สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

กระทู้: พ่อค้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า"

  1. #1

    พ่อค้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า"

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    ถอยหลังจากนี้ไปประมาณ ๔ อสงไขย สมัยนั้นว่างจากพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จลงมาอุบัติในโลก แต่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นเรือนแสน ก็มีพ่อค้าสำเภาผู้มีคุณธรรมสูงคนหนึ่ง ล่องเรือแล้วถูกพายุพัดเรืออับปางไป ลูกเรือทุกคนตายหมด ยกเว้นพ่อค้าที่ไม่ตาย บุญบังคับให้ตายไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่ แล้วพ่อค้าเขาก็ลอยอยู่ในทะเลโดยเกาะเศษไม้ที่แตกจากเรือ ลอยอยู่อย่างนั้นหละ เป็นแรมปีไม่ตาย คือเรือมันไปแตกอยู่ในช่วงกระแสน้ำวนที่มันวนไปวนมา อย่าสงสัยนะว่าทำไมไม่ตาย เพราะว่ามันเป็นนิทาน เพราะมันเป็นกระแสน้ำวน มันเลยไปไม่ถึงฝั่งสักที พ่อค้าก็รู้ตัวว่าตกอยู่ในกระแสน้ำวน จึงรู้อยู่แก่ใจว่า ยังไงเราคงจะต้องตาย แต่ว่าตั้งแต่แรกนั้น ท่านพ่อค้าผู้นี้ยังมีความสงสัยอยู่ภายในจิตใจอยู่ เนื่องจากพ่อค้าผู้นี้ได้เดินทางไปค้าขายในที่ต่าง ๆ แล้วก็ได้ไปพบกับคนหลาย ๆ ประเภท ท่านก็สงสัยว่า ทำไมคนเรามันจึงมีความแตกต่างกันอย่างนี้ ทำไมจึงมีความเฉลียวฉลาดแตกต่างกัน มีความต้องการต่างกัน มีความแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน ท่านพ่อค้าผู้นี้ท่านอยากรู้คำตอบในเรื่องนี้มากเหลือเกิน กระทั่งเมื่อเรือแตก ต้องลอยคออยู่ในกลางกระแสน้ำวนในทะเลอย่างนี้ ก็ยังมีจิตคิดสงสัยติดอยู่ในใจมาโดยตลอด ว่าอยากจะมีโอกาสได้รู้ ได้เข้าใจในสิ่งที่สงสัย เขาจึงตั้งสัตยาธิษฐานขึ้นมาต่อผู้อารักขามหาสมุทรทั้ง ๔ ว่า “เรา ผู้มีจิตไม่ประทุษร้ายต่อใครด้วยถ้อยคำวาจา เราเป็นผู้ยินดีกับการให้มาโดยตลอด เราเป็นผู้รู้คุณของผู้มีพระคุณ เราผู้ปรารถนาจะรู้ความจริงในสิ่งที่เราต้องการจะทราบ หากเรามีบุญที่จะพึงรู้จักกับผู้มีบุญญาธิการ ที่จะยังให้ความปรารถนาของเรานั้นสำเร็จเป็นผลได้ ก็ขอให้เราได้หลุดพ้นจากวังวนนี้เถิด”

    แล้วพ่อค้าผู้นี้เขาก็ลอยตุ๊บป่อง ๆ ลอยไปก็ลอยวนกลับมา ลอยมาก็วนกลับไปอยู่อย่างนี้ ถามว่าพ่อค้าผู้นี้ไม่กินอะไรเลย ไม่ตายรึ ก็ตอบว่าไม่ตาย ขนาดสมัยพุทธกาลยังมีเลย ที่มีท่านที่ทำมาแต่ธรรมทาน แต่ไม่ได้ให้ทานมาในกาลก่อน ตั้งแต่เกิดมา ก็ได้กินแค่รกของตัวเองอยู่อย่างเดียว แล้วไม่ได้กินอะไรอีกเลย แต่ไม่ตาย อยู่มาได้จนบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา ถึงจะได้กินอาหารมื้อแรกจากการบิณฑบาต ซึ่งแม้ขนาดออกบิณฑบาตร่วมกับพระรูปอื่น ๆ ก็ยังไม่มีพุทธบริษัทคนไหนใส่บาตรให้ท่านเลย เพราะว่ากรรมของท่านบังตาเขา ให้มองไม่เห็นบาตรของท่าน จนมีพระอรหันต์ท่านหนึ่งทรงเมตตา จับบาตรของพระรูปนี้เอาไว้ให้ชาวบ้านที่ใส่บาตรมองเห็น พระรูปนี้ถึงจะได้กินอาหารมื้อนั้นเป็นมื้อแรก จนท่านได้เข้าใจถึงความทุกข์ของการมีร่างกาย จนจบกิจเป็นพระอรหันต์ นี่ดูเถอะท่านต้องอยู่มาตั้งกี่ปี ไม่มีอะไรกิน ยังมีชีวิตอยู่ได้เลย นี่เรื่องเล็ก อยู่ในน้ำ ไม่มีกินก็ยังไม่ตาย เพราะบุญมันช่วยให้ไม่กระหายมากได้ บุญมันทำให้อิ่มเอิบ การไม่ตายนี้จึงเป็นของไม่แปลก

    ต่อมาก็มีพายุลูกใหม่พัดเข้ามาอีก จนซัดเอาร่างของพ่อค้าผู้นี้ไปเกยอยู่ที่ชายหาด เขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไป ก็เลยนอนอยู่ที่ชายหาดนั้น ก็มีเต่ายักษ์ตัวหนึ่งเดินมาเจอเขา แล้วก็นึกเอ็นดูเขา ก็เลยเอาหัวดุนร่างของพ่อค้าคนนี้ขึ้นมาบนหลัง แล้วเต่าตัวนี้ก็เดินต้วมเตี้ยม ๆ พาไปตามชายหาด และเต่าก็พาไปสู่ถ้ำ ๆ หนึ่งที่อยู่ระหว่างระดับน้ำขึ้นน้ำลง ถ้าน้ำขึ้นก็จะปิดปากถ้ำ ถ้าน้ำลงก็จะเห็นปากถ้ำ เต่าพาพ่อค้าผู้นี้ไปในช่วงที่น้ำลง แล้วก็เดินเข้าไปในถ้ำที่มีพญานาคปกครองอยู่ แล้วเต่าก็ต้องวางร่างของพ่อค้าลง ส่งพ่อค้าได้แค่นี้เพราะว่าตัวเองบุญน้อย ไม่สามารถจะเข้ามาอยู่ในเขตของผู้ที่มีบุญใหญ่ อย่างอาณาเขตของพญานาคได้ แล้วเต่าก็ทำการเคารพพญานาคแล้วบอกพญานาคในใจว่า “เรานำผู้ที่มีบุญมาสู่ท่าน ขอท่านช่วยอุปการะแทนเราด้วยเถิด” แล้วเต่าก็เดินกลับไปด้วยน้ำตาคลอ ๆ เพราะเต่านั้นมีความผูกพันกับพ่อค้าในอดีตชาติมาก่อน ฝ่ายพญานาคที่มีกายเป็นทิพย์ที่ละเอียดสวยงาม ก็นำร่างของพ่อค้าเข้าไปข้างใน ไปหาพระราชาของพญานาค พระราชาที่เป็นพญานาคนี้ท่านชื่อว่า นาคะจิตตะ ท่านก็ทำให้พ่อค้าตื่นขึ้น แล้วให้นาคแปลงเป็นคน นำอาหารทิพย์มาให้ เพื่อให้ร่างกายของพ่อค้าฟื้นตัวขึ้น ก็ใช้เวลานานเป็นอาทิตย์ กว่าที่ร่างกายของพ่อค้าผู้นี้จะฟื้นตัว พ่อค้านี้เมื่อเห็นท่านผู้มีอุปการะคุณ เขาก็จะก้มลงกราบขอบพระคุณ แต่ท่านพญานาคก็กล่าวว่า “อย่ากราบเราเลยท่านผู้เจริญ” พ่อค้าก็กล่าวแย้งว่า “ท่านกล่าว คำอย่างนี้ไม่ถูก ความดีเป็นสิ่งที่ควรกราบ แม้ผู้ใดกระทำต่อเราแม้เพียงเล็กน้อย เราก็สามารถจะก้มลงกราบไหว้ได้เสมอ ท่านผู้มีคุณจงอย่าห้ามเราเลย ขอให้เราได้มีโอกาสกระทำในสิ่งที่เราควรกระทำเถิด” ท่านนาคะจิตตะก็รู้สึกซาบซึ้งในคุณธรรม ของพ่อค้าผู้มีคุณธรรมสูงผู้นี้ จึงยกบัลลังค์ของตนให้กับพ่อค้านั่ง แล้วตนเองจะนั่งลงต่ำกว่า เพราะว่าพ่อค้าเป็นผู้มีคุณธรรมที่สูงกว่าตนเอง จึงไม่ควรนั่งเสมอ แต่พ่อค้าก็กล่าวแย้งอีกว่า “ท่านผู้มีพระคุณ จงอย่ากระทำเช่นนั้นเลย ท่านจงนั่งในที่ ๆ ควรนั่งเถิด ขอให้เรานั่งอย่างนี้เถิด” เมื่อถูกอ้อนวอนก็ต้องยอมด้วยเหตุผลที่พ่อค้ากล่าวว่า “ท่าน รู้แต่เพียงผู้เดียว ผู้อื่นหารู้ไม่ จะทำให้ผู้อื่นตำหนิติเตียนท่านได้ ความเสื่อมก็จะเกิดกับท่านที่ได้กระทำในสิ่งที่ควรแก่ผู้ที่ไม่รู้” (หมายความว่า นาคตัวอื่น ๆ จะมองท่านนาคะจิตตะไปในทางที่ไม่ดี ในทางที่เสียหาย ว่าไปยอมเคารพแก่มนุษย์ ทำให้นาคที่อยู่ในปกครองของท่านนาคะจิตตะ เสื่อมความศรัทธาในตัวท่านนาคะจิตตะ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเหตุที่ท่านนาคะจิตตะกระทำนั้น เพราะว่ามนุษย์ผู้นี้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงที่นาคควรจะทำการเคารพ) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ท่านนาคะจิตตะต้องยอมรับ หลังจากนั้นท่านก็สนทนากัน ท่านนาคะจิตตะก็ถามว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านเกิดมาประสงค์อะไร ท่านมีบุญอะไรจึงได้เกิดมาเป็นคน” พ่อค้าก็ตอบว่า “อาศัย เราเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทิตาหนึ่ง อาศัยเราเป็นผู้ไม่เบียดเบียนต่อสัตว์ทั้งหลายหนึ่ง อาศัยเราเป็นผู้มั่นคงในการประกอบความดีหนึ่ง อาศัยจิตของเราปรารถนาจะเรียนรู้ความจริงหนึ่ง เราจึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์” ท่านนาคะจิตตะก็ยกมือ สาธุ ๆ แล้วถามอีกว่า “เมื่อท่านได้มาอุบัติเป็นมนุษย์แล้ว ท่านประสงค์สิ่งใดเล่า” แล้วท่านพ่อค้าผู้มีคุณธรรมสูงก็ตอบว่า“เมื่อ เรายังเป็นผู้อ่อนวัย เราปรารถนาจะได้เป็นผู้ดูแลเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เราอยากจะนำสิ่งของมีค่าที่เรามีอยู่ ไปให้แก่ผู้ที่ทุกข์ยากลำบาก โดยไม่มองว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร เรารู้จักหรือไม่ จะอยู่แดนไหน ลำบากเพียงใด ขอให้เรามีโอกาสได้เคลื่อนตัวไปพบ สิ่งที่เราได้กระทำนี้เมื่อคราวใด เราจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต มากกว่าทรัพย์สมบัติที่เรามี” ท่านนาคะจิตตะก็ยกมือ สาธุ ๆ แล้วถามต่อไปอีกว่า “แล้วหากท่านมิอาจจะได้ทำในสิ่งที่ท่านต้องการได้อีกในชีวิตนี้เล่า ท่านจะเสียใจไหม” ท่านพ่อค้าก็กล่าวว่า “เรา มิเคยจะรู้สึกความเสียใจต่อสิ่งที่เราตั้งความปรารถนา ว่าจะพบหรือไม่พบ หากเราจะเสียใจก็ต่อเมื่อเราล้มเหลวหรือเลิกรากับความตั้งใจของเราเสียแล้ว” ท่านนาคะจิตตะก็ถามต่อว่า “หากท่านได้พบแล้วเล่า ท่านจะรู้สึกยินดีไหม” ท่านพ่อค้าก็กล่าวว่า “เราย่อมยินดีในขันติ (ความอดทน) ของเรา เราย่อมยินดีในสัจจะแห่งเรา” ท่านนาคะจิตตะก็ยกมือสาธุ หลังจากนั้นเมื่อจบการสนทนาแล้ว ท่านนาคะจิตตะก็บอกว่า “ข้าพเจ้าจะพาท่านไปส่งในที่ ๆท่านควรจะได้พบและควรจะได้อยู่” ตอนนั้นถ้ำมันปิดแล้ว เค้าก็เลยพาเดินแหวกน้ำใต้มหาสมุทร จนไปถึงสถานที่ที่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าพำนักอยู่ แล้วท่านนาคะจิตตะก็บอกว่า “เรา มีโอกาสส่งท่านได้เพียงแค่นี้ บุญเรามีน้อย สิ่งที่ท่านได้กล่าวถ้อยคำอันไพเราะ เราจะถือว่าเราเป็นผู้ที่มีบุญใหญ่ ที่ได้มีโอกาสได้ฟังถ้อยคำอันประเสริฐนี้ เราจะจำคำของท่านไว้ เพื่อไปปฏิบัติต่อในกาลเบื้องหน้า หากเราได้อุบัติเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างท่านเมื่อใด เราจะถือคุณธรรมที่ท่านได้กระทำไว้ตลอดไป” แล้วเค้าก็โค้งตัวลง ลาไป พ่อค้าก็น้อมจิตลงมากล่าวขอบคุณและอวยพรว่า “ขอท่านผู้มีพระคุณจงได้พบกับความปรารถนาของท่านเถิด” แล้วก็เดินจากไป


    ก่อนเกิดใครเป็นเรา<br />เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร<br /><br />สิ่งที่ทำอยู่คือกรรมใหม่<br />ผลที่ได้รับคือกรรมเก่า<br /><br />ฟังในสิ่งที่ไม่ได้ยิน<br />มองในสิ่งที่ไม่เห็น<br />ทำในสื่งที่ไม่มี

  2. #2

    Re: พ่อค้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า"

    เมื่อเดินไปไม่ไกลนัก พ่อค้าก็ได้กลิ่นหอม ๆ ของดอกไม้ในป่า พ่อค้าก็รู้ในใจได้ว่า ป่านี้เป็นที่รื่นรมย์ ต้องเป็นที่อยู่ของผู้มีบุญแน่ จึงได้มีสิ่งที่ทำให้คลายความกระสับกระส่ายได้ เพราะหากที่ป่านั้นเป็นป่าที่มีแต่ความอับเฉา ผู้มีบุญไม่อาจจะอยู่ที่นั่นได้เลย นี่คือข้อสังเกต เมื่อเขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้ในป่า ก็รู้ได้เลยว่า อีกไม่ช้า เค้าจะได้พบกับผู้ที่มีบุญใหญ่ แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่พลบค่ำแล้ว จึงไม่ควรที่จะเดินเข้าไป เขาจึงหาที่พักอาศัยก่อน แล้วจึงยกมือขึ้นกล่าววาจาไป ๔ ทิศว่า “ท่านองค์ใดก็ตามที ที่ท่านมีคุณอันประเสริฐ อยู่ ณ สถานที่นี้ก็ตามที อยู่นอกสถานที่นี้ก็ตามที เราเป็นผู้ที่มีจิตยังหยาบโลน เป็นผู้ที่มีความรู้น้อย ขออาศัยที่นี่เป็นที่พักผ่อน ขอท่านเมตตาสงสาร ปกปักษ์อารักขาเราเถิด ขอให้ท่านเมตตายินดีต่อสิ่งที่เรามาเถิด ขอให้ท่านจงเป็นมิตรต่อเราเถิด จงอย่าได้ประทุษร้ายต่อเราเถิด” แล้วยกมือไหว้ไป ๔ ทิศ แล้วจึงล้มตัวลงนอนอย่างเป็นสุข แล้วตอนเช้า เขาก็เริ่มเดินไปยังที่พักที่เห็นรำไร ว่ามีสมณะผู้มีศีรษะอันเกลี้ยงเกลา ผู้มีผิวพรรณอันผ่องใส ผู้มีแววตาอันเมตตาหาประมาณมิได้ ผู้ห่มผ้าสีอันโศก (สีกรัก สีเศร้าหมอง) ท่านกำลังขบฉันอาหาร ท่านพ่อค้าก็จึงอยู่ห่าง ๆ ทำความเคารพอยู่แต่ไกล ไม่กล้าเข้าไปรบกวน สมณะรูปนั้นทรงเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า (พระผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยองค์เอง แต่ว่าไม่ทรงสอนพุทธบริษัทเหมือนพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน) ก็ทรงตรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญ จงมาดูเราบริโภคอาหาร” แล้วท่านก็ทรงยื่นบาตรให้พ่อค้าดู แล้วเขาก็เห็นว่าในบาตรนั้นมีเศษใบไม้ รากไม้และผลไม้ที่หล่นมาจากต้นช้ำ ๆ แค่นั้นอยู่ในบาตร พ่อค้าก็ถามว่า “พระคุณเจ้า ทรงบริโภคเพียงเท่านี้หรือ?” พระองค์ก็ทรงตรัสว่า “เราบริโภคอย่างนี้เป็นปกติ” “ทำไมพระคุณเจ้าจึงมีผิวพรรณอันผ่องใส แววตาเปล่งประกาย” พ่อค้าถาม “เราบริโภคธรรมต่างหาก เราไม่ได้บริโภคสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นเรื่องของร่างกายที่มันบริโภค เราไม่ได้อยากให้ร่างกายบริโภค เราไม่วิตกกับร่างกายที่บริโภค เราไม่โหยหาสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อการบริโภค แต่จิตของเราบริโภคธรรมอันประเสริฐแล้วอยู่เป็นเนืองนิตย์” (หมายความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นทรงบริโภคธรรมะเป็นปกติ ส่วนพวกเศษใบไม้ รากไม้ ผลไม้ช้ำ ๆ นั้น ร่างกายของพระองค์เท่านั้นที่บริโภค แต่จิตใจของท่านไม่ได้บริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไป ซึ่งนี่เป็นคุณธรรมพิเศษของพระผู้บำเพ็ญความเพียรมาจนครบสิ้นแล้ว สามารถแยกกายและจิตออกจากกันได้) พ่อค้าก็ก้มลงกราบด้วยความสนิทใจว่า เราพบแล้ว เราพบผู้รู้แล้ว สิ่งที่เราต้องการจะรู้ คงไม่เกินวิสัยของผู้รู้ที่จะตอบแก่เราได้ แต่เวลานี้ไม่เหมาะที่จะถามต่อพระองค์ท่าน พ่อค้าก็เลยยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายน้ำแก่พระคุณเจ้า” แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตอบว่า “เชิญเถิดท่านผู้เจริญ” แล้วเขาก็ออกเดินไปทั่ว พยายามหาน้ำที่ดีที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด ที่จะถวายต่อผู้ที่มีความดีสูงสุด เขาเที่ยวตระเวนหาน้ำที่เขาพึงพอใจ จนกระทั่งเขาคิดว่า ไม่มีน้ำอะไร ที่จะเหมาะสมที่จะถวายต่อความดีของพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย หากเราจะไม่นำเอาสิ่งที่เราต้องการไปถวายต่อองค์ท่าน ก็ขึ้นชื่อว่าความปรารถนาของเราที่ตั้งใจไว้ เราก็ทำไม่สำเร็จ แต่หากเราจะเอาน้ำที่ไม่เต็มหัวใจของเราไปถวาย ก็ขึ้นชื่อว่าความปรารถนาของเราก็ไม่สำเร็จ พ่อค้าก็เลยคิดต่ออีกว่า น้ำเหล่านี้ก็เหมือนเศษใบไม้ รากไม้ ผลไม้ช้ำ ๆ ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านได้ฉันนั่นเอง สิ่งที่พระองค์ท่านจะได้ฉันจากเราก็คือน้ำจากจิตใจของเรา ที่ได้มีกับพระองค์ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ น้ำจากลำธารตรงนี้คงจะบริสุทธิ์เพียงพอแล้ว เขาจึงตักน้ำจากลำธารปกตินี่หละไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ท่านคิดถูกแล้ว สาธุ คิดถูกแล้ว” เมื่อพระองค์ทรงฉันเสร็จ ก็ทรงตรัสถ้อยคำอันเป็นพุทธคาถา ที่แปลออกมาเป็นภาษาเรา ๆ ได้ว่า “จิตผู้ติดอยู่กับความสุข จิตนั้นหาหลุดพ้นจากความทุกข์ไม่ จิตผู้ติดอยู่ในความทุกข์ มีโอกาสพ้นทุกข์ไม่ จิตผู้ไม่ติดสุขและก็ไม่ติดทุกข์ ย่อมพบความสุข” แล้วก็ทรงอุ้มบาตร แล้วพ่อค้าก็กล่าวขออนุญาตว่า “ขอให้กระผมได้มีโอกาสอุปัฏฐากพระองค์สักครั้งเถิด” แล้วเขาก็นำบาตรไปเช็ดล้าง ในระหว่างที่เขาเช็ดบาตร เขาก็ทบทวนในคำตรัสที่พระองค์ทรงตรัสว่า จิตผู้ติดสุขไม่อาจจะพ้นจากความทุกข์ จิตผู้ติดทุกข์ย่อมพ้นจากความทุกข์ไม่ จิตผู้ไม่ติดสุขและทุกข์ย่อมพบความสุข แล้วท่านก็เช็ดถูบาตรไปเรื่อย แล้วก็ถามตัวเองว่าเราติดสุขไหม เราติดทุกข์ไหม ต้องติดแน่ ต้องติดถึงได้มาที่นี่ ติดในความคิดว่าสิ่งที่ตนเองจะได้รับคำตอบนั้นคือความสุข ติดที่จะคิดว่า สิ่งที่มันยังติดค้างคาอยู่ในใจนั้น เมื่อหลุดพ้นออกไปได้นี้คือความสุข แต่ตัวพ่อค้านั้นไม่ได้ติดในเรื่องการกินการอยู่ การมีการใช้ที่คนอื่นเขาสุข อันนี้ไม่ได้ติด แต่ติดในธรรม ติดในสิ่งที่ในใจเรากำลังครุ่นคิดอยู่ ให้มันหลุดออก อันนี้ติดอยู่ ที่คิดว่าเมื่อเราเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการแล้ว เราคงเป็นสุข แต่มันไม่ใช่ความสุข เขาก็เลยคิดว่าถ้าหากต้องการให้จิตเราเป็นสุข เราไม่ควรติดสุข คือไม่ติดในความปรารถนาที่จะทำให้จิตของตนนั้นรู้ การปล่อยความอยากรู้ ปล่อยความอยากคิดหาเหตุหาผล ปล่อยความต้องการสิ่งที่เป็นความปรารถนาเสียให้สิ้น เราก็จะไม่ต้องวุ่นวายกับความสุข เมื่อนั้นเราจะเป็นผู้ที่ไม่สุข และคิดต่อไปว่าเราเป็นผู้ที่ไม่ทุกข์ใช่ไหม เราก็ยังเป็นทุกข์อยู่ เพราะที่เรามาถึงยังที่นี่ ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ภายในใจของเรา มันมีสิ่งที่ต้องคอยหา คอยคิด คอยที่จะทำสิ่งที่เกิดสุข ที่เราทุกข์เพราะเราอยากให้สิ่งที่เราต้องการนั้นมันเกิดผล ถ้าเราไม่ทำ ความทุกข์ก็ไม่จำเป็นต้องละ เมื่อเราไม่ติดสุข เราก็ไม่ติดทุกข์แน่นอน พอท่านเข้าใจแล้ว ท่านก็จึงตัดสินใจได้ว่า เราจะไม่คิดถามคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจของเราอีกต่อไปแล้ว เมื่อเช็ดบาตรเสร็จก็นำไปถวายต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วตรัสว่า “ขอให้ลูกจงได้ดำเนินจิตของลูกต่อไป”เมื่อให้พรเสร็จ ท่านก็ตรัสต่ออีกว่า “เธอจงตั้งใจไปบำเพ็ญความตั้งใจของเธอให้สมบูรณ์เถิด ณ เบื้องหน้า” แล้วพระองค์ก็ทรงเสด็จจากที่นั่นไป

    ถ้าเราไม่ติดสุข เราก็ไม่ต้องคิดเรื่องทุกข์ เราทุกข์เพราะอยากสุขนั่นเอง
    ก่อนเกิดใครเป็นเรา<br />เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร<br /><br />สิ่งที่ทำอยู่คือกรรมใหม่<br />ผลที่ได้รับคือกรรมเก่า<br /><br />ฟังในสิ่งที่ไม่ได้ยิน<br />มองในสิ่งที่ไม่เห็น<br />ทำในสื่งที่ไม่มี

  3. #3

    Re: พ่อค้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า"

    ขอบคุณสำหรับนิทานคะ

  4. #4

    Re: พ่อค้ากับพระปัจเจกพุทธเจ้า"

    ได้ข้อคิดแล้วก็คติเตือนใจ

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด