PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : มโหสถบันฑิต-ตอน-2



8ocdj
09-30-2009, 07:25 PM
ขอเชิญอ่าน มโหสถบันฑิต ภาคแรกได้ที่นี่ครับ http://www.watkoh.com/board/index.php?topic=2194.0
มโหสถภาคแรก กำลังรวบรวมจัดรูปเล่ม เตรียมพิมพ์ ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เล่มละ 35 บาท ไม่ต้องการขาย แต่ต้องการหาเจ้าภาพจัดพิมพ์เพื่อแจกจ่ายแก่ญาติธรรมและผู้สนใจ ขอเชิญแสดงประสงค์ได้ที่นี่ครับ
โต ปฏฺฐาย ปณฺฑิโต
ต่อไปนี้ว่าด้วยตอนสุดท้ายของเรื่องมโหสถ เริ่มแต่ตอน มโหสถกำจัดข้าศึกภายใน คือนักปราชญ์ทั้ง 4 ให้ราบคาบแล้วไป จำเดิมแต่นั้นมา มโหสถก็รับหน้าที่สั่งสอนอรรถธรรมแก่สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชเป็นนิตยกาล ครั้นนานมาพระมโหสถก็ได้คิดจัดการบ้านเมืองไว้ต่อสู้ศัตรูภายนอกให้เรียบร้อยเป็นอันดีทุกประการ ทั้งพระองค์ก็ได้ทำการติดต่อกับพ่อค้าต่างประเทศ เพื่อรู้จักเหตุภัยอันจะมีมาแต่ภายนอกและพระองค์ให้ช่างทำเครื่องราชูปโภค คือ กุณฑล 1 ฉลองพระบาท 1 ดอกไม้ทอง 1 พระแสงขรรค์ 1 ให้ครบกษัตริย์ในชมพูทวีปทั้งปวง แล้วจารึกอักษรเป็นพระนามของพระองค์ ลงไปในเครื่องราชูปโภคทั้งปวงนั้นแล้วทรงอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้ายังไม่ต้องการให้อักษรนี้ปรากฏอยู่ตราบใด อักษรเหล่านี้ขอจงอย่าปรากฏแก่คนทั้งหลายอยู่ตราบนั้น ครั้นแล้วจึงให้สหชาตโยธาของพระองค์ร้อยเอ็ดคน นำเครื่องราชูปโภคเหล่านั้น ไปถวายแก่พระมหากษัตริย์ในร้อยเอ็ดราชธานี องค์ละสิ่งๆ ตามแต่องค์ไหนจะพอพระทัยอย่างไหน และกำชับให้สหชาตโยธาเหล่านั้นอยู่เป็นข้าเฝ้าของกษัตริย์องค์นั้นต่อไป<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>[/JUSTIFY ALIGN]
[JUSTIFY] ในครั้งนี้ มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าสังขพละ ในกัมพลนคร ได้เตรียมเครื่องสรรพาวุธและพลโยธาไว้เป็นอันมาก บุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็แอบส่งข่าวมาถึง พระบรมโพธสัตว์เจ้าจึงโปรดให้นกแขกเต้าของพระองค์ ซึ่งได้ทรงเลี้ยงมาเป็นอันดี ไปสืบข่าวว่าจะเป็นประการใด นกแขกเต้านั้นก็ไปสืบข่าวให้ฟังเอาข้อราชการในกัมพลนครได้ตระหนักแน่แล้ว ก็ไปเที่ยวสืบข่าวในเมืองอื่นๆ อีกต่อไป
จนกระทั่ง ถึงอุตตรปัญจาลนคร ซึ่งเป็นนครของ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตๆ นั้น มีปุโรหิตอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า เกวัฏฏพราหมณ์ๆ คนนี้เป็นคนมีสติปัญญาเฉียบแหลม ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์ตื่นนอนขึ้นในเวลาจวนใกล้รุ่ง เล็งดูที่อยู่ที่นอนอันรุ่งเรืองของตนแล้วก็คิดว่า เราได้ความสุขเช่นนี้ ก็เพราะพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานให้แก่เรา เราควรจะชักนำให้พระเจ้าอยู่หัวทำสงคราม ปราบปรามกษัตริย์ในชมพูทวีปให้อยู่ในอำนาจสิ้น เพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวของเราได้เป็นใหญ่ยิ่งในปฐพี ตัวของเราก็จักได้เป็นปุโรหิตผู้ล้ำเลิศ ครั้นคิดแล้วถึงเวลาเข้าเฝ้า จึงกราบทูลพระเจ้าจุลนีว่า ตนมีความลับที่จะกราบทูลให้ทรงทราบ แล้วเชิญพระเจ้าจุลนีให้เสด็จออกจากพระราชวังไปประทับที่พระราชอุทยาน จัดการระมัดระวังเป็นอันดี จึงอัญเชิญพระเจ้าจุลนีให้เสด็จไปประทับที่พระแท่นสิลาอาสน์ สองต่อสองกับตน เมื่อนกแขกเต้าได้สังเกตเห็นกิริยาของพระเจ้าจุลนี และเกวัฏฏพราหมณ์ดังนั้น ก็ติดตามออกไปดู บินซ่อนอยู่ที่กิ่งไม้รังตรงที่ประทับนั้น พระเจ้าจุลนีจึงตรัสถามเกวัฏฏพรหมร์ขึ้นว่า ความลับนั้นเป็นประการใด เกวัฏฏพราหมณ์กราบทูลว่า ความลับนี้เป็น จตุกรรณมนต์ คือให้ได้ยินได้แต่ 4 หูเท่านั้น ว่าแล้วก็ทูลชี้แจงอุบายของตนให้ทรงทราบโดยละเอียดว่า
ข้าพระพุทธเจ้าได้คิดไว้ว่า จะให้พระองค์กรีฑาทัพไปปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยให้อยู่ในเงื้อมมือเป็นลำดับไป แล้วจึงยกไปล้อมเมืองใหญ่ๆไว้ พอล้อมไว้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้เป็นพรรคพวก ถ้าไม่ยอมเราก็จะตีเมืองนั้นให้แตก แล้วจึงยกไปกระทำแก่เมืองอื่นต่อไป เมื่อได้หมดทุกเมืองแล้ว จึงจะเลี้ยงเหล้าชัยบานอันเจือ ด้วยยาพิษให้กษัตริย์เหล่านั้นสิ้นชีวิตไปเสียให้หมด เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วพระองค์ก็จะได้เป็นกษัตริย์ผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้ใดเทียมถึง ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เมื่อพระเจ้าจุลนีได้ทรงสดับอุบายนี้แล้ว ก็ทรงยินดีตาม จึงตรัสว่า ขอท่านอาจารย์จงจัดการตามความคิดเถิด
เวลานั้น นกแขกเต้าก็ขี้รดมาถูกศีรษะเกวัฏฏพราหมณ์ พอเกวัฏฏพราหมณ์แหงนหน้าขึ้นไปกำลังอ้าปากพูดว่า นกอะไรขี้ใส่หัวเรา นกแขกเต้าตัวนั้นก็ขี้รดลงมาถูกปากของ เกวัฏฏพราหมณ์อีก แล้วก็ร้องอีกว่า กิริๆ เป็นภาษานก แล้วบินไปจับกิ่งไม้นั้น จึงพูดเป็นภาษามนุษย์ขึ้นว่า ดูก่อนเกวัฏฏพราหมณ์ ท่านเข้าใจความคิดอันนี้รู้แต่ 4 หูเท่านั้นหรือ บัดนี้ กลายเป็น 6 หูไปแล้ว ไม่ช้าก็จะกลายเป็น 8 หูและ 100 หู 1000 หูต่อไป พระเจ้าจุลนีและเกวัฏฏพราหมณ์ก็ร้องสั่งพลทหารขึ้นทันทีว่า พวกเจ้าจงช่วยกันจับนกแขกเต้าตัวนี้ให้ได้ แต่นกแขกเต้านั้น ได้นิบหนีไปอย่างรวดเร็ว
โปรดติดตามตอนต่อไป

8ocdj
10-06-2009, 09:33 PM
พระเจ้าจุลนีและเกวัฏฏพราหมณ์ก็ร้องสั่งพลทหารขึ้นทันทีว่า พวกเจ้าจงช่วยกันจับนกแขกเต้าตัวนี้ให้ได้ แต่นกแขกเต้านั้น ได้นิบหนีไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้วลงจับที่บ่าของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
คือธรรมดานกแขกเต้าตัวนี้ เมื่อจะบอกสิ่งที่คนทั้งปวงควรรู้แก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้ว จึงลงจับแผ่นดิน ถ้าจะให้รู้แต่พระบรมโพธิสิตว์เจ้ากับนางอมร ก็ลงจับบนพระเพลา ถ้าจะให้รู้เฉพาะพระบรมโพธิสัตว์เจ้าองค์เดียว ก็ลงมาจับพระอังสา คือบ่านี้เสมอมา ในเวลานั้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็เข้าพระทัยว่า นกแขกเต้าจะบอกความลับแก่พระองค์ผู้เดียว จึงให้คนทั้งปวงหลีกไป แล้วพานกแขกเต้าขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ตรัสถามว่า
ดูก่อนพ่อสุวบัณฑิต เจ้าไปเที่ยวสืบข่าวครั้งนี้ ได้ข่าวมาเป็นประการใดบ้าง แขกเต้าก็เล่าถวายตามเหตุการณ์ที่ตนได้ยินมาจากสำนักพระเจ้าจุลนีและเกวัฏฏพราหมณ์ พระโพธิสัตว์เจ้าก็ให้นกแขกเต้าบริโภคข้าวตอก อันคลุกด้วยน้ำผึ้ง แล้วให้นอนในกรงทองอันวิจิตรตามที่เคย
จึงทรงพระราชดำริว่า เกวัฏฏพราหมณ์นี้หารู้ว่าเราผู้ชื่อว่า มโหสถ เป็นผู้มีสติปัญญากว่าตนไม่ เราจะทำลายความคิดของเกวัฏฏพราหมณ์เสียให้จงได้ ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็จัดการป้องกันพระนคร ให้แข็งแรงขึ้นอีก ให้อพยพเมืองที่ยากจนเข็ญใจไปอยู่นอกพระนครให้พวกที่มั่งมีบริบูรณ์เข้ามาอยู่ในพระนคร ป่าวร้องพลเมืองให้ทำไร่ไถนา สะสมข้าวปลาอาหารไว้ให้บริบูรณ์ ทั้งในฉางราษฎรและในฉางหลวงสิ้นทั้งปวง ก็มีในกาลนั้น
จุลฺลนีพฺรหฺมทตฺโต เกวฏฺฏสฺส วจนํ คเหตฺวา เสนางฺคปริวุโต คนฺตฺวา เอกํ นครํ ปริกฺขิปิ เกวฏฺโฏปิ วุตฺตนเยเนว ตตฺถ ปวิสิตฺวา ราชานํ สญฺญาเปตฺวา อตฺตโน สนฺตกํ ทตฺวา เทว เสนา เอกโต กตฺวา อญฺญํ นครํ ปริกฺขิปิติ ปฏิปาฏิยา สพฺพาหิ ตานิ อคฺคมเหสีติ
ดำเนินความว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงเชื่อถือตามถ้อยคำแห่งเกวัฏฏพราหมณ์แล้ว ก็กรีฑาทัพออกไปล้อมพระนครน้อยๆก่อน เกวัฏฏพราหมณ์ก็ผ่อนปรนเข้าไปเจรจาให้พระยาเมืองน้อยๆ ยอมมาเข้าเป็นพรรคพวกของตน แล้วยกไปล้อมเมืองใหญ่ๆ จนได้พระนครมากขึ้นๆ ส่วนบุรุษสอดแนมที่พระบรมโพธิสัตว์เจ้า จัดส่งไปไว้ในสำนักกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระนครนั้น ต่างก็ส่งข่าวแจ้งเหตุการณ์ไปให้พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทราบเสมอไปว่า บัดนี้ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้บ้านเมืองไว้เท่านั้นๆ แล้ว ขอพระองค์อย่าได้ประมาทนอนใจเลย พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ตอบไปว่า เรามิได้ประมาณนอนใจ ท่านอย่าได้เป็นทุกข์ ถึงเราและบุตรภรรยาของท่านเลย จงตั้งใจรับราชการไปเถิด
นับแต่พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทำสงครามตีบ้านเล็กเมืองน้อยมากำหนดได้ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ก็ได้สมบัติในชมพูทวีปถึงร้อยเอ็ดพระนคร ยังเหลืออยู่แต่เมืองมิถิลามหานครเท่านั้น แล้วท้าวเธอก็ชวนเกวัฏฏพราหมณ์ให้ยกทัพไปตีเมืองมิถิลา แต่วัฏฏพราหมณ์ ทูลห้ามเสีย กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระนครนั้น ต่างก็อ้อนวอนเกวัฏฏพราหมณ์ให้ยกไปตีเมืองมิถิลา แต่เกวัฏพราหมณ์ ได้ห้ามเสียว่า อย่าไปเลย เราพากันกลับไปเลี้ยงเหล้าชัยบานในเมืองของเราให้สนุกสนานดีกว่า อันเมืองมิถิลานั้น อยู่ในกำมือของเราแล้ว เราจะไปตีเมื่อไรก็ได้ ว่าแล้วพระเจ้าจุลนีพรหมทัตแบเกวัฏฏพราหมณ์ ก็พาท้าวพระยาทั้งปวงกลับไปสู่อุตตรปัญจาลนคร กำหนดวันจะเลี้ยงเหล้าชัยบาน ในพระราชอุทยานให้ตกแต่งพระราชอุทยานอย่างมโหฬาร ตั้งที่ประทับของท้าวพระยาทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ไว้เป็นลำดับ ตั้งตุ่มสุราเมรัยไว้มากกว่าร้อยกว่าพัน จัดข้าวปลาอาหารไว้พร้อมเสร็จทุกประการ
ฝ่ายบุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ส่งข่าวไปให้พระมหาสัตว์เจ้าทรงทราบ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทรงเมตตา กรุณา แก่กษัตริย์ทั้งปวง ที่จะต้องตายด้วยเหล้าชัยบานอันเจือด้วยยาพิษ จึงทรงส่งสหชาตโยธาพันหนึ่งของพระองค์ไปพร้อมด้วยสาตรา โดยให้อาณัติสัญญาเป็นกลอุบายต่างๆ เพื่อให้ไปทำลายพิธีเลี้ยงเหล้าชัยบานนั้นเสีย สหชาตโยธาทั้งปวงก็พร้อมกันยกไปสู่เมืองพระเจ้าจุลนี เข้าไปในพระราชอุทยานแล้ว ก่อการทะเลาะวิวาทขึ้นกับพวกข้าราชการพลโยธาหาญอันจัดการอยู่ในพระราชอุทยาน โดยทำเป็นแย่งที่ประทับว่า ท่านทั้งปวงจงจัดที่ประทับสำหรับพระเจ้าวิเทหราช ซึ่งเป็นเจ้านายของเราให้คู่เคียงกันกับที่ประทับสำหรับพระเจ้าวิเทหราช ซึ่งเป็นเจ้านายของเราให้คู่เคียงกันกับที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าจุลนี ถ้าไม่จัดให้ดังนี้ เราจะทำให้เสียพิธีการ ว่าแล้วก็โห่ร้องขึ้นเอิกเกริก เหมือนกับพวกอสูรทำสงความกับพวกเทพยดา แล้วช่วยกันต่อยเสียซึ่งตุ่มสุราทั้งหลายให้แตกกระจัดกระจายไป สาดเทเสียซึ่งข้าวน้ำโภชนาหารแล้วรีบพากันหนีกลับคืนสู่เมืองมิถิลา
โปรดคอยติดตามตอนต่อไป

8ocdj
10-16-2009, 07:42 PM
ครั้งนั้น อำมาตย์ราชเสนาโยธาหาญข้ายฝ่ายพระเจ้าจุลนีพรหมทัตกับกษัตริย์ร้อยเอ็ดพระองค์ มีสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตเป็นประธานต่างก็โทมนัสขัดแค้นต่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าเป็นนักเป็นหนา พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงขัดเคืองพระบรมโพธิสัตว์เจ้าว่า กระทำให้เป็นอันตรายแก่สุราอันประกอบด้วยยาพิษ ทำให้เสียความคิดของพระองค์
พระยาทั้งร้อยเอ็ดนั้นก็ทรงขัดแค้นว่า เสียโอกาสที่จะได้ดื่มเหล้าชัยบานให้สนุกสนาน ไม่ควรเลย ที่มโหสถใช้ให้คนมากระทำการล้างพิธีสุราบานของพวกเรา เช่นนี้ พวกพลโยธีทั้งปวงก็ขัดแค้นว่า พวกเราจะได้กินเหล้าให้สนุกสนานไม่ต้องเสียเงินเสียทองแล้วเหตุไร มโหสถ จึงใช้คนให้มาทำลายเสีย ต่างก็พากันโกรธแค้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั่วทั้งมวล
ในครั้งนั้น พระเจ้าจุลนีพรหมทัต จึงมีพระบรมราชโองการตรัสแก่ท้าวพระยาทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ว่า ดูก่อนชาวเราผู้กล้าหาญ การทั้งนี้ มโหสถได้กระทำให้เกิดความขัดแค้นแก่พวกเรานักหนา ควรที่พวกเราจะยกทัพไปสู่เมืองมิถินามหานคร จับเอาตัวมโหสถกับพระเจ้าวิเทหราช บั่นศีรษะเสียบประจานเสีย ให้สมกับที่ได้กระทำแก่พวกเรา แล้วพวกเราจึงเลี้ยงเหล้าชัยบานต่อภายหลัง ท่านทั้งปวงจงจัดแจงพลโยธาหาญให้พร้อมเพรียงกันเถิด
ตรัสสั่งท้าวพระยาทั้งร้อยเอ็ดดังนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าสู่ที่สงัด ตรัสปรึกษากับเกวัฏฏพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ เกวัฏฏพราหมณ์ จึงกราบทูลขึ้นว่า ขอพระราชทาน อันเมืองมิถิลานั้น มีมโหสถบัณฑิตคิดการพิทักษ์รักษาไว้เป็นอันดี มีอุปมาเหมือนกับสุวรรณคูหาที่พญาราชสีห์พิทักษ์รักษาไว้ ฉะนั้น การที่จะไปรบเอาเมืองมิถิลานั้น เห็นจะไม่สำเร็จได้ดังปรารถนา จะได้ความอัปยศอดสูเสียเปล่าๆ เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์กราบทูลดังนี้ สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตหาได้ทรงเชื่อฟังไม่ด้วยอาศัยที่พระองค์มัวเมาไปด้วยขัตติยมานะ ทรงพระดำริว่า มโหสถคนเดียวเท่านั้น จะวิเศษอะไรนักหนา ทรงดำริอย่างนี้แล้ว ก็พร้อมด้วยท้าวพระยาทั้งร้อยเอ็ดพระองค์กรีธาจตุรงค์พลทหาร ประมาณ 18 อักโขภิณี บ่ายหน้าเฉพาะต่อเมืองมิถิลามหานคร
ส่วนบุรุษสอดแนมทั้งหลายก็ส่งข่าวไปถึงพระบรมโพธิสัตว์เจ้าทุกๆวันว่า พระพุทธเจ้าข้า เวลาวันนี้พระเจ้าจุลนีพรหมทัตรีบรัดยกกองทัพมาถึงที่นั้นๆ แล้ว ขอพระองค์อย่าได้ประมาทเลย พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ทรงจัดแจงเครื่องสรรพยุทธ์และจตุรงค์พลโยธาหาญให้ขึ้นไปประจำการอยู่บนเชิงเทิน และที่ป้อมค่ายคูประตูหอรบโดยรอบพระนครอย่างกวดขัน
ในกาลเวลาพลบค่ำวันหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต จึงทรงยกกองทัพหลวง ล่วงเข้าไปในกรุงมิถิลามหานคร บันลือสุรสิงหนาทประกาศสั่งกองทัพทั้งปวงให้ล้อมพระนครมิถิลา ไว้ถึง 4 ชั้น คือล้อมไว้ด้วยกำแพงช้างชั้น 1 กำแพงม้าชั้น 1 กำแพงรถชั้น 1 กำแพงพลบทจรเดินเท้าชั้น 1 ดูนี่แน่นหนาไปด้วยเสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนาพลบทจรเดินเท้า แต่ละหล่าๆ ล้วนเข้มแข็ง ถือหน้าไม้ปืนไฟ สาตราอาวุธน้อยใหญ่น่าสะพรึงกลัว ล้อมเมืองมิถิลาอันกว้างถึง 6 โยชน์ ไว้รอบหาระหว่างมิได้ กองทัพตั้งเป็นถ่องแถวเป็นหลั่นเป็นชั้นกัน สล้างสลอนไปด้วยพัดโบกและจามรเศวตรฉัตรพัดวาลวิชนี กำหางนกยูงและเครื่องสูงต่างๆ สล้างสลอนไปด้วยธงชัยและธงช่อ ฉัตรน้อย ฉัตรใหญ่สว่างไปด้วยแสงคบเพลิงอันโยธาทั้งหลายจุดขึ้นมากกว่าหมื่น กว่าแสน รุ่งเรืองแปลบปลาบไปด้วยแสงหอกดาบ และเครื่องประดับประดาแห่งพลโยธาหาญปานประหนึ่งว่า แสงดาวประกายพรึกในนภาลัยประเทศเวหา เมืองมิถิลาอันกว้างขวางได้ 6 โยชน์ ก็รุ่งโรจน์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยแสงคบเพลิงและแสงเครื่องประดับกับแสงสาตรวุธทั้งหลาย พลโยธาทั้งหลายทั้งกองทัพหลวงและกองทับพราษฏร์ บ้างก็โห่ บ้างก็เกริ่น บ้างก็ผิวปาก ตบมือคุกคามคำรามร้อง บ้างก็ตีฆ้องน้อยฆ้องใหญ่ กลองน้อยกลองใหญ่เสียอึกทึกครึกโครมไป เสียงช้าง ม้า ฆ้อง กลอง แตร สังข์ ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโห่ร้องเกริ่นเสียงร้องตักเตือนกันให้นั่งยามตามพิทักษ์รักษาหน้าที่อึงคะนึงสนั่นไป มีอุปไมยดังพื้นแผ่นดินจะถล่มทะลายลง ก็ปานกัน
ครั้งนั้น นักปราชญ์ทั้ง 4 พากันสะดุ้งตกใจกลัว ไม่รู้หน้าหลังว่ากองทัพของใครยกมาตั้งล้อมพระนคร จึงรีบพากันไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชกราบทูลให้ทรงทราบตามเหตุการณ์ที่ตนได้เห็นและได้ยินมา สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชทรงตระหนกตกประหม่า เผยออกมาซึ่งสีหบัญชรช่องพระแกล ทอดพระเนตรแลออกไปดูกองทัพ ก็ทรงทราบว่าเป็นกองทัพของ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกมา ท้าวเธอยิ่งตระหนกตกประหม่า ตรัสปรับทุกข์กับนักปราชญ์ทั้ง 4 ว่า ครั้งนี้ ชีวิตของเราทั้งสิ้นจะพินาศไปด้วยอำนาจข้าศึกแล้ว พรุ่งนี้เช้า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็จะบุกเข้ามาจับพวกเราไปประหารเสียสิ้นโดยไม่ต้องสงสัย
โพธิสตฺโต ปนสฺสาคตภาวํ ญตฺวา ฝ่ายว่าสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ครั้นทรงทราบว่ากองทัพพระเจ้าจุลนียกมาล้อมพระบุรีไว้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ที่เฝ้าของพระเจ้าวิเทหราช ด้วยกิริยาอันองอาจดังไกรสรราชสีห์ โดยไม่ทรงครั่นคร้ามต่ออรินทราชไพรี ถวายบังคมขัตติยาธิบดี วิเทหราช แล้วก็ยืนเฝ้าอยู่ในที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง พอสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ค่อยดีพระหฤทัยขึ้น ด้วยทรงพระดำริเห็นว่า ผู้อื่นนอกจากมโหสถแล้ว ย่อมไม่มีใครที่จะต่อสู้ไพรีในครั้งนี้ได้ จึงตรัสโดยนัยแห่งพระคาถา ดังที่ยกขึ้นไว้เป็นเบื้องต้นว่า
ปญฺจปาโล สพฺเสนาย เป็นอาทิ แปลความว่า ดูก่อนมโหสถ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตยกกองทัพมาในครั้งนี้ ประกอบด้วยพลโยธียากที่จะประมาณว่ามีเท่าไร พร้อมด้วยพลช่างไม้อันถือเราเครื่องไม้มาทำการ เป็นต้นว่าวิรัลและข่ายปิดป้องกำบังกายแห่งตนๆ ประกอบด้วยพลบทจรอันเข้มแข็งแต่ละเหล่าๆ ล้วนเรี่ยวแรงแข็งกล้าในพยุหสงคราม อาจสามารถจะลุกลามเข้าไปในระหว่างแห่งข้าศึกได้โดยไม่ทันเห็นตัว บั่นเอาศีรษะแล้วนำมาเวลานี้อื้ออึงไปด้วยเสียงช้าง ม้า รถลาพาหนะ ฆ้อง กลอง แตร สังข์ กังสดาล ตามที่เราได้ฟังมาว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้นมีพลโยธาล้วนแต่สำเร็จในศิลปะศาสตร์ทั้ง 18 ประการ คนมีปรีชาญาณเฉลียวฉลาดนั้นถึง เป็น 10 คน ทั้งมีข่าวว่า พระมารดาของพระเจ้าจุลนีมีพระปรีชาญาณ ว่าราชการแทนพระเจ้าจุลนีได้ ดูก่อนมโหสถ เราได้ยินมาว่า พระเจ้าจุลนีนั้นมีพระยาร้อยเอ็ดเป็นบริวาร ยกพลโยธาหาญติดตามมาด้วย ครั้งนี้เราจะคิดอ่านเป็นประการใด ฝ่ายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็กราบทูลรับอาสาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะกำจัดข้าศึกให้พ่ายแพ้ไปในไม่ช้า ขอพระองค์จงทรงผาสุกเถิด ครั้นกราบทูลดังนั้นแล้วก็ถวายบังคมลาออกจากที่เฝ้าไป ป่าวร้องชาวพระนครให้เล่นมหรสพกันขึ้นอย่างเอิกเกริกโกลาหล ห้ามไม่ให้คนใดคนหนึ่งแสดงความทุกข์ร้อน
ราชา นคเร โกลาหลํ สุตฺวา ครั้นสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ได้ทรงสดับเสียงมหรสพกึกก้องในพระนคร เช่นนั้น จึงตรัสถามอำมาตย์
อักโขภิณี = หน่วยนับจำนวนที่มีค่าสูงสุด คือ มีเลข 1 นำหน้าแล้วตามด้วยเลข 0 จำนวน 42 ตัว (เจ็ดหลักก็ล้าน ถ้า 43 ก็กี่ล้าน คงอ่านไม่ออก /- จากพจนานุกรมฉบับราชบันฑิตย์สถาน
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป เร็วๆ นี้

8ocdj
10-31-2009, 12:31 PM
ราชา นคเร โกลาหลํ สุตฺวา
ครั้นสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ได้ทรงสดับเสียงมหรสพกึกก้องในพระนคร เช่นนั้น จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งปวงว่า เราได้ยกทัพหลวงมาล้อมพระนครถึง 18 อัคโขภิณีเช่นนี้ เหตุไรชาวบุรีจึงไม่ตื่นตกใจกลัว กลับพากันมึนเมาในการเล่นอย่างสนุกสนาน
ครั้งนั้น พวกบุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทราบทูลขึ้นว่า วันนี้พวกข้าพระพุทธเจ้าได้เข้าไปในพระนครตามประตูน้อยๆ ได้เห็นคนทั้งปวงพากันเล่นมหรสพอยู่ จึงถามเขาว่า ก็เมื่อท้าวพระยาในชมพูทวีปทั้งสิ้น ยกพลโยธามาล้อมพระนครอยู่แน่นหนาถึงเพียงนี้ เหตุไรท่านทั้งปวงจึงไม่พากันทุกข์ร้อนเลย ชาวพระนครตอบว่า เพราะเหตุว่าพระเจ้าอยู่หัวของเราได้ตั้งความปรารถนาไว้ตั้งแต่เวลาพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ว่า ถ้าหากพระยาในชมพูทวีปทั้งสิ้น ยกกองทัพมาล้อมพระนครของพวกเราเวลาใด เราจะให้ชาวพระนครเล่นมหรสพให้สนุกสนานในวันนั้น บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ได้เสด็จออกมาเสวยน้ำจันทน์อยู่ที่ท้องพระโรงหลวงพร้อมด้วยอำมาตย์ราชเสนาทั้งปวง ชาวพระนครเขาได้บอกแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนี้ พระพุทธเจ้าข้า
พรหมฺทตฺโต เตสํ กถํ สุตฺวา
สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้ ทรงสดับคำกราบทูลมุสาวาท ของบุรุษซึ่งเป็นคนสอดแนม ของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าอย่างนี้แล้ว ก็ทรงพระพิโรธเป็นกำลัง จึงเปล่งพระสุรสิงหนาท ประกาศแก่พลโยธาทั้งปวงว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่าได้ช้า จงเร่งกันยกเข้าตีพระนครให้ได้ในวันนี้ แล้วตัดศีรษะพวกที่เล่นมหรสพบรรทุกเกวียนออกมา พร้อมทั้งพระยาวิเทหราชและพระมโหสถ ให้กูได้ดูน้ำหน้าจงเร็วพลันสุรโยธาทั้งหลายก็พร้อมกันยกไปเป็นหมู่ๆ บ้างเต้นบ้างโลดบ้างรำเพลงหอกเพลงดาบเพลงง้าว เพลงทวน ยิงธนู ศร เกาทัณฑ์ หน้าไม้ และปืนยาว ตรงเข้าไปสู่ในที่ใกล้กำแพงค่ายคูประตูหอรบ เสียงตลบกลบดินฟ้าอากาศ มีอาการปานประหนึ่งว่าจักครอบง้ำย่ำยีเสียซึ่งกรุงมิถิลามหานคร ให้แหลกละเอียดเป็นผงเผ่าเถ้าธุลีไปในบัดเดี๋ยวใจ
ฝ่ายโยธาของพระบรมโพธิสิตว์เจ้าซึ่งรักษาอยู่บนหอรบและเชิงเทินนั้น ก็สาดเทลงมาด้วยน้ำร้อนๆ โคลนร้อนๆ กรวดร้อนๆ สิลาร้อนๆ ยิงลงมาซึ่งธนู ศร เกาทัณฑ์ หน้าไม้และปืนยาวพุ่งลงมาซึ่งหอกและแหลนหลาวราวกับห่าฝน ตกลงมาถูกต้องพวกพลของพระเจ้าพรหมทัตป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จนกองทัพเหล่านั้นได้แตกร่นออกไป ฝ่ายพลโยธาของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็คุกคามด่าว่าเย้ยหยัน ยักคิ้วหลิ่วตาแลบลิ้นหลอกว่า เหวยๆ อ้ายชาวกองทัพ พวกมึงชวนกันมาล้อมเมืองของกู แห้งเกรียมแกร่วอยู่หามีอะไรจะกินไม่ พวกกูจะให้ทานพวกมึงกินบ้าง ว่าแล้วก็โยนกระติกเหล้าและข้าวปลาอาหารลงไปให้
พวกพลโยธาหาญของฝ่ายพระเจ้าจุลนีก็กลับเข้าไปกราบทูลว่า ไม่สามารถจะตีหักเข้าไปในพระนครได้ ขอพระองค์จงทรงหาอุบายใหม่เถิดพระเจ้าจุลนีก็สั่งให้พลโยธีหยุดพักอยู่ถึง 5 วัน ก็ยังไม่เห็นช่องที่จะตีเอาพระนครได้ จึงตรัสถามเกวัฏฏพราหมณ์ว่า จะทำประการใด
เกวัฏฏพราหมณ์จึงกราบทูลว่า เมืองนี้มีแม่น้ำอยู่นอกเมือง พวกเราจงล้อมเมืองนี้ไว้ให้จงหมดน้ำในบ่อและสระอันมีอยู่นอกเมือง ก็จะตีเมืองได้โดยง่าย บุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์ ก็เขียนหนังสือผูกลูกธนูยิงเข้าไปให้ชาวเมืองๆก็นำหนังสือนั้นไปให้แก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระองค์จึงให้ไปตัดเอาไม้ไผ่ยาว 60 ศอกมาผ่าออกให้เป็น 2 ซีก แล้วเลาะข้อข้างในเสียให้เกลี้ยงเกลาแล้วประกบกันเข้า เอาเชือกมัดให้มั่นคง อุดด้วยดินเหนียว แล้วพระองค์ก็เอาเมล็ดบัวปลูกลงไปในสระโบกขรณี ให้เอาไม้ไผ่ที่ทำไว้นั้น สวมพืชบัวไว้ เทน้ำลงไปให้เต็มทุกลำ แล้วทรงอธิษฐานว่า ขอให้เกิดเป็นสายบัวยาวจนสุดไม้ไผ่ในเวลากลางคืนนี้จงได้ ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระองค์ ก็มีสายบัวงอกยาวขึ้นจนสุดไม้ไผ่ในชั่วคืนเดียว เช้าขึ้นจึงให้พวกทหารโยนสายบัวเหล่านั้น ออกไปให้พวกกองทัพๆก็นำไปแจ้งแก่พระเจ้าจุลนีๆ จึงตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า สายบัวเหล่านี้มีอยู่ในที่ไหน พวกสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทูลเป็นคำเท็จว่า สายบัวเหล่านี้เกิดอยู่ที่ตามริมฝั่งสระโบกขรณีอันมีอยู่ภายในเมือง พระเจ้าจุลนีก็ทรงเข้าพระทัยว่า มีสระลึกนักหนา จึงตรัสปรึกษากับเกวัฏฏพราหมณ์อีกเป็นครั้งที่ 2 ว่า จะทำเป็นประการใด
เกวัฏฏพราหมณ์กราบทูบอุบายว่าต้องล้อมไว้ให้ชาวเมืองอดข้าว พวกบุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เขียนหนังสือผูกลูกศรยิงเข้าไป แจ้งให้พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทราบอีก พระบรมโพธิสัตว์ ก็สั่งให้พลทหาร ขนเอาโคลนเลน ขึ้นไปบนเชิงเทินแล้วให้หว่านพืชข้าวกล้าลง พืชข้ากล้านั้นก็ขึ้นสูงพ้นกำแพง ด้วยอำนาจพระบารมีของพระองค์ พอพระเจ้าจุลนีได้เห็น จึงตรัสถามว่า นั่นเป็นอะไร บุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสิตว์เจ้าก็กราบทูลพรางอีกว่า นั่นเป็นข้าวที่เหลือจากยุ้งฉาง ซึ่งเขาเทไว้ตามเชิงเทิน ถูกน้ำฝนก็งอกงามขึ้นเป็นข้าวกล้า เมื่อพระเจ้าจุลนีได้ทรงสดับดังนี้ จึงตรัสถามอุบายใหม่กับเกวัฏฏพราหมณ์
เกวัฏฏพราหมณ์ ก็ทูลว่า ต้องล้อมไว้จนชาวเมืองสิ้นฟืน พวกจารบุรุษก็ทูลพรางพระเจ้าจุลนีว่า มโหสถได้ตระเตรียมบ้านเมืองไว้ อย่างบริบูรณ์ด้วยข้าวน้ำฟืนผักทุกประการ ที่แลเห็นนั้น เป็นกองฟืนอันเหลือจากที่เก็บทั้งนั้น เวลานั้น พระเจ้าจุลนีก็ทรงท้อพระทัยว่า ที่จะล้อมเมืองนี้จนให้หมดน้ำ หมดข้าว หมดฟืนนั้นยากนัก เราควรจะยกกองทัพกลับไปเสีย
แต่เกวัฏฏพราหมณ์ได้ทูลคัดค้านว่า เมื่อสู้รบด้วยสาตราวุธไม่ได้ชัยชนะแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ากจะสู้รบในทางธรรม คือให้เชิญมโหสถออกมาโต้กันในทางสนทนาธรรม ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่กว่ามโหสถ มโหสถต้องไหว้ข้าพระพุทธเจ้าก่อน แล้วให้ถือว่า ข้างพระเจ้าวิเทหราชแพ้ ขอให้พระองค์จงแจ้งไปแก่พระเจ้าวิเทหราชว่า เราทั้งสองจักต้องแพ้และชนะกันโดยธรรม คือ จงให้นักปราชญ์ของเราทั้ง 2 ออกมาโต้กันด้วยการสนทนาธรรมที่ภายนอกพระนครเถิด พระเจ้าจุลนีก็ทรงเห็นดีด้วย จึงทรงส่งทูตให้เข้าไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช ตามถ้อยคำของเกวัฏฏพราหมณ์
พระเจ้าวิเทหราชก็แจ้งแก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้าๆ ก็ทูลรับอาสา แล้วประกาศแก่อำมาตย์ทั้งปวง ให้ออกไปจัดที่สนทนาธรรมของนักปราชญ์ทั้ง 2 ไว้ ในภายนอกพระนครเรียบร้อยเป็นอันดีแล้ว พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทูลขอเอาแก้วมณีดวงใหญ่จากพระเจ้าวิเทหราช แล้วขึ้นสู่รถห้อมล้อมด้วยพลโยธาออกไปสู่ธรรมสภา ข้างพระเจ้าจุลนีกับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ก็เสด็จมาประทับที่พลับพลาใกล้กับที่สนทนาธรรม เพื่อจะทอดพระเนตรนักปราชญ์ 2 สนทนากัน เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จมาถึงแล้ว ได้ลงจากรถปราศรัยกับเกวัฏฏพราหมณ์ว่า ข้าพเจ้าได้นำแก้วมณีมาให้ท่าน//73// อาจารย์ดวงหนึ่ง แล้วชูแก้วมณีขึ้นทำอาการเหมือนกับจะยื่นให้แก่เกวัฏฏพราหมณ์ พอเกวัฏฏพราหมณ์แบมือรับ ก็ทิ้งแก้วมณีลงไปโดยแรง แก้วมณีก็พลัดตกจากมือของเกวัฏฏพราหมณ์ลงไปที่พื้นดิน พอเกวัฏฏพราหมณ์ก้มลงจะหยิบแก้ว พระองค์ก็ทรงคว้าจับก้านคอกดลงไว้กับหว่างขา แล้วประกาศห้ามขึ้นว่า เกวัฏฏพราหมณ์อย่าไหว้ข้าพเจ้าเลยๆ ดังนี้ถึง 3 ครั้ง
พอพระเจ้าจุลนีกับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดได้ทรงสดับ และมองเห็นอาการดังนั้น ก็ทรงเข้าพระทัยว่า เกวัฏฏพราหมณ์แพ้แล้ว ต่างก็ตกใจกลัว ได้เผ่นขึ้นทรงม้าควบหนีไปเป็นอลหม่าน พวกทหารของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ร้องไชโยโห่สนั่นกันขึ้นว่า พระเจ้าจุลนีหนีไปแล้วๆ เวลานั้น พวกทหารทั้งปวงของพระเจ้าจุลนีก็พากันแตกหนีเป็นอลหม่าน ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้าก็จับก้านคอของเกวัฏฏพราหมณ์ ถูไปถูมากับพื้นดินจนหน้าฉีกตาฉีก เลือดไหลโทรมหน้า แล้วตรัสว่า ดูก่อนคนอันธพาล เรารู้เท่าทันอุบายของเจ้า เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่า เราคือมโหสถ ปรากฏกระเดื่องไปทั้งแผ่นดิน ว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาอันแกล้วกล้า ว่าแล้วก็เสือกเกวัฏฏพราหมณไปตกไกลได้ 1 เส้น กับ 15 วา ด้วยกำลังของพระองค์อันเท่ากับกำลังคชสาร 5 เชือก พอเกวัฏฏพราหมณ์ลุกขึ้นได้จึงอุตสาหะตะเกียกตะกายวิ่งตามกองทัพไป ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร พร้อมด้วยพลนิกรหมู่ใหญ่ แล้วปิดประตูพระนครเสียทันที
โปรดติดตามตอนต่อไป

8ocdj
11-06-2009, 09:50 PM
พฺรหฺมทตฺตสฺส เสนาปิ ติโยชนานิ ปกฺขนฺทึสุ ฯ เกวฏฺโฏปิ อสฺสมารุยฺเห นลาเต โลหิตํ ปุจฺฉิยมาโน เสนํ ปตฺวา อสฺสปิฏฺฐิยํ นิสินฺโน โภนฺโต มา ปลายถ นาหํ คหปติปุตฺตํ วนฺทามิ ติฏฺฐถ ติฏฺฐาติ
ตามวาระพระบาลีว่า เมื่อพระเจ้าจุลนีแตกทัพกลับไป มีเนื้อความว่า เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์ลุกขึ้นได้แล้ว ก็ขึ้นหลังม้าควบขับตามไป พลางเช็ดถูเลือดที่หน้าผากไปพลาง จนกว่าจะทันเสนาทั้งปวงก็ล่วงมรรคาไปได้ 3 โยชน์ จึงร้องห้ามให้พลโยธาหยุด พลโยธาก็ไม่หยุด ได้ร้องด่ามาว่า ดูก่อนอ้ายพราหมณ์คนร้าย อ้ายพราหมณ์ใจบาป อ้ายพราหมณ์ชั่วช้า มึงอวดว่าจะรบโดยทางธรรมชนะมโหสถ จะให้มโหสถไหว้ แต่เมื่อไปถึงแล้วมึงกลับไหว้มโหสถเอง
เกวัฏฏพราหมณ์จึงร้องตอบว่า เราไม่ได้ไหว้มโหสถเลย คือ มโหสถได้ยื่นแก้วให้แก่เราๆก็ก้มรับแก้วจากมโหสถต่างหาก
ดูก่อนอ้ายพราหมณ์คนชั่ว ถ้าอย่างนั้น มึงได้แก้วมณีมาหรือเปล่าเล่า ไม่ได้เอามาเลย เพราะมโหสถลวงว่า จะให้แล้วก็ไม่ให้ มิหนำซ้ำจับคอเราบีบไว้เหมือนกับบีบด้วยคีมเหล็ก จะดิ้นเท่าใดก็ไม่หลุด พอหลุดออกมาเราก็วิ่งตามมานี่แหละ ขอท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังถ้อยคำของเราเถิด
ครั้นเกวัฏฏพราหมณ์ชี้แจงความเป็นจริง ให้พลโยธาเชื่อถือดังนี้แล้ว ก็ให้พระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงนำกองทัพยกกลับมาล้อมพระนครมิถิลาไว้ดังเก่า คราวนี้เกวัฏฏฏพราหมณ์ทูลแนะนำให้ปิดประตูน้อยๆแห่งพระนครเสีย เพื่อมิให้ชาวพระนครเข้าออกนอกในได้
บุรุษของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็แอบส่งข่าวไปถึงพระโพธิสัตว์เจ้า ให้ทรงทราบตามอุบายของเกวัฏฏ พราหมณ์ เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าทรงทราบดังนั้นจึงทรงพระดำริว่า ควรจะคิดกำจัดข้าศึกให้แตกไปเสียโดยเร็วจะไม่ลำบากแก่การเมือง
ครั้นทรงพระดำริดังนี้แล้ว จึงให้อำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อว่าอนุเกวัฏฏ์เข้ามาชี้แจงว่า ดูก่อนอนุเกวัฏฏ์ สงครามครั้งนี้เป็นสงครามอันใหญ่หลวง ยากที่จะเอาชัยชนะได้โดยง่าย เราอยากให้ท่านอาสากู้บ้านเมืองตามอุบายของเรา คือ ท่านขึ้นไปบนเชิงเทิน พอเห็นพวกพลของเราเผลอ ท่านจงโยนเนื้อและปลาลงไปให้แก่พวกข้าศึก แล้วเราจะกำชับทหารของเราให้จับท่านมัดโบยตีให้แตกเป็นริ้วรอย แล้วขมวดผมของท่านให้เป็นจุกๆ ถึง 5 แห่ง เอาผงอิฐโรยบนศีรษะของท่านขะมุกขะมอม แล้วเอาใส่สาแหรกหย่อนลงไปนอกกำแพง ครั้นแล้วท่านจึงออกจากสาแหรกไป พวกข้าศึกก็จะจับตัวท่านไปถวายแด่พระเจ้าจุลนีพรหมทัตๆ ก็จะตรัสถามว่า ท่านกระทำผิดสิ่งใดหรื เขาจึงได้ทำโทษแก่ท่านอย่างนี้ ท่านจงทราบทูลว่า ขอพระราชทาน ข้าพระพุทธเจ้าจะได้กระทำความผิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็หามิได้ แต่มโหสถริษยาข้าพระพุทธจ้า โดยเห็นข้าพระพุทธเจ้าไม่ไปมาหาสู่เขา เขาก็ริบเอาทรัพย์สมบัติพัสถานและบริวารของข้าพระพุทธเจ้าไปเสียหมด ทำให้ข้าพระพุทธเจ้า น้อยใจยิ่งนักหนา ได้คิดว่า จะให้พลโยธาของพระองค์ตัดศีรษะมโหสถเสียในวันพรุ่งนี้ ให้สมกับที่มโหสถทำแก่ข้าพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพลโยธาของพระองค์ขัดสนเสบียงอาหาร จึงได้โยนเสบียงจากบนเชิงเทินลงมาให้ แล้วกล่าวเล้าโลมด้วยถ้อยคำอันงามต่อพลโยธาของพระองค์ พลโยธาของมโหสถก็ได้ทำโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้วนำตัวไปหามโหสถๆ จึงลงอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ ดูก่อนอนุเกวัฏฏ์ ท่านจงกราบทูลแต่พระเจ้าจุลนีให้เหมือนอย่างนี้ ให้พระเจ้าจุลนีได้ทรงเชื่อถ้อยคำของท่านให้จงได้ แล้วกราบทูลขอสวามิภักดิ์เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระเจ้าจุลนีว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับอาสาพาพวกพลโยธาของพระองค์ไปตีหักเอาเมืองมิถิลามหานครให้จงได้ จะจับเอาตัวพระเจ้าวิเทหราชกับมโหสถมาถวายพระองค์ ให้สมดังพระราชประสงค์ เพราะเหตุว่าข้าพระพุทธเจ้าเข้าใจดีว่า กำแพงที่ไหนมั่นคงหรือไม่มั่นคง คูที่ไหนมีจระเข้ร้ายหรือไม่ เมื่อท่านกราบทูลอย่างนี้ พระเจ้าจุลนีจะโปรดปรานท่าน จะตั้งให้ท่านนำกองทัพเข้าตีพระนคร ท่านจงพาพวกพลโยธาลงไปในคูที่มีจระเข้ร้าย เมื่อพวกพลทั้งหลายกลัวจระเข้ก็จะไม่กล้าลงไปในคูตามถ้อยคำของท่าน เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจงกลับไปกราบทูลพระเจ้าจุลนี ขอพระราชทาน บัดนี้พวกพลโยธาหาซื่อตรงต่อพระองค์ไม่ ด้วยเหตุว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะมีแก่ใจยกเข้าไปตีพระนคร ตามถ้อยคำของข้าพระพุทธเจ้า ตามความเห็นของข้าพระพุทธเจ้าว่า เกวัฏฏพราหมณ์และพระยาทั้งร้อยเอ็ด ล้วนแต่ได้รับสินบนของมโหสถทั้งสิ้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อถ้อยคำของข้าพระพุทธเจ้าก็กราบทูลอย่างนี้แล้ว ขอได้โปรดให้ท้าวพระยาทั้งร้อยเอ็ดแต่งตัวเข้ามาเฝ้าดูเถิด พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นเครื่องประดับที่จารึกเชื่อมโหสถอยู่ในกุณฑล และดอกไม้ทองเป็นต้น ของพระยาเหล่านี้ เมื่อท่านกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็จะกระทำตามถ้อยคำของท่าน เวลาท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นชื่อของเราอยู่ในเครื่องประดับของท้าวพระยาเหล่านั้น จริงตามถ้อยคำของท่านแล้ว ก็จะทรงเชื่อถือว่า ท้าวพระยาทั้งหมดเป็นพรรคพวกของเรา แล้วจะต้องปรึกษากับท่านว่า จะทำเป็นประการใดดี ท่านจงกราบทูลว่า ถ้าพระองค์ขืนชักช้าอยู่ในที่นี้แม้เพียง 2-3 วัน มโหสถก็จะกระทำเสนาของพระองค์ให้อยู่ในเงื้อมมือ แล้วจะจับพระองค์ฆ่าเสียเป็นแน่แท้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงชักช้าเลย ควรจะขึ้นม้าทรงพระที่นั่งลอบหนีไปเสียในเวลากลางคืน อย่าทันให้ผู้ใดผู้หนึ่งรู้จึงจะเป็นการดี เมื่อท่านกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอก็จะกระทำตาม ท่านจงพาท้าวเธอหนีไปให้ไกล จากกองทัพแล้วกลับมาบอกแก่เรา
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าสั่งสอนแก่อนุเกวัฏฏ์อย่างนี้แล้ว อนุเกวัฏฏ์ก็ยินดีกระทำตามอุบายนั้น จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักรับอาสากระทำตามอุบายอันนี้ให้ได้ มโหสถจึงถามว่า ดูก่อนอนุเกวัฏฏ์ ท่านจะทนการโบยตีได้สักเท่าไร อนุเกวัฏฏ์ตอบว่า ข้าแต่เจ้าปราชญ์ ข้าพเจ้าขออวัยวะน้อยใหญ่กับชีวิตเท่านั้น นอกจากนั้นขอให้กระทำตามชอบใจเถิด เมื่ออนุเกวัฏฏ์รับอาสาแข็งแรงอย่างนี้แล้ว พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็บำเหน็จรางวัลให้แก่อนุเกวัฏฏ์ตลอดทั้งผู้คนในเรือนของอนุเกวัฏฏ์นั้นเป็นอันมาก จึงทำให้อนุเกวัฏฏ์ถึงซึ่งวิปริตด้วยอาชญา มีการโบยตีเป็นต้น แล้วให้เอาตัวอนุเกวัฏฏ์ใส่ลงในสาแหรกหย่อนออกไปนอกกำแพง
พวกพลโยธาของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต จึงจับเอาอนุวัฏฏ์นำไปถวายแก่พระเจ้าจุลนีพรหมทัต ท้าวเธอจึงทรงสอบถาม ได้ความตามที่อนุเกวัฏฏ์ได้รับเสี้ยมสอนมาจากพระโพธิสัตว์เจ้า แล้วก็ทรงเชื่อถือ จึงทรงมอบพลโยธาทั้งปวงให้แก่อนุเกวัฏฏ์เป็นผู้ควบคุม อนุเกวัฏฏ์ก็นำพวกพลโยธาทั้งปวงลงไปในคูที่มีจระเข้ร้าย ถูกจระเข้ขบกัดฟัดฟาดล้มตายเสียเป็นอันมาก ทั้งพลโยธาของพระโพธสัตว์เจ้า ซึ่งอยู่บนหอรบนั้น ก็ยิงธนูเกาทัณฑ์หน้าไม้ปืนยาวลงมา พุ่งหอกแหลนหลาวลงมาดังห่าฝน ถูกต้องพลโยธาของพระเจ้าจุลนีบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก พลโยธาทั้งปวงก็ถอยออกจากคู ไม่มีผู้ใดจะรุกไปตีพระนครเลย อนุเกวัฏฏ์จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าจุลนีพรหมทัตว่า
บัดนี้พลโยธาทั้งปวงของพระองค์ กับกษัตริย์ร้อยเอ็ดพระองค์ ตลอดทั้งเกวัฏฏพราหมณ์ ล้วนแต่ได้รับสินบนของมโหสถสิ้นทั้งนั้น ถ้าหากพระองค์ไม่ทรงเชื่อถ้อยคำของข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดให้กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ทรงเครื่องประดับประดาสรรพาภรณ์เข้ามาสู่ที่เฝ้าเถิด จะได้ทอดพระเนตรเห็นชื่อของมโหสถจารึกอยู่ที่เครื่องประดับประดาของกษัตริย์ทั้งปวงนั้น พระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็ทรงกระทำตาม ในขณะนั้น อักษรที่จารึกชื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้านั้นก็ปรากฏขึ้นด้วยกำลังอธิษฐานของพระองค์ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงเห็นจริงตามถ้อยคำกราบทูลของเกวัฏฏ์ก็ทรงเข้าพระทัยว่า พลโยธาของพระองค์กับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ได้เอาใจออกห่างจากพระองค์จริงตามถ้อยคำกราบทูลของเกวัฏฏ์ก็ทรงเข้าพระทันว่า พลโยธาของพระองค์กับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ได้เอาใจออกห่างจากพระองค์จริง ตามถ้อยคำแห่งอนุเกวัฏฏ์แล้ว ท้าวเธอก็ทรงตกพระหฤทัย ทรงหวาดหวั่นต่อมรณภัยอันจะมีมาถึง จึงโปรดให้กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์กลับออกจากที่เฝ้าแล้วตรัสถามอนุเกวัฏฏ์ว่า จะทำอย่างไรดี อนุเกวัฏฏ์จึงกราบทูลว่า ทางดีที่สุด ก็คือพระองค์ต้องลอบทรงม้าพระที่นั่ง หนีออกไปในเวลาเที่ยงคืนวันนี้อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอตามเสด็จไปด้วย
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

8ocdj
11-12-2009, 08:05 PM
ลำดับนั้นพระเจ้าจุลนีพรหมทัตจึงตรัสสั่งอนุเกวัฏฏ์ ให้เตรียมม้าพระที่นั่งไว้ว่า เราจะต้องหนีไปในเวลาเที่ยงคืนวันนี้ อนุเกวัฏฏ์ทูลรับพระบรมราชโองการ แล้วออกมาให้อาณัติสัญญาแก่พวกจารบุรุษของ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทราบทั่วกันว่า ในเวลาเที่ยงคืนวันนี้ พระเจ้าจุลนีพรหมทัตจะได้เสด็จหนีทิ้งกองทัพไป ท่านทั้งหลายอย่าได้หลับนอนเป็นอันขาด ครั้นแล้วอนุเกวัฏฏ์ก็ออกไปเตรียมม้าพระที่นั่งไว้ พอถึงเวลาเที่ยงคืน จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าจุลนีพรหมทัตให้เสด็จหลีกลัดหนีออกจากกองทัพ แล้วขึ้นทรงม้าพระที่นั่งหนีไปกับตน ม้าพระที่นั่งนั้น เป็นม้าที่อนุเกวัฏฏ์ได้เลือกสรรขึ้นใหม่เป็นม้าที่มีฝีเท้าเร็วที่สุด ยิ่งชักก็ยิ่งวิ่ง เมื่ออนุเกวัฏฏ์ติดตามพระเจ้าจุลนีไปสักครู่ใหญ่แล้ว ก็เลี้ยวม้ากลับมาร้องบอกแก่พวกพลโยธาทั้งปวงว่า พระเจ้าจุลนีเสด็จหนีไปแล้วๆ ฝ่ายจารบุรุษของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ร้องประกาศต่อๆกันไป เมื่อกษัตริย์ท้งร้อยเอ็ดพระองค์ได้ทรงสดับ ก็ทรงเข้าพระทัยว่า มโหสถบัณฑิตเปิดประตูพระนครยกกองทัพออกมาแล้ว ต่างองค์ก็สะดุ้งตกพระทัยว่า บัดนี้มโหสถจะไม่ไว้ชีวิตแก่เราแล้ว กษัตริย์เหล่านั้นได้รีบเสด็จหนีออกจากพลับพลา โดยไม่ทันจะทรงคว้าสิ่งใด สิ่งหนึ่งไปด้วย พวกจารบุรุษของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็โห่ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดได้หนีไปแล้วๆ ในขณะนั้น พลโยธาของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าซึ่งอยู่บนหอรอบเชิงเทิน ก็ส่งเสียงโห่ร้องสนั่นหวั่นไหวเหมือนกับเสียงแผ่นดินจะถล่มลงไป พวกพลโยธาของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตทั้ง 18 อักโขภิณีนั้นเข้าใจว่า พระบรมโพธิสัตว์เจ้ายกออกไปจับพระเจ้าจุลนีพรหมทัตกับพวกกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ได้แล้ว ต่างคนต่างก็สะดุ้งตกใจกลัวต่อความตายเป็นกำลัง ได้ทิ้งสาตราอาวุธและสิ่งของอื่นๆ เสีย โดยที่สุดแม้แต่ผ้าพันพุงก็ไม่อาจเอาไป พากันแตกหนีไปไม่เป็นสมปฤดี บ้างนั่ง บ้างลุก บ้างคุกเข่าเบียดเสียดกันไป เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกตนสำคัญว่าพวกข้าศึกไล่ ได้พากันแตกหนีไปจนตราบเท่าเมืองออกไปในเวลารุ่งเช้า ขนเอาสิ่งของที่ทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ในกองทัพเข้าไปไว้ในพระนคร ได้จัดสิ่งของไว้เป็นแผนกๆ สิ่งใดที่เป็นของกษัตริย์ ก็ยกถวายแด่พระเจ้าวิเทหราช สิ่งใดที่เป็นของเศรษฐีและของเกวัฏฏพราหมณ์ ก็ให้เป็นส่วนของพระองค์เสีย นอกจากนั้น ก็ยกให้แก่พวกพลโยธาทั้งสิ้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ให้บำเหน็จรางวัลแก่อนุเกวัฏอำมาตย์อย่างถึงขนาด สมกับความดี จำเดิมแต่นั้นมา มิถิลาราชธานีก็บริบูรณ์ด้วยเงินทอง แก้วแหวน ช้างม้า สาตราวุธ ยิ่งกว่าหัวเมืองอื่นๆ ทั้งสิ้น อันมีในชมพูทวีปในเวลานั้น
พฺรหฺมทตฺตสฺสาปิ ฝ่ายพระเจ้าเจ้าจุลนีพรหมทัตกับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ได้ทรงยับยั้งตั้งตาทัพอยู่ที่เมืองอุตตรปัญจาลนคร ล่วงเวลาได้ปีหนึ่ง ก็ยังไม่ตรัสสั่งให้เลิกการขัดตาทัพ ด้วยกลัวพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจะยกทัพติดตามไป อยู่มาวันหนึ่ง เกวัฏฏพราหมณ์ได้ยกกระจกขึ้นส่องดูหน้าของตนพอมองเห็นแผลที่หน้าผาก ก็เกิดโทมนัสขัดแค้นว่า แผลนี้มโหสถเป็นผู้ทำให้แก่เรา ทำให้เราได้รับความอับอายแก่ท้าวพระยา และผู้คนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไรหนอเราจะได้เห็นหลังมโหสถผู้เป็นข้าศึกตัวสำคัญ แล้วก็นิ่งตรึกตรองหาอุบาย จึงนึกขึ้นได้ว่า เจ้านายของเรามีพระธิดาซึ่งทรงพระรูปพระโฉมดังเทพธิดาองค์หนึ่ง เราจะล่อล่วงให้พระเจ้าวิเทหราชกับมโหสถหลงเข้ามาในบ้านเมืองของเรา แล้วจับฆ่าเสียให้หนำใจ
ครั้นคิดดังนี้แล้ว จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจุลนีพรหมทัตกราบทูล่วา ขอพระราชทาน ข้าพระพุทธเจ้าคิดได้อุบายอีกอย่างหนึ่ง เป็นอุบายที่ดีนักหนาที่จะเอาชัยชนะแก่ศัตรูได้ ตั้งใจจะกราบทูลให้ทรงทราบ เพื่อขอให้ทรงกระทำตามอุบายอันนี้
พระเจ้าจุลนีจึงตรัสถามว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ เราทั้งปวงเกือบจะไม่มีผ้าติดตัวมาในคราวก่อนนั้น ก็เพราะอุบายของท่านอาจารย์ มาบัดนี้ ขอท่านอาจารย์อย่าคิดอ่านประการใดเลย ท่านอาจารย์นิ่งเสียเถิดดีกว่า เกวัฏฏจึงทูลขึ้นว่า ขอพระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนี้เลย เพราะอุบายอันนี้เป็นยอดแห่งอุบายทั้งหลาย ไม่มีอุบายใดจะเสมอเหมือน
จึงตรัสว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นจงว่าไปดูที ขอพระราชทาน อุบายนี้เป็นอุบายที่ลี้ลับอย่างยิ่ง ว่าแล้วก็เชิญพระเจ้าจุลนีขึ้นสู่ปราสาทชั้นบนจึงกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะให้คนแต่งกาพย์กลอนโคลงฉันท์ สรรเสริญพระรูปพระโฉมแห่งสมเด็จพระนางปัญจาลจันที ผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์ให้ไพเราะที่สุดแล้วให้คนไปขับร้องที่เมืองมิถิลา ให้พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับ เมื่อรู้ว่าพระเจ้าวิเทหราชทรงลุ่มหลงในพระราชธิดาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นราชทูตจำทูลพระราชสาส์นว่า พระองค์มีความประส่งค์จะถวายพระเยาวมาลย์ราชธิดาให้แด่พระเจ้าวิเทหราช จะกำหนดวันและคืนที่จะถวาย ถ้าพระเจ้าวิเทหราชเสด็จสู่เมืองของเราแล้ว มโหสถก็จะต้องมาด้วย เราจะจับพระเจ้าวิเทหราชและมโหสถฆ่าเสียโดยง่าย
ฝ่ายพระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็ทรงเห็นชอบด้วย จึงให้พวกนักกวีแต่งกาพย์โคลงชมพระรูปโฉมของพระราชธิดาให้เป็นที่ไพเราะเสนาะโสต แล้วให้เหล่านักสนมกำนัลได้เล่าเรียนเอาไปขับร้องจนชำนิชำราญ แล้วให้หาคนที่มีเสียงไพเราะเข้ามาเล่าเรียนเพลงนั้นอีกเป็นอันมาก แล้วจึงทรงส่งคนเหล่านั้นไปเที่ยวขับร้องเพลงในเขตแดนเมืองมิถิลามหานคร โดยกำชับสั่งว่าให้พวกเจ้าจับนกตัวใหญ่ๆไว้ให้มาก พอถึงเวลาเที่ยงคืนจงพากันขึ้นไปขับเพลงนี้อยู่บนต้นไม้ ในเวลาเช้าจึงให้ปล่อยนกตัวใหญ่ๆเหล่านั้นไป แล้วจึงพากันหลบลงจากต้นไม้หนีไปซ่อนตัวอยู่ที่อื่นเสีย เพื่อให้คนทั้งหลายหลงเข้าใจผิดว่า มีเทพยดามาขับเพลงชมโฉมพระนางปัญจาลจันที ครั้นสั่งอย่างนี้แล้ว ก็ส่งพวกเหล่านั้นไป แล้วให้พวกจินตกวีผูกเพลงอีกบทหนึ่งซึ่งมีใจความว่า พระนางปัญจาลจันที ผู้เป็นพระราชธิดาอันประเสริฐของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้น จะได้สมควรแก่กษัตริย์ซึ่งมีอยู่ในพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้หามิได้ เว้นไว้แต่พระเจ้าวิเทหราชพระองค์เดียวเท่านั้น ดังนี้ เพลงบทนี้ก็ให้พวกนักร้องมาเล่าเรียนแล้วก็ส่งไปขับร้องในแขวงกรุงมิถิลามหานคร ไปขับร้องที่ไหนก็มีคนสรรเสริญที่นั่น ได้รับสิ่งของเงินทองเป็นรางวัลในที่นั้นๆ เป็นอันมากในครั้งนั้น ก็มีเสียงเล่าลือไปถึงพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงรีบสั่งให้หาพวกขับร้องเหล่านั้นเข้าไปขับร้องถวาย ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก
พวกขับร้องเหล่านั้นจึงกลับไปกราบทูลพระเจ้าจุลนีให้ทรงทราบ พระเจ้าจุลนีจึงทรงแต่งเกวัฏฏพราหมณ์ให้เป็นราชทูตจำทูลพระราชสาส์น ไปยังกรุงมิถิลามหานคร ในพระราชสาส์นมีใจความว่า บัดนี้สมเด็จพระจุลนีพรหมทัต มีพระราชประสงค์จะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช โดยทรงยินดีจะถวายพระราชธิดาแด่สมเด็จพระเจ้าวิเทหราช ผู้เป็นพระมหากษัตริย์อันยิ่งใหญ่เสมอกันกับเรา ดังนี้
ข่าวที่เกวัฏฏพราหมณ์ไปนั้น ก็เล่าลือไปถึงพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก่อน สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทรงพระดำริว่า เกวัฏฏพราหมณ์ซึ่งจะมาในครั้งนี้ จะมาด้วยสุจริตใจนั้นหามิได้ จำเราจะต้องสืบสวนเอาความจริงให้จงได้ ครั้นทรงดำริแล้ว ก็รีบส่งจารบุรุษของพระองค์ออกไปสืบสวนทางอุตตรปัญจานคร แต่พวกจารบุรุษได้ตอบมาว่า การที่พระเจ้าจุลนีพรหมทัตคิดอ่านกันในครั้งนี้ ได้คิดอ่านกันสองต่อสองในห้องอันเป็นสิริบนปราสาท ไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดอาจล่วงรู้ล่วงเห็น เว้นไว้แต่นางนกสาลิกาซึ่งรักษาห้องบรรทมของสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตเท่านั้น ขอให้พระองค์โปรดส่ง สุลโปดกนกแขกเต้ามาสอบสวนเอาความจริงจากนางนกสาลิกาเถิด เห็นจะได้ความจริงเป็นเที่ยงแท้ เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ทรงทราบดังนี้แล้ว ก็ทรงพระดำริว่า เกวัฏฏพราหมณ์มาด้วยกลอุบายทุจริตเป็นแน่นอน เราไม่ควรจะให้เห็นพระนครของเรา ซึ่งเราตกแต่งไว้เป็นอันดี
ครั้นทรงดำริดังนี้แล้ว จึงให้ตกแต่งมรรคา จำเดิมแต่ประตูพระนครไปจนกระทั่งถึงพระราชวัง จากพระราชวังจนกระทั่งถึงปราสาทแห่งพระองค์นั้นให้แปลกประหลาด คือสองข้างมรรคา นั้นให้กั้นด้วยเสื่อลำแพนอันวาดด้วยลวดลายต่างๆ และให้ปลูกต้นกล้วย ต้นอ้อย ทั้งสองข้างมรรคาประดับด้วยธงช่อธงชัย ตั้งหม้อน้ำไว้ให้เรียงกันเป็นแถวไปในเบื้องมรรคานั้น ให้ดาด เพดานอันวิจิตรไปด้วยรูปดาวต่างๆ อย่างน่าจับใจ ให้โปรยปรายข้าวตอกดอกไม้ควรเป็นที่ชื่นชูใจ เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์ไปถึงก็ดีอกดีใจว่า พระเจ้าวิเทหราชให้ตกแต่งมรรคาไปรับตน หาได้รู้ไม่ว่าเป็นเล่ห์กลอุบายของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไม่ ครั้นเข้าไปถึงที่เฝ้าแล้ว ก็ถวายเครื่องราชบรรณาการและสุรสาส์นอักษร ซึ่งมีใจความดังที่แสดงมาแล้วนั้น ทั้งได้กราบทูลเพิ่มเติมอีกว่า
เบื้องหน้าแต่นี้ไป ราชทูตทั้งสองพระนครซึ่งมีเสียงอันไพเราะ ก็จะได้นำทูลพระราชสาส์นไปๆ มาๆ มีอุปมาเหมือนกระแสน้ำอันไหลมาไม่ขาดสายฉะนั้น เดิมที สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต จะทรงส่งให้อำมาตย์อื่นๆ มา แต่ครั้นแล้วก็ทรงเกรงว่าจะมากราบทูลผิดๆถูกๆ ไม่เป็นที่พอพระทัยของพระองค์จึงโปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นทูตจำทูลพระราชสาส์น ขอพระองค์จงเสด็จพระราชดำเนินไปสู่กรุงอุตตรปัญจาลนครเถิด ประโยชน์อันใหญ่ 2 ประการจะได้เกิดแก่พระองค์ คือ ประการหนึ่ง จะได้พระราชธิดาซึ่งทรงพระรูปพระโฉม และพระคุณสมบัติหาผู้เสมอเหมือนมิได้ อีกประการหนึ่ง จะได้เป็นพระราชไมตรี กับสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ผู้เป็นใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระนคร ขอพระองค์จงทรงทราบด้วยประการฉะนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์กราบทูลอ่างนี้แล้ว ก็นิ่งฟังพระราชดำรัสตอบของสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชอยู่ด้วยอาการอันสงบ ณ กาลนั้น
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 18 พ.ย. 52

8ocdj
11-17-2009, 03:33 PM
โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา ตุฏฺฐมานโส หุตฺวา อุตฺตมรูปธรํ กิรกุมาริกํ ลภิสฺสามีติ สวนสํสคฺเคน พุชฺฌิตฺวา อาจาริย ตุมฺหากญฺจ กิรมโหสถปณฺฑิตสส จ ธมฺมยุทฺเธน วิวาโท อโหสีติ
ดำเนินความว่า ครั้นสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช ได้สดับถ้อยคำของเกวัฏฏพราหมณ์มากราบทูล เรื่องสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต จะยกพระราชธิดาถวายนั้น ก็ทรงโสมนัสยิ่งนักว่า เราจักได้ขัตติยนารี ผู้สมบูรณ์ด้วยพระรูปพระโฉมอันล้ำเลิศ แล้วตรัสว่า
ดูก่อนอาจารย์เกวัฏฏ์ท่านกับมโหสถมีเรื่องโกรธเคืองกัน ตั้งแต่ครั้งกระทำยุทธสงครามกันนั้น เพราะฉะนั้น ขอจงให้อาจารย์ไปพูดจาปราศรัยกับมโหสถเสียสักหน่อยเถิด เพื่อจะได้มีไมตรีต่อกันขึ้น เกวัฏฏพราหมณ์ทูลรับพระราชโองการว่า เป็นการดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า จึงถวายบังคมบ่ายหน้าออกไปสู่บ้านพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแน่พระทัยอยู่แล้วว่าอย่างไรก็ดี เกวัฏฏพราหมณ์จะต้องมาหาเราเป็นแน่ จึงทรงดำริว่า ต้องการอะไร ที่เราจะสนทนากับคนใจบาปหยาบช้าเช่นนั้น ครั้นทรงดำริแล้ว จึงเสวยเนยใสหน่อยหนึ่งเสียในเวลาเช้า สั่งให้คนทั้งหลายเอาขี้โคสดๆ ไปโบกที่พื้นในท้องพระโรงใหญ่ แล้วให้เก็บเครื่องตั้งที่มีอยู่ในห้องนั้นเสียสิ้น ให้เหลือไว้แต่เตียงน้อย สำหรับพระองค์จะบรรทมเท่านั้น จึงเรียกพวกมหาดเล็กมาสั่งว่า เราจะนอนอยู่ที่เตียงเล็กนี้ ถ้าเกวัฏฏพราหมณ์มาถึงแล้ว ปรารถนาจะพูดกับเรา ให้พวกเจ้าห้ามเสียว่า เวลานี้ท่านปราชญ์ได้ดื่มกินซึ่งเนยใสอันกล้า ท่านอย่าเข้ามาซักถามเจรจานานที่นี่ ขณะนั้นฝ่ายเราจะทำอาการเหมือนดังจะพูดขึ้น พวกเจ้าจงห้ามว่า พระเจ้าข้า โอสถเนยใสที่พระองค์ดื่มในเวลานี้อยู่ข้างจะกล้าขออย่าเพิ่งเจรจาก่อน ได้สั่งพวกมหาดเล็กไว้อย่างนี้แล้ว ก็ตั้งพวกมหาดเล็กอีกพวกหนึ่งให้เป็นผู้พิทักษ์รักษาในซุ้มประตูทั้ง 7 ส่วนพระองค์ก็ทรงนุ่งผ้าสีแดงทรงบรรทมอยู่บนเตรียงน้อยในท้องพระโรงอันใหญ่นั้น
พอเกวัฏฏพราหมณ์ไปถึงซุ้มประตูที่ 1 จึงถามพวกนายประตูว่า ท่านปราชญ์อยู่ที่ไหน พวกนายประตูนั้นห้ามว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าส่งเสียงอึงไป ถ้าจะเข้าก็ให้มาเงียบๆ เพราะวันนี้ท่านปราชญ์ได้ดื่มโอสถเนยใส อันแรงกล้า ห้ามไม่ให้ใครเจรจา จึงเลยประตูที่ 1 เข้าไปจนถึงชั้นเป็นลำดับ ก็มีผู้ห้ามอยู่อย่างนั้น เมื่อไปถึงพระบรมโพธิสิตว์เจ้าๆ ก็แสดงอาการเหมือนจะแย้มโอษฐ์ออกจำนรรจากับเกวัฏฏพราหมณ์ พวกมหาดเล็กก็ทูลห้ามเสียว่า พระเจ้าข้า โอสถเนยใสที่พระองค์ทรงดื่มเมื่อเช้านี้ ออกจะแก่กล้าอยู่ ขออย่าเพิ่งเจรจาก่อน จะประโยชน์อันใดที่จะเจรจากับอ้ายพราหมณ์ชั่วร้ายเช่นนี้ เมื่อพวกมหาดเล็กทูลห้ามอย่างนี้แล้ว พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทรงดุษณียภาพนิ่งอยู่ ฝ่ายเกวัฏฏพราหมณ์ก็เหลียวซ้าย แลขวาหาที่จะนั่ง ก็ไม่มีที่ไหนจะนั่งได้ เพราะเปื้อนด้วยขี้โคทั้งนั้น จะหันไปพิงเสาก็ทาน้ำมันเสียหมด จึงยืนแกว่งเก้ออยู่ในสถานที่นั้น พวกมหาดเล็กของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ต่างคนต่างมองดูเกวัฏฏพราหมณ์ พอสบสายตาเข้าแล้วก็ยังคิ้วหลิ่วตา บ้างก็เบี้ยวปากทำบุ้ยใบ้ บ้างก็งอศอกทำท่าจะถอง บ้างก็กำหมัดยกเท้าทำท่าจะชกจะเตะ เกวัฏฏพราหมณ์ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วจึงอำลาพระโพธิสัตว์เจ้าไปว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้าจะขอลาไปละ แต่พอบอกลาเท่านี้ พวกมหาเล็กก็พากันตวาดว่า เหม่ๆ อ้ายพราหมณ์ชาติชั่วยิ่งห้ามก็ยิ่งขืนพูด เดี๋ยวกูจะเตะเสียให้กระดูกแตกเสียเดี๋ยวนี้ ส่วนเกวัฏฏพราหมณ์ก็สะดุ้งตกใจกลัว จึงรีบเดินออกมาพลางเหลียวซ้ายแลขวา ระวังหน้าระวังหลัง พอออกมาถึงประตูที่ 1 พวกนายประตูก็ตบด้วยฝ่ามือบ้าง ตีด้วยซี่ไม้ไผ่บ้าง จับต้นคอไสออกไปบ้าง พอออกมาถึงประตูชั้นที่ 2 ทั้งถูกถองถูกถาม ออกมาถึงชั้นที่ 3 ทั้งถูกถามถูกตี ออกมาถึงชั้นที่ 4 ทั้งถูกตีถูกด่า ออกมาถึงชั้นที่ 5 ทั้งถูกด่าถูกชก ออกมาถึงชั้นที่ 6 ทั้งถูกชกถูกเตะ ออกมาถึงชั้นที่ 7 ถูกหมัดเด็ดด้วยชีกไม้ไผ่ กว่าจะออกพ้นประตูที่ 7 ชั้นได้ก็ปางตาย เหมือนกับเนื้ออันพ้นออกจากปากสีหราชร้ายฉะนั้น
ทางพระเจ้าวิเทหราชนั้นทรงพระดำริอยู่ว่า เวลานี้นักปราชญ์ทั้ง 2 คงจะสนทนากันด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รักใคร่ คงต่างจะขออภัยแก่กันและกัน ครั้งนี้เป็นเวลาอันประเสริฐของเราแล้ว ในไม่ช้าก็ทรงเห็นหน้าเกวัฏฏพราหมณ์โผล่เข้ามา จึงรีบตรัสถามว่าดูก่อนอาจารย์ๆ ได้สนทนาปราศรัยกับมโหสถดีแล้วหรือ ขอพระราชทานจะดีอะไรได้ มโหสถไม่ใช่เป็นสัตบุรุษ เป็นคนมีน้ำใจกระด้างกระเดื่อง ไม่ต้อนรับแขกเลย ทำเป็นมึนตึงเพิกเฉยอยู่ เหมือนกับคนใบ้คนหนวก จะได้เจรจาสักคำหนึ่งก็หามิได้ ขอพระองค์อย่าทรงนับถือว่า เป็นนักปราชญ์อีกต่อไป ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชทรงนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงโปรดพระราชทานเบี้ยเลี้ยงรางวัลแก่เกวัฏฏพราหมณ์ พร้อมด้วยเหล่าบริวาร แล้วโปรดให้จัดการรับรองไปพักอยู่ในราชมณเฑียรหลังหนึ่ง แล้วจึงทรงดำริว่า
มโหสถบัณฑิตนี้ฉลาดในการที่จะต้อนรับปราศรัยยิ่งนัก แต่เหตุไรจึงมาเป็นเช่นนี้ หรือ มโหสถจะเล็งเห็นภัยในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง ครั้งทรงดำริดังนี้แล้วก็ทรงพระวิตกว่า ชะรอยเขาจะล่อลวงเราไปฆ่าเสียกระมัง เรานี้จะงมงายอะไรนักหนาถึงกับจะละบ้านเมืองของเราไปสู่เงื้อมมือของข้าศึก พระองค์ทรงดำริดังนี้อยู่ นักปราชญ์ทั้ 4 ก็เข้าไปสู่ที่เฝ้า จึงตรัสถามว่า ดูก่อนเสนา ข้อซึ่งว่าเราจะไปสู่เมืองอุตตปัญจาลนครเพื่อจะไปรับพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้น เสนกจะเห็นเป็นประการใด เสนกจึงกราบทูลขึ้นว่า พระพุทธเจ้าข้า เมื่อสิริมาถึงแล้วจะเอาไม้ค้อนต้อนหนีเสียนั้น ย่อมเป็นการไม่สมควรเสียนักหนา ขอเชิญเสด็จไปเถิด ถ้าได้พระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีมาเป็นพระอัครมเหสีแล้ว ก็จะได้เป็นใหญ่กว่ากษัตริย์ร้อยเอ็ดนคร ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าจุลนีต้องพิจารณาเห็นว่า ไม่มีกษัตริย์อื่นๆ ซึ่งจักคู่ควรแก่พระราชธิดาของพระองค์ เพราะเหตุว่า กษัตริย์อื่นๆล้วนแต่เป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าจุลนีทั้งนั้น นอกจากพระองค์นี้เท่านั้น ซึ่งยังเป็นเอกราชอยู่ ถ้าพระองค์เสด็จไปในครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จะตามเสด็จไปด้วย จึงตรัสถามนักปราชญ์ทั้ง 3 อีกว่า จะเห็นเป็นประการใด นักปราชญ์ทั้ง 3 ก็กราบทูลเหมือนกับเสนก ฝ่ายเกวัฏฏพราหมณ์ได้รีบออกจากที่พักไปถวายบังคมลากลับสู่อุตรปัญจาลนคร
เมื่อเกวัฏฏพราหมณ์กลับไปแล้วพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช พระองค์จึงปรึกษากับพระโพธิสิตว์เจ้าว่า ดูก่อนมโหสถ เสนก ปุกกุส กามินท์ เทวินท์ กับเกวัฏฏ์ และเรา รวมเป็น 6 คนด้วยกัน ล้วนแต่มีความเห็นกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันว่า ควรจะไปรับพระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีในอุตตรปัญจาลนคร มาเป็นพระอัครมเหสี ส่วนมโหสถเล่าจะเห็นเป็นประการใด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทานพระเจ้าจุลนีพรหมทัต เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบริวารยศ และยิ่งด้วยศักดาเดชานุภาพ ที่ไหนจะทรงพอพระทัยที่จะยกพระราชธิดาถวายแก่พระองค์ผู้เป็นข้าศึกเล่า ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลให้ทรงทราบว่า พระเจ้าจุลนีนั้น มีพระราชประสงค์จะปลงพระชนม์ของพระองค์เสีย จึงทรงเล้าโลมพระองค์ด้วยพระราชธิดา เปรียบเหมือนกับนายพราน อันล่อเนื้อให้หลงนางเนื้อฉะนวนฉะนั้น คือ ธรรมดานายพรานที่ฉลาด ย่อมผูกนางเนื้อไว้ให้เป็นชนวนแก่ฝูงเนื้อทั้งหลาย อันเที่ยวไปมาแวงหาหญ้าและน้ำอยู่ในป่า เมื่อเนื้อทั้งหลายมาติดนางเนื้อนั้นแล้ว นายพรานก็ประหารเสียด้วยหอกอันใหญ่ให้ถึงซึ่งความตาย ข้อนี้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือนายพรานนั้นเปรียบเหมือนพระเจ้าจุลนี นางเนื้อชนวนนั้นเปรียบเหมือนพระราชธิดา หอกใหญ่นั้นเปรียบเหมือนเกวัฏฏพราหมณ์ หรือไม่อย่างนั้น พระเจ้าจุลนีก็เปรียบเหมือนนายพรานเบ็ด พระราชธิดาก็เปรียบเหมือนกับเหยื่อเบ็ด เกวัฏฏพราหมณ์เปรียบเหมือนกับตัวเบ็ด พระองค์เปรียบเหมือนปลา ถ้าพระองค์ทรงลุ่มหลงพระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีแล้วก็จะต้องถึงความพินาศ เหมือนกับฝูงเนื้ออันหลงนางเนื้อชนวนและปลาอันโลภในอาหารกลืนกินเบ็ดเข้าไปฉะนั้น หรือไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเหมือนเนื้ออันหลงเข้าไปในละแวกบ้าน ซึ่งคนทั้งหลายได้ประหัตประหารเสียให้ตาย ฉะนั้น
โส ราชา เตน อติวิย นิคฺคหิโตว กุชฺฌิตฺวา เมื่อสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช ได้ทรงสดับคำกราบทูลของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าอย่างนี้แล้ว ก็ทรงพระพิโรธว่า มโหสถดูถูกเราเหมือนกับทาสของเขา ยกเราไปเปรียบกับเนื้อกับปลาอันเป็นสัตว์ป่า จึงตรัสว่า
ดูก่อนมโหสถ เวลานี้พวกเราทั้งปวงไม่มีใครรู้จักดีและชั่วเหมือนกับตัวมโหสถ ดูก่อนเจ้าลูกบ้านนอกเหตุดังฤาเจ้าจะรู้จักสิ่งที่เป็นมงคลแห่งกษัตริย์ นักปราชญ์ทั้ง 4 เขารู้จักดีกว่ามโหสถ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าพนักงานว่า เหวยๆ สูเจ้าทั้งหลาย จงเร่งไสคอมโหสถออกไปจากประเทศของเราในเดี๋ยวนี้ เพราะมโหสถนี้มาว่ากล่าวให้เสียประโยชน์ของเรา แต่ไม่มีผู้ใดที่จะกระทำตามพระราชโองการ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้ารู้แจ้งว่า พระมหากษัตริย์กำลังทรงพระพิโรธ จึงทรงพระดำริว่า ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งจะมาไสคอ หรือแต่เพียงจะมาแตะต้องตัวเราเท่านั้น เราจะละอายตลอดชีวิตเพราะฉะนั้น เราควรจะรีบถวายบังคมลาออกไปเสีย
ครั้นทรงดำริดังนี้แล้วก็รีบถวายบังคมลา เมื่อไปถึงที่ประทับของพระองค์แล้ว จึงทรงปริวิตกถึงสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชว่า พระเจ้าอยู่หัวของเราเป็นอันธพาลยิ่งนักหมักหมมอยู่แต่ในทางกามคุณ จะได้รู้จักภัยในอนาคตก็หามิได้ ถ้าปล่อยให้พระองค์ไปแต่ลำพัง ก็จักถึงความพินาศเป็นเที่ยงแท้ อันตัวเรานี้ พระองค์ก็ได้ทรงชุบเลี้ยงมานานแล้ว ควรจะทำการสนองพระคุณให้ พระองค์พ้นจากอันตรายทั้งปวงในครั้งนี้ให้จงได้ แต่เราควรจะส่งเจ้าสุวโปดกไปฟังถ้อยความให้ตระหนักแน่นอนก่อน จึงค่อยจัดการภายหลัง จึงทรงเรียกสุวโปดกมาสู่สำนักของพระองค์แล้วตรัสสั่งว่า
ดูก่อนเจ้าสุวโปดก การที่เกวัฏฏพราหมณ์เป็นทูตจำทูลพระราชสาส์นมาครั้งนี้ จะร้ายดีประการใด ย่อมไม่มีใครรู้แจ้ง เพราะพระเจ้าจุลนีกับเกวัฏฏพราหมณ์ ได้คิดกันในห้องบรรทม 2 ต่อ2 เท่านั้น ไม่มีผู้ใดจะรู้เห็น เว้นแต่นางนกสาลิกา อันรักษาห้องบรรทมเท่านั้น เจ้าจงไปเล้าโลมให้นางนกสาลิกายอมเป็นภรรยาของเจ้า แล้วจงไต่ถามให้ได้ความจริง แต่จงรักษาตัวอย่าให้มีภัยอันตรายประการใด จะพูดจาไต่ถามสิ่งใดๆ ก็ให่ดูหน้าหลังระวังระไวให้รอบคอบ อย่าเจรจาต้องเสียงอันดัง จงซ่อนเนื้อซ่อนตัวให้ดี เมื่อได้ความอย่างใดแล้วจงกลับมาแจ้งแก่เรา ครั้นทรงสอนสุวโปดกนกแขกเต้าอย่างนี้แล้ว ก็ให้สุวโปดกกินข้าวน้ำจนอิ่มหนำสำราญแล้ว เอาน้ำหอมอันหุงได้ร้อยครั้งมาทาปีกขนให้แก่สุวโปดกแล้วปล่อยไป
โปรดติดตามตอนต่อไป 18 พ.ย. 52

8ocdj
11-23-2009, 08:08 PM
ตสฺส ปฏิสุณิตฺวา มหาสตฺตํ วนฺทิตฺวา
ฝ่ายสุวโปดกก็ทูลรับถ้อยคำแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้ว ยกปีกทั้ง 2 ขึ้นก้มศีรษะถวายบังคมแล้วก็บินออกโดยช่องพระแกล ตรงไปสู่เมืองอริฏฐบุรี ออกจากเมืองนั้นแล้ว จึงตรงไปสู่เมืองอุตตรปัญจาลราชธานี ลงจับที่ช่อฟ้ามหาปราสาทแล้วร้องขึ้นด้วยเสียงอันไพเราะ ควรจะเกิดราคะดำกฤษณา ฝ่ายนางนกสาลิกาอยู่ในกรงทอง พอได้สดับเสียงร้องนั้น ก็เกิดความรักใคร่ขึ้นจึงร้องตอบขึ้นไปถึง 3 ครั้ง สุวโปดก นั้นเห็นว่าเป็นโอกาสอันดี จึงขยับลงไปทีละน้อยๆ เปล่งเสียงอันไพเราะอยู่เนืองๆ นางนกสาลิกานั้นก็ร้องรับทุกครั้งไป สุวโปดกก็ขยับลงไปจนกระทั่งถึงธรณีช่องพระแกลแลซ้ายแลขวา เห็นว่าไม่มีภัยแล้ว จึงบินเข้าไปที่กรงทอง ฝ่ายนางนกสาลิกาก็ร้องเรียกให้เขาไปในกรงทอง พูดจาปราศรัย ไต่ถามถึงทุกข์สุขแล้ว นางนกสาลิกาก็ไต่ถามถึงทุกข์สุขบ้าง สุวโปดกจึงตอบว่า ทุกวันนี้ก็เป็นสุขอยู่ ทั้งได้รับพระราชทานอาหารบริบูรณ์อยู่เสมอ นางนกสาลิกาจึงถามว่า ท่านมาจากไหน ใครเป็นผู้ใช้ให้มา จึงตอบว่า พี่มาจากเมืองอริฏฐบุรี พระเจ้าอริฏฐบุรีใช้ให้พี่มา นางนกสาลิกาจึงถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องเป็นข้าเฝ้าของพระเจ้าสีวิราชซิ นกแขกเค้าตอบว่า อย่างนั้นแหละน้อง คือตัวพี่นี้ได้เป็นนกรักษาห้องบรรทมของสมเด็จพระเจ้าสีวิราช อยู่ในกรงทองเหมือนกับตัวน้อง แต่ว่ากรงทองที่พี่อยู่นั้นเปิดอยู่เป็นนิตย์ พี่ต้องการจะไปไหนก็ได้ตามชอบใจ พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงกักขัง นางนกสาลิกาจึงถามว่า เหตุใดพระเจ้าสีวิราชจึงใช้ให้พี่มาในที่นี้ นกแขกเต้าจึงตอว่าเป็นเหตุด้วยเหยี่ยวตัวหนึ่ง ได้เฉี่ยวเอานางนกสาลิกาผู้เป็นภรรยาของพี่ไป ในเวลาที่ตามเสด็จพระเจ้าสีวิราชไปสรงสนาน เวลานั้นนางนกสาลิกาผู้เป็นภรรยาของพี่ก็ตามเสด็จไปด้วย พอพระเจ้าสีวิราชเสด็จกลับตอนเย็นพี่ก็พาภรรยาขึ้นไปผึ่งปีกอยู่ที่ช่อฟ้า มีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาเฉี่ยวเอาภรรยาของพี่ไปเสีย พี่ก็ร้องไห้ร่ำไรไปกราบทูลพระเจ้าสีวิราช กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า อย่าร้องไห้ไปเลย เพราะไม่อาจทำให้ภรรยากลับเป็นขึ้นมาได้ จงคิดแสวงหาภรรยาใหม่เถิด พี่ก็กราบทูลว่า พี่จะหานางนกสาลิกาให้ได้เหมือนภรรยาเก่านั้นยากนัก จึงตรัสว่า ดูก่อนสุวโปดก เราเห็นนางนกสาลิกาอันรักษาห้องบรรทม ของสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ประกอบด้วยกิริยามรรยาทอันสวยงาม รูปร่างก็แช่มช้อยโสภาเหมือนกับภรรยาของเจ้า เจ้าจงไปทาบทามดู ถ้านางนกสาลิกาเมตตาแก่เจ้าแล้ว จงกลับมาบอกแก่เรา เรากับพระราชเทวีจักไปทูลขอจากพระเจ้าจุลนีพรหมทัตให้มาเป็นภรรยาของเจ้า พี่จึงอุตส่าห์สืบเสาะแสวงหามาจนกระทั่งถึงตัวเจ้า เจ้าจงมีความเอ็นดูกรุณาต่อพี่เถิด อย่าตัดรอนไม่ตรีในพี่เลย นางนกสาลิกาจึงตอบว่า น่าสงสารพี่ที่เป็นพ่อม่าย แต่ธรรมดานกแขกเต้าแล้วควรจะหานกแขกเต้าเหมือนกันจึงจะเป็นการดี นกแขกเต้าจะมาอยู่คลุกเคล้ากับนาสาลิกานั้นผิดไป ถึงได้อยู่เป็นคู่กันแล้วก็จะไม่ยืด เพราะถ้าพบนางนกแขกเต้าเหมือนกันแล้ว ก็จะทิ้งสาลิกาเสีย จะทำให้สาลิกาได้รับความทุกข์ กินแต่น้ำตาทุกวันไป นกแขกเค้าจึงตอบว่า ดูก่อนเจ้าสาลิกา อันชาติตระกูลนั้นย่อมไม่เป็นประมาณ ไม่เป็นของสำคัญอะไร สำคัญอยู่ที่ในเท่านั้น การที่มีใจรักใครเอ็นดูกันนั้นแหละเป็นประมาณ พี่จะขอเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อครั้งก่อนมีกษัตริย์อยู่พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้าสุเทพ ครองราชย์สมบัติอยู่ในเมืองทวาราวดี อยู่มาวันหนึ่งได้ไปไปพบนางจัณฑาลผู้เป็นหญิงรุ่นสาวที่พระราชอุทยาน ก็ทรงปฏิพัทธ์รักใคร่ขึ้น จึงทรงซักถามแจ้งว่านางเป็นชาติจัณฑาล ซึ่งยังไม่มีสามี จึงทรงรับไปตั้งเป็นอัครมเหสี มีพระราชโอรสด้วยกันพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สีวิกุมาร ได้ครองราชย์สมบัติแทนพระราชบิดาต่อมา ยังอีกเรื่องหนึ่งคือ มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ออกไปบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์ ในป่าที่ใกล้อาศรมของดาบสนั้นมีถ้ำใหญ่อยูถ้ำหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่แห่งหมู่กินนร มีแมงมุมใหญ่ตัวหนึ่งชักใยอยู่ที่ปากถ้ำ คอยกัดกินศีรษะกินนรทั้งหลายสูบเลือดกินเป็นนิตย์มา กินนรทั้งหลายเป็นชาติขี้ขลาด ก็ไม่อาจต่อสู้แมงมุมได้ จึงพากันไปอ้อนวอนให้ดาบสช่วยฆ่าแมงมุมนั้นเสีย ดาบสนั้นก็ตวาดว่า เราเป็นบรรพชิตย่อมไม่ฆ่าสัตว์เป็นอันขาด พวกเจ้าอย่าได้พากันเจรจาเช่นนี้ พวกกินนรก็พากันหลีกไปเสีย ได้ปรึกษาหารือกันเห็นว่า ควรจะนำกินนรีอันมีชื่อว่า รัตนวดี ไปล่อฤาษีนั้นจึงจะได้การ เมื่อตกลงกันอย่างนี้แล้วก็นำนางกินนรีนั้นไปให้ฤาษีนั้นๆ ก็รับอาสาไปฆ่าแมงมุมนั้นตาย แล้วอยู่กินกับนางกินนรีนั้นต่อมาจนกระทั่งมีบุตรและธิดา ดูก่อนสาลิกา เยี่ยงอย่างย่อมมีมาอย่างนี้ ขอให้เจ้าจงคิดดูเถิดว่า กษัตริย์กับนางจัณฑาลก็ยังร่วมกันได้ ฤาษีผู้เป็นมนุษย์กับนางกินนรีผู้เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็ยังร่วมกันได้ ประสาอะไรกับตัวพี่กับน้องซึ่งเป็นนกเหมือนกันจะร่วมกันไม่ได้ พี่ก็เป็นนก เจ้าก็เป็นนก จะแปลกอะไรกันนักหนา แปลกก็แต่พี่เป็นนกแขกเต้าส่วนเจ้าเป็นสาลิกาเท่านั้น เจ้าจงเอ็นดูพี่เถิดอย่าได้ตัดอาลัยไมตรีพี่เลย นางนกสาลิกาจึงตอบว่า ข้าแต่สุวโปดก พี่เล่ามานี้ก็พอจะเห็นตามได้ แต่นานไป ข้างหน้ากลัวแต่จะกินน้ำตาแทนอาหาร โดยเหตุนี้ จะรับถ้อยคำของท่านไม่ได้เป็นอันขาด เมื่อนกแขกเต้าเข้าใจในมารยาของสตรี ได้ฟังดังนี้แล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนเจ้าสาลิกาผู้มีวาจาอันน่ารัก เมื่อเจ้าสลัดรักพี่อย่างนี้แล้ว ก็จงค่อยอยู่ดีเถิด ก็ทำท่าจะลาไป
สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา ภิชฺชนหทยา วิย ตสฺส สหทสฺสเนเนว อุปฺปนฺนาย กามรติยา อนุฑยฺหมานา วิย หุตฺวา อตฺตโน อิตถิมายาย อนิจฺฉมานา วิย หุตฺวา ทิยฑฺฒคุมาหาติ
ดำเนินความว่า เมื่อนางนกสาลิกา ได้ฟังถ้อยคำของเจ้าสุวโปดกว่าจะลาไป ก็มีใจหมกไหม้ไปด้วยไป คือ ราคะ ดังประหนึ่งว่าหัวใจนั้นจะแตกออกไป จึงกระทำกลมารยาปราศรัยเล้าโลมใจเจ้าสุวโปดกว่า ดูก่อนสุวบัณฑิต เหตุไรเจ้าจึงมีใจเร็วนักหนา โบราณท่านกล่าวไว้ว่า ช้าเป็นการนานเป็นคุณ ในหุนหันมักเสียที ดังนี้ อันการที่จะหาดีย่อมสำเร็จได้ด้วยความพยายาม ก็เมื่อมาถึงนี่แล้ว จะด่วนไปข้างไหนเล่า จงอยู่ชมสมบัติของบรมกษัตริย์อันสะพรึบพร้อมไปด้วยสาวสนมกำนัลใน ซึ่งทรงพระรูปพระโฉม พระสิริวิลาส อันงดงามเหมือนกับนางกินนรี ในเวลานางนักสนมเหล่านั้นเข้ามาประโคมขับถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ให้สบายใจก่อนเถิดจึงค่อยไป เมื่อสุวโปดกได้ฟังถ้อยคำอ่อนหวานแห่งนางนกสาลิกาดังนั้นแล้ว ก็ถอยขยดขยับเข้าไปให้ใกล้ ประโลมเล้าเชยชมสนมสนิทจนสำเร็จกิจประสงค์ ในเวลาสายัณห์ตะวันเย็นจึงคิดว่า ทีนี้นางนกสาลิกาเห็นจะเปิดเผยความลับแก่เราได้ ควรเราจะรีบไต่ถามดูให้ได้ความแล้ว เราจะได้รีบไปแจ้งแก่พระมโหสถบัณฎิตโดยเร็วพลัน ครั้นทรงดำริดังนี้แล้วก็กล่าวว่า ดูก่อนเจ้าสาลิกาอันเป็นที่รักดังดวงนัยนาของพี่ พี่อยากจะถามสารคดีอย่างหนึ่งกับเจ้า จะได้หรือมิได้ประการใด นางนกสาลิกาจึงตอบว่า จะถามก็ถามได้ แต่เจ้าสุวโปดกได้กล่าวขึ้นว่า ดูก่อนเจ้าสาลิกา วันนี้เป็นวันมงคลของเรา พี่จะยกไว้ก่อน จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้จึงค่อยถามนางนกสาลิกาจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ถ้าเรื่องที่จะถามนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นมงคลก็จงยกไว้ ถ้าเห็นว่า เป็นเรื่องที่เป็นมงคลก็จงถามมาเถิด ดูก่อนเจ้าสาลิกา เรื่องนั้นเป็นเรื่องมงคลยิ่งหนักหนา ข้าแต่พี่สุวโปดกถ้าอย่างนั้น พี่จงถามมาเถิด นี่แน่ะเจ้าสาลิกา พี่ได้ยินเสียงเล่าระบือไปว่า พระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ทรงพระรูปพระโฉมอันงามเลิศ มีพระฉวีวรรณประเสริฐรุ่งเรือง ประหนึ่งว่า ดาวประกายพรึกในเวหาส แต่พี่ได้ยินมาว่า พระเจ้าจุลนีจะถวายพระราชธิดานั้นแก่พระเจ้าวิเทหราชจริงหรือ ก็พระเจ้าจุลนีกับพระเจ้าวิเทหราชเป็นข้าศึกศัตรูกันอยู่ ส่วนท้าวพระยาอื่นๆที่ชื่นชมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าจุลนีก็มีอยู่มากกว่ามาก เหตุไรพระเจ้าจุลนีจึงมิได้ยกพระราชธิดาให้แก่ท้าวพระยาอื่นๆเล่า เฉพาะจะไปยกให้แก่พระเจ้าวิเทหราช ซึ่งเป็นข้าศึกกันทำไม เหตุผลจะเป็นประการใด ขอจงเล่าให้พี่ฟังบ้าง
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 30 พ.ย. 52

8ocdj
11-29-2009, 07:54 PM
นางสาลิกาจึงตอบว่า ข้าแต่พี่สุวโปดก ก็เมื่อพี่บอกว่า เรื่องที่จะถามนั้นเป็นมงคล แต่เหตุไรจึงยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นมงคลขึ้นมาถามเล่า
เออ เจ้าสาลิกา ก็พี่เห็นว่าเป็นมงคลแล้วจึงถาม เหตุไรเจ้าจึงเห็นว่า ไม่เป็นมงคลเล่า
ข้าแต่พี่สุวโปดก ก็ท้าวพระยาทั้ง 2 พระองค์นี้ยังเป็นข้าศึกกันอยู่ ที่จะทำมงคลแก่กันนั้นมีเยี่ยงอย่างมาแต่ไหนเล่า
อ้อ เจ้าสาลิกา ถ้าอย่างนั้นขอจงว่าไปให้พี่ฟังสักหน่อยเถิด
ว่าให้ฟังไม่ได้เป็นอันขาด
พิโธ่ เจ้าสาลิกาเอ๋ย เพียงแต่เรื่องเท่านี้ก็ยังบอกพี่ไม่ได้เสียแล้ว ก็เราจะอยู่กินด้วยกันต่อไปอย่างไรเล่า
เมื่อนางนกสาลิกาอันเจ้าสุวโปดกแค่นได้เท่านี้ ก็อดทนไม่ได้จึงได้บอกไปตามความจริงว่า ข้าแต่พี่สุวโปดก สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตไม่ได้มีพระราชประสงค์ จะทรงทำไมตรีกับพระเจ้าวิเทหราชและมโหสถมาสู่เมืองนี้แล้ว ก็จะจับฆ่าเสียทั้ง 2 คน
อ้อ เป็นอย่านั้นดอกหรือ เจ้าสาลิกา น่าชมเกวัฏฏพราหมณ์จริง ว่าเป็นผู้ฉลาดในอุบายนักหนา แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่เป็นมงคล สมควรที่เราจะนิ่งเสียเถิด ว่าแล้วก็ขวนนางนกสาลิกานอน พอรุ่งเช้า ขึ้นจึงอำลานางนกสาลิกาว่า จงอยู่ดีเถิดพี่จักขอลาเจ้าไปกราบทูลพระเจ้าสีวิราชและพระราชเทวี ให้เสด็จมาสู่ขอเจ้าไปอยู่ด้วยกันกับพี่ภายใน 7 วันนี้ให้จงได้
นางนกสาลิกาจึงตอบว่า ขอให้พี่กลับมาภายใน 7 วัน ให้จงได้ ถ้าพ้นจาก 7 วันนี้แล้ว ชีวิตของสาลิกาก็จะขาดสูญ ถึงจะกลับมาก็ไม่ได้เห็นหน้าสาลิกาเป็นมั่นคง
เจ้าสุวโปดกจึงกล่าวว่า เจ้าสาลิกาเอ๋ย ตัวพี่ก็เหมือนกัน ถ้าพ้น 7 วันแล้วไม่ได้มาเห็นหน้าเจ้า ชีวิตของพี่คงจะดับสูญเป็นแน่นอน ครั้นกล่าวดังนี้แล้วเจ้าสุวโปดกก็บินออกจากกรงทอง บ่ายหน้าเข้าสู่เมืองอริฏฐบุรี พอบินไปได้สักหน่อยหนึ่งแล้ว ก็บินย้อนกลับคืนมา ทำอาการประหนึ่งว่า จะจากไปไม่ได้ ไปแล้วก็กลับมาปลอบอีกว่า ดูก่อนเจ้าสาลิกา พี่ระลึกถึงเจ้าจนสุดกำลังใจ พี่เห็นจะไปไม่ได้เสียแล้ว แต่ถ้าพี่ไม่ไปครั้งนี้ เราทั้งสองก็จะไม่ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากันโดยชอบธรรม พี่จำเป็นต้องข่มขืนฝืนใจไปให้ได้ เพื่อเห็นแก่ความสุขของเราทั้งสองข้างหน้า ว่าแล้วก็โผผินบินถลาไปด้วยกำลังอันเร็ว ตั้งหน้าเฉพาะต่อเมืองมิถิลามหานคร ครั้นถึงจึงจับบนบ่าแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็พาสุวโปดกขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน แล้วตรัสถามเหตุการณ์กับเจ้าสุวโปดก เจ้าสุวโปดกก็เล่าถวายตามถ้อยคำแห่งนางนกสาลิกา
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงทรงดำริว่า สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชนี้ ถึงเราจะไม่ยินยอมให้พระองค์เสด็จไปก็ไม่ได้ โดยที่พระองค์ทางลุ่มหลงด้วยราคะดำฤษณายิ่งกว่าสิ่งอื่น ถ้าพระองค์ทรงเสด็จไป ก็จะต้องถึงซึ่งอันตรายเป็นเที่ยงแท้ ถ้าแลเราจะถือโกรธต่อพระองค์ ไม่ช่วยพระองค์ให้พ้นภัยในครั้งนี้ ความติดฉินนินทาก็จะเกิดมีแก่เราต่อภายหลัง ถึงอย่างไรก็ดี พระองค์ก็มีพระคุณแก่เราอยู่มาก เมื่อผู้เป็นนักปราชญ์เหมือนดังตัวเรานี้ยังมีชีวิตอยู่ แต่จะ ละเมินให้พระองค์ถึงความพินาศลง ย่อมไม่เป็นการสมควรนักหนา จำเราจะต้องล่วงหน้าไปก่อน ไปตกแต่งพระนครพระราชนิเวศน์ให้เป็นที่ประทับของท้าวเธอ แล้วจะขุดอุโมงค์อันใหญ่ไว้เป็นทางสำหรับทำการอันสำคัญ ในเวลาที่พระเจ้าจุลนีทรงยกกองทัพออกไปล้อมพระนครของเราไว้ เราจักให้พลโยธาของเรา ไปนำเอาพระราชธิดาของพระจ้าจุลนีออกมาอภิเษกกับพระเจ้าอยู่หัวของเรา แล้วจะส่งกลับพระนคร
ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้วก็เกิดปรีดาปราโมทย์ออกพระโอษฐ์ว่า บุคคลผู้มีปัญญาได้ยศ ทรัพย์ บริวาร จากบุคคลผู้ใดแล้ว ก็ควรทำให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้นั้น ถึงบุคคลผู้นั้นจะด่าว่าตีรักเสือกไสขับไล่อย่างไรก็ดี ก็ไม่ควรจะโกรธตอบต่อผู้นั้น ควรซื่อตรงต่อผู้นั้น ทั้งในที่ต่อหน้าและลับหลัง ครั้นพระโพธิสัตว์เจ้าออกพระโอษฐ์เปล่งพระวาจาอย่างนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าสรงชำระสระสนานพระองค์ทรงเครื่องเต็มยศเสด็จเข้าสู่ที่เฝ้าของพระเจ้าวิเทหราชแล้วถวายบังคม กราบทูล่า พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปสู่อุตตรปัญจาลนครให้ได้จริงหรือ พระพุทธเจ้าข้า สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสตอบว่า ดูก่อน มโหสถ เออ บิดาคิดจะไปให้ได้ เพราะบิดาไม่ได้นางปัญจาลจันที แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการที่จะเสวยราชสมบัติต่อไป ขอพ่ออย่าทิ้งบิดานะ มาไปด้วยกันกับบิดา เพราะการที่เราไปในครั้งนี้ มีประโยชน์อยู่ 2 ประการ คือ จะได้พระราชธิดาของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้น ประการหนึ่ง จะได้เป็นพระราชไมตรีกับสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้นอีกประการหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น กระหม่อมฉันทั้งปวงจะถวายบังคมลาล่วงหน้าไปก่อน จะได้ตกแต่งที่ประทับไว้สำหรับพระองค์ เมื่อเสร็จแล้วจึงจะส่งข่าวมาให้ทรงทราบ พระองค์จึงค่อยเสด็จไปต่อภายหลัง
พอสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชได้ทรงฟังคำกราบทูลดังนี้ ก็ทรงพระโสมนัสยินดีหาที่เปรียบมิได้ จึงตรัสสั่งว่า ดูก่อนมโหสถ พ่อต้องการจะเอาสิ่งใดไปด้วย จงจัดเอาไปตามต้องการ สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่าขอพระราชทาน กระหม่อนฉันจะขอเอาพวกพลพาหนะไปแต่พอสมควรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมลาออกไปเปิดเรือนจำ เลือกเอานักโทษที่แข็งแรงเป็นอันมาก แล้วทรงเลือกสรรเอามหาโยธาอันแกล้วกล้าอาจหาญซึ่งจะให้สำเร็จการทั้งปวง และได้จัดสรรเอามหาเสนา 18 เหล่า ที่ฉลาดในศิลปะศาสตร์ต่างๆ เป็นต้นว่า ฉลาดในช่างไม้ ช่างอิฐ ช่างสลัก ช่างเขียน ช่างเหล็ก ช่างเจียระไน ช่างปั้น ช่างรัก และช่างทอง ซึ่งล้วนแต่ช่ำชองในศิลปะศาสตร์วิทยาการ ครั้นแล้วก็โปรดให้จัดแครื่องใช้ทั้งปวง เป็นต้นว่า มีดพร้าจอบเสียมสิ่งสว่านให้พร้อมบริบูรณ์ทุกประการแล้วก็เข้าไปถวายบังคมลา ยกพวกพลนิกายออกจากเมืองมิถิลามหานครไป ได้ตั้งค่ายและพลับพลาไปตามรายทาง ห่างกันชั่วระยะ 1 โยชน์ ให้มหาอำมาตย์ผู้กล้าแข็งกับพวกไพร่อยู่พิทักษ์รักษาไปทุกหมู่ทุกแห่ง ทรงกำชับไว้ว่า ถ้าพระมหากษัตริย์ของพวกเราพานางปัญจาลจันทีเสด็จมาถึงเวลาใด พวกท่านอย่าชักช้า ให้รีบผลัดเปลี่ยนช้างรถคชไกรส่งเสด็จกลับไปบ้านเมืองโดยเร็วพลัน ส่งต่อๆกันไปเป็นทอดๆจงรักษาพระมหากษัตริย์ของเราให้พ้นจากข้าศึกศัตรูให้จงได้ ครั้นตรัสดังนี้ทุกแห่งแล้ว ก็เสด็จล่วงมรรคาไปโดยลำดับ จนตราบเท่าถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งข้ามไปสู่เมืองอุตตปัญจาลนคร จึงรับสั่งให้อานันทมหาอำมาตย์เข้ามาสั่งว่า ท่านจงหาช่างไม้ 300 คน ขึ้นไปข้างเหนือน้ำ แล้วเร่งจัดเรือให้ได้ 300 ลำ และจัดหาไม้สำหรับสร้างพระนคร บรรทุกกล่องลงมาให้เต็มทุกลำเรือโดยเร็วพลัน อานันทมหาอำมาตย์ก็กระทำตามรับสั่งของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า พาพลโยธา 300 คน ขึ้นไปตามลำดับแม่น้ำข้างเหนือ เพื่อจะทำเรือขนไม้มาสร้างพระนคร ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จข้ามแม่น้ำจนไปถึงฝั่งข้างโน้น แล้วจึงทรงดำเนินไปด้วยพระบาท ทรงกระทำระยะทางด้วยย่างก้าวพระบาทไปทีละก้าวๆ สิ้นระยะทางได้กึ่งโยชน์ จึงทรงคิดว่า เราจะขุดมหาอุโมงค์ลงในที่นี้จนกระทั่งถึงพระนคร แล้วทรงดำเนินไปอีกสิ้นระยะทาง 100 เส้น ก็ถึงพระนคร จึงทรงกระทำที่สร้างพลับพลารับเสด็จพระเจ้าวิเทหราช และทรงกะว่าจะทำชังฆอุโมงค์ให้เป็นทางพอคนเดินได้ใต้ดิน ครั้นทรงกะการอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่เมืองอุตตรปัญจาลนครด้วยยศศักดิ์บริวารเป็นอันมาก
ราชา โพธิสตฺตสฺส อาคมนํ สุตฺวา ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ได้ทราบว่า พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จมา ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาภิรมย์ว่า จะสมความคิดของเราแล้ว ในครั้งนี้ มโหสถมาแล้วอย่างนี้ มิช้ามินานวิเทหราชก็จะตามมา เราก็จะจับฆ่าเสียทั้ง 2 คนให้สมกับความแค้นที่มีมาแล้วแต่หนหลัง ครั้งนั้น ชาวพระนครอุตตระทั้งสิ้น ก็แตกตื่นกันมาคอยดูพระบรมโพธิสัตว์เจ้า แล้วชมเชยว่า ท่านผู้นี้แหละเป็นผู้ที่มีนามว่า พระมโหสถบัณฑิตวิจิตรไปด้วยปรีชาญาณ ซึ่งกระทำให้กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์แตกหนีมา เหมือนกับบุคคลไล่ฝูงกาด้วยไม้ค้อนก้อนดิน ฉะนั้นท่านผู้มีรูปร่างอันสวยสมกับปัญญา มีท่าทางอันองอาจประหนึ่งว่า ราชสีห์ทั้งมีวัยหนุ่มแน่นกำลังแกล้วกล้า มหาชนทั้งหลายพากันซ้องสรรเสริญพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยประการฉะนี้ฯ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จไปโดยลำดับ จนตราบเท่าถึงประตูพระราชวัง ยังนายประตูให้ไปเปิดประตูแล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ที่เฝ้า ถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตแล้ว ก็ยืนเฝ้าอยู่นี่อันสมควรส่วนข้างหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตตรัสปราศรัยพอสมควรแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนมโหสถ สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจะเสด็จมาเมื่อใด พระบรมโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลว่า ขอพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจะเสด็จมาในเมื่อทรงได้รับข่าวจากข้าพระพุทธเจ้า จึงตรัสถามว่า การที่มโหสถล่วงหน้ามาก่อนนี้เพื่อประสงค์สิ่งใด ขอพระราชทาน การที่ข้าพระพุทธเจ้าล่วงหน้ามาก่อนนี้ก็เพื่อประสงค์จะสร้างพระราชนิเวศน์สำหรับเป็นที่ประทับของพระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการดีแล้ว ขอจงจัดแจงตามประสงค์เถิด ครั้นตรัสสั่งอย่างนี้แล้ว ก็พระราชทานสิ่งของทั้งปวง ให้เป็นเสบียงเลี้ยงหมู่เสนาที่มากับพระบรมโพธิสัตว์เจ้านั้นเป็นอันมาก ทั้งได้พระราชทานรางวัลให้แก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้า และที่พักอาศัยให้เป็นที่สบายใจ ตรัสสั่งว่า เจ้าจงพักผ่อนให้สบายอยู่ก่อนเถิด เมื่อเห็นว่า สิ่งใดสมควรทำ ก็จงกระทำตามชอบใจ จึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาดูการทั้งปวง แต่เมื่อแรกเข้ามาสู่ที่เฝ้า ได้เห็นว่า เชิงอัฒจันทร์ปราสาทนั้นไม่มั่นคง สมควรที่จะกระทำเสียใหม่ ถ้าพอพระหฤทัยให้ข้าพระพุทธเจ้าทำถวาย ข้าพระพุทธเจ้าก็จะทำเสียใหม่ให้แน่นหนาแข็งแรง เมื่อพระเจ้าจุลนีอนุญาตแล้ว จึงให้บ่าวไพร่ของพระองค์ยกอัฒจันทร์เก่าออก เอากระดานแผ่นหนาๆเข้ารับรองให้มิดชิดสนิทดี แล้วปูกระดานลงเป็นพื้นรองเชิงอัฒจันทร์อีกชั้นหนึ่ง ตั้งอัฒจันทร์ไว้บนกระดานนั้น เมื่อพระเจ้าจุลนีได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงโปรดปรานว่า เป็นการดีครั้นรุ่งเช้าขึ้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า จะให้ข้าพระพุทธเจ้าทำที่ตรงไหนให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสว่า ดูก่อนเจ้าปราชญ์ ยกเสียแต่พระราชวังของเราเท่านี้ นอกจากนี้เจ้าจงเลือกหาเอาตามชอบใจ ขอพระราชทาน เมื่อข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นแขกเมืองกระทำอย่างนี้ ขาวพระนครก็จะเข้ามากราบทูลพระองค์ว่า ข้าพระพุทธเจ้าไปจับจองเอาที่บ้านเรือนของเขา พระองค์จะทรงพระกรุณาประการใด จึงตรัสว่าดูก่อนเจ้าปราชญ์ เราได้ให้อนุญาตเป็นสิทธิ์ขาดแล้ว ใครจะกล่าวว่าประการใดก็อย่าเชื่อฟัง ขอพระราชทาน คนทั้งปวงจะเข้ามารบกวนกราบทูลพระมหากรุณาอยู่เนืองๆ จะทำให้เป็นที่ขัดเคืองฝ่าละอองธุลีพระบาท ถ้าพระองค์โปรดให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดตั้งนายประตูเสียใหม่ ก็จะเป็นการดีพระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า เจ้าจะจัดตั้งนายประตูใหม่ก็ตามใจเถิด พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ทรงตั้งคนของพระองค์ให้เป็นนายประตูพระราชวังทุกๆ//97//ประตูไป จนกระทั่งถึงเชิงอัฒจันทร์ และยอดอัฒจันทร์ ตรัสสั่งไว้ว่าอย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งเข้าไปในพระราชวังนี้ได้ เมื่อทรงจัดการอย่างนี้แล้วจึงเสด็จไปจับจองเอาพระราชวังของนางสลากเทวี ผู้เป็นพระราชชนนีแห่งพระเจ้าจุลนีนั้นก่อน ทำท่าจะให้พวกพลโยธารื้อพระราชวังเสีย
โปรดติดตามอ่านต่อ 7 ธ.ค.52

8ocdj
12-08-2009, 06:54 PM
พระราชเทวีก็มีพระราชเสาวนีย์ตรัสถามว่า ใครให้มารื้อบ้านของเราอย่างนี้ พวกพลโยธาก็บอกว่า พระมโหสถบัณฑิตเป็นผู้สั่งการให้มายึดเอาสถานที่นี้ทำพระราชวังสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช พระราชเทวีจึงทรงขอให้ไปจับจองที่อื่นแต่พวกพลโยธาก็ไม่เชื่อฟัง ได้กราบทูลว่า ที่อื่นมีแต่แคบๆ ไม่พอจะเป็นที่ประทับได้ จึงตรัสว่า พวกเจ้าไม่รู้จักหรือ เรานี้แหละคือพระราชมารดาของเจ้าจุลนี เราจะไปหาลูกของเราเดี๋ยวนี้ พวกพลโยธาของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็กล่าวว่า ยายจะเข้าไปก็ไปเถิด พวกเราจะต้องทำตามคำสั่งของพระมโหสถอย่างเดียว เมื่อพระราชเทวีได้ทรงฟังก็พิโรธดังเพลิงกัลป์ จึงรีบเสด็จออกจากพระราชวังไปเฝ้าโดยเร็วพลัน แต่พวกนายประตูได้ห้ามไว้เสียว่า ยายจะเข้าไปในพระราชวังนี้ไม่ได้เป็นอันขาด จึงตรัสว่าอ้ายพวกนี้มึงไม่รู้จักกูหรือ กูนี้แหละคือสมเด็จพระพันปีหลวง พวกนายประตูทั้งปวงตอบว่า ยายจะเป็นอะไรก็ช่างยายเป็นไร มีรับสั่งไว้ว่าไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปเป็นอันขาด ถ้ายายขืนเข้าไป หัวจะต้องหลุดเดี๋ยวนี้ สมเด็จพระราชเทวีก็จนพระทัย ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนคำนายประตูได้ จึงเสด็จกลับไปหาพระมโหสถ ตรัสถามว่า พระมโหสถจะให้รื้อบ้านเรือนของเราไปทำไม แต่พระมโหสถทรงนิ่งเสีย พวกพลโยธาของพระองค์จึงกราบทูลแทนว่า ยายเอ๋ย ท่านว่าให้ยึดเอาที่นี้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช พระราชเทวีจึงตรัสว่า เมืองนี้ใหญ่กว้างเป็นนักหนา จงพากันไปหาจับจองเอาที่อื่นเถิด เราจะให้ทรัพย์แก่พวกเจ้าแสนตำลึงพวกพลโยธีจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็จะเป็นไรมี แต่ว่ายายอย่าได้บอกใครให้รู้เรื่องนี้เป็นอันขาด เพราะถ้าคนทั้งหลายรู้แล้ว ก็จะมีแต่ผู้ให้ทรัพย์สินเงินทอง จะไม่ได้ ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสตอบว่าพวกเจ้าอย่าวิตกเลย เพราะเราเป็นถึงพระราชมารดา เมื่อเราให้ทรัพย์เป็นสินบนแก่พวกเจ้าอย่างนี้แล้ว เราก็ต้องละอาย และกลัวคนทั้งหลายจะนินทาว่าเสียแรงเป็นถึงพระราชมารดา ยังต้องมาเสียสินบนให้แก่พวกคนของพระเจ้าวิเทหราช เช่นนี้ ตรัสแล้วก็ยกทรัพย์แสนตำลึงให้แก่พวกพลโยธาของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ให้ถอยออกไปยึดเอาบ้านเกวัฏฏพราหมณ์อีก เกวัฏฏพราหมณ์ก็ขัดแค้น จึงรีบไปสู่พระราชวังเพื่อกราบทูลสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต แต่ก็โดนพวกนายประตูเอาซีกไม้ไผ่เพ่นลงที่หลังจนหลังแอ่นหนังกำพร้าขาดวิ่น สิ้นปัญญาที่จะเข้าไปจึงกลับมาขอให้สินบนแก่พวกนั้นอีกแสนตำลึง พระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ทรัพย์สินเป็นค่าไถ่บ้านโดยอาการอย่างนี้ ในวันเดียวได้ถึง 9 โกฏิกหาปณะ โดยไม่มีผู้ใดที่จะบอกกล่าวกันให้รู้ ก็มีในกาลนั้น
มหาสตฺโต สกลนคเร วิจาเรตฺวา ราชกุลํ อคมาสิฯ อถ นํ ราชา ปุจฺฉิ กิ ปณฺฑิต ลทฺธนฺเต วสนฏฐานนฺติฯ มหาราช อเทนฺตา นาม นตฺถิ อปิจ โข ปน เคเหสุ คณฺหนฺเตสุ กิลมนฺติ เตสํ ปิยวิปฺปโยคํ กาตุ อมฺหากํ พหินคเรติ
ดำเนินความว่า เมื่อพระมโหสถบรมโพธิสัตว์เจ้าได้เลือกหาที่สร้างพลับพลาทั่วพระนครแล้ว ก็เข้าเฝ้าพระเจ้าจุลนีพรหมทัต พระเจ้าจุลนีพรหมทัตจึงตรัสถามว่า ได้ที่สร้างพลับพลาแล้วหรือยัง กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะไปเอาที่ไหนเป็นได้ทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งขัดขืนเลย แต่ข้าพระพุทธเจ้ามานึกว่า การทำให้ผู้อื่นลำบากด้วยที่อยู่ที่กินนั้นเป็นการไม่สมควร จึงคิดว่า สมควรจะไปยึดเอาที่นอกพระนคร ห่างจากพระนครไปประมาณสัก 100 เส้น และห่างจากแม่น้ำทางโน้นกึ่งโยชน์ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ที่นั้นจะเหมาะดีกว่าในพระนครทั้งสิ้น จึงทรงพระดำริว่า อันการที่จะรบพุ่งกันนอกพระนครนั้น เป็นการสบาย ถ้าจะรบพุ่งกันในพระนครก็เป็นการยุ่งยาก เสนาของเขากับของเราอาจจะปะปนกัน ถ้าเราให้มโหสถไปจัดที่รับพระเจ้าวิเทหราชไว้นอกพระนครนั้นเป็นการดีมาก ครั้นทรงพระดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนมโหสถ เมื่อเห็นว่านอกพระนครดี ก็จงไปจัดตามชอบใจเถิด พระบรมโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลว่า ขอพระราชทานถ้าอย่างนั้น ขอจงทรงห้ามผู้คนอย่าให้ไปวี่แววในที่ที่ข้าพระพุทธเจ้ากระทำการเป็นอันขาดเพราะกลัวจะเกิดทะเลาะวิวาทกันขึ้น ซึ่งจะทำให้พระองค์และข้าพระพุทธเจ้าไม่เป็นสุข ตรัสตอบว่า ดูก่อนมโหสถ ความคิดนี้ดีนักหนา พ่อจงตั้งค่ายวางทหารป้องกันคนไปมาเสีย อย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งสัญจรไปมาได้ จึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ยังมีการขัดข้องอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือฝูงช้างของข้าพระพุทธเจ้าย่อมพอใจลงเล่นน้ำหนักหนา เมื่อช้างลงเล่นน้ำขุ่นก็จะเป็นที่ระคายเคืองแก่ชาวเมือง พระองค์จะทรงพระกรุณาสถานใด จึงตรัสว่า ดูก่อนมโหสถ เรื่องนี้เรารับรอง ไม่ต้องให้เป็นที่หนักใจของเจ้า เจ้าจงทำไปตามชอบใจเถิด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ถวายบังคมลา พาบริวารของพระองค์ออกจากพระนครไปสู่ที่ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดไว้แล้วว่า จะสร้างเป็นพลับพลาขึ้น
เภริญฺจาราเปตฺวา ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ก็มีพระดำรัสให้ตีกลองร้องป่าวแก่ชาวพระนครว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งออกไปสู่ที่ซึ่งมโหสถบัณฑิต จะตกแต่งพระนครเลยเป็นอันขาด ถ้าใครขืนไป จะต้องถูกปรับไหมพันตำลึง จำเดิมแต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่งจะวี่แววไปสู่ที่นั้นได้เป็นอันขาด ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ครั้นได้โอกาสถนัดแล้ว พระองค์ก็ทรงตั้งพระทัยคิดอ่านจัดแจงงานทั้งปวงที่ริมฝั่งแม่น้ำข้างโน้นซึ่งตรงกันข้ามกับที่ตั้งพระนครนั้น พระองค์ตั้งบ้านขึ้นบ้านหนึ่ง สำหรับเป็นที่พักช้างม้า โคเกวียน ตลอดถึงราชรถทั้งหลาย แล้วได้โปรดให้พลโยธาหกพันคน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสามารถด้วยประการทั้งปวงให้ขุดอุโมงค์อันใหญ่หลวง ทำปากประตูอุโมงค์ลงที่แม่น้ำนั้น เอาดินที่ขุดไว้ออกมาใส่กระสอบหนังใหญ่ๆ เทลงไปในแม่น้ำ แล้วให้ช้างลงเหยียบย่ำให้แหลกเหลวไหลไปตามกระแสน้ำ พวกชาวพระนครที่อยู่ใต้น้ำก็เกิดความสงสัยว่า เหตุไรน้ำจึงขุ่นเช่นนี้ ก็มีผู้บอกเล่าต่อๆ กันไปว่า ช้างของมโหสถลงเล่นน้ำ ด้วยเดชานุภาพแห่งโพธิสมภารบารมี ซึ่งพระองค์ในได้อบรมมาแล้วในอเนกชาตินั้น บันดาลไม่ให้มีสิ่งที่กีดขวางทั้งสั้นเกิดขึ้น เป็นต้นว่า รากไม้ใหญ่ก็จมลงไปในแผ่นดินหมด พลโยธาก็ขุดดินได้สะดวกง่ายดาย ประตูที่จะเข้าไปสู่อุโมงค์เล็กในพระนครที่สร้างขึ้นใหม่ ให้พวกพลโยธาอีก 3 พันคนรับหน้าที่กระทำ ดินที่ขุดขึ้นจากอุโมงค์เล็กนั้นให้ขนเอาลงไปเทในที่จะตั้งพระนครใหม่ พวกพลโยธาซึ่งมีหน้าที่สร้างพระนครนั้น ก็เอาดินเหล่านั้นไปทำเป็นอิฐก่อกำแพงพระนครและทำเป็นสิ่งอื่นๆ อีก 2 ข้างอุโมงค์ใหญ่นั้น ทำฝาผนังแล้วไปด้วยอิฐ สูงได้ 18 ศอก โบกด้วยปูนเป็นอันดี เพดานอุโมงค์นั้นปูด้วยแผ่นกระดาน เขียนด้วยลวดลายต่างๆ ประดับไปด้วยพวงดอกไม้เป็นทิวแถว 2 ข้างอุโมงค์ใหญ่นั้นได้มีดวงประทีป ซึ่งมีสายยนต์แล่นถึงกันขึ้นตลอดไปตามทางในชั่วระยะทาง 100 เส้นนั้น จัดให้มีห้องบรรทมถึงร้อยเอ็ดห้องสำหรับกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ภายในห้องทั้งปวงนั้น จัดตั้งพระแท่นใหญ่ๆไว้สำหรับเป็นที่บรรทม ปูลาดไปด้วยเครื่องลาดอันวิจิตร และมีที่นั่งเป็นพระแท่นใหญ่ๆอีกร้อยเอ็ดพระแท่น ภายในห้องเหล่านั้นล้วนแต่ให้ช่างวาดรูปภาพอันเป็นที่เพลิดเพลินเจริญตาทั้งนั้น ส่วนฝาผนังก็ให้ช่างเขียนรูปต่างๆ คือ เขียนเป็นรูปพระอินทร์ รูปพระพรหม รูปเทพบุตร รูปเทพธิดา อันกำลังเชยชมทิพยสมบัติอยู่ในวิมานต่างๆ ทั้งให้เขียนรูปภูเขาทั้ง 7 ชั้น อันล้อมรอบเขาสิเนรุราช และให้เขียนรูปทวีปใหญ่ทั้ง 4 รูปป่าหิมพานต์ รูปมหาสมุทรทั้ง 7 ดูเป็นที่สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ ใครได้เห็นแล้วก็เป็นขวัญตา ให้เขียนรูป พระจันทร์ พระอาทิตย์ รูปสวรรค์ ทั้ง 6 ชั้นและ 2 ข้างอุโมงค์ใหญ่นั้น ให้ตั้งร้านตลาดไปเป็นแถว ที่ประตูอุโมงค์นั้น ทำให้เป็นประตูยนต์สูง 18 ศอกขึ้นเป็นคู่ๆ กัน ถึง 80 ประตู ประตูน้อยอีก 64 ประตู ซึ่งล้วนแต่มีสายยนต์แล่นตลอดถึงกันทั้งนั้น ส่วนพวกช่างไม้ที่ขึ้นไปทำเรือน และตัดเครื่องไม้ล่องลงมาสร้างพระนครใหม่นั้น ก็พากันตั้งใจกระทำการงานจนสำเร็จสมประสงค์ พระนครใหม่นั้น มีกำแพงสูงได้ 18 ศอก ประกอบด้วยค่ายคูประตูหอรบอันแน่นหนา มีคูล้อมพระนครถึง 3 ชั้น คือคูน้ำชั้นหนึ่ง คูโคลนชั้นหนึ่ง คูแห้งชั้นหนึ่ง ภายในพระนครนั้น ประกอบด้วยพระตำหนักใหญ่น้อยเป็นถ่องแถว เป็นหลั่นเป็นชั้น มีทั้งโรงช้าง โรงม้า โรงราชรถ โรงครัว และโรงเก็บสิ่งของทั้งปวง พระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ทำการทั้งปวง ดังที่แสดงมาแล้วสำเร็จลงโดยกำหนดเวลาได้ 4 เดือนเต็ม
อถ มหาสตฺโต ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงจัดส่งราชทูตให้ไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ก็ทรงยกจตุรงคเสนาออกจากมิถิลามหานครมาโดยสถลมารคกระทั่งถึงฝั่งแม่น้ำ พระมหาสัตว์เจ้าก็จัดต้อนรับลงสู่เรือขนานข้ามแม่น้ำไปประทับในพระนครที่สร้างใหม่นั้น ครั้นถึงเพลาเย็นวันนั้น สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจึงรับสั่งให้ราชทูตจำทูลพระราชสาส์นไปถึงพระเจ้าจุลนีพรหมทัตใหทราบว่า พระองค์ได้เสด็จมาถึงแล้วพระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็ทรงพระโสมนัสปรีดาว่า ทีนี้แหละสำเร็จความประสงค์ของเราแล้ว เราจะจับพระเจ้าวิเทหราชกับมโหสถฆ่าเสียในเวลาพรุ่งนี้เช้า แล้วจะดื่มเหล้าชัยบานให้สนุกสนานตามชอบใจ ครั้นทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งราชทูตว่า การที่พระเจ้าวิเทหราชเสด็จมาในครั้งนี้ เป็นการเสด็จมาดี เราจะหาฤกษ์แล้วจะส่งพระราชธิดาออกไปถวายให้สมกับพระราชประสงค์ ราชทูตก็ถวายบังคมลากลับไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ตรัสว่า วันนี้ฤกษ์ดีแล้ว ราชทูตจงไปกราบทูลให้ทรงทราบเถิด ราชทูตก็กลับไปกราบทูลตามพระราชบัญชา พระเจ้าจุลนีจึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น เราจะก็จะจัดส่งพระราชธิดาออกไปเดี๋ยวนี้ ครั้นตรัสแล้วท้าวเธอก็ทรงให้อาณัติสัญญาแก่กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ว่า ท่านทั้งปวงจงตรวจเตรียมพลโยธาสรรพไปด้วยสาตราวุธ ออกไปล้อมพระนครของพระเจ้าวิเทหราชให้ทันในวันนี้จงได้ ในขณะนั้น กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ก็ยกจตุรงคเสนาออกจากพระนครไปโดยพร้อมเพรียงกัน ส่วนสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตนั้น จึงทรงจัดให้พระราชมารดากับพระอัครมเหสี และพระราชโอรส พระราชธิดา ไปรวมอยู่ในมหาปราสาทของพระองค์เสร็จแล้ว พอถึงเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จยกทัพหลวงออกไปล้อมพระนครของพระเจ้าวิเทหราชไว้
โพธิสตฺโตปิ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทรงจัดการเลี้ยงดูพระเจ้าวิเทหราชกับพลโยธาที่ตามเสด็จมาให้อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็ให้ไปพักผ่อนในที่พักนั้นๆ ตามสบาย ส่วนสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตก็ล้อมพระนครไว้ด้วยกำแพง 4 อย่างคือ กำแพงทะแกล้ว กำแพงรถ กำแพงม้า กำแพงเสนาเดินเท้า พลโยธาของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตกำหนดได้ 18 อักโขภินี ล้วนแต่สรรพไปด้วยสาตราวุธ พอถึงเวลากลางคืน ก็จุดคบเพลิงสว่างไสว อย่างประหนึ่งเป็นเวลากลางวัน
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 14 ธ.ค.52

8ocdj
12-14-2009, 07:23 PM
ต่อจาก 8 ธ.ค.52
ตํ ญตฺวา มหาสตฺโต พระมหาสัตว์เจ้ารู้ประจักษ์แจ้งว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้เสด็จออกจากพระนครแล้ว จึงตรัสสั่งพลโยธาของพระองค์ 300 คนว่า พวกเจ้าจงพากันลงอุโมงค์เล็กไปจับเอากษัตริย์ทั้ง 4 คือ พระมารดาพระเจ้าจุลนี และพระอัครมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา ออกมารักษาไว้ในที่ใกล้ประตูอุโมงค์ใหญ่ริมแม่น้ำโดยเร็วไว จวนเวลาที่พระเจ้าวิเทหราชจะเสด็จ จึงให้ออกไปไว้ ณ ท้องพระโรงใหญ่ริมประตูอุโมงค์เดี๋ยวนี้
พวกพลโยธาเหล่านั้น ได้รับคำสั่งของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้ว พากันลงอุโมงค์เดินไปจนสิ้นระยะทาง 100 เส้น ก็ถึงซึ่งอัฒจันทร์ที่มหาปราสาทของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต รื้อที่ตั้งอัฒจันทร์นั้นขึ้นแล้ว ก็พากันไปจับผู้คนที่มีอยู่ภายในพระราชวังทั้งสิ้น ผูกมัดมือและเท้าปิดหูปิดปากไว้แล้ว จึงพากันเที่ยวค้นหากินเครื่องเสวยต่างๆ ตามชอบ เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้ว ที่เหลือก็สาดเสียเทเสีย ทุบต่อยภาชนะใช้สอยเสียแหลกราน แล้วจึงพากันขึ้นไปถึงที่ประทับของกษัตริย์ทั้ง 4 กราบทูลพระราชชนนี้ของพระเจ้าจุลนีว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า บัดนี้พระเจ้าอยู่หัวจับพระเจ้าวิเทหราชและมโหสถฆ่าเสียแล้ว จะเสวยเหล้าชัยบานพร้อมด้วยกษัตริย์และราชบริพารทั้งปวง จึงตรัสใช้ให้ข้าพระพุทธเจ้ามาอัญเชิญพระองค์ทั้ง 4 ให้เสด็จไปในเพลาราตรีวันนี้ กษัตริย์ทั้ง 4 ก็ทรงเชื่อว่าเป็นจริง จึงเสด็จลงปราสาทชั้นบน แต่พอถึงอัฒจันทร์ก็ถูกเชิญลงไปในอุโมงค์ กษัตริย์ทั้ง 4 จึงตรัสว่า หนทางนี้เราไม่เคยเดิน พวกนั้นกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ทางนี้เป็นมงคลวิถี ต่อเมื่อใดมีการมงคลอันใหญ่หลวง จึงสมควรจะเสด็จตามทางนี้ กษัตริย์ทั้ง4 พระองค์นั้นก็ทรงเข้าพระทัยว่าจริง จึงเสด็จลงสู่อุโมงค์ พวกพลโยธาเหล่านั้นก็แบ่งกันออกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งคุมกษัตริย์ทั้ง 4 นั้นไป อีกพวกหนึ่งย้อนกลับไปสู่พระราชวัง ขนเอาแก้วแหวนเงินทองตามที่ต้องการปรารถนาจมหมดสิ้น ส่วนกษัตริย์ทั้ง 4 เมื่อเสด็จไปถึงอุโมงค์ใหญ่ ก็ทรงเข้าพระทัยว่า ที่อันนี้คงเป็นที่ประพาสเล่นแห่งพระมหากษัตริย์ของเรา พอเสด็จไปถึงปากประตูอุโมงค์ริมน้ำ พวกพลโยธาก็ให้กษัตริย์ทั้ง 4 ทรงประทับอยู่ในห้องใหญ่ห้องหนึ่ง แล้วใช้ให้พรรคพวกไปทูลแจ้งแก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระบรมพระโพธิสัตว์เจ้าได้เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช ซึ่งกำลังตั้งพระหฤทัยคอยทอดพระเนตรพระนางปัญจาลจันที อยู่ที่ช่องพระแกลว่า บัดนี้แลพระเจ้าจุลนีจะส่งพระราชธิดาออกมาให้แก่เรา แต่พอท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นพวกพลโยธามาล้อมพระนครอยู่แน่นหนา สว่างไสวไปด้วยคบเพลิงมากกว่าหมื่นกว่าแสน ก็ทรงประหลาดพระทัย จึงทรงปรึกษากับเหล่านักปราชญ์ทั้งปวงว่า เหตุไรพวกพลโยธาจึงมาล้อมพระนครเราไว้แน่นหนาถึงเพียงนี้
เสนกจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ชะรอยพระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้อัญเชิญพระราชธิดาออกมาแล้ว ปุกกุสกราบทูลว่า ชะรอยพวกเหล่านี้จะเป็นพวกที่ออกมาพิทักษ์รักษาพระองค์ ผู้เป็นแขกเมืองให้สมกับพระเกียรติยศของพระองค์ แต่ในไม่ช้าพระเจ้าวิเทหราชกับอำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายก็รู้แน่ว่า เป็นกองทัพที่จะมาล้อมจับ ต่างก็กลัวตายจนหาที่เปรียบมิได้ ในลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราช จึงตรัสถามพระบรมโพธิสัตว์เจ้าว่า
ดูก่อนมโหสถ พวกเสนาที่มาแวดล้อมนี้จะดีร้ายประการใด
ขอพระราชทาน ขอพระองค์จงทรงทราบเถิดว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้เสด็จยกกองทัพออกมาล้อมไว้ เพื่อจะจับพระองค์ฆ่าเสียในวันพรุ่งนี้เช้า
ในเวลานั้นยิ่งเพิ่มความกลัวตายให้แก่คนทั้งปวง มีพระเจ้าวิเทหราชเป็นประธาน พระเจ้าวิเทหราชทรงกระวนกระวายพระทัยจนแทบไม่ได้สติสมปฤดี ถึงกับทรงพระกันแสง
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทานความคิดของพระองค์ที่ทรงคิดไว้กับนักปราชญ์ทั้ง 4 นั้น ได้ถูกทำลายเสียแล้วพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นอำมาตย์ผู้ภักดีต่อพระองค์ ได้กราบทูลคัดค้านพระองค์ไว้แล้วมิใช่หรือ ก็บัดนี้พระองค์จงให้นักปราชญ์ทั้ง 4 ซึ่งเป็นผู้มีความคิดรักษาพระองค์เถิด เวลานี้พระองค์ตกอยู่ในเงื้อมมือของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตแล้ว เหมือนกับเนื้ออันตกอยู่ในเงื้อมมือของนายพรานแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบทูลไว้แล้วว่า ถ้าพระองค์ทรงลุ่มหลงพระราชธิดา ขืนเสด็จมาสู่อุตตรปัญจาละแล้ว ก็จะถึงซึ่งความพินาศ เหมือนกับเนื้ออันเสียชีวิต เพราะความลุ่มหลงนางเนื้อชนวนของนายพราน ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับปลา อันเห็นแก่เหยื่อซึ่งกลืนเบ็ดเข้าไป ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับเนื้ออันหลงเข้าไปในละแวกบ้าน ฉะนั้น แต่พระองค์หาได้ทรงเชื่อฟังคำของข้าพระพุทธเจ้าเลย ขอพระราชทาน ขึ้นชื่อว่า การคบหากับคนพาล ดังเช่นเกวัฏฏพราหมณ์นั้น ย่อมมีแต่จะถึงซึ่งความทุกข์ เหมือนกับบุคคลจับงูเห่าใส่พกไว้ ฉะนั้น การคบหากับบัณฑิตผู้มีความรู้และความประพฤติดี ย่อมมีแต่ความสุขทุกเวลา
เมื่อสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับดังนี้ ก็ทรงน้อยพระทัยว่า มโหสถนี้ลำเลิกโทษของเราเสียแล้วและทรงพระดำริว่า การที่มโหสถว่ากล่าวข่มขี่เราไว้แต่ก่อนนั้น ก็เพราะมองเห็นภัยในอนาคตเช่นนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนมโหสถ ธรรมดานักปราชญ์ย่อมไม่ยกเอาโทษที่ล่วงแล้วมากล่าวเสียดแทงผู้อื่น เพราะฉะนั้น ขอพ่ออย่ายกเอาโทษในอดีตมาว่ากล่าวเสียดแทงบิดาเลย ถ้าพิจารณาเห็นอุบายที่จะช่วยให้บิดาพ้นทุกข์ได้ในครั้งนี้ ก็จงช่วยเถิด บิดาเห็นว่า นอกจากเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดจะช่วยได้
ขอพระราชทาน กาลครั้งนี้ สุดความคิดของมนุษย์แล้ว เว้นแต่มีช้างหรือม้าตัวประเสริฐ ครุฑหรือยักษ์ที่จะมารับพาเหาะไปทางอากาศนั้นแหละ จึงจะพ้นจากข้าศึกได้ สำหรับข้าพระพุทธเจ้าเป็นอันหมดความสามารถแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชก็ทรงอัดอั้นตันพระหฤทัย ไม่สามารถจะตรัสจำนรรจาต่อไปได้ เสนกจึงอ้อนวอนพระบรมโพธิสัตว์เจ้าต่อไปว่า ข้าแต่เจ้าปราชญ์ บุคคลที่สำเภาแตก กำลังว่ายน้ำอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรซึ่งแลไม่เห็นฝั่ง เมื่อลอยไปตามกระแสน้ำ ถึงที่ตื้นแล้วจึงจะได้ความสุขฉันใด พระมหากษัตริย์กับข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ ก็มีอุปไมยฉันนั้น ส่วนตัวท่านซึ่งเป็นผู้เลิศด้วยความคิดจงทำตัวให้เป็นเหมือนที่ตื้น เพื่อให้พระมหากษัตริย์กับข้าพเจ้าทั้งปวงได้หยุดยืนพอได้ความสุขเถิด เมื่อครั้งพระเจ้าจุลนีพรหมทัตกรีฑาทัพไปล้อมพระนครของเราไว้ ท่านก็ได้ปลดเปลื้องให้คนทั้งปวงรอดพ้นความตายไปได้
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงตอบว่า ดูก่อนเสนก อันครั้งกระโน้นเราพอช่วยได้ แต่มาบัดนี้ เราหมดความสามารถที่จะช่วยแล้ว เว้นแต่มีผู้วิเศษ มาพาเหาะไปเท่านั้นแหละจึงจะพ้นไปได้
ในลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชก็ทรงผันพระพักตร์ไปปรับทุกข์กับเสนกด้วยถ้อยคำต่างๆ
เสนกจึงดำริว่าพระมหากษัตริย์ทรงเห็นเป็นประการใด จึงมาปรับทุกข์กับเราผู้เป็นเหมือนกับคนตาบอดเช่นนี้ เราจะต้องกราบทูลไปตามความคิดของเรา ครั้นคิดแล้วจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ข้าพระบาทคิดเห็นว่า ควรจะปิดประตูปราสาทเสีย เอาไฟจุดปราสาทขึ้น แล้วพวกเราถือเอามีดคนละเล่มๆ ตลุมฟันกันให้ตายเสีย ดีกว่าจะให้พระเจ้าจุลนีจับเอาไปฆ่า เราเอาปราสาทนี้แหละเป็นเชิงตะกอน
จึงทรงนึกว่า เชิงตะกอนเช่นนี้ให้เสนกเอาไปทำให้แก่บุตรภรรยาของเจ้าเถิด จึงหันไปตรัสถามปุกกุสว่า จะทำประการใดดี ปุกกุสกราบทูลว่า ควรจะกินยาพิษให้ตายเสียดีกว่า แล้วตรัสถามกามินท์และเทวินท์ต่อไป กามินทร์กราบทูลว่าพวกเราควรจะผูกคอตายเสียดีกว่า เทวินทร์กราบทูลว่า ควรจะอ้อนวอนมโหสถให้ช่วย ถ้ามโหสถช่วยไม่ได้แล้ว ก็จงทำตามอุบายของเสนกเถิด เพราะเป็นอุบายดีกว่าอุบายทั้งปวง
พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับถ้อยคำของนักปราชญ์ทั้ง 4 ดังนี้แล้ว ก็ทรงพระกันแสงคร่ำครวญว่า ธรรมดาคนที่หาแก่นต้นไม้จากต้นกล้วย หรือต้นงิ้วไม่ได้ดังประสงค์ฉันใด เราก็หาอุบายให้พ้นจากพวกคนโง่ มีเสนกเป็นต้น ก็ไม่ได้เหมือนกันฉันนั้น เราคบกับพวกเสนก ย่อมเหมือนกับช้างสารอันตกอยู่ในที่ซึ่งหาน้ำไม่ได้ มีแต่จะถึงซึ่งความตายฉะนั้น เออ ตัวเรานี้ได้เลี้ยงนักปราชญ์ไว้ถึง 5 คน แต่จะเอาเป็นที่พึ่งสักคนหนึ่งก็ไม่ได้ เวลานี้เรารู้นึกว่าตัวของเราหวั่นไหวไปหมด เหมือนกบไปในสำเภาอันถูกลมพัดในคอของเราก็รู้สึกแห้งผาก ในท้องของเราก็รู้สึกเหมือนกับเตาอบแห่งช่างทองฉะนั้น ท้าวเธอไม่ทรงทราบว่าจะทำประการใด ได้แต่ทรงพระกันแสงคร่ำครวญด้วยถ้อยคำต่างๆ ดังแสดงมานี้
ตํ สุตฺวา ปณฺฑิโต อยํ ราชา อติวิย กิลมติ สเจ น นํ อสฺสาเสสฺสามิ หทเยน ผลิเตน มริสฺสตีติ จินฺเตตฺวา อสฺสาเลติ ฯ ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
ตโต โส ปณฺฑิโต ธีโร อตฺถทสฺสึ มโหสโถ
เวเทหํ ทุกฺขิตํ ทิสฺวา อิทํ วจนมพฺรวีติ.
ดำเนินความว่า พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้ทรงสดับถ้อยคำพิไรรำพัน แห่งสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชดังนั้น จึงทรงพระดำริว่า พระมหากษัตริย์นี้ทรงลำบากพระหฤทัยยิ่งนัก ถ้าแม้ว่าเราจะนิ่งเสียมิได้โลมเล้าเอาพระทัยของท้าวเธอในบัดนี้ ท้าวเธอก็จักมีพระหฤทัยแตกทำลาย
ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน พระองค์อย่าได้ทรงครั่นคร้ามสิ่งใดเลย ข้าพระบาทจะปลดเปลื้องพระองค์ให้พ้นภัยในครั้งนี้ให้จงได้ ให้มีอุปไมยดังเทพยดาผู้มีฤทธิ์ปลดเปลื้องเสียซึ่งพระจันทร์พระอาทิตย์ ให้พ้นจากปากอสุรินทราหู หรือเหมือนดังเทพยดาอันมีกำลังมากยกช้างสารอันจมอยู่ในเมือกตม หรือเหมือนดังบุคคคลอันปล่อยงูเสียจากกระโปรง ปล่อยนกเสียจากกรง ปล่อยปลาเสียจากแหฉะนั้น ข้าพระบาทนี้แหละจะเปลื้องพระองค์ด้วยอำมาตย์ราชเสนาพลโยธาทั้งปวง ให้พ้นจากอันตรายในครั้งนี้ ขอพระองค์อย่าทรงตกพระทัยเลย พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทจะกำจัดเสียซึ่งพลโยธาของพระเจ้าจุลนีพรหมทัต เหมือนกับบุคคลอันไล่กาหนีด้วยไม้ค้อนก้อนดินฉะนั้น อำมาตย์ผู้มีปัญญาดังข้าพระบาทนี้ เมื่อเปลื้องเจ้านายผู้ตกทุกข์ไม่ได้แล้วจะนับว่ามีปัญญาอย่างไรได้ ข้าพระบาทได้ล่วงหน้ามาก่อนพระองค์ ก็เพื่อประสงค์จะมาจัดการป้องกันอันตรายทั้งสิ้น จะมาโลเลเหลาะแหละลุ่มหลงด้วยมาตุคามนั้นหามิได้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงสะดุ้งตกพระทัยเลย พระพุทธเจ้าข้า
ครั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า กราบทูลอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยราชบริพารทั้งปวงก็แสนที่จะชื่นชมโสมนัสปรีดา
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 22 ธ.ค.52

8ocdj
12-22-2009, 07:26 PM
ต่อจาก 14 ธ.ค.52
เสนกอาจารย์จึงถามขึ้นว่า ข้าแต่เจ้าปราชญ์ ท่านจะพาข้าพเจ้าทั้งปวงไปให้พ้นจากข้าศึกได้ด้วยวิธีใด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสว่า เราจะพาไปด้วยวิธีนำลงไปในอุโมงค์อันประดับประดาไว้ดีแล้ว ขอจงรีบพากันจัดการอย่าให้เนิ่นช้า ครั้นตอบอย่างนี้แล้ว พระบรมโพธสัตว์เจ้าก็ให้พลโยธาของพระองค์ เปิดประตูอุโมงค์และห้องประทีบทั้งปวงขึ้น ให้เห็นปรากฏสว่างไสวรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์ จึงอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชให้เสด็จลงจากปรางค์ปราสาท โดยเร็วพลัน ส่วนเสนกอาจารย์ ได้ถอดหมวก แล้วจัดแจงนุ่งผ้าโจงกระเบนเหน็บรั้งหาผ้าพันพะรุงพะรัง พระบรมโพธิสัตว์เจ้า จึงถามว่า ทำอะไรกันอย่างนี้เล่าเสนกตอบว่า ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะลงไปในอุโมงค์ได้หรือ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงตอบว่า ท่านอย่าเข้าใจอย่างนั้น อันอุโมงค์ของเรานี้สูงถึง 18 ศอก มีประตูอันกว้างขวาง ท่านจะขึ้นช้างหรือขึ้นม้าหรือรถไปก็ได้ ไม่มีขัดข้องประการใด ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อนเถิด ครั้นให้เสนกออกหน้าไปแล้ว ก็ให้พระมหากษัตริย์เสด็จไปในท่ามกลาง ส่วนพระองค์เสด็จไปข้างหลัง อำมาตย์ราชเสนาทั้งปวงแห่ห้อมล้อมไปในเบื้องซ้าย เบื้องขวา เบื้องหน้า เบื้องหลัง ดูคับคั่งไปในอุโมงค์ พลโยธาเหล่านั้นเดินพลางกินพลาง ซึ่งโภชนาหารพฤกษาหารขนมนมเนยต่างๆ ซึ่งมีอยู่ใน 2 ฟากข้างอุโมงค์ สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตรเห็นอุโมงค์อันวิจิตรบรรจงดังเทวสถานในสวรรค์ ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาเบิกบานหรรษาภิรมย์ ทรงดำเนินพลางชมพลาง ตามระยะทางพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้คอยทูลอัญเชิญให้รีบด่วนเสด็จ จนกระทั่งถึงโรงกลมกว้างใหญ่อันมีในที่ใกล้ประตูอุโมงค์ด้านริมน้ำ เมื่อสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช เสด็จออกจากอุโมงค์พร้อมด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้ว กษัตริย์ทั้ง 4 มีพระสลากเทวีเป็นต้น ได้ทอดพระเนตรเห็น เข้าพระทัยว่าตนได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึกแล้ว ต่างองค์ต่างสะดุ้งกลัวต่อความตาย ทรงร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงหวีดหวาด เวลานั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนดึกสงัด สมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ซึ่งล้อมอยู่ด้านข้างแม่น้ำ ไกลจากที่นั้นได้ 100 เส้น ก็ทรงได้ยิน เกือบจะออกพระโอษฐ์ว่า ดูเหมือนเสียงพระนางนันทาอัครมเหสีของเรา แต่ก็ทรงอดกลั้นไว้เสียด้วยกลัวพลโยธาจะว่าเป็นห่วงเมีย ถึงกับได้ยินเสียงอื่นว่าเป็นเหมือนเสียงเมีย
ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ทูลปลอบกษัตริย์ทั้ง 4 นั้นให้หายสะดุ้งพระหฤทัยแล้ว จึงจัดการอภิเษกพระนางปัญจาลจันที กับสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชที่โรงกลมอันกว้างใหญ่ แล้วก็อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชและกษัตริย์ 4 พระองค์ เสด็จลงเรือพระที่นั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชว่า ขอพระราชทาน ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาแก่ปัญจาลกุมารว่า เป็นพระเจ้าน้องของพระนางปัญจาลจันทีให้เหมือนกับพระเจ้าน้องของพระองค์เถิด จงทรงพระกรุณาต่อพระนางเจ้า ผู้เป็นพระอัครมเหสีผู้เป็นพระมารดาของพระนางปัญจาลจันที นี้ไปให้เหมือนกับพระมารดาของพระองค์ จงทรงพระกรุณาพระนางปัญจาลจันทีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ตามเยี่ยงอย่างขัตติยประเพณีเถิด ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสเรียกพระโพธิสัตว์เจ้า ให้ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย แต่พระองค์กราบทูลว่า
ข้าพระบาทยังไปไม่ได้ ขอพระองค์กับราชเสวกทั้งปวงจงเสด็จล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพระบาทจะย้อนกลับหลังเสียก่อน เพราะเหตุว่า พลโยธาซึ่งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าพากันหลับนอนไม่รู้ตัวก็มีอยู่มาก ข้าพระบาทจะนำพลโยธาทั้งสิ้นกลับมาจากพระนครที่สร้างใหม่นั้นให้หมดในคืนวันนี้ ขอพระองค์จงเชิญเสด็จไปโดยเร็วพลัน ข้าพระพุทธเจ้า ได้จัดพลช้าง เมื่อพระองค์ขึ้นจากเรือพระที่นั่งแล้ว จงเร่งพลโยธาไปให้ถึงกรุงมิถิลาโดยเร็วพลัน
สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจึงตรัสว่า พ่อมโหสถเอ๋ย พ่ออย่ากลับไปต่อสู้กับพระเจ้าจุลนีพรหมทัต เพราะโยธาของเรามีน้อยอาจถึงซึ่งปราชัย
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ถึงข้าพระบาทจะมีพลโยธาน้อยก็ตาม แต่ถ้ามีปัญญามากแล้วก็อาจต่อสู้กับคนหมู่มากได้เหมือนกับพระอาทิตย์ดวงเดียวยังต่อสู้กับความมือทั้งปวงได้ ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็ถวายบังคมลาไปสู่พลับพลาที่สร้างขึ้นใหม่นั้น
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าวิเทหราช ทรงระลึกถึอุปการคุณของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า และทรงสรรเสริญพระโพธิสัตว์เป็นนักหนาว่า ได้พ้นจากเงื้อมมือข้าศึกก็เพราะมโหสถ ครั้นเสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่งแล้ว ก็ขึ้นทรงช้างพระที่นั่งเสด็จไป เมื่อเสด็จลงจากช้างพระที่นั่งแล้ว ก็ทรงขึ้นม้าพระที่นั่งและรถพระที่นั่ง เสด็จผลัดเปลี่ยนไปเป็นทอดๆ จนล่วงเสียซึ่งหนทางอันไกล 100 โยชน์จึงบรรลุถึงซึ่งกรุงมิถิลามหานคร
อุมฺมงฺคทฺวารํ คนฺตฺวา ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้า เวลาเสด็จกลับไปถึงประตูอุโมงค์แล้ว ก็ทรงถอดพระแสงขรรค์ออกหมกไว้ที่หาดทราย แล้วจึงเสด็จเข้าสู่อุโมงค์ไปจนกระทั่งถึงนครที่สร้างใหม่ แล้วก็ทรงอาบน้ำชำระพระองค์ เสวยพระกระยาหารเป็นสุขสำราญแล้ว จึงเสด็จขึ้นสู่ที่บรรทม ทรงรำถึงถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ บัดนี้ความประสงค์ของเราได้สำเร็จถึงที่แล้ว ไม่เสียแรงเสียเวลาที่เราได้อุตสาหะกระทำมาจนเต็ม 4 เดือน ไม่เคลื่อนคลา ครั้งรงพระดำริอย่างนี้แล้ว ก็บรรทมหลับไปบนพระแท่นที่สิริไสยาสน์ในกาลครั้งนั้น
อถสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน จุลฺลนี ราชา ฝ่ายว่าสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้เป็นพระบรมกษัตริย์อันทรงศักดาเดช เป็นมหิสราธิเบศร์มิ่งมงกุฎอุตมาธิบดี ในกรุงอุตตรปัญจาลราชธานี ก็พร้อมด้วยพลโยธาทั้ง 18 อักโขภินีและกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระนคร ล้อมพระนครที่สร้างใหม่ไว้ด้วยกำแพงช้าง กำแพงม้า กำแพงรถ กำแพงพวกบทจรล้วนแต่มีพลโยธาทวยหาญถือโล่ห์โตมรธนูศรเกาทัณฑ์หน้าไม้ปืนยาวสรรพด้วยสาตราวุธต่างๆ อยู่ประจำเป็นถ่องแถวเป็นหมวดเป็นหมู่กัน ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก สล้างสลอนไปด้วยพัดโบกจามร ธงช่อธงชัยเศวตฉัตรพัดวาลวีชนี และกำหางนกยูงเครื่องสูง สว่างไสวไปด้วยแสงคบเพลิงและแสงเครื่องประดับกับแสงหอกดาบดูวาบวับเหมือนกับแสงดาวประกายพรึก ในนภาลัยประเทศเวหา แต่ล้อมอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งสิ้นราตรีกาล สมเด็จพระเจ้าจุลนีจึงเสด็จขึ้นทรงช้างพระที่นั่งอันมีกำลังกล้าหาญ เป็นช้างสารตัวประเสริฐ มิได้ย่อท้อต่อศัตรูหมู่ปัจจามิตร ทรงสวมสอดเกราะแก้วแล้วทรงพระแสงธนูไสช้างพระที่นั่ง เข้าไปหยุดยืนอยู่ในที่ใกล้อุปจารนครที่สร้างใหม่แล้วตรัสสั่งพลโยธาทั้งปวงว่า สูเจ้าทั้งหลายจงเร่งไสช้างเข้าไปเหยียบย่ำ กำแพงเมืองพระเจ้าวิเทหราชให้ย่อยยับลงในบัดนี้ พวกพลโยธาที่ชำนาญในการยิงธนูจงเร่งปล่อยธนูไป พวกพลโยธาของเรานี้ล้วนแต่แกล้วกล้าถืออาวุธมีด้ามอันวิจิตรต่างๆ อาจแล่นทะลวงเข้าไปในสมรภูมิไม่ครั่นคร้ามต่อข้าศึกศัตรู ถึงแม้จะมีช้างมีงามาขวางหน้า ก็อาจจะจับเอางาถอนเสียอันนี้เป็นพลโล่เขนของเรา ส่วนพลหอกของเรานั้น แต่ละคนๆก็ล้วนแต่ถือหอกใหญ่อันแหลมคม ชโลมน้ำมันเป็นอันดี มีสีหอกแวววาวเหมือนดาวในอากาศ ล้วนสวมเกราะและประกอบด้วยกำลังอันเข้มแข็งทั้งนั้น ในคราวนี้ พระเจ้าวิเทหราชเป็นไม่พ้นเงื้อมมือของเราไปได้ เว้นไว้แต่จะบินไปในอากาศได้เหมือนกับนกเท่านั้นจึงจะพ้นเราไปได้ อนึ่งเล่า พลโยธาของเรา 3 หมื่น 8 พันนี้ ก็ล้วนแต่แกล้วกล้าสามารถได้เคยปราบปรามทั่วชมพูทวีปมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีพลโยธาของกษัตริย์พระองค์ใดจะมีฝีมือเหมือนกับพลโยธา 3 หมื่น 8 พันของเราได้ พลช้างของเราเล่าแต่ละตัวๆก็ล้วนกล้าหาญ มีนายหัตถาจารย์ผูกสายประทัดรัดประโคนเป็นอันดี ล้วนมีอายุตั้ง 60 ปี จึงจะหย่อนกำลังทั้งนั้น พลช้างเหล่านี้อาจย่ำยีพวกพลศัตรูให้พินาศได้โดยเร็ว อีกประการหนึ่ง พวกพลโยธาที่ขี่บนคอช้างสารทั้งปวงก็ล้วนแต่ถือดาบเหล็กอันแหลมและกลั่นได้ถึง 7 ครั้งแล้วทั้งนั้น คือ ดาบเหล่านั้นล้วนแต่นายช่างกร่างเหล็กให้นกกระเรียนกินถึง 7 ครั้ง แล้วเอามาถลุงเอาแต่เนื้อเหล็กทำดาบทั้งนั้น พวกพลดาบเหล่านั้นก็ล้วนแต่แกล้วกล้าสามารถต่อการศึกทั้งนั้น ล้วนแต่สวมเกราะและจับโล่สำหรับป้องกันตัวทั้งนั้น ดูก่อนพระเจ้าวิเทหราช ตัวของท่านเปรียบเหมือนกับเด็กน้อยอันอยู่ในกำมือของเรา หรือเปรียบเหมือนกับปลาซึ่งติดอยู่กับเบ็ดฉะนั้น เมื่อครั้งก่อนท่านได้พ้นมือของเราด้วยอาศัยปัญญามโหสถ ครั้งนี้จะพ้นเราไปได้เป็นอันไม่มี พระเจ้าจุลนีทรงร้องเข้าไปดังนี้ ด้วยทรงเข้าพระทัยว่า สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชยังอยู่ภายในเมืองที่สร้างขึ้นใหม่นั้น ครั้นทรงร้องขู่ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า จะจับพระเจ้าวิเทหราชทั้งเป็น จึงทรงไสช้างพระที่นั่งขยับเข้าไป ตรัสสั่งพวกพลโยธาว่า เจ้าทั้งหลายจงเร่งพังค่ายเข้าไป จับเอาพระเจ้าวิเทหราชกับมโหสถมาให้เราทั้งเป็น ในบัดนี้ ฝ่ายพวกบุรุษสอดแนมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งไปสมัครเป็นข้าเฝ้าของสมเด็จพระเจ้าจุลนี และกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์นั้น ก็เร่งยกพลของตนเข้าไปก่อน ทำอาการฮึกฮัดดังประหนึ่งว่าจะหักทะลายค่ายเข้าไป ทั้งนี้หวังว่าถ้าพวกอื่นรุกเข้าไป ก็จะได้กั้นกางไว้เสีย
ตสฺมึ ขเณ โพธิสตฺโต ในขณะนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จตื่นจากบรรทม ชำระพระองค์เสร็จ เสด็จเข้าสู่ที่เสวยในเวลาเช้าแล้ว จึงทรงประดับประดาพระองค์ด้วยพระภูษากาสิกพัสตร์อันมีค่า ได้แสนตำลึง ทรงสวมผ้ากัมพลเหลืองบนบ่าข้างหนึ่ง ทรงสวมกำไลแก้ว 7 ประการ ที่ข้อพระหัตถ์ ทรงฉลองพระบาททองอันงดงามระยับ มีสตรีนับสิบๆล้วนแต่มีรูปร่างเหมือนนางฟ้าถือพัดวาลวิชนีโบกอยู่ในเบื้องซ้ายเบื้องขวา ทรงเผยออกซึ่งช่อพระแกลปราสาท เสด็จไปๆมาๆ อยู่ด้วยลีลาปานดังสมเด็จอมรินทราธิราชเจ้าในสวรรค์ฉะนั้น สำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่พระเจ้าจุลนี พระเจ้าจุลนีจะได้ทรงยินดีในพระรูปพระโฉมพระสิริวิลาสอันงดงามของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแม้แต่น้อยหนึ่งก็หามิได้ มีแต่ทรงพระดำริว่ากูจะจับตัวมโหสถห่ำหั่นเสียในบัดนี้ให้จงได้ จึงทรงไสช้างพระที่นั่งเข้าไปตรงหน้าพระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระบรมโพธิสัตว์เจ้า จึงทรงพระดำริว่าพระเจ้าจุลนีนี้หาทรงทราบไม่เลยว่า บุตรภรรยาของตนอยู่ในเงื้อมมือของเจ้านายของเราแล้ว เราจะชี้แจงให้ท้าวเธอทรงทราบ ครั้นทรงพระดำริแล้วจึงประทับยืนที่ช่องพระแกลเปล่งออกซึ่งพระสุรเสียงดันไพเราะ เป็นเชิงเยาะเย้ยว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า พระเจ้าจุลนีพรหมทัต เหตุไรพระองค์จึงทรงด่วนไสช้างพระที่นั่งเข้ามา ทั้งทรงพระโสมนัสปรีดาว่าจะจับตัวพระเจ้าวิเทหราช และตัวข้าพระบาทได้หรือประการใด ขอพระองค์จงทิ้งพระแสงธนูกับแล่งธนู และเกราะที่ทรงนั้นเสียเถิด เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่พระองค์แล้ว พระองค์อย่าได้มาเฝ้าให้ลำบากเลย จงเสด็จกลับคืนพระนครเสียเถิด
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 29 ธ.ค.52

8ocdj
12-28-2009, 07:32 PM
ต่อจาก 22 ธ.ค.52
โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา พอสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ได้สดับคำเยาะเย้ยดังนี้ ก็ยิ่งทรงพระพิโรธ จึงตรัสว่า ดูก่อนมโหสถ เราดูสีหน้าเจ้าวันนี้ ดูนวลตายขึ้นเต็มที่แล้ว วันนี้แหละเราจะตัดศีรษะของเจ้าเสีย แล้วจะดื่มเหล้าชัยบานให้สำราญใจ ฝ่ายพวกพลนิกายของพระเจ้าจุลนีซึ่งได้แลเห็นพระรูปพระโฉมของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าในคราวนั้น ต่างก็ชอบใจเมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้สดับคำขู่ของพระเจ้าจุลนีดังนั้น จึงตรัสตอบว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ขู่เสียเปล่าๆ จะทำอะไรแก่ใครได้ ความคิดของพระองค์ที่ทรงคิดไว้กับเกวัฏฏพราหมณ์ในห้องบรรทมนั้น ได้ถูกทำลายเสียแล้ว ข้าพเจ้ารู้เสียสิ้นแล้วว่าเกวัฏฏพราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของพระองค์เปรียบเหมือนม้ากระจอก ส่วนพระองค์เปรียบเหมือนบุรุษขี่ม้ากระจอก อันตัวข้าพเจ้าเปรียบเหมือนม้าสินธพอาชาไนย ซึ่งมีฝีเท้าว่องไวดังลมพัด จอมกษัตริย์วิเทหราช เปรียบเหมือนบุรุษที่ขี่ม้าสินธพอาชาไนยฉันใด ส่วนพระองค์ก็ไม่อาจจะตามทันพระเจ้าวิเทหราชฉะนั้น เพราะพระเจ้าวิเทหราชนั้นข้าพเจ้าได้ส่งข้ามแม่น้ำกลับไปแต่วานนี้แล้ว จะได้เสด็จกลับไปองค์เดียวหามิได้ ได้เสด็จกลับไปพร้อมด้วยอำมาตย์ราชเสวกแห่แหนไปเหมือนกับพญาหงส์อันมีหมู่หงส์แวดล้อมไปฉะนั้น การที่พระองค์จะติดตามพระเจ้าวิเทหราชไปนั้น ย่อมไม่อาจจะตามทัน เหมือนกับกาอันติดตามพญาหงส์แล้วตกลงในกลางทางฉะนั้น สุนัขจิ้งจอกอันเห็นดอกทองกวาวในเวลากลางคืนแล้วเข้าใจว่าชิ้นเนื้อ จึงชวนกันล้อมไว้ด้วยหมายใจว่า จะได้กินในวันรุ่งขึ้น แต่พอตะวันขึ้นจึงรู้ว่าเป็นดอกทองกวาว แล้วพากันกลับไปเปล่าฉันใด พระองค์ทรงพาพลโยธามาล้อมพระนครอยู่ครั้งนี้ ก็เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกฉะนั้น เพราะเมื่อพระองค์ทรงทราบว่า พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับไปแล้ว ก็จะต้องขาดจากพระประสงค์ แล้วพาพลโยธากลับไปเปล่า
ราชา ตสฺส อฉมฺภีตวจนํ สุตฺวา ครั้นสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัตได้ทรงสดับถ้อยคำอันองอาจกล้าหายของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงพระดำริว่า บางทีมโหสถบัณฑิตผู้นี้จะแก้ไขให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จกลับไปเสียจริงแล้วกระมัง เมื่อครั้งก่อนมโหสถก็ได้ทำความแค้นให้แก่เรานักหนา มาครั้งนี้ก็ได้ทำความแค้นให้แก่เราอีก เราได้คิดไว้แล้วว่า จะลงโทษแก่คนทั้งสอง คือวิเทหราชกับมโหสถนั้น บัดนี้เราจะต้องทำแก่มโหสถแต่ผู้เดียว ครั้นทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งพลโยธาว่า เหวยๆสูเจ้าทั้งหลาย จงเร่งเข้าไปจับมโหสถเอามาตัดมือตัดเท้า ตัดหู ตัดจมูกเสีย ให้หนำใจในเวลานี้ให้จงได้ เถือเอาหนังของมโหสถ มาเสียบไม้ย่างให้เหมือนกับย่างเนื้อ เอาขอเหล็กเกี่ยวมือเท้าดึงแผ่ให้ออกไปให้เหมือนกับคนขึงหนังราชสีห์และหนังเสือโคร่งฉะนั้น แล้วจงแทงมโหสถให้ปรุโปร่งไปด้วยหอกอันแหลมคม ให้สมกับโทษที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหราชไปในบัดนี้ให้จงได้ สมเด็จพระเจ้าจุลนีทรงพระพิโรธออกพระโอษฐ์บังคับพลโยธาให้เร่งรัดกันเข้าไปเพื่อจะจับเอาพระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งสถิตอยู่บนปราสาทภายในค่าย ด้วยไม่ทรงทราบเหตุผลต้นปลายก็มีในกาลนั้น
ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต หสิตํ กตฺวา อยํ ราชา น ชานาติ อตฺตโน เทวิยา จ พนฺธวานญฺจ มยา มิถิลํ ปหิตภาวํ เตน เม อิทํ กมฺมกรณํ วิจาเรติ โกธวเสน โข ปน มํ อุสุนา วา วิชฺเฌยฺย อญญํ วา อตฺตโน รุจฺจนกํ กเรยฺยาติ
ดำเนินความว่า พอพระมหาสัตว์เจ้า ได้สดับถ้อยคำอันร้ายกาจของสมเด็จพระเจ้าจุลนีพรหมทัต ตรัสตวาดขู่ว่าจะฆ่าฟันบั่นทอน ดังที่แสดงมาแล้วนั้น จึงทรงพระดำริว่า สมเด็จพระเจ้าจุลนีนี้หารู้ไม่ว่าเราได้ส่งพระญาติพระวงศ์ของท้าวเธอไปไม่ เธอตรัสพิรี้พิไรจะให้กระทำกรรมกรแก่เรานี้แน่ๆ ด้วยสามารถจะทรงโกรธ ผิดังนั้นเราจะบอกให้ท้าวเธอแจ้งเหตุ จะให้ท้าวเธอได้เสวยทุกขเวทนา เดือดร้อนด้วยความโศก จะให้ท้าวเธอถึงวิสัญญีภาพเหนือหลังช้างพระที่นั่งในกาลบัดนี้ ทรงดำริดังนี้แล้ว พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงมีพระวาจาว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์จะได้ ตัดมือ ตัดเท้า ตัดหู ตัดจมูก แห่งข้า จะให้เถือเนื้อเสียบไม้ย่าง จะขึงออก จะแทงด้วยหอก จะกระทำเป็นประการใดๆ ถ้ารู้ไปถึงพระเจ้าวิเทหราชแล้ว พระเจ้าวิเทหราชก็จะกระทำแก่พระราชบุตรและพระราชธิดา พระอัครมเหสี และพระราชชนนีของพระองค์นั้น ให้เหมือนกันกับพระองค์ได้กระทำแก่ข้าพระพุทธเจ้านี้ ข้าพระพุทธเจ้ากับพระเจ้าวิเทหราชได้ปรึกษากันในที่สงัด ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งไปกับพระเจ้าวิเทหราชว่า การที่ข้าพระบาทอยู่ข้างนี้ ถ้าพระเจ้าจุลนีเธอทรงโกรธกระทำโทษเป็นประการใดๆ รู้ไปถึงพระองค์แล้ว จงกระทำโทษแก่เจ้าปัญจาลจันทา และนางปัญจาลจันที พระนางนันทาราชเทวี พระสลากเทวี ให้เหมือนกับที่พระเจ้าจุลนีเธอกระทำแก่ข้าพระบาท ได้สั่งพระเจ้าวิเทหราช ฉะนี้แล พระเจ้าข้า อันข้าพระบาทนี้เปรียบดังโล่หนังอันหนักได้ 100 ชั่ง โล่หนังอันหนัก อาจป้องกันลูกศรทั้งปวงได้ อาจรักษาไว้ซึ่งจนได้ฉันใดก็ดี โล่หนังอันหนัก กล่าวคือ ปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้านี้ ก็ป้องกันเสียได้ซึ่งลูกศร กล่าวคือ ความคิดแห่งพระองค์ รักษาซึ่งตนและกันซึ่งทุกข์ นำมาซึ่งความสุขแก่สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชได้ มีอุปไมยดังนั้น เมื่อพระบรมโพธิสัตว์สำแดงเหตุฉะนี้ สมเด็จพระเจ้าจุลนีได้ทรงฟัง จึงมาดำริว่า มโหสถนี้เป็นอะไร จึงมากล่าวดังนี้ เรากระทำโทษฉันใด พระเจ้าวิเทหราชก็จะกระทำแก่ลูกเมียและมารดาเราฉันนั้น ชะรอยมโหสถหารู้ได้ไม่ ลูกเมียมารดาเราให้รักษาไว้เป็นอันดี เมื่อกลัวความตาย ก็มางมบ่นพิไรไปเปล่าๆ เราหาเชื่อไม่ ฝ่ายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ก็รู้อัธยาศัยว่า พระเจ้าจุลนีมิเชื่อจึงมีพระวาจาตรัสสืบต่อไปว่า ขอพระราชทาน ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อแล้วก็ทรงเสด็จไปทอดพระเนตรเถิด พระราชนิเวศน์แห่งพระองค์นี้เปล่าแล้วจากกษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์คือ พระราชบุตรและพระราชธิดา พระอัครมเหสี พระชนนีมารดาแห่งพระองค์นี้ ข้าพระบาทให้มาณะไปนำมาโดยอุโมงค์ ส่งไปกับสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชสิ้นแล้ว พระพุทธเจ้าข้า สมเด็จพระเจ้าจุลนี ได้ทรงสดับดังนั้น ก็สะดุ้งพระทัย ทรงพระดำริว่า เจ้ามโหสถว่าเป็นมั่นคงหนักหนาแล้วก็จะจริงดอกกระมัง เมื่อคืนนี้เราได้ยินเสียงอยู่ข้างแม่น้ำนั้นแจ้วๆ เหมือนเสียงแก้วพระนันทา ดำริฉะนี้แล้วก็บังเกิดมีความโศกเศร้าเป็นกำลัง
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป 5 ม.ค.53

8ocdj
01-05-2010, 09:37 PM
ต่อจาก 29 ธ.ค.52
แต่ท้าวเธออุตส่าห์ตั้งสติไว้ กระทำอาการประดุจดังว่าไม่โศกเศร้า แล้วท้าวเธอจึงมีพระราชโองการใช้อำมาตย์ผู้หนึ่ง เข้าไปชันสูจน์ดูอำมาตย์ผู้นั้นก็เข้าไปกับบริวาร ขึ้นสู่พระราชนิเวศน์เรือนหลวง ก็เห็นแต่คนเตี้ยและคนค่อม อันโยธาทั้งปวงผูกมือและเท้าปิดปากแล้วแขวนไว้ในนาคทันต์ทั้งปวง แล้วก็เห็นภาชนะในโรงครัวอันโยธาทั้งหลายได้ทุบต่อยเสียให้กระจัดกระจาย มีขาทนียะและโภชนียะอันเรี่ยรายในสถานที่นั้นๆ เห็นทั้งห้องแก้วอันโยธาทั้งหลายขนไปและเปิดไว้ แล้วเห็นหมู่กาทั้งหลายบินเข้าไปโดยช่องพระทวารและช่องพระแกล แล้วเที่ยวไปในปรางค์ปราสาท ยิ่งดูก็ยิ่งอนาถน่าสังเวช เห็นพระราชนิเวศน์นั้นหาสิริมิได้ เปรียบปานดุจบ้านร้างและบ้านแซ หรือมิฉะนั้น ก็เปรียบปานดังสุสานป่าช้า อำมาตย์ผู้นั้น ก็กลับออกไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าจุลนีว่าพระพุทธเจ้าข้า จริงเหมือนถ้อยคำของเจ้ามโหสถแล้ว พระราชนิเวศน์เรือนหลวงว่างเปล่าแล้ว ครุวนาดังว่าร้านปลาอันบุคคลพังเสียแทบฝั่งสมุทรและอาเกียรณ์ไปด้วยหมู่กาทั้งหลาย ได้กลิ่นปลาและบินมา สมเด็จพระเจ้าจุลนีได้ทรงฟังอำมาตย์กราบทูลดังนั้น มีพระทัยอัดอั้นตันใจด้วยความโกรธ ทรงพระราชดำริว่า ทุกข์ทั้งนี้จะเกิดขึ้นก็อาศัยแก่เจ้ามโหสถ ทรงพระดำริฉะนี้แล้ว ทรงโกรธพระบรมโพธิสัตว์เป็นกำลัง ดุจดังว่าอสรพิษอันบุคคลประหารด้วยท่อนไม้ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าเห็นอาการของพระเจ้าจุลนีอันทรงโกรธดังนั้น ทรงดำริว่า พระยาองค์นี้เธอมีบริวารมากและยศเป็นอันมากจะไว้ใจเธอกระไรได้ เกลือกว่าถ้าเธอมีขัตติยมานะไม่คิดเห็นแก่ลูกแก่เมีย แล้วเธอจะเบียดเบียนเรา ดังนั้น เราจะพรรณนาพระรูปพระโฉมแห่งพระนางนันทาราชเทวี ให้ท้าวเธอมีพระกมลหฤทัยชุ่มชื่นไปด้วยอำนาจความสิเนหา ถ้าท้าวเธอทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระนางนันทาเป็นกำลังอยู่แล้ว ท้าวเธอก็จะไม่ทำอันตรายอันใดอันหนึ่งแก่เรา พระบรมโพธิสัตว์เจ้าดำริฉะนี้แล้ว ก็เยี่ยมหน้าต่างอันมีพรรณดังทองจากกลีบบัวผ้ารัตกัมพลชี้บอกมรรคาที่พระนางนันทาเสด็จ แล้วมีพระวาจาสรรเสริญรูปสิริแห่งพระนางนันทาว่า ขอพระราชทาน สมเด็จพระนางนันทาเทวีเสด็จไปโดยอุโมงค์นี้ ตรงมือข้าพระบาทชี้นี้แลพระเจ้าข้า พระโสนีเพิ่งได้เห็นเป็นขวัญตา สมเด็จพระราชเทวีองค์นี้งามเพริศพริ้งพร้อม พระโสนีผายผึ่งประหนึ่งแผ่นกระดานทองทรงพระเสาวภาค พื้นพระบาททั้งสองแดงดีดูงามประดุจบริกรรมด้วยน้ำครั่ง มีพระฉวีวรรณผิวหนังอันเหลืองงามประดุจดังสีทองทรงซึ่งเบญจกัลป์ยานี ประกอบด้วยพระกระแสเสียงอันไพเราะ ดุจเสียงหงส์ ที่ท่ามกลางพระองค์ดังจะกำรอบ กลมกล่อมงามประหนึ่งว่า สุพรรณไพทีทอง มีพระเนตรทั้งสองผ่องใสดูงามขำ อันบริสุทธิ์ด้วยประสาททั้ง 9 ที่ควรเขียวก็เขียว ที่ควรดำนั้นก็ดำ ที่ควรแดงนั้นก็แดงดี ดุจว่าเท้าแห่งนกพิราบ ที่ควรจะขาวนั้นก็ขาว ดุจดังว่ารัศมีดาวประกายพรึก ที่ควรเหลืองก็เหลืองงาม ดุจว่าทองชมพูนุท พระเนตรนั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยพระเนตรนั้นกว้างกลม อย่างประหนึ่งว่า ตาแห่งลูกนก อันเกิดอยู่แถบเชิงเขา พระเกศาแห่งสมเด็จพระนางนันทานั้นเล่า ก็ดำขลับยาวเรื่อยลงมา แล้วมีปลายอันงอนพุ่งขึ้นเบื้องบน เหมือนกับปลายมีดเชือดเนื้อ พระโอษฐ์แห่งพระนางนันทานั้น แดงงามเหมือนกับผลไทรสุก หรือผลตำลึงสุกงามแฉล้ม ประหนึ่งว่า จะแย้มพระโอษฐ์ตรัสจำนรรจา มีทรวดทรงไม่สูงไม่ต่ำเกินประมาณ มีเต้าพระพันทั้งคู่ตูมตั้งดังผลมะพลับทองอันวางอยู่บนแผ่นกระดานทอง พระเต้าทั้งสองนั้น ติดชิดกันเป็นอันดี พอจะสอดแซมดอกไม้ไว้ได้ พระเพลาทั้งสองเกลี้ยงกลมดังลำกล้วยทอง พระกรทั้งสองเหมือนงวงเอราวัณ พระโลมาไม่มากไม่น้อยพองามพอดี มีพระโฉมอันงดงามจับใจ อย่างประหนึ่งว่า เปลวไฟในฤดูหนาว เพราะเป็นที่น่าใคร่อิงแอบอุ่นอบ มิดังนั้น โฉมแห่งพระนางนันทาก็ประกอบด้วยระเบียบแห่งพระโลมาอันงามเหมือนกับแม่น้ำในซอกเขา อันมีสองฟากฝั่งดารดาษไปด้วยกอไม้น้อยๆ ฉะนั้น ความงามนั้นหาที่ติมิได้ จะดูที่ไหนก็งามที่นั่น เมื่อพระนางเจ้าทรงพระภูษาโกไสยพัสตร์แล้ว แล้วประดับด้วยสะอิ้งแก้วสะอิ้งทองเครื่องสรรพาภรณ์ทั้งปวง ก็ดูงามขำล้ำเสิศประเสริฐด้วยสิริวิลาสอันอ้อนแอ้นระทดระทวยเหมือนกับเครือวัลย์ ก็พระนางนันทาเจ้าน้น ได้เสด็จไปทางอุโมงค์ข้างล่างนี้แล้ว เมื่อสมเด็จพระเจ้าจุลนีได้ทรงสดับคำรำพันพระรูปโฉม แห่งพระอัครมเหสีดังนี้แล้ว ก็บังเกิดความสิเนหาอาลัยเหมือนกับไม่เคยได้พบเห็น ฝ่ายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็รู้แจ้งว่า พระเจ้าจุลนีผู้มีความสิเนหาในพระอัครมเหสีแก่กล้าแล้ว จึงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยสิริสมบัติ พลพาหนะ พระองค์ทรงยินดีที่จะให้พระนางนันทาอัครมเหสี ถึงซึ่งความแตกดับแห่งชีวีดินทรีย์หรือประการใด จึงมาทรงเข่นเขี้ยวจะทำร้ายข้าพระองค์ในบัดนี้ ถ้าพระองค์ฆ่าข้าพระองค์เสียแล้ว สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชก็จะฆ่าพระนางนันทาเสีย ข้าพระองค์กับพระนางนันทา ก็จะพร้อมกันไปสู้สำนักพระยายมราช เมื่อพระยายมราชเห็นว่า ข้าพระองค์กับพระนางนันทานั้น เป็นนักโทษถูกฆ่าไปเหมือนกันก็จะยกพระนางนันทาให้แก่ข้าพระองค์เสีย ข้าพระองค์ถึงจะตายไป ก็ไม่ทุกข์ร้อนประการใด เพราะไปแล้วก็จะได้นางแก้วอันประเสริฐสุด เห็นปานดังนี้
จึงมีคำปุจฉาสอดเข้ามาว่า เหตุไรพระบรมโพธิสัตว์เจ้า จึงสรรเสริญแต่พระนางนันทาแต่ผู้เดียว ไม่สรรเสริญกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์นั้น มีคำวิสัชนาว่า ธรรมดาคนและสัตว์ทั้งปวง จะมีความอาลัยในคนอื่นเหมือนกับภรรยาอันเป็นที่รักนั้นหามิได้ ภรรยาอันเป็นที่รักนั้น ย่อมรักยิ่งกว่าลูกหญิงลูกชาย ถ้าไม่ระลึกถึงภรรยาแล้ว ก็หาระลึกถึงลูกหญิงลูกชายไม่ อันคนทั้งหลายที่บ่นถึงลูกหญิงลูกชายนั้น ก็เป็นการแก้เก้อเขินเท่านั้น อันที่จริงนั้นก็คือ ระลึกถึงภรรยานั่นเอง เพราะฉะนั้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงพรรณนาแต่พระรูปพระโฉมแห่งพระนางนันทาองค์เดียวเท่านั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าจุลนี ได้ทรงฟังคำพรรณนา พระรูป พระโฉม พระนางนันทาอัครมเหสี ดังที่แสดงมาแล้วนี้ ก็ทรงพระดำริว่า ผู้อื่นนอกออกไปจากมโหสถแล้ว ย่อมไม่มีใครสามารถที่จะไปนำเอานางแก้วผู้เป็นอัครมเหสีของเรานั้นกลับมาให้แก่เราได้ ครั้นทางดำริอย่างนี้แล้ว ก็ทรงเศร้าสลดพระราชหฤทัย ทรงระลึกถึงนางนันทาอัครมเหสียิ่งนักหนา ประหนึ่งว่าจะดำรงทรงพระกายอยู่บนหลังช้างพระที่นั่งไม่ได้ ให้ทรงอัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศรก ประหนึ่งว่า จะสลบซบพระพักตร์ลงกับหลังช้างพระที่นั่งนั้น
อถ นํ มหาสตฺโต ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงโลมเล้าเอาพระทัยของพระเจ้าจุลนีว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระปริวิตกไปเลย พระพุทธเจ้าข้า ถ้าข้าพระบาทกลับไปถึงกรุงมิถิลาเมื่อไรแล้ว ก็จะส่งกษัตริย์ทั้ง 3 คือ พระอัครมเหสี พระราชโอรส และพระราชชนนีของพระองค์ มาถวายพระองค์เมื่อนั้น ขอพระองค์อย่าได้ทรงเป็นทุกข์ไปเลย พระพุทธเจ้าข้าฝ่ายสมเด็จพระเจ้าจุลนีก็ค่อยสร่างความโศกลง จึงทรงพระดำริว่า พระนครของเรา เราก็ได้พิทักษ์รักษาไว้เป็นอันดี พระนครนี้เล่า เราก็ล้อมไว้มั่นคงหนักหนา แต่ว่า มโหสถยังให้พลโยธาไปนำเอากษัตริย์ทั้ง 4 จากพระนครของเรามาสู่นครนี้ แล้วส่งไปกับพระเจ้าวิเทหราชได้ ไม่มีใครรู้เล่ห์แต่สักคนเดียว มโหสถนี้เป็นคนรู้ทิพยมารยา หรือว่ามนต์บังตาประการใด ทรงพระดำริดังน้าแล้ว ก็ตรัสถามว่า ดูก่อนมโหสถบัณฑิต ตัวเจ้าได้เรียนมารยาอันเป็นทิพย์ หรือมนต์บังตาหรือ จึงปลดเปลื้องพระเจ้าวิเทหราชให้พ้นจากเงื้อมมือของเราไปได้ พระบรมโพธสัตว์เจ้าจึงกราบทูลว่า ขอพระราชทาน ธรรมดานักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมได้เรียนมารยาอันเป็นทิพย์ไว้ จึงจะช่วยตนและผู้อื่นให้พ้นภัยอันตรายได้ พวกโยธาหนุ่มๆทั้งหลายของข้าพระองค์นี้ แต่ละคนล้วนฉลาดในการตัด ฟัน ติดต่อ ก่อแซมสิ่งทั้งปวง ข้าพระองค์ให้พลโยธาเหล่านี้ทำอุโมงค์ไว้สำหรับส่งเสด็จเจ้านายของข้าพระองค์ให้เสด็จกลับไปสู่กรุงมิถิลา ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าจุลนีก็มีพระราชประสงค์จะได้ทอดพระเนตรอุโมงค์ แต่ไม่ได้ตรัสประการใด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็รู้แจ้งพระอัธยาศัย จึงกราบทูลว่า ขอพระราชทานเชิญพระองค์เสด็จเข้ามาทอดพระเนตรอุโมงค์ ตามพระราชประสงค์เถิด อุโมงค์นี้ ข้าพระองค์ได้ตกแต่งไว้แล้วเป็นอันดี วิจิตรไปด้วยรูปปั้นรูปเขียน เป็นต้นว่า รูปช้าง รูปม้า ราชสีห์ พลโยธีที่เดินเท้า อุโมงค์นี้มีแสงสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ ดูวิจิตรรจนาอย่างประหนึ่งว่า เทวสภาในสวรรค์ มีประตูใหญ่ 70 ประตู ประตูน้อยๆอีก 64 ประตู มีห้องบรรทมสำหรับกษัตริย์ร้อยเอ็ดห้อง ถ้าพระองค์มีไมตรีต่อข้าพระองค์แล้ว ก็ขอเชิญมาทอดพระเนตรพร้อมด้วยราชบริวารเถิด ข้าพระองค์จะให้เปิดประตูพระนครถวาย ฝ่ายพระเจ้าจุลนีก็ทรงรับคำว่า เราทั้งหลายจักเป็นไมตรีกับเจ้านักปราชญ์นับแต่วันนี้เป็นต้นไป พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ให้เปิดประตูพระนครรับเสด็จในทันใด สมเด็จพระเจ้าจุลนีกับบริษัททั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ก็เสด็จเข้าไปในภายในพระนคร พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ลงจากปราสาทมาถวามบังคม แล้วนำเสด็จลงสู่อุโมงค์พร้อมด้วยบริวาร สมเด็จพระเจ้าจุลนีได้ทรงทอดพระเนตรเห็นอุโมงค์นั้น ก็ตรัสสรรเสริญพระบรมโพธิสัตว์เจ้าว่า ดูก่อนเจ้ามโหสถ ถ้านักปราชญ์มีเหมือนกับตัวเจ้านี้ อยู่ในถิ่นฐานบ้านเมืองหรือเหย้าเรือนอันเดียวกันกับบุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลผู้นั้นชื่อว่า มีลาภอันล้ำเลิศ สมเด็จพระเจ้าจุลนีทรงสรรเสริญพระบรมโพธิสัตว์เจ้าพลาง ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยลำดับ เชยชมซึ่งห้องสิริไสยาสน์ทั้งร้อยเอ็ดห้อง และห้องดวงประทีปกับรูปภาพต่างๆ ในการเสด็จไปนั้น ได้เสด็จออกไปหน้าพระบรมโพธิสัตว์เจ้าฯ เสด็จตามไปข้างหลัง อำมาตย์ราชเสนาทั้งปวงต่างก็ชวนกันเข้าไปในอุโมงค์ แต่พอเสด็จไปถึงประตูอุโมงค์ริมแม่น้ำ ก็เสด็จออกทางประตูอุโมงค์ โดยไม่ทันรู้สึกพระองค์ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงเสด็จตามออกไป แล้วเหยียบสลักยนต์ให้แล่นถึงกัน ปิดประตูห้องใหญ่ห้องน้อย และห้องประทีปเสียหมด ในขณะนั้น ก็เกิดความืดเหมือนกับโลกันตนรก คนทั้งปวงก็สะดุ้งตกใจ ร้องไห้อื้ออึงอยู่ในอุโมงค์ ส่วนพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้ทรงฉวยพระขรรค์ที่หมกทรายไว้ใกล้ประตูอุโมงค์นั้น แล้วก็เผ่นโผนโจรทะยานขึ้นไปบนอากาศ สูงได้ถึง 18 ศอก จึงลงมาจับข้อพระหัตถ์ของพระเจ้าจุลนีไว้ แล้วเงื้อพระขรรค์ขึ้นคุกคามว่าสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นเป็นของผู้ใด เวลานั้นพระเจ้าจุลนีตกพระทัยถึงกับพระกายสั่นพระขวัญบิน จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนเจ้าปราชญ์ สมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้เป้นของพ่อทั้งนั้น ขอพ่อจงให้อภัยแก่เราเถิด

8ocdj
01-11-2010, 06:50 PM
ต่อจาก 5 ม.ค.53
พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทรงเห็นว่า ท้าวเธอเป็นผู้หมดพยศอันร้ายแรง จึงตรัสว่า การที่ข้าพระบาทเงือดเงื้อพระขรรค์นี้ มิได้คิดจะฆ่าพระองค์เลย คิดแต่ที่จะแสดงอานุภาพของปัญญาให้ปรากฏเท่านั้น ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็ส่งพระขรรค์เล่มนั้นถวายแด่พระเจ้าจุลนี พร้อมด้วยกราบทูลว่า ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะทรงฆ่าข้าพระบาทแล้ว ก็จงฆ่าด้วยพระขรรภ์เล่มนี้เถิด ถ้าไม่ทรงฆ่า ก็จงทรงให้อภัยข้าพระบาทเสีย สมเด็จพระเจ้าจุลนีจึงตรัสตอบว่า ดูก่อนเจ้าปราชญ์ เรายินดีให้อภัยแก่พ่อแล้ว ขอพ่ออย่าวิตกเลย ในขณะนั้น คนทั้งสอง คือ พระบรมโพธิส้ตว์เจ้ากับพระเจ้าจุลนี ต่างก็จับดาบสาบานกันว่า จะไม่ทำอันตรายแก่กันอีกต่อไป แล้วพระเจ้าจุลนีจึงตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อมโหสถ พ่อก็มีปัญญามากมายถึงเพียงนี้ เหตุไรจึงไม่คิดเอาสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นเสีย พระบรมโพธิสัตว์เจ้ากราบทูลว่า การคิดเอาสมบัติของผู้อื่นเสียนั้น ย่อมไม่เป็นที่สรรเสริญแห่งนักปราชญ์ทั้งหลาย ดูก่อนเจ้าปราชญ์ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการดีแล้ว บัดนี้ พ่อจงให้ชีวิตแก่คนทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในอุโมงค์นี้ก่อนเถิด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เปิดประตูอุโมงค์ออก ให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน ให้คนทั้งหลายหายใจคล่อง คนทั้งหลายมีกษัตริย์ร้อยเอ็ดพระองค์เป็นประธาน ก็พากันชื่นบานทั่วทุกตัวตน แล้วออกไปจากอุโมงค์ไปรวมกันอยู่ในที่ใกล้พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งประทับอยู่ใกล้โรงกลมอันกว้างใหญ่ กับสมเด็จพระเจ้าจุลนี ในเวลานั้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็กราบทูลสมเด็จพระเจ้าจุลนีว่า หม่อมฉันได้จัดการอภิเษกพระเจ้าวิเทหราช กับพระราชธิดาของพระองค์บนกองแก้วในโรงกลมอันกว้างใหญ่นี้ แล้วได้ส่งเสด็จไปตามลำดับนั้น กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ จึงตรัสว่า ดูก่อนเจ้าปราชญ์ ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ ได้รอดชีวิตอยู่ได้เพราะท่านผู้เดียว ถ้าท่านไม่เปิดประตูอุโมงค์เพียงอีกสักครู่เดียวเท่านั้นก็จะต้องตายหมด พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงกราบทูลขึ้นว่าพระองค์ทั้งหลาย รอดชีวิตเพราะข้าพเจ้าแต่ในคราวเดียวนี้ก็หาไม่ ถึงในคราวก่อนก็เหมือนกัน ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงทูลเล่าเรื่องที่พระเจ้าจุลนีผู้ทรงเลี้ยงเหล้าชัยบานในพระราชอุทยาน ดังที่ได้แสดงมาแล้วข้างต้นนั้น ถวายให้ทรงทราบโดยพิสดาร ในกาลนั้น กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์จึงกราบทูลถามพระเจ้าจุลนีว่า จะจริงหรือประการใด พระเจ้าจุลนีก็รับสารภาพว่า จริง กษัตริย์ทั้งปวงจึงพากันสรรเสริญพระบรมโพธิสัตว์เจ้าแล้วเปลื้องเครื่องประดับออกบูชาองค์พระบรมโพธิสัตว์เจ้าๆ ก็ถวายโอวาทแก่พระเจ้าจุลนีผู้เป็นขัตติยาธิราชว่า ขอพระราชทาน การที่พระองค์ทรงทำกรรมอันลามกเช่นนี้ ก็เพราะคบหาเกวัฏฏพราหมณ์ผู้เป็นคนใจบาปหยาบช้า เวลานี้ขอพระองค์จงทรงขอโทษท้าวพระยาทั้งปวงเถิด ฝ่ายพระเจ้าจุลนีก็ทรงขอโทษต่อกษัตริย์ทั้งปวงแล้ว แสดงความยินดีแก่กันและกันลำดับนั้น พระเจ้าจุลนีพรหมทัต จึงโปรดให้จัดเลี้ยงดูท้าวพระยาและมหาชนคนทั้งปวง แล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร ทรงสักการบูชาพระบรมโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก แล้วจึงชวนพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไม่ยอมอยู่ ได้ทูลลากลับไปสู่กรุงมิถิลาในวันที่ 8 นับแต่วันนั้นไป สมเด็จพระเจ้าจุลนีได้พระราชทานสิ่งของ เงินทอง บ้านส่วย ทาส ทาสี ให้แก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก และพระราชทานซึ่งพระราชทรัพย์ไปให้แก่พระราชธิดาของพระองค์อีกมาก กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์ ได้พร้อมกันพระราชทานเครื่องราชบรรณาการอีกเป็นอันมาก ฝ่ายบุรุษที่พระโพธิสัตว์เจ้าให้มาสมัครทำราชการอยู่กับพระเจ้าจุลนี และกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดพระองค์นั้นก็ลาออกจากหน้าที่ทั้งสิ้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้ากับบริวารทั้งปวง ก็เสด็จล่วงมรรคาไป จนตราบเท่าถึงกรุงมิถิลามหานคร พร้อมด้วยนิกรจตุรงค์ ครั้นไปถึงแล้ว สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชจึงทรงต้อนรับปราศรัย แล้วจัดการมหรสพสมโภชพระบรมโพธิสัตว์เจ้าอยู่ตลอด 7 วัน 7 คืน ครั้นแล้วพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงให้เสนาข้าราชการอัญเชิญกษัตริย์ทั้ง 3 คือพระราชมารดา พระอัครมเหสี พระราชโอรส กลับไปถวายแด่พระเจ้าจุลนีๆ ก็ทรงส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าวิเทหราชเป็นอันมาก จำเดิมแต่นั้นมา พระเจ้าจุลนีกับพระเจ้าวิเทหราช และประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างก็มีความรักใคร่สนิทสนมกันเป็นนิตย์
ปญฺจาลจนฺที รญฺโญ ปิยา มนาปา อโหสิ สาปิ ทุติเย สํวตฺฉเร ปุต์ตํ วิชานิ ตสฺส ทสเม สํวจฺฉเร วิเทหราชากาลมกาสิ โพธิสตฺโต ตสฺเสว ฉตฺกั อุสฺสาเปตฺวา เทว อหํ ตว อยฺยกฺส จุลฺลนีรญฺโญ สนฺติถํ คมิสฺสามีติ อาปุจฺฉีติ
ดำเนินความว่า สมเด็จพระนางเจ้าปัญจาลจันที ซึ่งได้ไปเป็นพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระเจ้าวิเทหราชนั้น พระนางเจ้าเป็นที่พอพระหฤทัยของท้าวเธออย่างยิ่ง ครั้นล่วงเข้าปีที่ 2 พระนางเจ้าก็ได้ทรงพระครรภ์อยู่จนถ้วนทศมาส 10 เดือน แล้วก็คลอดพระราชโอรสพระองค์หนึ่ง ในปีต่อไป ก็ได้คลอดพระราชโอรสและพระราชธิดาอีก เมื่อพระราชโอรสนั้นมีพระชนมายุได้ 10 ขวบ ก็ได้ประจวบกับเวลาที่สมเด็จพระเจ้าวิเทหราชผู้เป็นพระราชบิดาได้เสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็จัดการราชาภิเษก ซึ่งพระราชกุมารนั้น สืบสันตติราชวงศ์แทนพระราชบิดาสืบต่อไป ครั้นแล้วพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็กราบทูลลาพระราชกุมาร เพื่อจะไปอยู่กับสมเด็จพระเจ้าจุลนี ตามที่ได้ถวายปฏิญาณไว้แต่เมื่อครั้งทำสัจสาบานกันที่ประตูอุโมงค์นั้น พระราชกุมารและพระนางปัญจาลจันทีก็ทรงอ้อนวอนไว้ด้วยถ้อยคำต่างๆ แต่พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ทูลคัดค้านว่าจะเสียปฏิญาณจำเป็นที่พระราชกุมาร พระอัครมเหสีต้องทรงอนุญาต พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็พาบ่าวไพร่บริวารของพระองค์ถวายบังคมลาออกจากพระนคร ในเวลานั้น มหาชนคนทั้งปวงทั่วพระนคร ก็พากันยอกรข้อนทรวงร้องไห้ร่ำไรรักพระบรมโพธิสัตว์เจ้ามี่สนั่นไป เมื่อทราบข่าวถึงไหนก็พากันร้องไห้ร่ำไรถึงนั้น เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไปถึงอุตตรปัญจาลนครแล้ว สมเด็จพระเจ้าจุลนีก็เสด็จออกไปต้อนรับอัญเชิญเข้าไปสู่ราชธานี พระราชทานเรือนใหญ่ให้เป็นที่อยู่ กับหมู่บ้าน 80 ตำบล ซึ่งได้พระราชทานไว้เมื่อคราวทำสัจสาบานกันที่ปากอุโมงค์นั้น ส่วนสมบัติอื่นๆ ยังไม่ได้พระราชทานเลย จำเดิมแต่นั้นไป พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ก็ตั้งใจรับราชการอยู่ในสำนัก พระเจ้าจุลนีตลอดกาลนาน
ตทา เภรี นาม ปริพฺพาชิกา ในคราวนั้น มีนางปริพาชิกาคนหนึ่งชื่อว่านางเภรีปริพาชิกา เป็นผู้มีปัญญาฉลาดคนหนึ่ง เข้าไปฉันอาหารอยู่ในพระราชนิเวศน์อยู่เป็นนิตย์ อยู่มาวันหนึ่ง ได้พบหน่อยพระพิชิชิตมาร คือพระบรมโพธิสัตว์เจ้าในเวลาขากลับออกจากพระราชวัง จึงคิดว่ามโหสถบัณฑิตนี้จะมีปัญญาสมกับเขาเลื่องลือจริงหรือหามิได้ จำเราจะถามปริศนาในใจลองดูปัญญาสักหน่อย ครั้นคิดแล้วจึงแบมือออกถามปริศนาในใจว่า พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานทรัพยสมบัติสิ่งใด แก่ท่านบ้างหรือว่าหามิได้ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็รู้แจ้งในปริศนานั้น จึงกำมือออก เป็นเครื่องหมายว่า ทุกวันนี้พระมหากษัตริย์ทรงยังมัธยัสถ์อยู่ ยังไม่ทรงพระราชทานสิ่งใดสิ่งหนึ่งอีกเลย ยังทรงกำสมบัติเหมือนกับกำมือของข้าพเจ้านี้ นางปริพาชิกาก็ยกมือขึ้นลูกศีรษะเป็นปริศนาว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านควรจะบวชเสียดีกว่า พระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็ลูบท้องเป็นปริศนาว่า ยังบวชไม่ได้ เพราะยังจะต้องเลี้ยงบุตรภรรยาอยู่อีกมาก ครั้นแล้วนางปริพาชิกาก็กลับออกไปสู่อาวาส ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เข้าไปสู่ที่เฝ้า เมื่อหญิงทั้งหลาย ที่พระนางนันทาผู้เป็นพระราชเทวีของพระเจ้าจุลนีได้ทรงกำชับไว้ให้คอยจับความผิดของพระโพธิสัตว์เจ้า โดยความที่พระนางเจ้าทรงโกรธแค้นว่า ได้พรากพระราชธิดาของพระนางเจ้าเสีย เมื่อได้เห็นกิริยาที่พระบรมโพธิสัตว์เจ้ากับนางปริพาชิกทำเป็นปริศนาแก่กันดังนั้น จึงพากันเข้าไปกราบทูลยุงยงพระเจ้าจุลนิว่า บัดนี้ พระมโหสถคิดการเป็นกบฏ เสียแล้ว ข้าพระบาททั้งหลาย ได้เห็นกริยาของมโหสถ กับนางปริพาชิกา ทำเป็นปริศนาแก่กันเมื่อวานนี้ เป็นสำคัญที่หน้าพระลาน คือ ฝ่ายข้างนางปริพาชิกาแบบมือยื่นไปเป็นปริศนาว่า ท่านจะทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ ในเงื้อมมือไม่ได้หรือ ข้างมโหสถก็กำมือตอบเป็นปริศนาว่า อีก ๒-๓ วัน เราจะทำสมบัติให้อยู่ในกำมือของเรา นางปริพาชิกาจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะ เป็นปริศนาว่า ท่านจงตัดศีรษะเสียเถิด ข้างมโหสถยกมือขึ้นลูบท้องเป็นปริศนาว่า จะตัดกลางตัว เพราะฉะนั้น ขอพระองค์อย่าได้ประมาทเลยพระพุทธเจ้าข้า
โปรติดตามอ่านตอนต่อไป 19 ม.ค.53

8ocdj
01-18-2010, 07:05 PM
ต่อจาก 11 ม.ค.53
เมื่อได้เจ้าจุลนีได้ทรงสดับถ้อยคำของหญิงเหล่านั้น ดังที่ แสดงมาแล้ว จึงดำริว่ามโหสถนี้ คิดจะประทุษร้ายแก่เราจริงหรืออย่างไร เมื่อเราถามนางปริพาชิกา ก็จะรู้แน่ พอนางปริพาชิกาเข้าไปฉันอาหารในวันรุ่งขึ้น จึงถามได้ความจริงว่า ที่ทำเป็นปริศนาให้แก่กันดังที่แสดงมาแล้วนั้น หาได้ทำเป็นปริศนาเรื่องกบฏไม่ เวลานางปริพาชิกาฉันเสร็จแล้ว กลับออกมา จากพระราชวัง เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เจ้าไปเฝ้าในภายหลัง พระเจ้าจุลนี ก็รับสั่งสอบถามอีก ได้ความตรงกันกับถ้อยคำของนางปริพาชิกา จึงทรงพระโสมนัสปรีดา ได้พระราชทานตำแหน่ง เสนาบดีให้แก่พระบรมโพธิสัตว์เจ้า พระองค์เดียว พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงทรงเฉลียวพระทัยว่า การที่พระมหากษัตริย์ ได้ทรงพระราชทานตำแหน่งและอำนาจอันสิทธิ์ขาดในราชการแก่เราในคราวเดียวเช่นกัน จะเป็นทุจริตหรือไม่ หรือจะเป็นอุบายที่คิดจะฆ่าเราเสีย จำเราจะต้องสืบสวนดูจากนางปริพาชิกาเสียก่อน เมือถวายบังคมลาออก จากที่เฝ้าแล้วจึงออกไปหานางปริพาชิกา ได้ถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า การที่พระมหากษัตริย์เจ้าได้พระราชทานยศ และอำนาจอันใหญ่หลวงแก่ ข้าพเจ้าในคราวเดียวเช่นนี้เป็นทุจริตประการใด ขอพระแม่เจ้า จงช่วยคิดอ่านให้รู้น้ำพระทัยของพระมหากษัตริย์เจ้าด้วยเถิด
นางปริพาชิกา ก็รับด้วยคำว่าจะช่วยเหลือ แล้วพระบรมโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จกับสู้เคห สถาน ในเวลารุ่งเช้านางปริพาชิกาก็เข้าไปฉันอาหารในพระราชวัง เสร็จแล้วจึง ทูลพระมหากษัตริย์ว่า อาตมาต้องการความสงัด พระมหากษัตริย์ตรัสสั่ง ให้คนทั้งปวงไปจากที่นั้นเสีย
นางปริพาชิกาจึงทูลถามเป็นปัญหาเรื่อง ผีเสื้อน้ำเพื่อจะทดลองน้ำพระทัยพระมหากษัตริย์ว่า จะทรงคิดอ่านประการใดว่า ขอถวายพระพร ถ้าคนทั้ง ๗ คน คือ สมเด็จพระสลากเทวีผู้เป็นพระราชชนนีของพระองค์ ๑ พระอนุชาของพระองค์ ๑ ธนุเสกขะผู้เป็นพระสหายของพระองค์ ๑ เกวัฏฏพราหมณ์ปุโรหิต ๑ มโหสถบัณทิต ๑กับพระองค์ ๑รวมเป็น ๗ คน ด้วยกัน ลงสำเภาลำเดียวกันแล่นออกไปในมหาสมุทร มีผีเสื้อน้ำแหวกน้ำ ขึ้นมาขอกินคนในสำเภาของพระองค์ จะพระราชทานใครให้ผีเสื้อน้ำกินเป็นคนที่ ๑ และจะพระราชทานใครเป็นคนที่ ๒-๓ ต่อไปโดยลำดับ
สมเด็จพระเจ้าจุลนีตรัสตอบว่าจะพระราชทานมารดาของเราก่อน ถัดมาที่ ๒ จะให้พระนันทาอัครมเหสี ที่ ๓ จักให้ติกข-มนตรีเป็นพระอนุชาที่ ๔ จัก ให้ธนุเสกขะผู้เป็นพระสหาย ที่ ๕ จัดให้เกวัฏฏอาจารย์ ที่ ๖ จัดให้ตัวเราเอง ส่วนมโหสถนั้นจะไม่ให้ผีเสื้อน้ำกินเป็นอันขาด พอนางปริพาชิกาได้ ฟังพระราชดำรัสดังนี้ ก็แน่ใจว่า พระมหากษัตริย์ได้คิดที่จะทำร้ายพระ โพธิสัตว์เจ้าปรากฏแก่คนทั้งหลาย เหมือนกับพระจันทร์ในวันเพ็ญ อันปรากฏเด่นอยู่ ในอากาศฉะนั้น
จึงทูลให้คนทั้งปวงซึ่งอยู่ในพระราชวังมาประชุมกันสิ้นแล้วทูลถามปัญหาดังที่ว่ามาแล้วนั้น พระมหากษัตริย์ก็ทรงแก้ไขโดยนัยหนหลัง
นางปริพาชิกาจึงถวายพระพรถามหาเหตุผลว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระราชสมภารผู้เป็นใหญ่ในปฐพีมณทล พระมารดาของพระองค์ ได้ทรง พระคุณมากกว่ามาก ได้ทรงเลี้ยงดูพระองค์มาด้วยการป้อนข้าวอาบน้ำวันล่ะ ๓ เวลาเป็นนิตย์ ในเวลาที่ฉัพภิพราหมณ์คิดจะทำร้ายพระองค์ พระมารดาก็ทรงแก้ไขสิ่งอื่นมาแลกเปลี่ยน ให้พระองค์พ้นจากมรณภัยเสีย เมื่อพระมารดามีพระคุณแก่พระองค์มากเช่นนี้ เหตุไรจึงจะให้พระมารดา เป็นอาหารแก่ผีเสื้อน้ำก่อนคนทั้งปวงเล่า
ในเรื่องนี้มีมาว่า ครั้งพระเจ้าจุลนียังทรงพระเยาว์เป็นทารกอยู่นั้นพระมารดาได้รักใคร่กับฉัพภิพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิต จึงทรงประกอบยาพิษ ให้พระเจ้ามหาจุลนีผู้เป็นพระราชสามีเสวย เมื่อพระราชสามีสวรรคตแล้วพระนางเจ้าผู้เป็นหญิงกาลี ก็ยกราชสมบัติให้แก่ฉัพถิพราหมณ์ครอบครองต่อไป อยู่มาวันหนึ่ง เวลาพระจุลนีกุมารเสวยน้ำอ้อย มีหมู่แมลง วันมาตอม จุลนีกุมารทรงบิน้ำอ้อยทิ้งลงให้แมลงวันหน่อยหนึ่ง พอแมลงวันทั้งหลายมาตอมกินก็ไล่ตีแมลงวันเหล่านั้น เมื่อฉัพภิพราหมณ์ ได้เห็น จึงคำนึงว่า กุมารผู้นี้เป็นคนมีนิสัยฉลาด เวลาเติบโตขึ้นอาจ จะฆ่าเราเสียเป็นมั่นคง ควรเราจะฆ่าเสียโดยเร็วพลัน ครั้นดำริแล้ว จึงชี้แจงแก่พระนางกาลี ๆ ก็ทูลว่า หม่อมฉันรับอาสาฆ่าเอง โดยไม่ให้ผู้ใด ผู้หนึ่งรู้ล่วง ครั้นกราบทูลแล้ว จึงมอบพระโอรสให้พ่อครัวรับไปไว้ ในโรงครัวด้วยกัน ทรงกำชับว่า ท่านจงไปหากระดูกแพะมาไว้ในโรงครัวเสีย พาลูกของท่านกับลูกของเราเล็ดลอดหนีไปอยู่บ้านเมืองอื่น จงได้ เพราะเวลานี้ฉัพภิพราหมณ์คิดจะฆ่าลูกของเราเสีย พ่อครัว ก็กระทำตามคำสั่ง เมื่อไฟไหม้ โรงครัวขึ้นแล้วคนทั้งหลายก็ช่วยกันดับ แล้วโจทย์ขึ้นว่า พ่อครัวกับพระราชกุมาร ถูกไฟไหม้ตายเสียหมด แล้วจึงเก็บเอากระดูกไปถวายพระนางโสภณทุจริตๆ ก็นำขึ้นกราบทูล แก่พราหมณ์ใจอำมหิตว่า ไฟไหม้พระราชโอรสกับพ่อครัวและลูกของเขา ตายเสียหมดแล้ว นี่แหล่ะเป็นกระดุกพระราชโอรส ฝ้ายอ้ายพราหมณ์ทรยศก็แสนที่จะดีใจ จึงว่าเมื่อมันตายแล้วก็ดี จักได้กลับ
กล่าวถึงพ่อครัวต่อไปเป็นใจความว่า พ่อครัวได้พาลูกของตัวอันชื่อว่า ธนุเสกขกุมารกับพระจุลนีกุมาร ลอบหนีออกจากบ้านเมืองไปถวายตัว เป็นพ่อครัวของพระเจ้ามัททราช ในสกลนคร เวลาพ่อครัวขึ้นเฝ้าพระเจ้า มัททราช ๆ ก็ตรัสถามว่า เด็กทั้งสองนี้เป็นลูกของใคร พ่อครัวกราบทูลเป็น คำอำพรางว่า เป็นลูกของตนทั้งหมด แต่ที่มีรูปร่างท่าทางแปลกกันเพราะต่างมารดากัน ครั้นอยู่มาพระเจ้ามัทราชก็ทรงสงสัย ด้วยวันหนึ่งพระจุลนี ราชกุมาร ได้ขึ้นไปเล่นอยู่ในที่ใกล้พระนางนันทาราชิดาของพระองค์ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ พระนางนันทาให้เข้าไปหยิบเอาเชือกลูกข่าง แต่พระจุลนีกุมารหาได้หยิบให้ไม่ เวลาที่พระนางมันทาทรงกริ้วก็ตรงเข้าจะต่อยตามประสาเด็ก พระนางนันทาก็ทรงกันแสงไปฟ้องต่อพระบิดา อยู่มา ที่เล่นเด็กอื่นๆ ได้คุกเข่าเข้าไปรับทั้งนั้น แต่ของเล่นพระจุลนีกุมารกระเด็นเข้าใต้พระแท่นบรรทมน้อยของพระเจ้ามัททราช พระจุลนีราชกุมารได้ไปหาไม้มาเขี่ย ออกมา ไม่ทรงลอดเข้าไปเก็บโดยถือว่าพระองค์ว่า เราไม่ควรที่จะลอดใต้ที่บรรทมของกษัตริย์บ้านเล็กเมืองน้อยเช่นนี้ เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งสิ้น พระเจ้ามัททราชได้ทรงรู้เห็นทั้งนั้น จึงเชื่อแน่พระทัยว่า กุมารคนนี้ไม่ใช่ลูกพ่อครัวเป็นแน่นอน จึงให้พ่อครัวเข้าเฝ้า ชักพระขรรค์ออกขู่ว่า เด็กคนนี้เป็นลุกของใคร ถ้าไม่บอกตามความจริงกูจะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ พ่อครัวกลัวตายจึงกราบทูลไปตามความจริง เมื่อพระเจ้ามัททราชทรงรู้แจ้งดังนั้นก็ไม่ถือโทษพระราชกุมาร เวลาพระราชกุมารและพระราชธิดาของ พระองค์ทรงพระเจริญวัย ก็ทรงจัดการอภิเษกให้เป็นภัสดาและพระชายา กันเสีย อาศัยเหตุผลดังนี้
นางปริพาชิกาจึงกราบทูลถามพระเจ้าจุลนี้ว่าเมื่อพระราชมารดาได้ช่วยปลดเปลื้องให้พระองค์พ้นจากมรณภัย แต่ในเวลาเมื่อยังทรงพระเยาว์ จัดว่าเป็นผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ แต่เหตุไรพระองค์จึงจักให้พระมารดาเป็นอาหารแก่ผีเสื้อน้ำก่อนคนทั้งปวง พระราชมารดามี ความผิดสิ่งใด หรือพระเจ้าข้า
พระเจ้าจุลนีตรัสชี้แจงว่า เพราะพระมารดา ของเราทำให้เราได้รับความอัปยศอดสู่อยู่เป็นอันมาก คือข้อที่ ๑ พระราชมารดาของเราได้แต่งตัวเหมือนกับสาวน้อยๆ ทรงสร้อยสะอิ้งสังวาลเดินกรายไปกรายมาในเวลาที่เสนาอำมาตย์มาประชุมพร้อมกัน ทำกิริยา กระซิกกระชี้ให้เขาเห็น ไม่นึกว่า ตัวเป็นคนแก่ใกล้จะตายแล้ว ทั้งไม่นึกว่า ตัวเป็นมารดาของพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ เราได้แลเห็นแล้วรู้สึก อดสู่ต่อหมู่อำมาตย์ยิ่งนักหนา ข้อที่ ๒ พระราชมารดาของเราได้ทรงเรียกบ่าวไพร่เป็นต้นว่า นายช้าง นายม้า นายประตู เข้าไปพูดจาหัวเราะเล่นเป็นการไม่สมควรแก่นางท้าวนางพระยาข้อที่ ๓ มารดาของเราได้เขียนหนังสือลับไปถึงกษัตริย์ต่างๆ ให้มาขอไปเป็นเมีย โดยทำเป็นหนังสือ ของเรา ปลอมลายมือของเรา เมื่อกษัตริย์เหล่านั้นได้รับแล้วก็ตอบเรามาว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าเฝ้าของพระองค์ เหตุไรพระองค์จึงมีพระราชสาส์นไปเช่นนั้นเรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องทำให้เราอดสูทงนั้นเพราะฉะนั้น เราจึงจักให้ผีเสื้อน้ำกินเสียก่อนทั้งปวง
นางปริพาชิกาได้ทูลถามความผิดของคนอื่นๆ ต่อไป พระเจ้าจุลนี ก็ได้ทรงชี้ความผิดของคนอื่นๆ ตามลำดับ คือ ทรงชี้ว่า พระนางนันทาอัคร มเหสีนั้น เป็นคนริษยาคอยหาช่องทางแย่งชิงเอาของที่พระราชทานจาก นางนักสนมกำนัลในอื่นๆ เสมอๆ ติกข-นมนตรีผู้เป็นอนุชานั้นเป็น ผู้ถือตัวว่าพระเจ้าจุลนีได้ราชสมบัติเพราะตน คือ พระอนุชาพระองค์นี้เมื่อ พระมารดาเป็นชู้ฉัพภิพราหมณ์นั้น ยังอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา พอเติบโตขึ้นมาได้ทราบชัดว่า ฉัพภิพราหมณ์ไม่ใช่พระราชบิดา จึงหา โอกาสฆ่าฉัพพราหมณ์เสีย แล้วไปทูลเชิญพระเจ้าจุลนีมาเสวยราชย์เป็น พระเจ้าจุลนีต่อมา ธนุเสกขะเป็นผู้เป็นพระสหายนั้น ได้มีความผิดโดยเหตุ ถือความคุ้นเคยกับพระเจ้าจุลนีเกินไปเช่น ในเวลาที่พระเจ้าจุลนีประทับอยู่ในห้องบรรทมสองต่อสองกับพระอัครมเหสี เขาก็จู่เข้าไปโดยไม่ทันได้รับอนุญาตดังนี้เป็นต้น เกวัฏฏพราหมณ์นั้นเป็นคนมีความผิดในฐานที่ชอบมองพระเนตรพระมหากษัตริย์ในเวลากราบทูล ไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อพระบรมราชานุภาพบ้าง โดยเหตุเหล่านี้ สมเด็จพระเจ้าจุลนีจึงจะให้คนเหล่านี้เป็นอาหารแก่ผีเสื้อน้ำตามลำดับกัน ส่วนพระองค์เองนั้นทรงเห็นว่าไม่เป็นผู้คุณความดีเท่าพระมโหสถ จึงจะขอตายแทนพระมโหสถเสีย ส่วนพระมโหสถนั้น เป็นผู้ทรงคุณความดีหาผู้ใดจะเสมอมิได้ กาย วาจา ใจ ของมโหสถล้วน แต่ทำดี คิดสิ่งที่มีประโยชน์แก่ตน และคนทั้งหลายเหล่านีอยู่เป็นนิตยกาล ทั้งประกอบด้วยปรีชาญาณนึกซึ้งยิ่งนักหนา ทำให้เป็นประโยชน์ แก่ประชาชนคนทั้งหลายตลอดถึงตัวพระเจ้าจุลนีด้วย ดังเรื่องที่แสดงมา แล้วตั้งแต่ต้นจนอวสานนี้ครั้นพระมหากษัตริย์ทรงชี้ฌโทษและคุณ ของคนทั้งหลายให้ฟังดังนี้แล้ว นางปริพาชิกาจึงขอให้ป่าวร้องชาวพระนครมาสโมรสกันที่หน้าพระลานหลวง แล้วทูลเชิญพระเจ้าจุลนีออกไปแก้ปริศนาให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายดังที่แสดงมา ครั้นแล้วจึงประกาศให้คนทั้งหลายทราบว่า พระมโหสถ เป็นผู้ทรงคุณประเสริฐยิ่งกว่าคนทั้งหลาย คนทั้งหลายก็เห็นตามทุกประการ
โปรดติดตามอ่าน กลับชาติและปัจฉิมเทศนา 20 มกราคม 2553 ครับ

piangfan
01-18-2010, 10:18 PM
สาธุค่ะ ลุงโจ
ขอบคุณค่ะ