PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : ความเป็นธรรม



*8q*
07-05-2009, 03:22 PM
ถ้าเรามีลูก ก็หวังเหลือเกินที่จะให้ลูกมองเห็นความสำคัญเราไม่ปรารถนาให้ลูกมารู้สึกต่อเราในทางต่ำ ๆ ความช้ำใจของพ่อแม่เห็นจะไม่มีอะไรเกินกว่าเห็นลูกลบหลู่ดูแคลน ตรงกันข้าม ความมีแก่ใจลูกก็เป็นสิ่งวิเศษให้ความชุ่มชื่นใจแก่พ่อแม่อย่างไม่มีอะไรเปรียบ
เด็กชายป้องมีพี่น้องหลายคน ฐานะครอบครัวไม่สู้จะสมบูรณ์นัก พ่อของเขาต้องทำงานหนัก เพื่อจะได้เกิดภักษ์ผลมาประคองครอบครัว พี่ ๆ ของป้องก็ยังช่วยพ่อทำงานหาเงินไม่ได้ ส่วนปู่ก็แก่เฒ่าเกินกว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระใด ๆ
ตกลงว่า ทุกคนในครอบครัวนี้ ชีวิตขึ้นอยู่กับพ่อผู้เดียว ความจะเป็นเนื่องจากรายได้น้อย การครองชีพจึงต้องเป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย
พ่อเฝ้าดูความประพฤติของลูกและคนในบ้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเตือนให้ทุกคนสำนึกในความสิ้นเปลือง สื่งใดไม่ควรหมดก็อย่าหมด หนทางใดที่จะช่วยลดรายรั่วรายจ่ายลงได้ พ่อสอนให้ทุกคนช่วยกันทำ ในความรู้สึกของป้องพ่อเป็นคนมีเหตุผล ป้องเคารพพ่อในแง่นี้มาก ไม่ว่าการทำหรือคำพูดใด ๆ จากพ่อ ป้องจะถือเป็นสำคัญพญายามปฏิบัติตามแสดงให้พ่อรู้ว่าป้องมีแก่ใจ และสนใจที่จะหาความสุขความชื่นใจมาให้ทุก ๆ โอกาส ที่ป้องจะทำได้
ปู่อยู่เรือนหลังเล็กหลังหนึ่งเป็นส่วนสัดออกไป แต่ก็อยู่ภายในเขตขอบรั้วเดียวกัน ปู่ไม่ค่อยได้มาคลุกคลีกับหลาน ๆ นัก คงเก็บตัวเงียบ ๆ ดำเนินชีวิตอย่างเสงี่ยมเจียมตัว เพียงแต่รอวันตายไปชั่ววัน ๆ เท่านั้น
ในจำนวนหลาน ๆ มีป้องคนเดียวที่หมั่นไปคุยกับปู่ และปู่ก็มีเรื่องแปลก ๆ มาเล่าให้ฟังเสมอโดยเฉพาะปู่เฝ้าพร่ำสอนเตือนให้ป้องเคารพพ่อให้กตัญญูต่อพ่อ
ปู่บอกป้องว่า ท่านเสียใจที่ท่านเองไม่ได้แสดงกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของท่าน เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่มีความคิด เหมือนคนตาบอดที่เกิดมามองไม่เห็นแสงของพระอาทิตย์พระจันทร์
อันพ่อแม่นั้น ปู่บอกกับป้องว่า มีคุณมาก ให้ประโยชน์ต่อลูกอย่างชนิดที่ใคร ๆ ให้ไม่ได้ คือชีวิต... เรารักชีวิตของเรามากเพียงไร ก็น่าที่จะเล็งเห็นความสำคัญของผู้ให้กำเนิดเพียงนั้น
คนเรากว่าจะเติบโตมาพึ่งแขนพึ่งขาของตัวเองได้ ก็ต้องพึ่งต้องอาศัยพ่อแม่มาก่อน ข้าวก็กิน ผ้าก็นุ่ง ฯลฯ พ่อแม่ให้ทั้งนั้น
ตกลงว่า ทุกอย่างต้องอาศัยพ่อแม่ พ่อแม่จึงเป้นผู้ที่ลูกจะต้องสำนึกด้วยความกตัญญูรู้คุณ ยามพ่อแม่แก่เฒ่าก็ต้องเอาใจดู หูใส่อุปถัมภ์ บำรุงเลี้ยงดูท่านให้มีความสุข
"เหมือนให้คุณพ่อเลี้ยงคุณปู่อยู่ทุกวันนี้ใช่ไหมครับ?" ป้องถาม
ปู่นิ่งอั้นไปชั่วขณะ แล้วก็พยักหน้าเป็นเชิงรับ พร้อมกับอุทานว่า "ใช่" แล้วปู่ก็น้ำตาไหลซึมเบนหน้าหนีเพื่อซ่อนพิรุธ ถึงกระนั้นป้องก็ฉลาดพอ อาการประหลาดของปู่จึงไม่รอดพ้นความพ้นความช่างสังเกตของป้องไปได้
"ปู่ร้องไห้ทำไมครับ ?" ป้องถามอีก
"ไม่มีอะไรหรอกป้อง กลับเถอะ ปู่จะเอนหลังพักผ่อนสักหน่อย"
เวลาอาหารของปู่ ป้องและพี่น้องจะผลัดเปลี่ยนกันนำไปให้ท่านถึงเรือนของท่านและตรงเวลา แต่บางคราวจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ปู่ก็ไม่เคยบ่นเคยว่า
อาหารก็เช่นกัน เอาอะไรไปให้ปู่ก็กินได้ แม้บางครั้งจะเป็นอาหารที่เลวเต็มทน ปู่ก็ไม่เคยปริปาก
ป้องสังเกตเห็นว่าปู่เป็นคนหนักแน่นอดทน จนบางคราวก็รู้สึกเลื่อมใสและสงสาร ความรู้สึกอย่างนี้มีบ่อย ๆ ป้องจึงชอบไปรับใช้ปู่เสมอ
อีกอย่างหนึ่งที่ป้องข้องใจ คือภาชนะใส่อาหารที่พ่อบอกให้จัดไว้สำหรับปู่มันแปลกไปจากที่พวกเขาใช้ ครั้งหนึ่งป้องอดสงสัยไม่ได้จึงถามพ่อว่าทำไมจึงใช้ "สิ่งนั้น" ใส่อาหารให้ปู่
พ่อบอกป้องว่า "คนเราจะใช้สอยอะไรมันต้องให้สมกับคุณค่าของตัวเอง หากเรามีความสามารถทำงานหาเงินใช้สอยได้ด้วยตัวเองเราจะใช้ของมีค่าราคาแพงอย่างไรก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้ก่อสร้างคุณประโยชน์อะไรเลยด้วยการอาศัยผู้อื่น ฝากปากฝากท้องไว้กับผู้อื่นอย่างคุณปู่ของป้องก็ไม่ควรจะใช้ของมีค่า แม้กระทั่งภาชนะใส่อาหารกินอย่างนี้จึงจะยุติธรรม"
"ทีพวกผมอาศัยคุณพ่อเหมือนกัน ช่วยการช่วยงานอะไรก็ยังไม่ได้ ทำไมคุณพ่อจึงยอมให้พวกผมกินข้าวด้วยชาม-จาน สวย ๆ ราคาแพง ๆ ได้ล่ะครับ?" ป้องแย้ง
"มันผิดกันลูก ชีวิตของปู่ไม่มีหวังที่จะเจริญงอกงามได้อีก ส่วนของลูก ๆ วันข้างหน้ามีความหวังที่จะทำประโยชน์ได้อีกมาก ฉะนั้นพ่อจึงเห็นว่า การที่ยอมให้ลูก ๆ ของพ่อกินข้าด้วยชาม-จามสวย ๆ ราคาแพง ๆ นั้น ไม่เสียความเป็นธรรม เพราะลูกมีโอกาสที่จะใช้หน้าในวันข้างหน้า เมื่อเติบโตใหญ่ก็ทำงานทำการได้"
ป้องฟังพ่อไม่สู้จะทราบซึ้งนัก แต่ป้องก็เคารพในเหตุผลของคุณพ่อยอมรับเอามติความคิดเห็นของพ่อไว้ในใจ โดยสาระความว่า
"คนเราควรจะได้รับเท่า ๆ กับที่ตัวเคยให้ ทำมาอย่างไรก็ควรจะได้อย่างนั้น ให้เท่าไรก็น่าจะรับเท่านั้น"
นี่คือความเป็นธรรมที่ป้องได้รับจากการถ่ายทอดของพ่อ
เวลาผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
วันหนึ่ง พ่อกลับจากทำงาน เดินผ่านเข้าบ้าน มองเห็นป้องกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ในมือมีวัตถุอย่างหนึ่ง เมื่อเพ่งดูรูว่าเป็นกะลามะพร้าว ป้องกำลังขัดกะลามะพร้าวอยู่อย่างขะมักเขม้น พ่อจึงแวะเข้าไปหา
"ของปู่แตกหรือไงลูก?" พ่อถาม
"เปล่าครับคุณพ่อ" ป้องตอบ
"งั้นลูกขัดมันทำไมล่ะ?"
"ผมขัดมันเตรียมเอาไว้ครับ"
"เตรียมไว้ทำไมลูก ?"
"กะลาเป็นของต่ำนะลูก ไม่ควรที่ลูกจะให้พ่อกินข้าวด้วยกะลา"
"ก็ทีคุณปู่ คุณพ่อทำไมใส่กะลาให้ท่านละครับ?"
"ก็ปู่ของลูกแก่แล้ว ทำอะไรไม่ได้ส่วนพ่อยังแข็งแรงอยู่นี่ลูก"
"ก็คุณพ่อจะแข็งแรงอยู่อย่างนี้ตลอดไปหรือครับ สักวันหนึ่งคุณพ่อก็ต้องเป้นเช่นเดียวกับคุณปู่ เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะได้ไม่ต้องเสียเวลาขัดกะลาไวล่ะครับ"
"อะไรหนอที่ทำให้ลูกคิดอย่างนี้" พ่อถามเสียงสั่นด้วยอารมณ์ไหว
"ความเป็นธรรมครับคุณพ่อ" ป้องตอบด้วยวาทะที่หนักแน่น
ถ้าท่านต้องการให้ลูกของท่านมีความกตัญญูรู้คุณท่าน เพียงแต่จะสอนด้วยการพูดให้ฟังอย่างเดียว แม้จะพรรณนาถึงความกตัญญูกตเวทีวิจิตรพิสดารด้วยสำนวนโวหารลึกซึ้งเพียงใดก็ยังไม่พอ ท่านจะต้องสอนด้วยการทำ ให้เขาดู ให้เขารู้เขาเห็นด้วย
เด็กทุกวันนี้ต้องขาดตัวอย่างที่ดี โดยเฉพาะตัวอย่างในบ้าน ธรรมชาติบังคับให้ลูกทุกคนบูชาพ่อแม่ ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่ออกจากการกระทำของพ่อแม่ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ประทับใจลูกไปทั้งนั้นพ่อแม่เป็นตัวอย่างคนแรกของลูก (บุรพาจารย์)ผู้สอนคนแรกถ้าท่านอยากให้ลูกตระหนักในความสำคัญของท่าน ท่านก็ต้องให้ตัวอย่างที่ดีต่อเขาด้วยการปฏิบัติต่อบุพการีของท่าน ท่านก็ต้องให้ตัวอย่างที่ดีต่อเขาด้วยการปฏิบัติต่อบุพการีของท่าน ด้วยความกตัญญู
ไม่ใช่ความผิดของเด็กชายป้องที่เตรียมขัดกะลาไว้ให้พ่อกินข้าวตอนแก่ เพราะพ่อของเขาได้ปฏิบัติต่อปู่ให้เขาได้เห็นมาอย่างนั้นส่วนปู่ก็ต้องนั้งน้ำตาไหลยามระลึกถึงอดีตของตัวเอง ต้องทนกินข้าวด้วยกะลาที่ลูกใส่ให้เพราะรู้ชัดว่าตัวเองไม่ได้ปฏิบัติเลี้ยงดูผู้บังเกิดเกล้ามาอย่างที่ควรจะทำ

ตกลงว่า ทำมาอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น เหมือนกงเกวียนกำเกวียน
ถ้าท่านไม่อยากกินข้าวด้วยกะลาตอนแก่ ก็อย่าสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกของท่านเห็น




http://www.dhammathai.org/dhammastory/story63.php

piangfan
07-05-2009, 09:20 PM
สาธุค่ะ พี่แปดคิว http://www.watkoh.com/board/Smileys/default/shocked.gif http://www.watkoh.com/board/Smileys/default/shocked.gif http://www.watkoh.com/board/Smileys/default/shocked.gif