการจะสื่อเพื่อต้องการให้เราทำอะไรกันแน่
    สอนบอกต่อ ๆ กันมา


    คนสมัยก่อน ก็ต้องดูว่าผู้นั้น ที่อยู่ในสมัยนั้น ที่บอกอย่างนั้น เป็นปุถุชน หรือเป็นพระอริยะ

    ถ้าเป็นพระอริยะ ท่านย่อมมีกุศโลบายที่อยู่ในความเห็นถูก คล้อยไปในความเห็นถูกเป็นปรกติธรรมดา
    ถ้าเป็นของปุถุชน ก็เป็นธรรมดา ที่จะมีความเห็นผิดแทรกปนบ้าง แม้กุศโลบายนั้นเกิดจากความหวังดี แต่ก็เพราะอาศัยความเป็นปุถุชน ก็ทำให้มีความเห็นผิดแทรกได้

    หรือบางครั้ง ก็เป็นความเห็นถูก แต่เพราะบุคคลที่รับต่อๆมาเป็นผู้เห็นผิด กุศโลบายนั้นก็พลันเปลี่ยนจากถูกเป็นผิดได้เหมือนกัน

    เหมือนอย่างคนในยุคนี้สมัยนี้ ถ้าอ่านพระไตรปิฏกไม่ละเอียด ไม่ถี่ถ้วน ย่อมอาศัยความเห็นผิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เห็นผิดได้ แม้ว่าคำกล่าวในพระไตรปิฏกจะถูกก็ตาม


    กราบอนุโมทนาครับ

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด