PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : โกเดี้ยนไปเมืองผี



*8q*
06-10-2009, 09:23 PM
โกเดี้ยนไปเมืองผี
บันทึกจาหนังสือพิมพ์เหนือจักรวาล ฉบับที่ 17 ปี 2527 มีข้อความตามที่ แดง ณ ชุมแสง เล่ามาต่อไปนี้
เย็นวันหนึ่ง เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ทราบว่า โกเดี้ยน ผัวแม่คำ เจ้าของโรงเลื่อยมือเหนือตลาดชุมแสงได้ตายเสียแล้ว ด้วยโรคลมปัจจุบันเมื่อตอนบ่าย กว่าข้าพเจ้าจะไปถึงบ้านของโกเดี้ยนก็พลบค่ำ จึงได้แสดงความเสียใจกับแม่คำภรรยาของผู้ตาย และช่วยเงินทำบุญเล็กน้อยตามประเพณี ข้าพเจ้าได้ตั้งใจมาแต่เดิมว่า คืนวันนี้จะต้องอยู่เป็นเพื่อนศพ เพราะผู้ตายและภรรยาเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือมาก และแม้คนในตำบลนี้ก็นับถือแกมากเช่นกัน เพราะโกเดี้ยนเป็นคนดี มีใจโอบอ้อมอารีไม่เลือกชั้นวรรณะนั่นเอง คืนวันนี้จึงมีคนมาช่วยงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนศพนั้นได้จัดการรดน้ำใส่โลงเรียบร้อยแล้ว แต่ตอนเย็นนั่นเองเวลาประมาณทุ่มเศษพระก็มาสวดหน้าศพ ซึ่งตามปกติผู้ตายไม่เคยเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนาเลย แต่ญาติของภรรยาผู้ตายได้จัดการนิมนต์พระมาสวดพระธรรม แม่คำเคยปรารภกับเพื่อนบ้านอยู่เนือง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสามีของแกว่า “ทำบุญเสียเปล่า ไหว้เจ้าดีกว่า กลับมาได้กิน” แม่คำซึ่งเคยเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ต้องประสบกับความอัดอั้นตันใจตลอดมา แต่ก็ได้เคยฝากของไปร่วมทำบุญกับญาตินาน ๆ สักครั้ง แต่ถึงแม้ว่าโกเดี้ยนจะรู้ก็ไม่เคยพูดว่าอะไร แต่ไม่สนับสนุน แม่คำก็เกรงใจอยู่ ไม่กล้าเปิดเผยและศพนั้นจะต้องเก็บไว้รอญาติบ้านไกล ๆ อีกตั้ง 3 คืน จึงให้ญาติไปนิมนต์พระมาสวดหน้าศพตามประเพณี ส่วนข้าพเจ้าก็นั่งฟังพระสวดพระธรรม แต่พอตอนดึกพระสวดพระธรรมกลับวัดแล้ว พวกเราก็หันไปเข้าวงเหล้าบ้าง เล่นหมากรุกบ้าง เป็นการแก้ง่วงและฆ่าเวลาจนกว่าจะรุ่งสว่าง พอสว่างแล้วเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ก็นำเอาข้าวปลาอาหารมาร่วมทำบุญตักบาตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่คนตายตามประเพณี เมื่อพระฉันเสร็จกล่าวคาถาอนุโมทนาให้ศีลให้พรญาติมิตรกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่คนตายเสร็จ พระท่านก็กลับวัด ประมาณเวลา 2 โมงเช้าเศษ พวกเราก็เริ่มตั้งวงสุราอาหาร เลี้ยงกันในหมู่พวกที่มาช่วยงาน แต่ในวงของข้าพเจ้าออกจะคุยกันครึกครื้น เพราะล้วนแต่คอดี ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง ๆ ที่วงอยู่ใกล้หีบศพห่างกันไม่ถึงศอกแต่ไม่มีใครเอาใจใส่ คงจัดการกับสุราอาหารเรื่อยไป เพราะศพยังไม่มีกลิ่นไออะไรมารบกวน ครั้นเวลาล่วงเลยไปสักครู่ใหญ่ในวงสุราบางคนก็อิ่มแล้ว แต่ก็ยังคงนั่งคุยเป็นเพื่อนกันอยู่อีก ข้าพเจ้าก็อิ่มแล้วเหมือนกัน แต่ยังนั่งคุยอยู่ในวงนั้น พอนั่งสักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียง “กุก ๆ “ เสียงดังจากหีบศพข้างหลัง จึงคิดว่าหูจะเฝื่อนไปเพราะฤทธิ์สุรากระมัง แต่ก็ได้รวมความรู้สึกเหล่านี้เงี่ยหูฟังอีกครั้ง “กุก ๆ “ เสียงดังมาอีกแน่แล้วเสียงดังอยู่ในหีบศพ จึงหันไปดูทางข้างหลังก็ไม่เห็นมีอะไร ข้าพเจ้าจึงได้หันไปดูตาพวกที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็เพ่งสายตาหันกลับมาเช่นเดียวกัน และต่างฝ่ายต่างก็มองดูตากัน เพราะเขาก็คงได้ยินเช่นนั้นเหมือนกัน และยังไม่ทันจะพูดอะไรกันเสียง “กุก ๆ “ ก็ดังขึ้นอีก
เสียงคุยกันนั้นก็เงียบลงทันที เพราะคงได้ยินทั่วกันทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าก็ชักหายมึน จึงค่อยขยับตัวออกห่าง คนอื่น ๆ ก็เหมือนกัน แล้วต่างก็มองดูตากันล่อกแล่ก ข้าพเจ้าเองก็คิดว่าโกเดี้ยนนี้แกจะเฮี้ยนถึงกับแสดงฤทธิ์ในเวลากลางวันแสก ๆ เจียวหรือนี่ ? ทันใดนั้นเสียง “กุก ๆ ๆ “ ก็ดังขึ้นอีก คราวนี้ทุก ๆ คนลุกขึ้นยืนจับกลุ่ม โกลาหลกันโดยทันทีพร้อมกับลุงวันสัปเหร่อซึ่งนั่งรวมวงอยู่ด้วย ก็ถอยห่างออกจากกลุ่ม แล้วก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า “เอ๊ะโกเดียนเอาแน่หรือหว่า” พอขาดคำเสียงจอแจก็ดังเซ้งแซ่
“เบาก่อน อะไรกันกลางวันแสก ๆ คนตั้งเยอะแยะตื่นกันไปได้นี่” ลุงสุกผู้อาวุโสเคร่งในธรรมเอ่ยขึ้น เสียงเซ็งแซ่จึงค่อยสงบลง
“เออจริง ๆ ละ เงียบ ๆ ฟังดูทีกลัวอะไรกัน” ลุงวันสัปเหร่อได้สติก็เอ่ยขึ้นอย่างรักษาเหลี่ยมคนกล้า “กุก ๆ” พร้อมกับเสียงดิ้นในหีบศพก็ดังขึ้นอีก “เฮ้ยวัน เข้าไปกับข้าเหอะ ว่ามันเป็นอะไรกันแน่” ลุงสุกกล่าวขึ้น พร้อมกับเดินเข้าไปติด ๆ เมื่อทั้งสองลุกเดินเข้าไป พวกเราก็เคลื่อนกลุ่มตามไปห่าง ๆ ข้างหลังกลุ่มผู้ชาย ก็เป็นกลุ่มผู้หญิง เพราะคนทั้งหมดก็มารวมกลุ่มกันอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าค่อยได้สติขึ้นก่อน รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที จึงค่อยก้าวล้ำหน้าพวกเข้าไปอย่างครึ่งกลัวครึ่งกล้า พอสองเฒ่าถึงหีบศพก็เอื้อมมือเปิดผ้าขาวซึ่งใช้คลุมปิดบนหีบศพไว้แทนฝาหีบที่ยังไม่ได้เอามาผนึก ข้าพเจ้าต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะมีมือมาจับที่แขน รีบหันหน้าไปดูโดยทันทีก็เห็นหน้าแม่คำ มายืนเกาะอยู่ข้างหลัง จึงค่อยโล่งใจไปหน่อย แม่ก็คงอยากเข้าไปดู แต่ไม่กล้าจึงมายืนเกาะอยู่ข้างหลัง ลุงวันกับลุงสุกพากันมองดูในหีบศพ ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจเดินตรงเข้าไป แม่คำก็เดินตามหลังเข้าไปด้วย พอจวนจะถึงลุงวันก็เงยหน้าขึ้นโดยทันที พูดละล่ำละลักว่า “ถ้าจะฟื้นโว้ยจริง ๆ” ลุงสุกเงยหน้าขึ้นสนับสนุน ข้าพเจ้ากับแม่คำก็รีบเดินไปดูโดยทันที แลเห็นโกเดี้ยนนอนทำตาปริบ ๆ ปากพะงาบ ๆ แต่ไม่ได้ยินเสียงเพราะเสียงนั้นเบามาก ซึ่งเสียงแซ่จากกลุ่มคนก็มากลบเสียงอีก แล้วแม่คำก็ซัดขึ้นโฮใหญ่ คงจะเป็นด้วยความปิติเป็นอย่างสุดซึ้ง ใคร ๆ ก็เหมือนกัน แต่พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นคนเฮเข้ามา ได้ยินลุงสุกพูดขึ้นมาว่า “เบา ๆ ก่อนถอยออกไป เดี๋ยวก็ได้เห็นกันดอกน่า” พลางหันมาพยักหน้า ข้าพเจ้าและลุงวันพร้อมกันพูดขึ้นว่า “อ้าว ช่วยกันยกขึ้นเถอะ” แล้วลุงวันก็เข้าทางศีรษะ ลุงสุกเข้าทางปลายเท้า ข้าพเจ้าตกหน้าที่กลางตัว พร้อมกันช้อนยกคนที่ฟื้นจากตายไปแล้ว ตั้ง 18 ชั่วโมง แล้วกลับฟื้นขึ้นมาได้รู้สึกว่าวุ่นอยู่ในสมอง คล้าย ๆ กับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็แลเห็นอยู่กับตา เมื่อวางโกเดี้ยนลงแล้ว ลุงวันยังประคองศีรษะอยู่ โกเดี้ยนอยู่ในท่านั่งครึ่งนอนครึ่ง ลุงสุกหันหน้าไปทางแม่คำ เห็นยืนสะอื้นฮัก ๆ อยู่จับอะไรไม่ถูกพร้อมกับพูดขึ้นว่า “แม่คำไปเอาฟูกมาปูเร็ว ๆ “ แม่คำจึงวิ่งไปจัดการเอาฟูกมา และมีคนวิ่งมาช่วยอีก 2 คน ลุงสุกหันมาทางข้าพเจ้าแล้วพูดว่า “อ้าว” ช่วยกันแก้ด้ายตราสังเถอะ” ข้าพเจ้าก็ได้รีบเข้าช่วยแก้ บางคนที่กล้าก็รีบผละออกมาจากกลุ่มคนเข้ามาช่วยกันแก้ แต่การแก้ด้ายตราสังนั้น รู้สึกว่าช้ามาก เพราะเขาผูกเอาไว้แน่น ทันใดนั้นข้าพเจ้านึกขึ้นได้ถึงมีดพับที่เอว จึงได้รีบเอาออกมาตัดประเดี๋ยวเดียวก็ขาดหมดทันที แล้วก็ประคองให้โกเดี้ยนขึ้นนอนบนฟูกตามสบาย โกเดี้ยนนอนทำตาปริบ ๆ ปากพะงาบ ๆ อยู่ ลุงสุกหันไปบอกให้คนเบาเสียงลง และอย่าเข้ามาล้อมจะทำให้ร้อนอบอ้าว พลางก้มลงตะแคงหูฟังเสียงที่ตรงปาก แล้วก็เงยหน้าแลมาที่ข้าพเจ้า พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ไปตักน้ำมาเร็ว ๆ หน่อย” ข้าพเจ้ารีบเอาแก้วน้ำตักน้ำส่งไปให้ทันที ลุงสุกก็ประคองศีรษะขึ้นจ่อแก้วน้ำที่ปาก พลางพูดแก่โกเดี้ยนแต่พอได้ยิน “ค่อย ๆ กินแต่น้อยก่อน” โกเดี้ยนก็พยักหน้าช้า ๆ อย่างระโหยโรยแรง แสดงความเข้าใจ หรือได้ยินคำพูดแล้ว แต่พอกินน้ำได้สักหน่อยก็เอ่ยปากพะงาบ ๆ อีก ลุงสุกก้มลงฟังแล้วก็หันหน้าไปบอกแม่คำว่า “ให้คนต้มข้าวต้มเร็ว แม่คำต้มแต่น้อย ๆ จะได้สุกเร็ว ๆ”แม่คำก็รีบวิ่งไปบอกให้คนต้มข้าวต้ม แล้วก็กลับมานั่งอยู่ข้าง ๆ อีก ข้าพเจ้าแสนที่จะประหลาดใจ พลันนึกถึงหมอ จึงได้แนะนำให้คนไปตามนายแพทย์ เพื่อมาควบคุมอาการ แกก็เห็นด้วย และขอร้องให้ข้าพเจ้าไปตามให้ที ข้าพเจ้ารีบไปหาคุณหมอ และเล่าเรื่องให้ร้อยโทชุบ นายแพทย์แผนปัจจุบันชั้น 1 ที่ประจำอยู่สุขศาลาเทศบาลฟัง เพื่อให้รีบไปตรวจรักษา คุณหมอชุบประหลาดใจยิ่งนัก ในเมื่อได้ทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว เพราะท่านยืนยันว่า ได้ตรวจอย่างละเอียดแล้วว่าตายแน่ ๆ โดยเมื่อวานนี้ แม่คำได้มาเชิญให้ไปรักษา แต่เมื่อหมอไปถึงบ้านโกเดี้ยนได้สิ้นใจเสียก่อนแล้ว เมื่อข้าพเจ้าไปเล่าให้ฟังคุณหมอก็รีบคว้ากระเป๋ายามาพร้อมกับข้าพเจ้าโดยเร็ว เมื่อมาถึงก็ได้ตรวจอย่างละเอียดพร้อมกับฉีดยาบำรุงหัวใจให้ 1 เข็มและบอกว่าอาการอยู่ในขั้นดีมาก แต่ชีพจรยังอ่อนอยู่อีกหน่อยเท่านั้น
เมื่อได้พักผ่อนบำรุงกำลังอีกไม่ช้า ก็จะเป็นปกติ ส่วนข้าพเจ้าก็ได้ลาแม่คำกลับบ้าน และระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านโจษขานกันระเบ็งเซ้งแซ่ถึงเรื่องโกเดี้ยนตายแล้วกลับฟื้น เสียงโจษกันตลอดหัวบ้านท้ายบ้าน พอไปถึงบ้านคิดว่าจะนอนพักผ่อน ก็ต้องเล่าเรื่องให้พวกบ้านฟังรอบหนึ่งก่อนแล้วจึงเข้านอนได้ ครั้งเย็นวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็ได้มาเยี่ยมโกเดี้ยนอีก เห็นเขากำลังพยาบาลด้วยวิธีประคบตามแขนและขา ดูหน้าตาแกสดชื่นขึ้นมากเกือบเหมือนปกติแล้ว เห็นคุณหมอยังคงควบคุมอาการอยู่และบอกว่า ชีพจรเกือบเป็นปกติแล้ว และคุณหมอได้พูดต่อไปว่าโกเดี้ยนไม่ได้สลบ
ผมได้ตรวจดูชีพจรโดยละเอียดแล้วว่า ตายไปแล้วอย่างแน่ ๆ แต่เดี๋ยวนี้แกเป็นปกติดีทุกอย่างแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องให้แม่เล่าสาเหตุก่อนตายให้ฟัง แม่คำเล่าว่าโกเดี้ยนกลับมาบ้านในตอนบ่าย บ่นปวดศีรษะ แต่แล้วก็เห็นนอนเล่นอยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ หายไปสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงดังตึง แกจึงได้รีบวิ่งเข้าไปดู ก็แลเห็นโกเดี้ยนนอนพับอยู่ข้างโอ่งน้ำ แกตกใจมาก จึงรีบเข้าประคองแล้วตะโกนเรียกให้คนมาช่วย
เมื่อพาไปห้องนอนแล้วก็ให้ดมยาและกินยา จากนั้นก็ให้คนรีบไปตามคุณหมอชุบ พอคุณหมอมาถึงและตรวจอาการเสร็จแล้ว คุณหมอก็บอกว่า “สิ้นใจเสียแล้ว” จึงเป็นอันหมดหนทางที่จะแก้ไข แม่คำก็ได้แต่ร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมาก เพราะปุบปับก็มาตายโดยมิได้รักษาพยาบาล

*8q*
06-10-2009, 09:23 PM
ข้าพเจ้านั่งคุยอยู่พักหนึ่งแล้วก็ลากลับ เพราะมีเพื่อนบ้านได้พากันมาเยี่ยมเยือนกันมากมาย เย็นวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าไปเยี่ยมแกอีก ที่บนเรือนเต็มไปด้วยคนเยี่ยม และญาติของโกเดี้ยนซึ่งเพิ่งมาถึง เพราะได้รับข่าวการตายของโกเดี้ยน ส่วนลุงวันกับลุงสุกก็ได้มาอยู่โดยพร้อมเพรียงกัน โกเดี้ยนก็ลุกขึ้นมานั่งคุยได้แล้ว และบอกว่าสบายดี จะไปไหนก็ไปได้แล้ว
ข้าพเจ้าก็ได้พลอยแสดงความยินดีกับแกด้วย และคุยด้วยเรื่องต่าง ๆ ไปสักพักหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ถามแกขึ้นว่า “เมื่อตายไปแล้วนั้น และได้กลับฟื้นขึ้นมาได้ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง และมีอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม หรือเหมือนกับคนนอนหลับไป” แกตอบว่า ไม่รู้สึกอะไรเลย ดูคล้าย ๆ กับนอนหลับไป แต่คงจำเรื่องประหลาดคล้าย ๆ กับฝันได้ดี ข้าพเจ้าจึงได้ขอร้องให้แกเล่าให้ฟัง และทุก ๆ คนที่นั่งอยู่ในที่นั้นก็สนับสนุน
แกจึงได้เล่าเรื่องให้ฟังอย่างช้า ๆ ว่า วันหนึ่งแกไปดูเรือนที่แกรับเหมาเขาปลูกสร้างที่ตลาด จนเวลาบ่ายรู้สึกปวดศีรษะ จึงกลับมาบ้านกินยาแอสไพริน 2 เม็ด แล้วก็นอนพักไปได้สักครู่หนึ่ง รู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้ลุกขึ้นไปถ่ายในห้องน้ำ ขณะที่กำลังถ่ายจวนจะเสร็จ ก็รู้สึกหน้ามืด จึงได้ใช้มือเท้ายันโอ่งน้ำที่ข้าง ๆ ตัว ต่อจากนั้นก็หมดความรู้สึกจะเป็นเวลานานสักเท่าใดก็ไม่ทราบ เมื่อรู้สึกตัวจึงลุกขึ้นยืน รู้สึกว่าตัวเบาหวิวและมึน ๆ ก็พอดีเห็นคน 3 คนเดินตรงเข้ามา เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ผิวเนื้อดำแดง 2 คน นุ่งดำห่มดำ อีกคนหนึ่งนุ่งขาวห่มขาว โพกผ้าแดง ชาย 3 คนนี้เป็นคนแปลกหน้า ล้วนแต่แกไม่เคยได้รู้จักมาก่อนทั้งนั้น
และพอแกจะเอ่ยปากถาม แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป คน 2 คนที่นุ่งดำห่มดำ ก็ตรงเข้าปล้ำจับแขนแกแน่นคนละข้าง แล้วก็ดึงเอาแกไปโดยทันที คนที่นุ่งขาวนั้นหันหลังกลับ แล้วก็เดินนำหน้าไป แกสะบัดพลางดิ้นพลางเพื่อจะให้หลุดพร้อมทั้งถามว่า “เรื่องราวอะไรกันถึงจะมาฉุดคร่าเอาตัวไปเฉย ๆ” ไม่มีเสียงตอบ เขาคงฉุดคร่าไปแต่อย่างเดียว แกดิ้นเมื่อเห็นว่าไม่หลุดแน่ แล้วก็ร้องตะโกนเรียกให้คนมาช่วย เพราะแกแลเห็นคนที่บนเรือน เดินผ่านไปมาชุลมุนวุ่นวาย แต่ก็ไม่เห็นมีใคร เอาใจใส่กับเสียงเรียกของแกเลย จนมาถึงหน้าบ้านก็สวนทางกับคุณหมอชุบ กำลังจะเดินเข้าบ้าน (หมอชุบจะมาตรวจอาการของแก) แกร้องให้หมอช่วยแต่ก็ไม่มีผล คุณหมอชุบเดินไปอย่างเร่งรีบ โดยมิได้เอาใจใส่อะไรเสียเลย
แกชักหมดอาลัยจึงหยุดดิ้น ปล่อยให้เขาคร่าเอาตัวไปตามสบาย แต่ใจก็คิดไปตลอดทางว่าทำไมหนอคนในบ้านและคุณหมอชุบจึงไม่เอาใจใส่กับเสียงร้องเรียกของแกเสียเลย คล้าย ๆ กับว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไร เขาจะฉุดเอาตัวไปไหน เอาไปทำไมก็ไม่รู้ทั้งนั้น และทางที่เขาฉุดเอาตัวแกไปก็เป็นทางที่แกไม่เคยพบเห็นในเขตชุมแสงนี้เลย เป็นทางใหญ่เตียนเรียบลิ่วแลดูเปลี่ยวเงียบเหงาวังเวง ข้างหน้าลิบ ๆ แลเห็นคนถูกคุมตัวไปอย่างแกเป็นหมู่ ๆ “หรือเราตาย” แกคิดวนเวียนอยู่จนมาถึงทางแยก เขาพาแกเลี้ยวไปทางซ้ายมือ ทางนี้ดูค่อยมีคนอยู่มากหน่อย มีทั้งบ้านเรือนอย่างคับคั่ง แกพบคนเดินสวนทางไป “เอ๊ะนั่นทิดชุ่มที่ตายไปเมื่อ 6 – 7 วันก่อนมานี้เองนี่หว่า “แกตกใจว่าทำไมมาอยู่ที่นี่ แกจำได้ว่าเขาได้มาซื้อโลงศพที่แก และแกยังไม่ได้ไปเผามันเลย ถ้ายังงั้นที่นี่ก็คงเป็นเมืองผีละซี แกร้องไห้โฮและคิดว่า ตัวต้องตายแน่ ๆ แล้ว สักประเดี๋ยวเขาจึงพาแกมาถึงสนามหญ้าที่หน้าตึกใหญ่ ที่สนามหญ้านั้น เห็นมีคนนั่งอยู่เป็นหมู่ ๆ เต็มไปหมด ดูล้วนแต่ซูบซีดหงอยเหงาเศร้าโศกเป็นส่วนมาก แล้วเขาก็ผลักแกให้เข้าไปในสนามหญ้าข้างหมู่ ๆ หนึ่ง
แล้วเขาก็เดินเลยเข้าไปในตึกใหญ่ โดยไม่เอาใจใส่กับแกเลย แกทรุดตัวลงนั่งพักเหนื่อยอยู่สักครู่หนึ่ง แต่พอหายเหนื่อยก็ชักหิวข้าวและกระหายน้ำเป็นกำลัง แกจึงคิดที่จะหาหนทางแก้ไข พลางลุกขึ้นเดินไปตามหมู่คนต่าง ๆ บางหมู่ก็มีคนมาก บางหมู่ก็มีคนน้อย คนหมู่ใดที่มีข้าวปลาน้ำท่าที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส บางหมู่ที่ไม่มีข้าวปลาน้ำท่า เห็นแต่กองกระดาษเผาคล้ายกับกระดาษเงินกระดาษทอง ที่แกเองก้ได้เคยเผาไฟไหว้เจ้า ถึงหมู่ที่แกนั่งก็เช่นกันไม่มีข้าวและน้ำเลย นอกจากกองกระดาษที่เผาไฟ แกจะเข้าไปขอน้ำหรือขอข้าวจากกลุ่มคนที่ผ่านมา ก็ไม่มีคนที่รู้จักเสียเลยจึงไม่กล้าขอ และก็คงเดินดูต่อไป
เมื่อผ่านมาถึงอีกหมู่หนึ่ง แลเห็นมีข้าวมีน้ำบริบูรณ์ ตั้งอยู่เต็มสำรับแปล้ แกก็เดินตรงเข้าไปอย่างดีใจ เพราะแกจำได้อย่างแน่ ๆ ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างสำรับนั้นคือลุงเอี่ยม เป็นมรรคทายกวัดคลองระนงค์ ซึ่งแกเพิ่งตายมาเมื่อ 3 วันนี้เอง แกเป็นคนที่ชอบพอกันดี ยังไม่ได้เผาแกเลย จึงเดินตรงรี่เข้าไป ลุงเอี่ยมก็อิ่มเอิบยิ้มแย้มอย่างดีเหมือนกัน แล้วก็เอ่ยทักขึ้นว่า “มาเหมือนกันหรือ” แกก็ตอบว่ามาถึงเมื่อตะกี้นี้เอง แล้วก็พลางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แล้วก็กล่าวต่อไปว่า “แหมเหนื่อยจังและก็หิวเสียด้วย ของอั๊วไม่มีกินเลย” พลางมองไปทางสำรับและคิดว่าจะต้องขอกินบ้าง ลุงเอี่ยมพยักหน้ารับรู้ แกจึงพูดต่อไปอีกว่า “นั่นของ ๆ ลื้อหรือ” แล้วชี้มือไปที่สำรับ ลุงเอี่ยมตอบว่า “ของ ๆ อั๊วเอง” ขออั๊วกินบ้างได้ไหม อั๊วหิวจังเลย” ลื้อกินไม่ได้หรอก มันเป็นของใครของมัน ให้ก็กินไม่ได้ ของ ๆ ลื้ออยู่ที่โน่นไงล่ะ”
พลางชี้มือไปที่กองกระดาษเผาไฟที่อยู่ข้าง ๆ กันนั่นเอง “กินเข้าไปได้อย่างไร” โกเดี้ยนอุทานอย่างตกใจ ลุงเอี่ยมไม่ตอบแต่หัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ แกจึงคิดว่าลุงเอี่ยมล้อเล่นกระมัง คนชอบพอกันหากจะหยิบเอาดื้อ ๆ ก็จะเป็นไรไปด้วยความหิวกระหายเป็นอย่างยิ่งแกจึงเอื้อมมือไปหยิบขันน้ำต้องรีบหดมือกลับมาเป่าโดยทันที เพราะร้อนเหมือนกับหยิบไฟ แกจึงหันหน้าไปทางลุงเอี่ยมซึ่งนั่งยิ้มอยู่ไม่พูดจาว่ากระไร ทั้งที่แกแลเห็นเหตุการณ์อยู่ทั้งหมด แกจึงถามลุงเอี่ยมขึ้นว่า “ร้อนอย่างนี้ลื้อกินได้หรือ” “กินได้ซี” พอขาดคำลุงเอี่ยมก็หยิบขันน้ำขึ้นมาดื่มกันต่อหน้าโกเดี้ยนอย่างปกติ พอวางขึ้นน้ำลงแล้วแกก็พูดต่อไปว่า “ไม่ใช่หวง มันเป็นของใครของมัน” เมื่อแกได้เห็นและได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกสงสัยเป็นยิ่งนัก
แล้วแกก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อก่อนนี่ลุงเอี่ยมได้เคยบอกให้แกทำบุญเลี้ยงพระตามอย่างชาวบ้านเขา แต่แกไม่เลื่อมใส ซ้ำยังพูดกับลุงเอี่ยมว่า “เอาไปให้พระกินทำไม กินเองไม่ดีหรือ “ลุงเอี่ยมบอกว่า” ทำบุญเอาไว้กิน เมื่อตายยังไงเล่า” แกกลับหัวเราะ แล้วย้อนถามไปอีกว่า “ลื้อถ้าจะเห็นพระเป็นคลัง หรือไปรษณียล่ะซี” แกคิดว่าลุงเอี่ยมจนท่า ลุงเอี่ยมจึงตอบอย่างฉิว ๆ ว่า “ตามใจลื้อซี เมื่อไม่เชื่อถือก็แล้วไป” แล้วโกเดี้ยนแกก็ไหว้เจ้า เผากระดาษเงินกระดาษทองต่อไป ตามที่แกเชื่อถือ
มาบัดนี้ แกมีความรู้สึกและเสียใจอย่างสุดซึ้งที่แกไม่เชื่อลุงเอี่ยม แกจึงต้องประสบกับความอดอยากยากแค้นถึงเพียงนี้ ถ้าแกต้องประสบต่อไปนาน ๆ อีกเช่นนี้แล้วคงจะเป็นการทรมานอย่างแสนสาหัส กระดาษเผาไฟจะกินเข้าไปได้อย่างไร ถ้าขืนกินเข้าไปด่างขี้เถ้าคงกัดไส้พุงขาดเป็นแน่ ระหว่างที่พูดกับลุงเอี่ยมอยู่นั้น ก็พอดีมีคนมาตามลุงเอี่ยม ลุงเอี่ยมถามเขาว่าจะไปไหน แล้วแกก็เดินตามเขาไปในตึกหลังใหญ่ ซึ่งมีคนเดินเข้าออกกันอยู่เสมอ ส่วนโกเดี้ยนแกได้นั่งนึกถึงแต่เรื่องอาหารที่ต้องผจญกับความหิวโหย
สักครู่หนึ่งก็มีคนมาตามตัวแกไปอย่างลุงเอี่ยม ภายในตึกที่แกเดินผ่านไปนั้น แลเห็นคนนั่งอยู่มากมาย ทั้งที่เดินไปเดินมาก็มี เขาพาแกเลี้ยวไปทางขวา ตรงไปที่โต๊ะใหญ่กลางห้อง ที่บนโต๊ะเห็นมีสมุดวางซ้อนทับกันอยู่หลายเล่ม มีชาย 3 คนนั่งอยู่ด้านหนึ่ง สองคนมีสมุดเปิดอยู่ตรงหน้า อีกคนหนึ่งนั่งอยู่กลางและนั่งอยู่เฉย ๆ เขาพาแกไปที่โต๊ะด้านหน้า ตรงกันข้ามกับคนที่นั่งเฉย ๆ แล้วเขาก็กดตัวแกให้นั่งลงกับพื้น แต่พอแกนั่งลงเรียบร้อยแล้ว คนที่นั่งอยู่เฉย ๆ ก็เอ่ยปากถามแกขึ้นมาว่า “แกชื่ออะไร” ชื่อโกเดี้ยนครับ” แกรีบตอบ “อายุเท่าไหร่” “42 ปีครับ” แกตอบ “เมียชื่ออะไร” “ชื่อคำครับ” เขาหยุดถามแล้วเขาหันไปถามคนที่นั่งอยู่ข้างขวาว่า ถูกไหม คนข้างขวาตอบ “ไม่ถูกต้อง ชื่อเดี้ยนอายุ 39 ปี เมียชื่อใบ” “อ้าว! ก็ผิดตัวล่ะซี” แล้วคนที่นั่งถามคนแรก ก็หันหน้าไปบอกกับคนที่นั่งอยู่ทางซ้ายว่า “ให้พาตัวเขาไปส่งเสียโดยเร็ว” พอขาดคำชายที่นั่งอยู่ข้างซ้ายก็ลุกเดินเข้ามาฉุดแขนแกให้ลุกขึ้นยืน
แล้วเขาก็พาแกไป แกเดินตามเขามาถึงประตูตึก แล้วเขาก็เรียกคนอีกคนหนึ่ง นุ่งดำห่มดำเหมือนกัน แต่ไม่ใช่คนที่ฉุดแกมาจากบ้าน แล้วเขาก็บอกแก่คนนั้นว่า ให้พาตัวเขาไปส่งเสียโดยเร็ว เมื่อเขาบอกแล้ว เขาก็เดินกลับเข้าไปในตึกใหญ่ แล้วชายคนใหม่ก็พูดขึ้นว่า “ให้เดินตามาซี” แล้วเขาก็เดินนำหน้าไป ส่วนโกเดี้ยนก็เดินตามเขาไปติด ๆ
แต่ทางนี้แกจำได้ว่า ไม่ใช่เป็นทางเดินที่พาแกมาทีแรก เพราะรกและเปลี่ยวมาก ไม่พบปะใครเลยจนตลอดทาง พอเดินไปได้สักครู่หนึ่ง ก็พบโครงกระดูกควายดูขาวโพลนไปหมด ดูแล้วคงจะเก่าแก่มากทีเดียว ทีตรงบ่อซี่โครงเห็นมีน้ำขังอยู่ ด้วยความหิวกระหายจัดเป็นกำลัง แกไม่คิดเกลียดชังอะไรทั้งสิ้น
แกหยุดทรุดตัวลงนั่ง ตั้งใจว่าจะรักน้ำที่ขังอยู่กินเท่านั้น แต่พอแกเอื้อมมือจะถึงน้ำ แกก็รูสึกคล้ายกับถูกผลักหัวคะมำลง มืดหน้าวูบแล้วก็หมดความรู้สึกไป แกตกใจสะดุ้งก็รู้ว่าแกถูกมัดจนขยับตัวไม่ได้ จึงลืมตาขึ้นดูก็รู้ว่า ตัวนอนอยู่ในโลงผีและได้ยินเสียงคนพูดกันอยู่ข้าง ๆ ตัว
แกรู้สึกว่าอ่อนเพลียและหิวกระหายมาก ครั้นจะอ้าปากตะโกนก็ไม่มีเสียง ครั้นจะลุกขึ้นนั่งก็ไม่มีแรง ซ้ำยังถูกมัดเสียจนแน่นอีกด้วย จนไม่รู้จะทำอย่างไรได้ จึงลองขยับตัวดู ก็รู้สึกว่าแขนเท่านั้นที่พอจะขยับได้ แล้วแกก็ลองขยับตัวสอดไปกระทบกับข้างโลงเสียงดังกุก ๆ แกดีใจมาก จึงได้พยายามรวบรวมกำลังทั้งหมด ดิ้นอยู่หลายครั้งแทบจะหมดแรง ใจสั่นระริก ๆ จึงได้มีคนมาเปิดโลงแล้วก็ยกเอาตัวแกขึ้นมา แกบอกต่อไปว่า เป็นอันเลิกไหว้เจ้า เผากระดาษเงินกระดาษทองกันเป็นแน่ ๆ แล้ว
นี่เป็นคำบอกเล่าของโกเดี้ยน ผู้ตายไปแล้วตั้ง 18 ชั่วโมงเศษแล้วกลับฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องประหลาดให้ฟัง เป็นเวลา 20 ปีกว่ามาแล้ว โกเดี้ยนไม่เคยขาดการใส่บาตรตอนเช้าเลยตลอดมาถึงทุกวันนี้ กับทั้งยังชวนพวกญาติและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ให้ประกอบการบุญกุศลกันอีกด้วย ต่อมาหลังจากที่แกได้กลับฟื้นขึ้นมาแล้วราวสัก 5 – 6 เดือนแกก็ได้บวชในพระพุทธศาสนาพรรษาหนึ่ง
ทุกวันนี้ท่านได้พบแกทุกวันพระ 8 ค่ำ 15 ค่ำที่วัดคลองระนงค์อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ในนามอุบาสกโกเดี้ยน และอุบาสกคำ แซ่จิวประจำวัดคลองระนงค์ตลอดกาลฯ



ขอบคุนๆแคทครับ <!-- / message --><!-- sig -->