สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

กระทู้: สู้เพื่อลูก … วอลเตอร์ ลี สุดยอดคุณพ่อแห่งปี

  1. #1

    สู้เพื่อลูก … วอลเตอร์ ลี สุดยอดคุณพ่อแห่งปี

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    สู้เพื่อลูก … วอลเตอร์ ลี สุดยอดคุณพ่อแห่งปี











    เรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม
    ภาพประกอบจาก Pantip.com


    หลายคนที่ได้ดูรายการจับเข่าคุย ทางช่อง 3 ของคุณสรยุทธ สุทัศนจินดา เมื่อวันจันทร์ ที่ 19 และ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คงจะน้ำตาไหลและรู้ซึ้งถึงความหมายคำว่า "พ่อ" มากขึ้น … ทั้งนี้เพราะคุณวอลเตอร์ ลี และ คุณนก แขกรับเชิญรายการได้นำเรื่องราวชีวิตที่พวกเขาต่อสู้เพื่อน้องไซ ลูกคนที่ 3 ที่มีปัญหาตั้งแต่กำเนิด มาถ่ายทอดความรู้สึกผ่านรายการ

    คุณวอลเตอร์ ลี พ่อผู้ไม่เคยรู้เลยว่าลูกชายที่กำลังเกิดมานั้นจะพิการ เพราะช่วงที่คุณนก ภรรยาตั้งครรภ์นั้นได้ไป ultra sound ดูแล้ว และเขาก็มีร่างกายปกติดี แต่แล้ว ณ วันที่น้องคลอดออกมามันทำให้เขาต้องอึ้งไม่คาดคิดว่าลูกชายจะมีแขนแค่ข้างเดียว ส่วนขาก็ไม่มี … คุณนกเองก็โทษตนเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องเกิดมาแบบนี้ ทำไมตัวเองไม่รู้ว่าน้องมีปัญหาในขณะที่อยู่ในครรภ์ … อย่างไรก็ตาม ณ เวลานั้น สิ่งเดียวที่คุณวอลเตอร์ ลี ทำให้ดีที่สุดคือคอยให้กำลังใจภรรยา และจับมือภรรยาเดินต่อสู้เพื่อน้องไซ ลูกชายตัวน้อยของพวกเขาต่อไป

    คุณวอลเตอร์ ลี พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อคนหนึ่งจะทำให้ลูกตัวเองกลับมาเดินได้ โดยเขายืนยันว่าน้องจะต้องได้รับโอกาสไม่ต่างจากเด็กธรรมดา "อย่างน้อย ... น้องจะต้องลุกยืนเองได้" ... ด้านคุณนก ก็บอกกับตัวเองว่า เราโชคดีแล้ว ... ที่น้องยังมีสมองที่โอเค เราโชคดีแล้ว ... ที่พ่อน้องยังเป็นแบบนี้ เราโชคดีแล้ว … "และถึงวันนี้ยังบอกตัวเองเสมอว่า ยังต้องเดินต่อไปอีกไกล เราหยุดไม่ได้แล้ว"

    ตลอดปีที่ผ่านมาคุณวอลเตอร์ ลี ได้เสาะหาผู้ช่วยเหลือจากกลุ่มและองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ทั้งปรึกษาหารือกันผ่านอินเตอร์เน็ตจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง คุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อของเด็กถึงกรณีของน้องไซ และโอกาสที่เขาจะยืนได้ เดินได้ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเขาถูกบอกให้เพียงอดทน รอ และเฝ้าดู แม้หลายคนจะบอกกับเขาว่า "ไม่เป็นไรหรอก เพราะอย่างน้อยที่สุด สมองของน้องไซก็เป็นปกติดี" แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ … "ลูกยืนได้และเดินได้" คือสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดต่างหาก

    และแล้ววันหนึ่งฝันของคุณ วอลเตอร์ ลี ก็เป็นจริง เมื่อมีคู่สามีภรรยาผู้มีใจเมตตา ได้แนะนำ ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน (Carsten) แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อเด็กให้รู้จัก เขาจึงเดินทางไปประเทศเยอรมนีทันทีเพื่อปรึกษาปัญหาของน้องไซ ทั้งนี้ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ด้วยวิธีการรักษาของเขา เขามั่นใจถึง 80% ว่าน้องไซจะต้องยืนและเดินได้แน่นอน

    หลังจากนั้นคุณวอลเตอร์ ลีก็ปรึกษากับภรรยา เพราะนี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัวเรา และยังต้องคำนึงถึงการใช้เงินก้อนโตอีกด้วย ในการรักษานี้คุณนกต้องเดินทางไปอยู่กับน้องไซที่เยอรมนีตลอดการรักษา แต่ปัญหาของครอบครัวขณะนั้นคือ ... ในช่วงเวลาที่คุณนกต้องจากบ้านไป ใครจะเป็นคนดูแลน้องวี และน้องมิกลูกๆ อีก 2 คนที่เมืองไทย แต่ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อ จะรักษาต่อไปน้องไซไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

    วันนี้น้องไซ ก็ได้รับการทำกายภาพบำบัด และรักษาจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว คุณวอลเตอร์ ลี และคุณนกหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ลูกชายของพวกเขาจะสามารถยืนได้และเดินได้

    ทีมงานกระปุกดอทคอม ขอเป็นกำลังให้ คุณวอลเตอร์ ลี และครอบครัวมีกำลังใจต่อสู้ต่อไป และขอให้น้องไซ ยืนและเดินได้เร็วๆ ค่ะ… หากใครที่กำลังมีปัญหา หรือท้อแท้ในชีวิตก็อยากให้อ่านเรื่องราวของคุณวอลเตอร์ ลี เป็นข้อคิด เพื่อที่จะมีกำลังใจต่อไป … โลกไม่เคยที่จะหยุดหมุน เพื่อรอให้เราเสียใจกับเรื่องราวต่างๆ เลย เมื่อไหร่ที่เรากำลังทุกข์ใจ หรือเสียใจนั้น โลกไม่ได้หยุดนิ่งด้วย แต่มันยังหมุนไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ต่างๆ ก็ยังคงดำเนินไป อยากให้ทุกคนมีหวัง มีกำลังใจ แม้โอกาสที่หวังไว้จะมีโอกาสน้อยนิดที่จะเป็นจริง แต่หากเราไม่หยุดนิ่ง หมุนไปตามเรื่อยๆ หาทางสู้ ไม่ท้อถอยเราก็จะทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ สู้ๆ ค่ะ

















    อย่างไรก็ตาม สำหรับเจตนาของคุณวอลเตอร์ ลี ที่มากออกรายการในครั้งนี้ เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่กำลังประสบปัญหาอยู่จะได้มีแนวทางต่อไป และก่อนที่คุณวอลเตอร์ ลี จะมาออกรายการถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวนี้ เขาได้เขียนเมล์ฉบับหนึ่งขึ้นมา และส่งเป็น Forward mail ถ่ายทอดให้กับเพื่อนๆ และคนรู้จัก ทั้งนี้เพื่ออยากให้กรณีของเขา และครอบครัว เป็นกรณีศึกษาสำหรับคนอื่นๆ และให้คนที่กำลังมีปัญหา หรือท้อแท้ได้อ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับตัวเองต่อไป … โดย ในใจความ Forward mail ระบุดังนี้



    [HIGHLIGHT=#fedcba]สวัสดีครับ ….[/HIGHLIGHT]

    นี่ไม่ใช่อีเมล์ขยะ แต่กรุณาอ่านดูก่อนแล้วส่งต่อไปยังทุกๆ คนที่คุณรู้จัก

    หากคุณเป็นพ่อเป็นแม่ และ/หรือ เป็นผู้นำ หัวหน้า และ/หรือ เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (ผมเองเป็นทั้งหมดดังที่กล่าวมาครับ) ข้อมูลนี้น่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ

    ตัวผมชื่อ วอลเตอร์ ลี (Walter Lee) ผมอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็น CEO ของบริษัทเวนเจอร์เท็ค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ภรรยาของผมชื่อคุณนก เรามีลูกแสนน่ารักด้วยกัน 3 คน คือ น้องวี น้องมิก และน้องไซ … ครอบครัวของเราอยู่กรุงเทพฯ

    น้องไซ ลูกคนสุดท้องตอนนี้อายุ 15 เดือนแล้ว (ผมมักจะเรียกเขาว่า ศาสตราจารย์ตัวน้อยของผม) เขาเป็นเด็กที่ร่าเริงมาก ตอนที่เขาเกิดมานั้น เขามาพร้อมกับแขนข้างซ้ายที่สมบูรณ์ 1 ข้าง แขนขวาครึ่งแขน ไม่มีขาขวา แต่มีขาซ้ายที่ผิดรูปกับเท้าซ้ายที่มีนิ้วเท้าเพียง 3 นิ้ว ซึ่งไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับข้อต่อ นอกจากนั้นแล้ว เขาก็น่ารักเหมือนเด็กทารกทั่วไป

    เขาทำให้ครอบครัวเรารวมทั้งทางโรงพยาบาล (ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำในเรื่องนี้ของโลกเลยทีเดียว) ต้องประหลาดใจอย่างมาก ในวันที่เขาเกิดมาในเช้าของวันที่ 30 กันยายน 2006 (ครับ เราตรวจอันตราซาวนด์แล้ว ตอนที่อายุครรภ์ของนกเข้าสัปดาห์ที่ 18 และตอนนั้นก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ)

    3 เดือนแรกหลังจากที่น้องไซเกิดมา เป็นช่วงที่ดึงครอบครัวเราเข้ามารวมตัวกัน น้องวีอายุ 3 ขวบ น้องมิจอายุขวบเดียว และแม่นก ซึ่งยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองอุ้มท้องน้องไซถึง 9 เดือน อยู่ภายใต้ความดูแลและคำแนะนำของคุณหมออย่างใกล้ชิด จะไม่รู้เลยถึงความผิดปกตินี้ ภรรยาผมร้องไห้เกือบตลอดเวลาที่ดูแลลูกๆ ทั้ง 3 คน

    ทั้งหมดที่ผมต้องการคือ ให้ครอบครัวของผมมีความสุข

    ผมจะไม่เสียเวลามาช็อคและโศกเศร้าอีกต่อไป


    ผมรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ผมจะต้องปลุกจิตวิญญาณของตัวเอง เพื่อเริ่มเดินสู่เส้นทางแห่งการค้นพบ เข้าไปสู่มิติที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อนในชีวิตนี้ ซึ่งน้องไซเป็นคนนำมาสู่ผู้ชายแก่ๆ คนนี้



















    ก่อนอื่น ผมมีสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จอยู่ 3 ประการ คือ

    1. ผมต้องฟื้นฟูจิตใจของนกกลับมา เพราะโอกาสแห่งความสำเร็จจะริบหรี่ลง หากปราศจากเธอ

    2. ผมต้องแน่ใจว่าน้องไซลูกน้อยของผมจะเป็นเด็กร่าเริงและมีความสุข ความสดใสร่าเริงจะนำมาซึ่งการมองโลกในแง่ดี ถ้าปราศจากการมองโลกในแง่ดีแล้ว การบำบัดรักษาใดๆ สำหรับน้องไซก็คงมีโอกาสสำเร็จน้อยลง

    3. ผมต้องแน่ใจว่า น้องไซไม่รู้สึกสูญเสียสิ่งใดก็ตามที่เขามีสิทธิ์ที่ได้รับ ได้ประสบถ้าเขาเกิดมาพร้อมแขนขาครบสมบูรณ์


    นกเลิกร้องไห้หลังจากที่เคยร้องไห้ทุกวันในช่วง 3 เดือนแรก นกเข้มแข็งขึ้นมาก และเธอก็รู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะช่วยบำบัดรักษาน้องไซ ก็คือต้องเยียวยารักษาพวกเราก่อน เราปรึกษาพูดคุยกันมาก แล้วเราก็เพียรพาน้องไซออกเที่ยวนอกบ้านบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะเราอยากไปเที่ยวชมเมือง แต่เราต้องการเคยชินกับปฏิกิริยาของคนภายนอกเมื่อมองมายังครอบครัวของเรา ไม่ว่าจะ สงสัย ประหลาดใจ เห็นใจ หรือรู้สึกปนๆ กัน

    การได้ออกไปด้วยกันบ่อยๆ และพูดคุยกันอยู่เสมอๆ ถึงเรื่องนี้ เป็นวิธีรักษาที่ดีมาก และเราก็มีความสุขที่จะพูดว่าพวกเราเข้มแข็งขึ้น และค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ผมคิดว่าผมบรรลุความประสงค์ข้อแรกแล้ว

    น้องไซเป็นเด็กที่สนุกสนานและมีเรื่องให้เราประหลาดใจอยู่เสมอ เขาเรียนรู้ที่จะหยิบคว้าสิ่งต่างๆ เขาคลานไปทุกที่ที่เขาต้องการ เขากลิ้งม้วนตัวเหมือนลูกบอล ว่ายน้ำโดยปราศจากความกลัว ทานอาหารได้สารพัด หัดพูดด้วยเสียงน่ารักตามประสาทารก เล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับพี่ชายของเขา คลานขึ้นบันไดด้วยตัวของเขาเอง นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าผมบรรลุความปรารถนาข้อที่ 2 แล้วเช่นกัน

    ตลอดปีที่ผ่านมาเราเดินทางไปยังโรงพยาบาลมากมายหลายแห่งทั่วโลก เสาะหาผู้ช่วยเหลือจากกลุ่มและองค์กรต่างๆ ปรึกษาหารือกันผ่านอินเตอร์เน็ตจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง คุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อของเด็กถึงกรณีของน้องไซ และโอกาสที่เขาจะยืนได้ เดินได้ ครั้งแล้วครั้งเล่าผมถูกบอกให้เพียงอดทน รอ และเฝ้าดู เขาจะไม่เป็นไรหรอก เพราะอย่างน้อยที่สุด สมองของน้องไซก็เป็นปกติดี นั่นไม่เพียงพอสำหรับผมหรอก!!

    ผมก็รู้อยู่ว่าน้องไซสามารถไปไหนมาไหนด้วยรถเข็น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมต้องการให้เขามีทางเลือกที่จะยืนและเดินได้ เมื่อเขาต้องการ ความปรารถนานี้ของผมจึงนำผมไปสู่การตามหาหนทางที่จะค้นพบวิธีสำหรับน้องไซ

    ในประเทศไทยมีผู้พิการมากกว่า 2 ล้านคน ส่วนมากไม่สามารถแม้แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลักของสังคม แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นเช่นนั้น ผมว่านะ ผู้พิการส่วนมากจะหลบเลี่ยงการเข้าสังคม นั่นเป็นเพราะสังคมหลบเลี่ยงพวกเขา ถือเป็นความโชคร้าย บางครั้งก็ด้วยความไม่รู้

    มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อเด็กอยู่ท่านหนึ่ง คือ ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน (Carsten) แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ผมรู้จักท่านโดยการแนะนำของคู่สามีภรรยาผู้มีใจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ผมจึงเดินทางไปประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกกับผมว่า ด้วยวิธีการรักษาของเขา เขามั่นใจถึง 80 % ว่าน้องไซจะต้องยืนและเดินได้แน่ พวกเขาพาผมดูการทำงานของเขา พร้อมกับวินิจฉัยอาการของน้องไซ ว่าเขาควรจะทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไรในการรักษาน้องไซ สำหรับอนาคตอันใกล้ (ได้แก่ 7 ทรีตเม้นท์ใน 5 ปี เพื่อผลที่แม่นยำของทรีตเม้นท์แต่ละครั้ง น้องไซจะต้องอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 4 – 6 สัปดาห์) ผมฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจมากและกลับมามีความหวังใหม่อีกครั้ง นี่แหละ คือสิ่งที่ผมเสาะหามาตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา

    ผมบอกคุณหมอว่าผมต้องกลับเมืองไทยเพื่อไปปรึกษากับภรรยาก่อน เพราะนี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัวเรา และยังต้องคำนึงถึงการใช้เงินก้อนโตอีกด้วย ในการรักษานี้นกต้องเดินทางไปอยู่กับน้องไซที่เยอรมนีตลอดการรักษาของเขา แล้วในช่วงเวลาที่เธอต้องจากบ้านไปล่ะ ใครจะเป็นคนดูแลลูกๆ อีก 2 คนน้องวี และน้องมิกที่เมืองไทย และในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อ จะรักษาน้องไซไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม







    ผมนึกถึงผู้พิการนับล้านคนในประเทศไทย …

    นี่จะเป็นสิ่งที่พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชาติให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยกระดับคุณค่าของคนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่จะเป็นการนำความรู้ทางการแพทย์ซึ่งเยอรมนีได้ก้าวล้ำเราไปหลายปีมายังที่นี่ ที่ประเทศไทย

    หากผมสามารถจ่ายค่ารักษาให้แก่วิธีการนี้เพื่อรักษาเด็ก 1 คน แล้วทำไมขั้นตอนการรักษา ตลอดจนรายละเอียดข้อมูลที่มีคุณค่าจะไม่ถูกเผยแพร่ต่อไปล่ะ เพื่อประโยชน์แก่ผู้พิการนับแสนในประเทศไทย ที่สามารถใช้วิธีการนี้ได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมากพอที่จะใช้วัตถุดิบสุดยอดอย่างที่ใช้ในเยอรมนีได้ ก็อาจจะใช้ไม้หรือไม้ไผ่ที่เรามีอยู่แล้วที่นี่ สิ่งสำคัญก็คือ ความเข้าใจและการได้เรียนรู้วิธีรักษานี้

    (กรณีของน้องไซซึ่งถือเป็น 1 ในล้าน เพราะการเจริญเติบโตของแขนขาของเขาเป็นแบบเดาสุ่มและข้อต่อก็ไม่เข้าที่อีกด้วย ซึ่งเราจะรักษาได้ง่ายกว่ามาก ถ้าแขนขาช่วงบนหรือช่วงล่างของเขามีข้อต่อเข้าที่) หลักการก็คือ หากแพทย์ในเยอรมนีมีความมั่นใจถึง 80% ในการรักษาน้องไซ ฉะนั้น หากในกรณีที่อาการน้อยกว่าน้องไซ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรักษาให้หาได้มากขึ้น

    ผมไม่รู้ว่าจะนำเอกสารเกี่ยวกับการรักษา ที่เป็นประโยชน์นี้ไปใช้ในขั้นตอนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคตอย่างไร ผมจึงเขียนข้อความนี้ขึ้นมา เพื่อชักชวนให้ทุกท่านเข้ามามีส่วนร่วมกับผมในการที่จะช่วยเหลือผู้พิการนับล้าน.ให้พวกเขาได้มีโอกาสที่พวกเขาเคยไม่ได้รับ

    หากคุณหรือองค์กรของคุณผู้มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันทางการแพทย์ จะสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการบำบัดรักษาน้องไซ (ซึ่งจะเริ่มในเดือนมีนาคม 2551) หรือใช้ข้อมูลนี้เพื่อการช่วยเหลือผู้พิการ ได้โปรดติดต่อผม

    คุณสามารถติดต่อผมได้ที่ [email protected]

    บุญรักษาครับ

    วอลเตอร์ ลี และครอบครัว


    ขอขอบคุณที่มาคะ http://hilight.kapook.com/view/24474/12





    สิ้นทุกข์สุขที่แท้จึงได้พบพาน

  2. #2

    Re: สู้เพื่อลูก … วอลเตอร์ ลี สุดยอดคุณพ่อแห่งปี

    ข้อมูลจาก ผู้รู้บางท่าน รวมถึงท่านพระอาจารย์ ที่ได้อภิญญาญาณ จากการปฎิบัติธรรมมาอย่างยาวนาน
    บุรพกรรมได้ตกทอดถึง ทายาท จากการกระทำปาณาติบาตร ซึ่งด้วยวิชาชีพ โดยตรง หรือสุดจะแล้วแต่

    อนึ่ง ข้อมูลนี้มิได้เจตนาล่วงเกิน หรือ ซ้ำเติม แต่เพื่อเตือนสติ การงานอาชีพบางอย่าง ที่ ชาวพุทธควรได้
    ศึกษา ไตร่ตรอง ให้ดี เพื่อมิให้ก้าวล่วง ควรดำรงอยู่ด้วยสัมมาชีพ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

    ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากมาย เพื่อการศึกษา ให้พิจารณาไตร่ตรอง ดังเช่น กรณีของ น้องอ้อม อดีตชาติเคย
    ร่ำรวย จากการงานอาชีพ แม่ค้าปลาเผา ที่มีชื่อเสียง


  3. #3

    Re: สู้เพื่อลูก … วอลเตอร์ ลี สุดยอดคุณพ่อแห่งปี

    ฝ่าเปลวแดด : เรื่อง....ของน้องอ้อม
    จากเดลินิวส์ออนไลน์



    ใครไม่เคยดูรายการ “คนค้นฅน” ทางช่อง 9 เวลา 4 ทุ่มเศษ ทุกวันอังคาร ถือว่าเชย รายการอะไรไม่รู้ ช่างสรรหาเรื่องราวชีวิตของผู้คนในแผ่นดินมาตีแผ่เสนอได้น่าสนใจ ชวนติดตาม หลากหลายอารมณ์ซะเหลือเกิน

    ที่เก่งเอามากก็คือแต่ละชีวิตที่ “คนค้นฅน” เอามาเสนอบนแผ่นฟิล์ม ก็แค่ชีวิตของคนธรรมดา เดินผ่านหน้าไปก็งั้น ๆ เห็นอยู่ทุกวัน แต่เมื่อไรที่ “คนค้นฅน” เอามาทำเป็นสารคดี ก็มักจะตรึงใจคนดูแทบทุกเรื่องราว นี่ละความเก่ง

    ล่าสุด ตอน “เรื่อง...ของอ้อม” (ก่อนหน้านั้นก็เรื่องปู่เย็น...เฒ่าทระนง ที่ดังระเบิด)

    เรื่องของอ้อมออกอากาศเมื่อวันอังคารที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ดูแล้วบอกได้คำเดียว วิปโยค น้องอ้อมมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในสภาพทนทุกข์ทรมานปานนั้น ขอสารภาพเลย ไม่สามารถทนดูได้ ต้องเปลี่ยนไปดูช่องอื่นเพื่อผ่อนคลายจิตใจ

    แต่เรื่อง...ของอ้อม ยังติดตาติดใจไม่หาย แม้จนบัดนี้ จะช่วยเธอได้ยังไงบ้าง

    “เรื่อง...ของอ้อม” หลายคนอาจเคยผ่านตาจากรายการเจาะใจมาบ้าง ดูแล้วก็สงสาร แต่ไม่บีบหัวใจขนาดนี้ ต่อเมื่อ “คนค้นฅน” เอามาถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิตในแต่ละวัน บอกไม่ถูก แต่ไม่อยากดูต่อ มันทรมานใจมาก

    นี่หรือชีวิต

    ทำไมน้องอ้อมต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ เป็นเพราะกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อนตามที่ผู้รู้หลากหลาย ๆ ที่มีอภิญญาได้ให้ความเห็นว่า จากการกระทำปาณาติบาติต่อปลาเล็กปลาน้อยจำนวนมากในอดีตชาติ ของอ้อม ซึ่งได้ประกอบอาชีพค้าปลาเผา ที่มีชื่อเสียง ได้ฆ่าปลาสด ๆ วันละกว่า 100 ตัว ต่อเนื่องมาเป็น สิบ ๆ ปี จนสร้างฐานะร่ำรวย ทำให้ น้องอ้อมต้องประสพเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวงในชาตินี้ ได้ ป่วยเป็นโรคผิวหนังแห้งแข็ง ทั้งร่างที่แคระแกร็นเต็มไปด้วยแผลพุพอง ไปหมด มีหนองและเลือดซึมออกมาด้วย

    นี่หรือชีวิต ชีวิตที่มีลมหายใจ

    โชคดีที่น้องอ้อม มี “คุณน้าผู้หญิง” ที่จิตใจงดงามยิ่งกว่านางฟ้าคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ เอาเธอไปแช่น้ำยาทำความสะอาด เช็ดฉี่ เช็ดอึให้อย่างไม่รังเกียจ จะหาได้ที่ไหนในโลกได้อีก เพราะพ่อแม่ก็ไม่ใช่เป็นแค่น้า

    ที่ดูแล้วอึ้งก็คือนางฟ้าของอ้อม ต้องเอาคีมช่วยคีบสะเก็ดหนังที่เปื่อยยุ่ยเป็นหนองออกจากร่างกายของอ้อมบ่อย ๆ ที่เห็นคืนนั้นเป็นสะเก็ดบริเวณหนังศีรษะ คีบไป น้ำตาอ้อมไหลอาบแก้ม ทำไมเจ็บอย่างนี้ ทนอีกนิด ใกล้จบแล้ว

    มันบีบหัวใจ

    เสียงน้องอ้อม ที่จริง กังวานใส ผิดกับความทุกข์ทรมานที่เธอเผชิญอยู่สิ้นเชิง และน้องอ้อมก็ดูมีกำลังใจเข้มแข็ง แต่สำหรับคนดู ไม่รู้เธอผ่านชีวิตแต่ละวันมาได้ อย่างไรเป็นสิบปี แค่ดู...ยังไม่ไหวแล้ว ทรมาน

    จะมีหน่วยงานไหนช่วยเหลือน้องอ้อมอยู่บ้างก็ไม่ทราบ แต่อยากขอร้องให้กระทรวงสาธารณสุขของคุณหมอ สุชัย เจริญรัตนกุล ช่วยเข้าไปรับเป็นภาระโอบอุ้มดูแลด้านการรักษาพยาบาลอย่างถาวร

    จะให้เข้าโครงการ 30 บาท หรือหาวิธีรับเป็นคนไข้พิเศษยังไง ก็ขอให้ช่วยเถอะ
    และหากเป็นไปได้ อยากกราบ แม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต ให้ช่วยน้องอ้อมอีกแรง ด้วยการพาน้องอ้อมไปอยู่และให้ฝึกสมาธิภาวนา เผื่อว่าบุญกุศลจากการฝึก “ภาวนาสมาธิ” จะช่วยผ่อนปรนความเจ็บทางกายของน้องอ้อมไปบ้าง

    ถ้าเป็นไปได้ ก็จะเป็นพระคุณกับเธอที่สุด


ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด