สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

กระทู้: ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

  1. #1

    ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)






    ประวัติย่อ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a
    คัดลอกจาก http://www.stjohn.ac.th/University/PHD/1/7_Sep_46.doc

    รองศาสตราจารย์ดร.สุจิตรา (อ่อนค้อม) รณรื่น แห่งสถาบันราชภัฏธนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2493 เป็นชาวนครสวรรค์ เข้าศึกษา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบอักษรศาสตร์สาขาปรัชญามหาบัณฑิตในปี พ.ศ.2523 โดยมีอาจารย์ 3 ท่านเป็นผู้สอนหลัก ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดียได้ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตในปี พ.ศ.2535 ปัจจุบัน (254 ดำรงตำแหน่ง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมนุษย์ศาสตร์ สถาบันราชภัฏธนบุรี เป็นนักเขียนติดตลาดอยู่ในขณะนี้ มีผลงานในวารสารต่าง ๆ มีทั้งสารคดีศาสนา ปรัชญา นวนิยาย เรื่องสั้น ใช้นามปากกาว่า สุทัสสา อ่อนค้อม

    รศ.ดร.สุจิตราได้รับรางวัล International Award แห่งเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ด้วยสารคดีเรื่อง “Creating Sustainable World Peace” โดยใช้หลักทางพุทธศาสนาเป็นเหตุผลสนับสนุนความคิด



    มีต่อคะ





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

  2. #2

    Re: ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม




    ประวัติ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม ใน

    คำนำ จากหนังสือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่บรรพบุรุษนับถือพุทธศาสนา พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พาเข้าวัดตั้งแต่เล็ก ๆ โดยเฉพาะเทศกาล “เทศน์มหาชาติ” จะพากันไปวัดตั้งแต่ตีสี่ตีห้า เพื่อจะได้ฟังพระสวด “คาถาพัน” ได้ครบ ๑,๐๐๐ คาถา ด้วยเชื่อวันว่าเมื่อตายจะได้ขึ้นสวรรค์

    ก่อนนอน คุณพ่อคุณแม่ก็จะเล่านิทานที่เกี่ยวกับนรกสวรรค์ให้ฟังเสมอ ๆ เช่น เรื่องเทพบุตร เทพธิดา ที่มีความสุขอยู่ในวิมานสวย ๆ หรือเรื่องพระมาลัยไปเทศน์โปรดสัตว์ที่เมืองนรก เป็นต้น ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความคิดคำนึงและจินตนาการไปต่าง ๆ ตามประสานเด็ก ทรรศนะที่มีต่อพระพุทธศาสนาในวัยขนาดนั้น คือ ต้องทำความดีจึงจะได้ขึ้นสวรรค์ แล้วไม่อยากทำความชั่ว เพราะกลังจะไปตกนรก ความเชื่อเรื่องกรรมจึงมีมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

    เมื่อจบมัธยมต้นจากต่างจังหวัด ได้เข้ามาสอบเรียนต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (รุ่น ๒๙) ในกรุงเทพฯ อาศัยอยู่กับครอบครัวมุสลิมซึ่งเขารักเหมือนลูกสาว คุณยายของบ้านเป็นชาวพุทธและไปฟังเทศน์ที่วัดทุกวันอาทิตย์ ไปวัดโพธิ์บ้าง วัดพระแก้วบ้าง ข้าพเจ้าก็ตามคุณยายไปแล้วก็สังเกตว่าคนที่ไปวัด มีแต่คนแก่ ๆ ข้าพเจ้าตอนนั้นอายุ ๑๘ ปี จึงเป็นคนเดียวที่อายุน้อยที่สุด

    จบโรงเรียนเตรียมฯ ก็สอบเข้าเรียนที่คณะอักษรศาสตร์จุฬา พักที่หอพักนิสิตหญิงจุฬาฯ (ปัจจุบันเป็นศูนย์การค้ามาบุญครอง) วันอาทิตย์ก็ได้ไปเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่วัดบวรนิเวศ เป็นลูกศิษย์ ท่านเจ้าคุณธมฺมสาโร ภิกขุ

    จบปริญญาตรีแล้ว ทรรศนะที่มีต่อพระพุทธศาสนาก็ยังอยู่ในระดับนรกสวรรค์ ต่อเมื่อเรียนปริญญาโท สาขาปรัชญา ที่คณะและมหาวิทยาลัยเดิม ทำให้ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนากว้างขวางขึ้น อาจารย์ผู้ให้ความรู้และเป็นแรงจูงใจให้หันมาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง คือ ท่านรองศาสตราจารย์ ดร. สุนทร ณ รังสี ส่วนพระสงฆ์นั้น ข้าพเจ้าเคารพและศรัทธา ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในความเป็นปราชญ์ทางด้านพระพุทธศาสนาของพระคุณท่าน และท่านก็ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ด้านปริยัติแก่ข้าพเจ้าด้วยความเมตตาอย่างหาที่เปรียบมิได้

    ในด้านการปฏิบัติ ข้าพเจ้าเริ่มปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเมื่อปี ๒๕๒๖ เมื่อทางวิทยาลัยส่งให้เข้าอบรมปฏิบัติธรรมที่ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ข้าพเจ้าได้เป็นศิษย์ของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ตั้งแต่บัดนั้น (ปัจจุบันหลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นที่ พระราชสุทธิญาณมงคล) และชีวิตก็พลิกผันหันเข้าหาธรรมะอย่างเต็มภาคภูมิ นับแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ทรรศนะที่มีต่อพระพุทธศาสนาได้ก้าวพ้นจากระดับนรกสวรรค์ขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่อยากเกิดในสวรรค์ เพราะเป็นภูมิที่ยังต้องเวียนว่าย ข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันที่จะข้ามพ้นจากสงสารสาคร แต่ก็คงจะเป็นได้เพียงความฝัน เพราะยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งพบว่าการจะเข้าถึงมรรค ผล นิพพาน นั้นยากแสนยาก และหากผู้ปฏิบัติขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็อาจหลงทางได้ง่าย

    การไปวัดอย่างสม่ำเสมอ เรื่องได้ฟังธรรมเทศนาจากท่านเจ้าคุณหลวงพ่อหลายต่อหลายครั้ง บางเรื่องก็ฟังซ้ำถึงหกเจ็ดครั้ง (แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเบื่อ) และความที่เป็นคนช่างจดช่างจำ เรื่อง “ไฟไหนเล่าร้อนเท่าไฟนรก” และ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” จึงเกิดขึ้น

    ความปลาบปลื้มใจพูนทวีจนสุดจะพรรณนา เมื่องานเขียนของข้าพเจ้าได้รับความนิยมจากท่านผู้อ่านมากมายเกินความคาดหมาย ข้าพเจ้ารู้สึกปีติที่ได้ทำหน้าที่ช่วยเผยแผ่คำสอนของท่านเจ้าคุณหลวงพ่อผู้ซึ่งดำเนินตามรอยบาทขององค์พระศาสดาอย่างแน่วแน่ ข้าพเจ้าจึง “ได้บุญ” จาก ธัมมัสสวนมัย และ ธัมมเทสนามัย ในเวลาเดียวกัน

    ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อผู้มีพระคุณต่อข้าพเจ้า ท่านเมตตาช่วยเหลือข้าพเจ้าทุกอย่าง และยังสนับสนุนส่งเสริมให้ข้าพเจ้าไปเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย การได้ใช้ชีวิตใน “แดนพุทธภูมิ” ทำให้ข้าพเจ้าได้ความรู้และประสบการณ์ด้านพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ท่านอาจารย์ เขมานันทะ (พระมหาบาง สิมพลี) ได้เมตตาช่วยเหลือในเรื่องการสมัครเรียนที่ มหาวิทยาลัยมคธ ตลอดจนช่วยสงเคราะห์ให้ได้พำนักในวัดทิเบต อันเป็นวัดของฝ่ายมหายาน ข้าพเจ้าจึงได้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เป็นกำไรชีวิต

    ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณนิตยสาร กุลสตรี โดยเฉพาะ คุณยุพา งามสมจิตร ผู้ซึ่งข้าพเจ้าเคารพนับถือดุจครูอาจารย์ ด้วยท่านทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เกิดในบรรณพิภพ

    ข้าพเจ้าถือโอกาสนี้ แสดงคารวะและกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อท่านผู้มีพระคุณทุกท่านที่กล่าวข้างต้น และต่อท่านผู้อ่านที่ได้เมตตาช่วยค้ำจุนให้ข้าพเจ้ายืนหยัดอยู่ในโลกของตัวหนังสือได้อย่างมั่นใจ

    ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุก ๆ ท่านเทอญ



    มีต่อคะ





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

  3. #3

    Re: ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม




    เมื่อข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวัน

    สุจิตรา รณรื่น

    ๑๙ เม.ย. ๓๕

    จากหนังสือ กฎแห่งกรรม - ธรรมปฏิบัติ เล่มที่ ๖


    ความเป็นมา
    ข้าพเจ้ารู้จักวัดอัมพวันครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๖ เนื่องจากวิทยาลัยส่งมาเข้าร่วมอบรมปฏิบัติธรรมในโครงการ “สัปดาห์แห่งการปฏิบัติธรรมสำหรับข้าราชการ” ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๕ มิถุนายน ท่านเจ้าของโครงการคือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนาวิสุทธิ์ (สมณศักดิ์ในปัจจุบันเป็นท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ)

    นับเป็นโอกาสอันดีที่ข้าพเจ้าได้มาเรียนรู้วิธีปฏิบัติธรรมอย่างเป็นแบบแผน มีครูอาจารย์ควบคุม ซึ่งดีกว่าอ่านจากตำราแล้วปฏิบัติเองดังที่ข้าพเจ้าเคยทำ ผู้เข้าอบรมในเวลานั้นมีเพียง ๑๓ คน ทั้งที่หลวงพ่อท่านมีหนังสือเชิญชวนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสมัยนั้นคนยังไม่เห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรม ตลอดเวลา ๗ วัน ที่พวกเราอยู่ที่วัด หลวงพ่อท่านเมตตาสอนด้วยตนเองทั้งกลางวันและกลางคืน โดยมีคุณแม่ยุพิน บำเรอจิต เป็นผู้ช่วย ข้าพเจ้าปฏิบัติได้พอสมควร ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างเต็มที่เพราะมีความกังวลห่วงลูกชายซึ่งขณะนั้นอายุเพิ่งจะ ๔ เดือนเศษ แต่ข้าพเจ้าก็อยู่ปฏิบัติจนครบกำหนด และนั่นเป็นนิมิตอันดีสำหรับข้าพเจ้า เพราะหลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอำนาจแห่งรสพระธรรมและความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั่นเอง

    ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ได้เข้าปฏิบัติธรรมที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ตามคำชวนเชิญของอาจารย์ผ่องพรรณ ปัณฑรานนท์ ผู้เป็นเจ้าของโครงการ โดยมีคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย เป็นผู้ให้การอบรม พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้มาแสดงธรรมให้ผู้ปฏิบัติฟัง และข้าพเจ้าก็ได้ถือโอกาสกราบเรียนถามข้อสงสัยบางประการ เกี่ยวกับเรื่องลูกชายของข้าพเจ้า โดยให้เหตุผลว่าที่ต้องกราบเรียนถามเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมือนคนอื่น หลวงพ่อไม่ตอบคำถาม แต่ได้พูดว่า “จะให้เหมือนคนอื่นได้ยังไงล่ะจ๊ะ ก็สุจิตรามีคนเดียวในประเทศไทย” ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกงวยงงสงสัย ไม่เข้าใจว่าหลวงพ่อหมายความว่าอย่างไร แต่บัดนี้ข้าพเจ้าคิดว่าเข้าใจแล้ว (แต่จะถูกหรือผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

    ที่ว่าชีวิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ นับตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวันแล้ว หน้าที่การงานก็ดีขึ้น ๆ ตามลำดับ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดที่จะเขียนตำรามาก่อนเลย ก็ได้เกิดความคิดที่จะเขียน และก็ได้เขียนตำราศาสนาเปรียบเทียบขึ้น (ขณะนี้พิมพ์ครั้งที่ ๓) กับ จริยศึกษา อีกเล่มหนึ่ง ส่งขอตำแหน่งทางวิชาการ ทำให้ได้กระโดดจากซี ๔ เป็นซี ๖ คือได้เป็นซี ๕ อยู่สองวัน พอได้ตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาตราจารย์” ท่านก็ปรับให้เป็นซี ๖

    นอกจากจะเข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันหลายหนหลายครั้งเป็นการส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้ายังได้จัดโครงการนำนักศึกษาวิทยาลัยครูธนบุรีมาปฏิบัติธรรมหลายรุ่น หลายครั้งและก็ได้ฟังธรรมบรรยายจากหลวงพ่ออยู่เสมอ ๆ จนบางเรื่อง (ที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม) จำได้ขึ้นใจทีเดียว

    ต่อมาในปี ๒๕๓๐ ข้าพเจ้าก็สอบเข้าเรียนปริญญาเอก สาขาปรัชญา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอบเข้าได้ที่หนึ่งของรุ่นหนึ่ง ซึ่งมีผู้สอบทั้งสิ้น ๕๐ คน แต่สอบได้เพียง ๓ คน ทั้งที่เขาต้องการับ ๕ คน ข้าพเจ้าเป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่ที่สอบเข้าได้ที่หนึ่ง เพื่อน ๆ ลงความเห็นว่า “เพราะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวัน” ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่คัดค้าน ในเทอมแรก ข้าพเจ้าเรียนได้สองสัปดาห์ก็ขอลาป่วย ผ่าตัดตาซึ่งเป็นต้อเนื้อ (เคยผ่าตัดครั้งหนึ่งแล้ว แต่ได้งอกขึ้นอีกภายในเวลาไม่กี่เดือน) ทำให้ต้องพักการเรียน พอเปิดภาคเรียนที่สองก็เข้าไปเรียน แต่รู้สึกไม่ถูกโฉลกกับเนื้อหาวิชา เพราะเขาไปเน้นแต่ปรัชญาตะวันตกที่ข้าพเจ้ามองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ เฉพาะอย่างยิ่งพวกนักปรัชญาผู้เป็นเจ้าของลัทธิคำสอนเหล่านั้นก็เปลี่ยนแนวคิดอยู่ตลอดเวลาจนผู้เรียนตามไม่ทัน (เพราะคำสอนเหล่านั้นไม่เป็นสัจธรรมเหมือนคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง) ข้าพเจ้ารู้สึกเบื่อและเรียนไม่รู้เรื่อง เพราะ “รับไม่ได้” ยิ่งคิดไปว่าตัวเองอาจจะต้องกลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ อย่างพวกนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น ก็ยิ่งไม่อยากเรียน แล้วก็เลยสอบตก โดยรีไทร์สมความปรารถนา (ก็เสียใจอยู่เหมือนกันตรงที่อุตส่าห์สอบเข้าไปได้) ข้าพเจ้าก็มากราบเรียนหลวงพ่อว่า “ตกเรียบร้อย และเขาไล่ออกแล้วเจ้าค่ะ” ท่านบอกไม่เป็นไรแล้วเป่าหัวเพี้ยง ๆ เป็นอันว่าสิ้นสุดสำหรับการใฝ่ฝันอยากเป็น “ดอกเตอร์”

    ความที่ไปวัดฟังธรรมจากหลวงพ่อหลายครั้งหลายหน จนแทบว่านับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ชีวิตพลิกผันไปอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือ ข้าพเจ้ากลายเป็น “นักเขียน” ที่มีผู้อ่านติดตามผลงานมากที่สุดผู้หนึ่ง ซึ่งจะขอเล่าอย่างย่อ ๆ คือ ข้าพเจ้าใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ก็ได้แต่ฝัน เพราะผู้ที่จะเป็นนักเขียนได้นั้น จะต้องเป็นคนรอบคอบ ละเอียดลออ เป็นนักอ่านตัวยง และที่สำคัญคือต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้าเลย การใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียนเป็นได้แค่ความฝันที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้

    ธรรมะสร้างพรสวรรค์ได้
    แทบไม่น่าเชื่อว่าธรรมะจะมีอำนาจลึกล้ำมหัศจรรย์เช่นนี้ เพราะเมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ในที่สุดธรรมะก็สามารถสร้างพรสวรรค์ขึ้นในตัวข้าพเจ้าได้กล่าวคือ อยู่ ๆ ในต้นปี ๒๕๓๒ คุณยุพา งามสมจิตร บรรณาธิการนิตยสารกุลสตรี ได้มีจดหมายมาถึงข้าพเจ้า มีใจความตอนหนึ่งว่า “อยากได้เรื่องของอาจารย์ลงในกุลสตรีทุกฉบับ อาจารย์พอจะมีเวลาเขียนให้ไหมคะ” ข้าพเจ้ารู้สึกปีติและปลาบปลื้มเป็นที่สุด แต่ก็มีความกังวลว่า จะทำได้หรือเปล่า ข้าพเจ้าเคยเขียนเรื่องสั้น ส่งไปที่นิตยสารกุลสตรี ๓ ครั้ง และก็ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารทุกครั้งโดยไม่มีการ “ลงตระกร้า”

    นับแต่วันที่ได้รับจดหมาย ข้าพเจ้าก็มาคิดใคร่ครวญอยู่เป็นเดือนว่าจะเขียนอย่างไร เพราะหากจะพิมพ์ลงในทุกฉบับก็จะต้องเป็นเรื่องยาว ไม่ใช่เรื่องสั้น ในที่สุดข้าพเจ้าก็นำเรื่องที่ฟังจากหลวงพ่อเล่าไปเขียนเป็นนวนิยาย ๕ ตอนจบ ชื่อเรื่อง “ไฟไหนเล่าร้อนเท่าไฟนรก” ก็ปรากฏว่ามีท่านผู้อ่านมีจดหมายมายัง บก. ว่าเป็นเรื่องที่สอนคุณธรรม อ่านแล้วทำให้สะดุ้งกลัวต่อบาป บก. ได้โทรศัพท์มาหาข้าพเจ้าและบอกว่าอาจารย์เตรียมพล็อตเรื่องใหม่ไว้ได้แล้ว แฟนติดกันเกรียวเลย (ขณะนี้เรื่อง “ไฟไหนเล่าร้อนเท่าไฟนรก” ได้พิมพ์รวมเล่มแล้ว) ข้าพเจ้าก็ไปคิดอีกเป็นเดือนว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี

    ในที่สุดเรื่อง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ก็ออกมาสู่สายตาท่านผู้อ่าน และทำให้ข้าพเจ้าบังอาจเรียกตัวเองว่าเป็น “นักเขียน” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ คุณยุพา งามสมจิตร ซึ่งข้าพเจ้าถือว่า เป็นครูอาจารย์ที่ “ปั้น” ข้าพเจ้าขึ้นมา (แต่ท่านไม่อนุญาตให้เรียกว่า “อาจารย์” ข้าพเจ้าจึงเรียกว่า “คุณพี่” แทน) บอกว่าภูมิใจมากที่ปั้นนักเขียนใหม่ได้สำเร็จ และในเวลาต่อมา ทั้งคุณพี่และน้องชาย น้องสะใภ้ ก็กลายเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดอัมพวันเช่นเดียวกับข้าพเจ้า

    เรื่องการเป็นนักเขียนของข้าพเจ้านี้ ครั้งหนึ่งในงานทำบุญบ้านของพันเอกหญิง วีณา ตุงคสวัสดิ์ ซึ่งได้กราบนิมนต์หลวงพ่อมาเจริญพระพุทธมนต์ หลวงพ่อได้พูดกับสามีของข้าพเจ้าว่า “นี่ต้องลงโทษให้หนักนะ ทำให้คนเข้าวัดเป็นพัน รับแขกไม่พักเลย” คือคนที่อ่านเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนแล้ว พากันไปวัดอัมพวันจำนวนมาก ทำให้หลวงพ่อต้องรับแขกจนไม่มีเวลาพักผ่อนนั่นเอง

    เป็นรองศาสตราจารย์เพราะศรัทธาในหลวงพ่อ
    ข้าพเจ้าเคารพนับถือและศรัทธาในหลวงพ่อมาก ไม่ว่าท่านจะบอกอะไร สอนอะไร ข้าพเจ้าจะพยายามทำตามนั้น ทั้งที่บางเรื่อง เกินกำลัง ของข้าพเจ้า เป็นต้นว่า วันหนึ่งข้าพเจ้าไปวัดอัมพวันกับพันเอกหญิงวีณา ข้าพเจ้ากราบเรียนหลวงพ่อว่า “คุณวีณาได้เลื่อนยศจากพันโทเป็นพันเอกแล้ว หนูยังไม่ได้เลื่อนเลยเจ้าค่ะ” หลวงพ่อพูดว่า “ไปเขียนหนังสือเข้า” ข้าพเจ้าก็ไปเขียนตำรา ๒ เล่ม คือ ปรัชญาเบื้องต้น กับ การฝึกสมาธิ ส่งไปขอตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ แล้วก็ผ่านขั้นตอนทุกอย่างโดยไม่ถูกส่งกลับมาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง นับเป็นเรื่องอัศจรรย์สำหรับข้าพเจ้ามาก

    ไปเรียนปริญญาเอกที่อินเดีย เพราะหลวงพ่อ
    สิ่งที่เกินกำลังของข้าพเจ้า คือการเรียนปริญญาเอก เพียงเทอมเดียวที่เรียนจุฬาฯ ก็รู้สึกว่าสู้ไม่ไหว เพราะตัวเองอายุมาก สุขภาพไม่ดี การจะทุ่มเทขนาดอ่านหนังสือตลอดคืนจนรุ่งเช้าทำไม่ได้แน่นอน ช่วงนั้นท่านพระมหาวิจิตร วิจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดภาวนาภิรตาราม บางกอกน้อย ได้ชักชวนให้ข้าพเจ้าไปเรียนปริญญาเอกที่อินเดีย และท่านก็ได้ขอให้ท่านอาจารย์เขมานันทะ (บาง สิมพลี) เป็นธุระในการสมัครให้ บังเอิญข้าพเจ้าได้ทุนของรัฐบาลอินเดีย ต้องเดินทางไปรับทุนด่วน จึงเดินทางไปโดยไม่ได้มากราบลาหลวงพ่อ แต่ก็ได้เขียนจดมายไปกราบเรียนและขอพรให้เดินทางไปกลับด้วยความปลอดภัย ข้าพเจ้าไปในครั้งนั้นใช้เวลา ๑๐ วัน เมื่อกลับมาก็คิดว่าจะไม่ไปอีก เพราะคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ ข้าพเจ้ารับทุนมาแล้ว แต่ก็พยายามผัดผ่อน กระทั่งคิดจะยอมสละทุน ต่อเมื่อได้รับกำลังใจจากหลวงพ่อว่า ไปแล้วจะเรียนจบ และกลับมาจะมีชื่อเสียงมาก ข้าพเจ้าจึงไป ใช้เวลาเขียนวิทยานิพนธ์ ๒ ปีเศษ ก็จบ แต่ก็ต้องทุกข์ยากมากมาย หากไม่ได้เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อก็คงไม่จบ ก่อนไปหลวงพ่อสั่งให้ไปเข้ากรรมฐานเพื่อสร้างพลัง ข้าพเจ้าก็ไปปฏิบัติอยู่ ๙ วัน หลวงพ่อกรุณามอบปากกาให้สองด้าม บอกให้เอาไว้เขียนวิทยานิพนธ์ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตาม บางครั้งเขียนไปร้องไห้ไป แต่ปากกาที่เคารพของข้าพเจ้าก็ช่วยเขียนให้จนเสร็จ ทั้งที่ไม่ใช่ภาษาของตัวเอง

    หลวงพ่อส่งพลังไปช่วย

    ระหว่างที่เรียนอยู่ที่อินเดีย หลายครั้งที่ข้าพเจ้าประสบปัญหาหนักหน่วงมาก แต่ข้าพเจ้าก็ต่อสู้โดยใช้ธรรมะและหลวงพ่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วก็สามารถคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ได้ ข้าพเจ้าเห็นอานิสงส์ของการปฏิบัติก็ในตอนนั้น และก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่า เหตุใดก่อนมาหลวงพ่อจึงสั่งให้ข้าพเจ้าไปสร้างพลังสะสมไว้ก่อน มีเรื่องหนึ่งข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า หากมิใช่เพราะหลวงพ่อแผ่เมตตาไปช่วย ข้าพเจ้าก็อาจจะต้องเสียชีวิตหรือกลายเป็นคนพิกลพิการไป คือข้าพเจ้าเคยกราบเรียนหลวงพ่อว่าจะกลับมาทำงานในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๔ เพื่อจะได้เงินเดือนขึ้นทันตุลาคม ๒๕๓๕ แต่พอถึงเวลานั้นข้าพเจ้าไม่ได้กลับเพราะงานไม่เสร็จ จึงเลื่อนออกไปเป็นเดือนธันวาคม ได้ฝากท่านอาจารย์จรัญ ธิตธมฺโม แห่งวัดดอน ซื้อตั๋วกลับให้ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๔ ปรากฏว่าพี่สาวของข้าพเจ้าคือ คุณเยาวลักษณ์ งามวงศ์ชน กับคุณพ่อได้เขียนจดหมายมาบอกว่า หลวงพ่อไม่ให้กลับ ขอให้สิ้นปีนี้ไปก่อน ข้าพเจ้าก็เลยไม่ได้กลับ แล้วก็เร่งตรวจงาน (พิสูจน์อักษร) การพิมพ์วิทยานิพนธ์

    ข้าพเจ้าต้องทำงานหนักมาก อากาศก็หนาวจัด และไฟฟ้าก็ดับอยู่เสมอ ๆ นับเป็นอุปสรรคต่อการทำงานมาก ครั้นถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม อันเป็นวันที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะบินกลับ แต่ก็ต้องเลื่อนด้วยเหตุผลข้างต้น คืนนั้นประมาณสองทุ่ม ข้าพเจ้าก็นั่งเขียนหนังสือ ขณะนั้นพวกเด็กวัยรุ่นทิเบตกำลังเต้นรำกันอย่างสนุกสนานอยู่ชั้นล่าง ซึ่งจัดงานฉลองวันที่องค์ดาไล ลามะ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จู่ ๆ ไฟในห้องข้าพเจ้าก็ดับลง ข้าพเจ้าก็ไม่แปลกใจ เพราะเรื่องไฟดับเป็นเรื่องปกติในประเทศอินเดีย บางคืนติด ๆ ดับ ๆ กว่าสิบครั้ง ยิ่งที่เมืองนาลันทา ไฟดับนานครั้งละ ๒-๕ วัน เป็นเรื่องธรรมดามาก (ข้าพเจ้าอยู่เมืองพุทธคยา วัดทิเบต) แต่ในวันนี้ (๑๐ ธันวาคม) ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะห้องอื่น ๆ และชั้นล่างไม่ดับ แสดงว่าดับห้องข้าพเจ้าคนเดียว ข้าพเจ้าจึงยกเก้าอี้ไปวางบนเตียงแล้วปีนขึ้นไปดูหลอดไฟขนาด ๖๐ แรงเทียน ใช้เทียนไขส่องดูใกล้ ๆ ว่าเป็นเพราะหลอดขาดหรืออะไร แต่แสงเทียนก็ไม่สว่างพอที่จะรู้ได้ว่าไส้หลอดขาดหรือไม่ ข้าพเจ้าก็เลิกสนใจ หันมาเขียนหนังสือต่อไปภายใต้แสงเทียนสองเล่ม ๓๐ นาที ต่อมาเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นจนกระจกห้องสะเทือน คิดว่าใครเอาก้อนหินขนาดใหญ่มาขว้างกระจกหน้าต่างแตก เหลียวไปดูก็ไม่เห็นแตก ก็คิดว่าคงเป็นห้องถัดไป แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะออกไปดู ก็ทำงานต่อไปอีกสักครู่ เกิดความรู้สึกว่าอยากจะดูหลอดไฟอีกสักครั้ง จึงหยิบเทียนไขเตรียมจะปีนขึ้นไปดูอีก สิ่งที่เห็นทำให้ข้าพเจ้าตัวชา ระลึกถึงหลวงพ่อและสวดมนต์ นั่งสมาธิในทันที

    สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาเมื่อมองไปที่หลอดไฟก็คือ ไม่มีหลอดไฟอยู่ มีแต่ขั้ว ส่วนหลอดไฟแตกละเอียดกระเด็นลงมากองรวมกันในหม้อข้าวไฟฟ้า เสียงระเบิดดังสนั่นที่ได้ยินเมื่อครู่ก็คือ เสียงระเบิดของหลอดไฟนั่นเอง ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า หากมันระเบิดในช่วงที่ข้าพเจ้าใช้เทียนส่องดูไส้หลอดนั้น อะไรจะเกิดขึ้น แน่นอน หากไม่ตาย ข้าพเจ้าก็ต้องกลายเป็นคนพิการไป ซึ่งถ้าจะต้องเป็นหลังก็ขอเปลี่ยนเป็นอย่างแรกยังจะดีเสียกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะหลวงพ่อส่งพลังไปช่วยแล้วจะเรียกว่าเพราะอะไร อาจารย์อุบล สุขสบาย เล่าให้ฟังหลังจากที่ข้าพเจ้าเรียนจบกลับมาแล้ว เขาเคยไปหาหลวงพ่อและเรียนถามท่านว่า อาจารย์สุจิตรา อยู่อินเดียเป็นอย่างไรบ้าง หลวงพ่อตอบว่า หนักมาก กำลังส่งพลังไปช่วย

    หลวงพ่อช่วยข้าพเจ้าจนกระทั่งช่วงสุดท้าย คือการสอบสัมภาษณ์ซึ่งเกิดปัญหาขึ้นโดยที่ข้าพเจ้าไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องเกิด ข้าพเจ้าโกรธอาจารย์ที่ปรึกษามาก ถึงกับลั่นวาจาว่า “ฉันไม่สอบก็ได้ ตรากตรำมาสองปีเศษ คุณก็รู้ก็เห็น แล้วมามีปัญหาตอนที่ฉันควรจะจบ ฉันไม่จบก็ได้” อาจารย์ที่ปรึกษาแทนที่จะโกรธกลับขอโทษขอโพยข้าพเจ้าเป็นการใหญ่ ในที่สุดก็จัดการให้ข้าพเจ้าสอบสัมภาษณ์จนได้ ที่น่าแปลกก็คือ ข้าพเจ้าไม่คาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น คือตัวเจ้าของเรื่องเองไม่รู้ แต่หลวงพ่อท่านทราบทุกอย่างและได้ช่วยจนสำเร็จ ได้รับการบอกเล่าจาก อาจารย์สมพร แมลงภู่ และ คุณเอื้อมทิพย์ คงเพ็ชร ภายหลังจากที่กลับมาแล้ว มีหลายเรื่องที่หลวงพ่อทราบและได้ช่วยไว้ ในที่นี้ไม่สามารถเล่าได้ทุกเรื่อง นับเป็นบุญของข้าพเจ้าโดยแท้

    สิ่งที่ได้จากประเทศอินเดีย

    หากจะเล่าให้หมดทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็คงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะ (๑) ต้องใช้เวลาเล่ากันกว่าสามวันสามคืน หรือถ้าจะเขียนก็คงหลายร้อยหน้า ซึ่งไม่มีเวลาที่จะทำเช่นนั้น และ (๒) จะไม่มีท่านผู้ใดทนฟังหรือทนอ่านตั้งแต่ต้นจนจบได้แม้แต่คนเดียว

    จึงต้องรวบรัดตัดใจความว่าที่หลวงพ่อท่านสนับสนุนให้ข้าพเจ้าไปเรียนที่ประเทศอินเดียนั้น จริง ๆ แล้วการเรียนเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักและประโยชน์ที่ข้าพเจ้าได้ กลับเป็นเรื่องการปฏิบัติและความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยรู้มา ข้าพเจ้าสามารถอ่านพระไตรปิฎกได้เข้าใจซาบซึ้งกว่าแต่ก่อน เพราะได้มารู้มาเห็นวัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของชาวภารตะ วัดทิเบตที่ข้าพเจ้าเช่าพักอยู่ตรงข้ามกับพระเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมด้วยการทำประทักษิณ เดินจงกรม นั่งสมาธิ และที่มากที่สุดที่ทำได้สม่ำเสมอคือ การสวดมนต์ ซึ่งข้าพเจ้าจะสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา(รุณิโก) แล้วสวดพระพุทธคุณอย่างเดียว ๑๐๘ จบ ทั้งเช้าและเย็น (วันละ ๒ ครั้ง) จิตใจของข้าพเจ้าสงบเยือกเย็นขึ้นและมองเห็นไตรลักษณ์ชัดเจนขึ้น

    ทุกเช้าหลังจากการปฏิบัติธรรมเสร็จ ข้าพเจ้าจะตั้งจิตอธิษฐานต่อพระเจดีย์ พระแท่นวัชรอาสน์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ อธิษฐานในเรื่องที่เกี่ยวกับหลวงพ่อ เมื่อใดที่คำอธิษฐานนั้นกลายเป็นความจริง เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเปิดเผยว่าได้อธิษฐานไว้ว่าอย่างไร

    ปัจจุบันข้าพเจ้ามีความสุขกับการทำงาน นอกจากงานสอนที่วิทยาลัยครูธนบุรี ซึ่งมีทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำแล้ว ทางกรมการฝึกหัดครูยังแต่งตั้งให้ข้าพเจ้าเป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะทำงาน โครงการอบรมครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา ในระดับประถมและมัธยม ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา และพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดอัมพวัน จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของข้าพเจ้าในการดำเนินชีวิตที่ดีงามตามแบบชาวพุทธแท้ ขออย่าได้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นชาวพุทธ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า

    ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อที่จะเวียนมาอีกครั้งในวันที่ ๑๕ สิงหาคมศกนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตอธิษฐานอาราธนาพระคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทังหลายในแดนพุทธภูมิ มีพระเจดีย์พุทธคยา พระแท่นวัชรอาสน์ และพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้น โปรดดลบันดาลให้ท่านเจ้าคุณพระภาวนาวิสุทธิคุณ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี จงมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคาพยาธิ และประสบความสำเร็จในกิจการงานทั้งปวง เทอญ

    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a




    มีต่อคะ





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

  4. #4

    Re: ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม




    สัมภาษณ์ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

    คัดลอกจาก http://www.praphansarn.com/talk/ttalk84.asp

    การเขียน เป็นเพียงหนทางหนึ่งในการบอกเล่าความรู้และความคิดของคนคนหนึ่ง ซึ่งในการเขียนแต่ละครั้งจะมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้อ่าน และขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้เขียน "ให้" กับเรา อาจเป็นสาระ อาจเป็นความรู้ หรืออาจเป็นความบันเทิงและสิ่งประโลมใจ

    แต่งานเขียนของ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม มีความหมายมากกว่านั้น ด้วยเป็นงานเขียนที่ช่วยชี้แนะให้เห็นทางของการดำเนินชีวิตอย่างพุทธศาสนิกชน เป็นงานเขียนรับใช้พระพุทธศาสนา ที่หากผู้อ่านเปิดใจเพื่อรับรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์บอกแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน

    ทุกวันนี้ชื่อของ ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม หรือในนามปากกาว่า สุทัสสา จึงไม่เพียงประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียนในประเทศไทย หากมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากการชนะเลิศการประกวดบทความสันติภาพโลกเมื่อปีที่ผ่านมา หนังสือของอาจารย์ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา

    แต่กว่าจะมาถึงวันแห่งความสำเร็จเช่นนี้ อาจารย์ต้องใช้ความมานะพยายามมาไม่น้อยเลย

    และนี่คือสิ่งที่อาจารย์เล่าให้เราฟัง ถึงเส้นทางการเป็นนักเขียน นับจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน

    "ดิฉันเริ่มสนใจเรื่องการเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นอ่านหนังสือสกุลไทย แล้วก็ใฝ่ฝันลมๆ แล้งๆ ว่าอยากเป็นนักเขียน ก็เริ่มลงมือเขียนนะคะ แต่เขียนแล้วก็ทิ้ง เขียนแล้วก็ทิ้ง ไม่ได้เก็บเอาไว้เลย จนวันหนึ่งพี่สาวมาขโมยอ่าน แล้วเขาก็มาว่าดิฉันว่า เรื่องที่ดิฉันเขียนลอกมาจาก "ไผ่ลอดกอ" ของเพ็ญแข วงศ์สง่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ลงในสกุลไทยสมัยนั้น ดิฉันก็ดีใจใหญ่เลยนะ เพราะเราไม่รู้หรอกว่ามันเหมือนกัน ไม่เคยอ่านเรื่องนี้เลย ตอนนั้นยังไม่รู้จักคุณเพ็ญแขด้วย ก็เลยดีใจว่า เออ เราไม่เคยอ่านไผ่ลอดกอนะ เราเขียนของเราขึ้นมาเองแต่มันไปเหมือน แสดงว่าของเราก็มีแววนะ ก็เก็บความดีใจไว้เงียบๆ แล้วก็เขียนเล่นมาเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว"

    "จนเมื่อปี 2515 ตอนที่เรียนอักษรศาสตร์ จุฬา ชั้นปีที่สี่ ตอนนั้นดิฉันจะไปเรียนพระพุทธศาสนาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทุกวันอาทิตย์ เรียนกับ ท่านเจ้าคุณธัมมสาโรภิกขุ ทุกคนจะเรียกท่านว่าหลวงตานะคะ ท่านเป็นชาวเมืองระยอง และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ท่านก็จะเขียนกลอนธรรมะ เขียนคอลัมน์ธรรมะลงในนิตยสาร ศรีสัปดาห์ ซึ่งมี หม่อมหลวงจิตติ นพวงศ์ เป็นบรรณาธิการ หลวงตาท่านมีคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับธรรมะลงอยู่ ก็เลยลองเขียนเรื่องแรกส่งไปให้หลวงตา ตอนนั้นเขามีการประกวดร้องเพลงทางทีวี ดิฉันก็เอามาเขียนว่าตัวเองเป็นนางเอกไปประกวดร้องเพลงได้รางวัลมาเป็นค่าเรียนอะไรอย่างนี้ แต่ไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง ใช้นามปากกาว่า สุทัสสา ปรากฏว่าพอให้หลวงตาอ่าน ท่านก็เอาไปลงศรีสัปดาห์ให้เลย แล้วก็ตั้งชื่อเรื่องให้ตามชื่อนางเอกว่า พรสวรรค์ ฟ้าประทาน โอ้โห ดิฉันดีใจใหญ่เลย พอได้ค่าเรื่องมาหนึ่งร้อยบาทก็เอามาเลี้ยงเพื่อนหมดเลย"

    "ต่อมาก็เขียนเรื่องใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เนื้อเรื่องประมาณว่านิสิตจุฬา สอบตก โดนรีไทร์ แล้วก็ไปฆ่าตัวตาย ส่งไปที่ศรีสัปดาห์อีก แต่คราวนี้ไม่ได้ลง เพราะว่า บ.ก.ไม่ต้องการให้เรื่องจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ท่านบอกว่า สำนวนดีนะ ขอให้เปลี่ยนตอนจบเท่านั้น แต่ว่าช่วงนั้นเรียนหนักไม่มีเวลาแก้ก็เลยไม่ได้ลงน่ะค่ะ ไม่มีเวลาทำ แต่ที่จริงส่วนหนึ่งที่ไม่แก้เพราะตอนนั้นมีอัตตาสูงนะ รู้สึกว่าไม่เอาหรอก ก็เขียนอยากให้จบแบบนี้ ก็เลยไม่แก้ ก็เลยไม่ได้ลง"

    "หลังจากเรียนจบ ถัดไปอีกสิบปี ตอนนั้นสอนอยู่ที่วิทยาลัยครูอุตรดิตถ์ ถึงได้เขียนเรื่องที่สอง ใช้ชื่อเรื่องว่า ศาลเตี้ย เอาชีวิตตัวเองมาเขียน ตอนนั้นมีคดีความอยู่ ที่บ้านถูกเขาโกง แต่เขาร่ำรวยกว่า เขาใช้เงินสู้คดี ส่วนเราไม่มีเราก็แพ้ พอเราแพ้ศาลก็แค้นใจ เลยจินตนาการผูกเรื่องขึ้นมาว่า ในเมื่อเราแพ้ศาลทั้งที่เราเป็นฝ่ายถูก เราเลยเอาปืนไปยิงคนนั้นให้ตาย เรื่องนี้เขียนตั้งแต่ 2524 ส่งไปที่สกุลไทย ปรากฏว่าที่นั่นเขามีคิวยาวมาก จนปี 2525 ดิฉันแต่งงานแล้วย้ายตามสามีเข้ากรุงเทพฯ มีน้องที่จบอักษรโทรมาบอกว่าเรื่องนี้จะได้ลงในเดือน ก.พ. 2525 คราวนี้ได้ค่าเรื่องสองพันบาท เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สอง ที่ได้ลง โอ้โห ดิฉันดีใจมาก จำได้ว่าวันนั้นเดินไปซื้อหนังสือกุลสตรีที่สามย่าน เจอขอทานก็ให้เงินขอทานไปตั้งสิบบาท ขอทานงงเลยว่าทำไมให้เยอะ เพราะตอนนั้นเรากำลังดีใจมากนะคะ"

    "พอหลังจากนั้นก็เขียนมาเรื่อยๆ มีหนังสือที่ไหนรับเรื่องสั้น ดิฉันก็ส่งไปทุกเล่มเลย เรื่องที่สามที่ได้ลงคือ น้ำหอมกลิ่นกุหลาบ ลงใน หนังสือเดลิเมล์วันจันทร์ แล้วก็ได้ลงที่สกุลไทยอีกหลายเรื่อง เป็นเรื่องสั้นตลอดเลย ลงในหนังสือลลนา ดิฉัน หนังสือวรา ตอนหลังได้เขียนลงกุลสตรีด้วย"

    "แต่ที่ส่งไปแล้วไม่เคยได้ลงเลยคือ สตรีสาร กับฟ้าเมืองไทย บ.ก. สตรีสารคือ คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง เคยให้ข้อเสนอแนะมานะคะว่าเรื่องของดิฉันนั้นสำนวนดีอะไรดีหมด แต่เรื่องมันไม่ตื่นเต้น ส่วนอาจารย์อาจิณ ปัญจพรรค์ บ.ก. ฟ้าเมืองไทยท่านก็เขียนมาให้กำลังใจ แต่ที่ไม่ได้ลงเพราะเรื่องที่ส่งไปไม่ตรงกับแนวของหนังสือฟ้าเมืองไทย ซึ่งเน้นไปในเชิงบู๊ ทรหดแบบลูกผู้ชาย เลือดนักสู้อะไรทำนองนี้"

    "ดิฉันเขียนเรื่องสั้นมาทั้งหมด 13 เรื่อง แล้วก็หยุด เริ่มมาเขียนเรื่องยาว ที่เขียนเป็นเรื่องแรกเลยคือ คนเหมือนกัน เป็นเรื่องที่แปลงมาจากเรื่อง ราคาชีวิต ที่เป็นเรื่องสั้นเคยลงในกุลสตรีแล้ว บ.ก. บอกว่าดีมาก ดิฉันก็เอามาขยายเป็นเรื่องยาว 20 ตอนจบ แล้วก็พิมพ์รวมเล่มเองครั้งแรก ประมาณปี 2526 หรือ 2528 จำไม่ได้นะคะ แต่เรื่องนี้ไม่ดังเท่าไหร่ เพราะเรื่องนี้เราพิมพ์รวมเล่มเองโดยที่ไม่เคยลงในวารสารมาก่อนเลย แต่ตอนนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ 5 แล้วนะคะ"

    "หลังจากนั้นดิฉันก็เขียนเรื่อง ไฟไหนเล่าร้อนเท่าไฟนรก เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว สิบสองตอนจบ ส่งไปที่นิตยสารกุลสตรี หลังจากส่งเรื่องสั้นขนาดยาวไปที่กุลสตรี พอลงไปได้สักตอนสองตอน จดหมายจากผู้อ่านเข้ามาเยอะมากเลยค่ะ คนชอบมาก จน บ.ก. คือ คุณยุพา งามสมจิตร มาดูตัวที่บ้านเลย แล้วบอกว่าให้พล็อตเรื่องใหม่ได้แล้ว โอ้โห ดีใจมากเลยค่ะ ก็คิดว่า เอ จะพล็อตเรื่องอะไรดี ทีนี้นึกว่าเขียนเรื่องนรกแล้ว เอาเรื่องสวรรค์บ้างก็แล้วกัน แต่ก็นึกอีกว่าเรื่องสวรรค์จะไม่ค่อยมีคนเชื่อกัน เราก็มีข้อมูลมากพอสมควร แต่ก็ยังไม่เอาดีกว่า เราอย่าเขียนอย่างนั้นเลย ก็ยังตัดสินใจไม่ได้"

    "พอดีช่วงนั้นมีเหตุวิกฤติเกิดขึ้นในชีวิตด้วย คือเมื่อปี 2530 ดิฉันสอบเรียนปริญญาเอกสาขาปรัชญาได้ ที่จุฬาฯ เรียนไปหนึ่งปีก็ถูกรีไทร์ ตอนนั้นเสียใจมากนะคะ แต่มีรุ่นน้องคือ ดร. รุ่งธรรม สุจิธรรมรักษ์ มาปลอบใจว่า 'โอ๊ย ถ้าผมมีความสามารถในการเขียนอย่างพี่นะ ผมไม่เรียนหรอกปริญญาเอกน่ะ ผมจะเขียนนิยาย จะเอาดีทางนี้ไปเลย' ดิฉันก็รู้สึกได้กำลังใจ จนวันหนึ่งก็เหมือนมีเสียงในใจบอกว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ก็เลยเขียนเรื่องนี้"

    "พอเขียน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ลงในกุลสตรีไปได้สักสองสามปักษ์ ก็มีจดหมายมาเยอะมากเลยค่ะ ดิฉันก็เขียนเพลินมาก เขียนจนลืมตัวละคร ลืมจบ ลืมอะไรไปหมดเลย จนเรื่องนี้ยาวไปถึง 80 บท รวมเล่มนี่ต้องทำเป็นสองเล่มนะคะ แต่ก็ขายดีมาก ตอนนี้พิมพ์รวมเล่มอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 22 แล้วนะคะ แต่ถ้าไม่เป็นทางการก็ประมาณครั้งที่ 26 เพราะว่าบางทีมีคนมาขอพิมพ์โดยที่ทางเราไม่ได้แจ้งครั้งที่ เขาก็เอาเพลทเก่าพิมพ์ เรื่องนี้คนติดกันมากเลยค่ะ ทุกวันนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วนะคะ"

    "เรื่องนี้เขียนจากชีวประวัติและงานเผยแผ่ศาสนธรรมของ หลวงพ่อจรัญ ฐิตะธัมโม หรือปัจจุบันคือ พระเทพสิงหบุราจารย์ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี เหตุการณ์ในเรื่องนี้ก็จะเริ่มตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งมีเหตุการณ์ 14 ตุลา แล้วมาจบที่หลวงพ่อได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ คอหัก เมื่อวันที่ 14 ตุลา 2521 ปรากฏคนติดมากเลย พอจบแล้วก็ต้องเขียนต่อเพราะหลายคนเข้าใจว่าหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว และคนก็ถามถึงกันมากเลยอยากจะอ่านต่อ"

    "ถ้าจะอ่านต่อตามเหตุการณ์ ก็ต้องอ่านเรื่อง วัฏจักรชีวิต ซึ่งในเรื่องนี้จะเปิดเผยว่าหลวงพ่อรถคว่ำแต่ไม่ได้มรณภาพนะ แต่ว่าตอนที่เขียนจริงๆ ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ก่อน เพราะตอนนั้นมีข่าวฮือฮาเรื่องมักกะลีผล หรือว่านารีผล เนื่องจากหลวงพ่อมีมักกะลีผลอยู่แล้วนักข่าวมาเจอ แล้วเอาไปลงหนังสือพิมพ์ ก็กลายเป็นเรื่องฮือฮามาก ทีนี้พออะไรกำลังดังเราก็เขียนเรื่องนั้นก่อน ก็เลยเขียนเรื่อง มักกะลีผล ขึ้นมา เอาประวัติของหลวงพ่อเป็นฉาก เริ่มตั้งแต่ปี 2477 หลวงพ่ออายุ 6 ขวบ จนกระทั่งถึงบวชอยู่ที่วัดพรหมบุรีแล้วกำลังจะย้ายมาอยู่ที่วัดอัมพวัน ปรากฏว่าเขียนเพลินอีกแล้ว เพราะชีวประวัติของหลวงพ่อมีเรื่องราวเยอะมาก จนยาวไป 96 ตอน จน บ.ก. ต้องบอกว่า อาจารย์ เยอะไปแล้วนะ จบได้แล้ว ก็เลยต้องจบ แต่เหตุการณ์มันยังมาต่อกับตอนต้นของสัตว์โลกฯ ไม่ได้เลยนะ เพราะเรื่องมันต้องมาต่อกันให้ได้ ปี 2516 แต่มันจบแค่ปี 2500 เท่านั้นเอง สุดท้ายก็เลยต้องเขียนต่อเรื่องเดิม แต่เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น นารีผล ซึ่งก็จะเริ่มตั้งแต่ปี 2500 ไปจบในปี 2516 พูดถึงประวัติของหลวงพ่อตั้งแต่มาอยู่วัดอัมพวันว่าท่านสร้างอะไรบ้าง ออกธุดงค์ การพบกับหลวงพ่อในป่า การใช้กรรมที่ทำไว้สมัยเมื่อเป็นเด็ก ฯลฯ"

    "แต่ทีนี้คนไปติดเรื่องสัตว์โลกฯ กันมาก แล้วก็ไม่ค่อยรู้จักสองเรื่องนี้ พอดีมี รศ.ดร.ธวัชชัย บุญโชติ อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านอ่านเรื่องสัตว์โลกฯ แล้วชอบมาก ก็เที่ยวสืบหาเบอร์โทรของดิฉัน จนไปได้เบอร์จาก 13 เขาก็โทรมาคุยด้วยตั้งนานสองนาน ดิฉันบอกท่านว่าตอนนี้เขียนถึง นารีผล แล้ว ท่านก็เลยไปหามาอ่าน แล้วก็มาบอกว่า ผมอ่านแล้วนะ แล้วผมก็เอาไปให้เพื่อนที่ธรรมศาสตร์อ่านด้วย เพื่อนบอกว่าเรื่องนี้ดีกว่าสัตว์โลกฯ อีก ดิฉันก็ โอ้โห ดีกว่าเชียวหรือ แต่ทำไมเรื่องนี้ขายไม่ดีล่ะ เพิ่งพิมพ์ไปได้ครั้งเดียวเอง ท่านเลยแนะว่าให้เปลี่ยนชื่อเป็นสัตว์โลกให้หมดเลย ดิฉันก็ไปปรึกษากับทางโรงพิมพ์ ก็แก้ปัญหาเรื่องชื่อว่าเป็น ธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แล้วจะเป็นชื่ออะไรก็ใช้เขียนถัดลงไปอีก 1 บรรทัด เช่น ธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม บรรทัดต่อมาก็เป็น มักกะลีผล อะไรอย่างนี้"

    "พอเขียนนารีผลจบก็มาต่อเหตุการณ์กับสัตว์โลกฯ ได้ จากนั้นก็เริ่มเขียน วัฏจักรชีวิต ตอนนี้ก็เขียน มาได้ 33 ตอนแล้วนะคะ แต่ดิฉันเป็นคนที่มีปัญหาในการเขียน ดิฉันเขียนยาวมาก พิมพ์รวมเล่มออกมาเรื่องหนึ่งสองเล่ม คนอ่านก็จะเสียเงินเยอะ บ.ก. ก็แนะว่าให้เขียนทีละเล่ม เพราะที่เคยเขียนมาแต่ละเรื่องยาวมาก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม 80 บท มักกะลีผลกับนารีผล อีกเรื่องละ 96 บท ทีนี้ต่อไปวัฏจักรชีวิตจะเหลือ 48 บทก็จะจบแล้ว แล้วค่อยเปลี่ยนเรื่องใหม่ และจากนี้จะพิมพ์เป็นเล่มเดียวๆ แล้ว แต่จะใช้ชื่อเดียวกันหมดคือ ธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

    "นอกจากเขียนหนังสือแล้วดิฉันยังมีงานวิชาการที่ต้องทำอีกมากมาย เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วย เป็นกรรมการทำหลักสูตร แปลหนังสือ ฯลฯ และมีงานที่ทำอยู่โดยไม่เป็นทางการอีกสองงานใหญ่ๆ งานหนึ่งคือ เป็น ที่ปรึกษาโครงการพระไตรปิฎกอักษรโรมัน แบับฉัฏฐสังคีติ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำหรับพระราชทานไปยังห้องสมุดของสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 1000 ชุด ชุดหนึ่งมี 40 เล่ม ส่วนอีกงานคือ งานทำหนังสือของหลวงพ่อ ซึ่งเราจะนำคำสอนของท่านมาถอดเทปพิมพ์เป็นหนังสือถวายท่านทุกวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของท่าน ปีละ 1 เล่ม ทำมาตั้งแต่ปี 2530 ถึงตอนนี้ 2546 ก็เป็นเล่มที่ 17 แล้ว"

    "การทำหนังสือของหลวงพ่อ ตั้งแต่เล่มแรกถึงปัจจุบัน ดิฉันจะเป็นบรรณาธิการ เมื่อก่อนงานยังไม่มากก็จะอ่านทั้งเล่ม คือนอกจากคำสอนของหลวงพ่อแล้วก็ยังมีงานเขียนของลูกศิษย์ ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์ ทีนี้ยิ่งทำไป เล่มก็จะอ้วนขึ้นๆ ดิฉันเริ่มจะอ่านไม่ไหว ก็จะรับผิดชอบตรวจเฉพาะส่วนของหลวงพ่อ พันเอกพิเศษทองคำ ศรีโยธิน ซึ่งเป็นประธานคณะบรรณาธิการเขียนคำนำให้"

    "ทีนี้พอต่อมาเกิดมีฝรั่งมาสนใจ อยากรู้ว่าหลวงพ่อสอนอะไร ดิฉันเลยเริ่มต้นแปลหนังสือ กฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่ม 1ของหลวงพ่อเป็นภาษาอังกฤษ งานนี้เป็นบรรณาธิการเองเลย ตอนนี้ก็พิมพ์เป็นครั้งที่ 5-6 แล้ว ได้รับความสนใจมากค่ะ โดยเฉพาะที่ มหาวิทยาลัย Wright's ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นติดต่อผ่านทาง รศ.ดร.พินิจ รัตนกุล ซึ่งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ดิฉันเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาสมาธิในศาสนา อาจารย์พินิจก็พาศาสตราจารย์จากที่นั่นมาสัมภาษณ์หลวงพ่อ เขาก็สนใจมากเลย แล้วก็ขออนุญาตแปลงานของหลวงพ่อเป็นภาษาอังกฤษ"

    "พอแปลก็เกิดปัญหา มีอุปสรรคตรงที่หาคนแปลไม่ได้ เพราะว่าคนที่จะมาแปลนี่จะต้องมีคุณสมบัติคือ หนึ่ง ต้องเคยปฏิบัติธรรมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ สองจะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษ สามต้องมีความรู้ภาษาไทย แล้วก็จะต้องมีความรู้ศัพท์ทางพระพุทธศาสนาด้วย เป็นอันว่าเขาเอาไปแปลแล้วทำไม่สำเร็จ เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจ หลวงพ่อก็เลยยกงานตรงนี้มาให้ดิฉันแปล ตอนหลังก็มีคนอื่นๆ มาช่วยแปลด้วย ตอนนี้ที่พิมพ์เป็นเล่มแล้วก็มีเล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 3 เล่ม 7 ส่วนเล่ม 4 เล่ม 5 เล่ม 6 เล่ม 8 อยู่ระหว่างการตรวจ ผู้ช่วยแปลมีสามท่านคือ ดร.นราพร รังสิมันตกุล คุณปราณี รัตนวรรณ คุณอรุณี ศิริวัฒน์ ผู้ตรวจคืออาจารย์ Donald W. Sandage"

    "อันที่จริงกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ทุกอย่างใช้เวลาก่อตัว อย่างการที่ดิฉันต้องทำงานเขียนทางศาสนา ก็ทำให้ได้เรียน ได้ค้นคว้าพระไตรปิฎก ค้นคว้าอรรถกถา จนได้มาเปิดคอลัมน์ ศาลาธรรมโอสถ ที่กุลสตรี ได้ตอบปัญหาท่านผู้อ่าน ซึ่งก็เป็นปัญหาชีวิตบ้าง ปัญหาธรรมะบ้าง ก็ทำให้ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่เสมอ ซึ่งปกติก็จะค้นคว้าอยู่แล้วตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก คือหลังจากที่รีไทร์ไปแล้วตอนหลังดิฉันก็ได้ทุนจากอินเดีย ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย การไปเรียนที่นั่นทำให้พบขุมทรัพย์อันมหาศาลอย่างหาประมาณมิได้ ความรู้ทางพระพุทธศาสนาเราจะแน่น อีกอย่างคือเรื่องการปฏิบัติธรรม ดิฉันได้รู้จักหลวงพ่อเป็นครั้งแรกเมื่อไปปฏิบัติธรรม ปี 2526 ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มในทางปฏิบัติ ทุกอย่างก็สะสม ฟักตัวมานาน การที่เป็นนักเขียนได้ก็เพราะจุดนี้"

    "การทำคอลัมน์ ศาลาธรรมโอสถ เป็นงานที่ดิฉันชอบมากจริงๆ เพราะได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่ และจะได้ช่วยแก้ในการที่คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดๆ เช่น การเชื่อโชคลางอะไรอย่างนี้ ดิฉันจะตอบคอลัมน์โดยยึดพระไตรปิฎกหมดเลย เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องและแท้จริงกับคนอ่าน"

    "ที่มาของการส่งบทความเข้าประกวดจนได้รับรางวัล คือเมื่อปีที่แล้ว ประมาณเดือนกรกฎาคม ดิฉันไปสอนที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลตามปกติ ดร.พินิจ ท่านก็ให้เจ้าหน้าที่เอาโน้ตมาให้ แจ้งว่าเพื่อนที่แคนาดาส่งเมลมา บอกว่าเขามีการประกวดเขียนเกี่ยวกับสันติภาพอย่างนี้ๆ ถ้าอาจารย์สนใจก็เขียนไป ดิฉันเอามาอ่านแล้วก็เฉยๆ ไม่คิดจะเขียน เพราะเราไม่มีเวลา และมันก็คงเป็นเรื่องที่ยากมากเลย เพราะเขาตั้งรางวัลไว้ตั้งหนึ่งแสนดอลลาร์ มันก็ต้องเป็นเรื่องที่ยากมาก ดิฉันอ่านกติกาเขาให้เขียนขนาดตัวพิมพ์ 12 point ความยาวประมาณ 50-70 หน้า A4 มันก็เท่ากับหนังสือเล่มหนึ่งละ ดิฉันก็ไม่เอาเลย ไม่เขียน เพราะไม่มีเวลา เพราะไหนจะคอลัมน์ในกุลสตรี แล้วยังมีงานแปลที่ต้องทำให้กับสำนักนายก มีงานแปล มีงานเกี่ยวกับตรวจงานของกระทรวงเยอะมากเลย อ่านแล้วก็ตัดสินใจไม่ทำ 100%"

    "จากวันนั้น ผ่านไปได้เดือนหนึ่ง ระหว่างที่ดิฉันปฏิบัติธรรม เดินจงกรมอยู่ ก็รู้สึกมีเสียงมาบอกที่หู อาจเป็นจิตใต้สำนึกของตัวเองบอกว่า ต้องทำนะ เพราะว่างานนี้เป็นงานสำคัญกับพระพุทธศาสนามาก ดิฉันก็เลยตอบไปในใจว่าทำก็ทำ แต่ทำแล้วต้องชนะนะ แล้วดิฉันก็นั่งสมาธิต่อ ระหว่างนั่งก็คิดว่าเราจะเขียนอย่างนี้ๆ นะ พอนั่งเสร็จก็เอากระดาษมาโน้ตไว้ว่าจะเขียนแบบนี้ๆ ทุกอย่างไหลออกมาจากความคิด เพิ่งมารู้ทีหลังนะว่าที่เราเขียนไปมันเป็นกระบวนการของอริยสัจทั้งหมด มารู้หลังจากได้รางวัลนะ "

    "พอโน้ตไว้แล้ว สองอาทิตย์ผ่านไปก็ยังไม่ได้ลงมือเขียน เพราะงานเยอะมาก แล้วพอจะเขียนจริงๆ กลับหาโน้ตไม่เจอ ดิฉันก็ เอ้อ ไม่เจอก็ไม่เจอ ก็ลงมือเขียนไปเรื่อยๆ เสาร์ อาทิตย์บ้าง วันศุกร์บ้าง เขียนอยู่ประมาณเดือนหนึ่งก็เสร็จ แต่ก็ไปมีปัญหาเรื่องพิมพ์อีก เพราะคอมพิวเตอร์ติดไวรัส จนถอดใจแล้วว่าคงไม่ทันแล้ว แต่หลานก็จัดการแก้ไขให้จนเสร็จจนได้ ใช้ชื่อเรื่องว่า Creating Sustainable World Peace"

    "ก่อนส่ง ดิฉันเอาต้นฉบับกับแผ่นดิสก์ ไปถวายหลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อท่านมองดู ไม่ได้อ่าน แล้วก็บอกว่า "เขียนหลายเรื่อง" พูดเท่านี้แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร ดิฉันก็ส่งไป การประกวดครั้งนี้มีคนส่งงานไปทั้งหมดประมาณ 300 กว่าเรื่อง แต่ทางเวบเขาจะเลือกมาแค่ 30 เรื่อง ลงเฉพาะเนื้อหาให้อ่าน ให้คนโหวตว่าจะเชียร์เรื่องไหน มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับปิรามิดที่คนอ่านเชียร์มากที่สุด แต่ปรากฏว่าสุดท้ายเขาไม่ได้ตัดสินจากการโหวตหรอกนะคะ แต่มีกรรมการตัดสิน จากหลายประเทศ ทุกคนเป็น ดร. หมด มีชาวอเมริกัน 5 คน อินเดีย 1 คน บัลกาเรีย 1 คน บราซิล 1 คน ในเวบไซต์เขาบอกจะประกาศผลเดือนมกราคม ดิฉันเข้าไปดูเรื่อยๆ ก็ยังไม่เห็นสักที จนเดือนกุมภา ก็ไปเจอว่าเขาตกลงเลือกให้งานเราชนะ"

    "การตัดสินตามเกณฑ์ของเขาจริงๆ คือจาก 30 เรื่อง เขาจะเลือกไว้ 3 เรื่อง ที่ดีที่สุด ให้เป็นสามสำนวน และจะให้นามคนเขียนว่าเป็น Rethinker แต่ปรากฏว่ากรรมการทั้งแปดคนลงคะแนนให้ดิฉันคนเดียวเลย เขาเลยประกาศว่าเลือกงานของดิฉัน งานเดียว ตอนนั้นดีใจมาก"

    "แต่ตอนหลังมามีปัญหากันนิดหน่อยกับเรื่องการให้รางวัล ซึ่งกลายเป็นว่าดิฉันไม่ได้เงินทั้งหมดในคราวเดียวอย่างที่คิด ตอนแรกที่เกิดเรื่องขึ้น ดิฉันไม่พอใจมาก แต่มาคิดได้ภายหลังว่า งานเขียนชิ้นนี้ เราทำแล้วได้อะไร ดิฉันถือว่าดิฉันได้เผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้โดดเด่นขึ้นมาในโลก มีคนที่เขาได้อ่านแล้วเขาเขียนเมลมาหาดิฉัน บอกว่าเขาขอบคุณดิฉันมากเลยที่ทำให้เขาได้รู้จักวิถีของเถรวาท เพราะคนทั่วโลกจะรู้จักแต่นิกายมหายาน ซึ่งเน้นแต่สมาธิ ไม่ทำให้เกิดปัญญา ไม่ได้ตัดกิเลส เขาก็ขอบคุณในสิ่งที่ดิฉันทำ เพราะว่าไม่เคยมีใครเขียนหรือแปลงานแบบนี้ออกมาสู่โลกเลย พอดิฉันอ่านแล้วก็ภูมิใจมาก"

    "ดิฉันก็มาทบทวนว่า อะไรคือสิ่งที่เราได้จากการทำงานนี้ คือ หนึ่ง เราได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา สอง เรามีชื่อเสียงไปทั่วโลก แล้วที่สำคัญคือเราได้ทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาในแง่ที่พระพุทธเจ้าสอนจริงๆ ในขณะที่สิ่งที่ดิฉันเสียไปคือเวลาในการเขียน กับค่าพิมพ์สองพันบาท ดังนั้นดิฉันก็ถือว่าดิฉันได้สิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว"

    สำหรับผู้ที่สนใจงานเขียนของ ดร. สุจิตรา อ่อนค้อม อาจารย์มีคอลัมน์ประจำและเขียนธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ลงประจำอยู่ที่นิตยสารกุลสตรี และถ้าหากอยากอ่านบทความของอาจารย์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกมาแล้ว ก็คลิกเข้าไปดูได้ที่ http://www.rethinkers.org แต่ถ้าท่านไม่ชอบอ่านจาก Monitor จะหาซื้อฉบับเต็มมาอ่านก็ย่อมได้ มีจำหน่ายที่เอเชียบุคส์ มหาจุฬาบรรณาคาร มหามกุฎราชวิทยาลัย หรือจะสั่งซื้อที่ซีเอ็ดทุกสาขาก็ได้ ส่วนภาคแปลเป็นภาษาไทย อ่านได้ในนิตยสารกุลสตรีค่ะ


    มีต่อคะ





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

  5. #5

    Re: ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม




    ผลงานการประพันธ์

    ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม

    a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

    ๑. ไฟไหน ร้อนเท่าไฟนรก

    ๒. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

    ๓. มักกะลีผล

    ๔. ศาลาธรรมโอสถ

    ๕. คนเหมือนกัน

    ๖. การฝึกสมาธิ

    ๗. ศาสนาเปรียบเทียบ

    ๘. ปรัชญาเบื้องต้น

    ๙. พระมหากษัตริย์ไทยกับศาสนาประจำชาติ

    ๑๐. การสร้างสันติภาพโลกแบบยั่งยืน



    ขอขอบคุณที่มาคะ http://www.dharma-gateway.com/ubasik...-main-page.htm





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด