หน้า 1 จากทั้งหมด 3 หน้า 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 25

กระทู้: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

  1. #1

    มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    มหาเวสสันดรชาดก
    ฉบับวิงวอนหลวง
    (ล้านนา)

    บุญคิด วัชรศาสตร์ เปรียญ เรียบเรียงจากต้นฉบับใบลาน
    นายดวงฅำ ตรวจทาน / ปริวรรตตามอักขรวิธีไทยกลาง
    เทศน์พื้นเมืองมหาเวสสันดรทำนองล้านนาโดยท่านพระครูอาทรวิสุทธิคุณ(บุญทัน) เจ้าอธิการวัดหนองตอง อำเภอหางดง เชียงใหม่ ได้ออกอากาศทางสถานีวิทยุกรมการรักษาดินแดน เชียงใหม่ คลื่น AM ทุกวันพุธ เวลา 9.00 น. ติดต่อกัน เป็นเวลาหลายเดือน ในช่วงปี ๒๕๔๕ หากท่านใดสนใจเกี่ยวกับเทปบันทึกเสียง กรุณาติดต่อสอบถามไปที่วัดด้วยตัวเอง เพราะไม่แน่ใจว่าทางวัดจะมีการทำสำเนาไว้หรือไม่ (วัดหนองตอง ต.หนองตอง อ.หางดง เชียงใหม่ 50340 โทรศัพท์ 053-464154)

    นอกจากสำนวนวิงวอนหลวงแล้วยังมีสำนวนอื่น ๆอีกหลายสำนวน ที่มีความไพเราะต่างๆกัน ผู้สนใจอาจค้นคว้าศึกษาต่อไป (เพิ่มเติม -เท่าที่ทราบ ยังมีแหล่งที่รวบรวมและจัดทำเป็นสื่ออย่างเป็นระบบสมบูรณ์แบบ คือที่โรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนาเชียงใหม่ อีกแห่งหนึ่ง)
    สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
    ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  2. #2

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑
    ทสพร
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    ทสพร ๑๙ คาถา
    ...ข้าแต่พระมหาราชะเจ้า ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาสองสวรรค์ พระราชะเจ้าหื้อพรแก่ข้าดั่งอั้น ศรีสวัสดีจุ่งมีแก่พระราชะเจ้าเทอะ คันข้าตายจาก พรากพระเจ้าไปแล้ว ขอหื้อข้าได้ไปเกิดในตระกูลอันล้ำเลิศ คือตระกูลพระยามัทราฐ มีรูปโฉมองอาจสิบหกขวบเข้าวัสสา ขอหื้อได้มาเกิดเป็นอัคคมเหษีล้ำเลิศแห่งพระยาสีวิราฐ ในปราสาทราชมณเฑียร เกิดมาเป็นฅนขอหื้อมีตาและคิ้วอันเขียวก่องงาม ดุจดั่งตาลูกเนื้อ และขอหื้อข้ามีชื่อว่าผุสสดี...

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯผุสฺสตี วรวณฺณาเภติ อิทํ กปิลวตฺถํ อุปนิสฺสาย นิโครธาราเม วิหรนฺติ โปกฺขรวรสฺสํ อารพฺภ กเถสิ สตฺถาวาโห นายโกฯ ภควา
    อันว่าพระพุทธเจ้าแห่งเราตนเป็นนายนำหมู่ นำสัตว์เข้าสู่อมตมหาเนรพาน เมื่อพระยังสถิตสำราญ อาศัยยังเมืองกปิลวัตถุราชธานี เป็นที่โคจรคามจระเดินปิณฑบาต ยังอริยาบททังสี่หื้อเป็นไป ในนิโครธารามแล้ว ก็ปรากฎเซิ่งกิริยาอันตกลงมา แห่งห่าฝนโปกขรวัสหื้อเป็นเหตุแก่ญาณประญา แล้วจิ่งประวัตติเทสนามหาเวสสันดรชาดกอันนี้ อันมีคาถาบาทต้นว่า ผุสฺสตี วรณฺณาเภ อุปตฺติ นิทาน เหตุการณ์อันพระพุทธเจ้าจักได้เทสนา ผู้มีประญาเพิงรู้ดั่งนี้เทอะ
    พระพุทธเจ้าแห่งเรา คันว่าดำรัสตรัสประญาสัพพัญญ ูเป็นครูแก่โลกแล้ว พระผ่านแผ้วก็ไปเทสนา ยังธัมมจักกัปปวัตนสูตร ในป่าอิสิปตนะมิคทายวัน อันมีในเมืองพาราณสี ออกวัสสาแล้วก็เข้าไปสู่เมืองราชคหนคร ยั้งอยู่เสี้ยงฤดูหนาว เจ้ากาฬุทายีก็ขออาราธนา พระสัตถามีหมู่ขีณาสวชาติ อรหันตาสิบหมื่นตนแวดล้อมเป็นบริวาร พระก็เข้าไปสู่เมืองกปิละวัตถุ เพื่อสังคหะญาติพี่น้อง ด้วยเจ้ากาฬุทายีเถระ วันนั้นแลฯ
    ในกาลนั้น ท้าวพระยาชาวสากยราช ก็พากันลีลาชุ่มนุมกัน ว่าเราจักได้หันเจ้าสิทธาตถ์ อันเป็นลูกหลานญาติอันประเสริฐแห่งเรา แล้วเขาก็พิจารณาหาที่อยู่ อันควรคู่ที่สำราญแห่งพระพุทธเจ้า ก็แขวดกฎหมายว่าสวนอุทยานแห่งพระยาตนพ่อ อันชื่อว่านิโครธสักกะ ควรถูกเนื้อเพิงใจว่าอั้นแล้ว ก็กวาดเผี้ยวประดับประดา มีมือถือคันธมาลาดอกไม้ จักไปต้อนไปรับพระพุทธเจ้า จิ่งใช้เด็กน้อยชาวเมือง ประดับประดาด้วยเครื่องทังมวลหื้อไปก่อนแล้ว ก็ใช้กุมาระกุมารีหนุ่มน้อย ประดับประดาชื่นช้อยดีงาม หื้อไปต้อนไปรับพระพุทธเจ้า ถัดเด็กน้อยลูกชาวเมือง ส่วนตัวท้าวพระยาทังหลายไปเมื่อพายลูน ปูชาด้วยคันธมาลาดอกไม้ แล้วนำพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิโครธาราม วันนั้นแล ฯ
    พระพุทธเจ้ามีหมู่อรหันตาแวดล้อมเป็นบริวาร ก็นั่งเหนืออาสนา อันท้าวพระยาหากปูไว้ ในนิโครธารามที่นั้นแล ฯ ท้าวพระยาสากยราช มีมานะแข็งด้วยเชื้อชาติ มหาสมันตราชลงมาจากันว่า เจ้าสิทธาตถ์นี้นายังหนุ่มหน้อย ถ้านเป็นหลานน้อยแห่งเรา จิ่งจากับกับบุตรีลูกเจ้า ว่าสูเจ้าจุ่งไหว้พระพุทธเจ้าเทอะนา ส่วนตูข้าจักนั่งอยู่พายหลัง ว่าอั้นแล้วเขาก็บ่ไหว้พระพุทธเจ้า นั่งอยู่วันนั้นแลฯ
    พระพุทธเจ้าก็เล็งดูอัชฌาศัย ใจแห่งท้าวพระยาทังหลาย จิ่งร่ำเพิงในใจว่า ญาติพี่น้องบ่ไหว้กู ควรตถาคตหื้อญาติทังหลายไหว้ ควรชะแล ฯ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็เข้าสู่จตุตถฌาน อันเป็นเหตุแห่งอภิญญาแล้ว ก็ออกจากฌาน สยองขึ้นสู่พื้นประตูอากาศ เรี่ยรายผายลงยังผงอันติดแปดพระบาททังคู่ ตกลงสู่หัวท้าวพระยาทังหลาย แล้วก็ผายสำแดงอัจฉริยะ อันเป็นลำน้ำลำไฟเป็นคู่กันไป เหมือนปางเมื่อพระกระทำในเมืองสาวัตถี ที่ใกล้ต้นไม้ม่วงชื่อว่าคัณฑามรุกขะ วันนั้นแลฯ
    ในกาละนั้น พระยาศรีสุทโธทนะตนพ่อเล็งผ่อ หันอัศจรรย์อันนั้น จิ่งกล่าวว่า ข้าแห่งเจ้ากู ในเมื่อแม่นมอุ้มเจ้ากูไป พ่อจักหื้อไหว้ปาทะเจ้าระสี ชื่อว่ากปิละในวันเจ้ากูเกิด พ่อก็หันพระบาททังคู่ กลับขึ้นขี่อยู่เหนือหัวเจ้าระสี พ่อก็ไหว้พระบาทเจ้ากูทีนึ่งแล้ว กรียาอันพ่อไหว้เจ้าแก้วเป็นทุติยวันทา ในวันปลูกเข้า พ่อก็เอาเจ้าไปนอนอยู่เหนืออาสนา อันมีศรีสวัสดิ์ใต้ร่มไม้ชุมพูเสี้ยงวันฅ่ำ ร่มไม้อันนั้นก็บ่ผัดผันหนีไป พ่อหันอัศจรรย์ใจเหลือขนาด พ่อจิ่งไหว้พระบาทเจ้ากู เป็นตติยวันทาถ้วนสาม
    เมื่อพระยาศรีสุทโธทน ไหว้ปาทะแห่งพระพุทธเจ้าตนวิลาส ท้าวพระยาสากยราชทังหลายก็บ่สมัตถาอยู่ได้ จิ่งไหว้พระพุทธเจ้าเสี้ยงชุตน พระทสพลยังญาติพี่น้อง ถ้องแถวเลือดอันเดียว มาชุ่มนุมกันในนิโครธารามบ่น้อย เป็นยอดสุดจอมซ้อยญาติทังมวล ฯ ส่วนว่าบริษัทมวลหมู่ อันมาอยู่ที่นั้น ก็ตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวกัน เพื่อจักฟังธัมม์ วันนั้นแลฯ
    ในกาละนั้น ห่าฝนชลเมฆธารา ไหลหลั่งถั่งตกลงมาซะซู่ เป็นฝนโปกขรพัสอยู่ปูนอัศจรรย์ น้ำฝนนั้นมีวัณณะอันแดงเหมือนดั่งน้ำครั่ง มีเสียงอันร้องคั่งคั่ง แล้วก็ไหลหลั่งลงใต้แผ่นดิน ฅนทังหลายฝูงใดบ่มีใจใคร่ชุ่มใคร่รำดั่งอั้น มาตราว่าต่อมน้ำนึ่งก็บ่ตั้งอยู่ในตน เหมือนดังต่อมน้ำบ่ตั้งอยู่ในเหนือใบบัวนั้นแล เหตุดั่งอั้น ฝนอันนั้นชื่อว่าโปกขรพัส บริษัททังหลายหันอัศจรรย์นั้นเกิด เป็นอันงืดมากนักหนา
    ภิกขุทังหลายก็บังเกิดยังคำจา ในธัมมสภาคะศาลาว่าสันนี้ ดูราอาวุโส ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุมนุมญาติกาแห่งพระพุทธเจ้า ก็ด้วยอานุภาวะบุญแห่งพระพุทธเจ้านั้นแล ควรงืดอัศจรรย์ใจนักแล
    ทีนั้นพระพุทธเจ้า ได้ยินคำจาเจ้าภิกขุทังหลาย ด้วยทิพพโสตวิญญาณแห่งตน มักปลงลงยังห่าฝนแก้วคือธัมมเทสนา พระจิ่งลีลาคลาออกจาก พระคันธกุฎีพรากลงมา ด้วยพุทธลีลาองอาจ เหมือนไกรสรราชออกจากคูหา นั่งเหนืออาสนางามองอาจ แล้วจิ่งประกาศถามภิกขุทังหลายว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ท่านทังหลายมาชุ่มนุมกัน ด้วยคาถาอันใดไป่ทันแล้วบรมวล พระตถาคตะมาจวน ท่านทังหลายนั้นชา ฯ
    เมื่อนั้น เจ้าภิกขุทังหลายจิ่งขานว่า ข้าแด่พระพุทธเจ้า ผู้ข้าทังหลายมาชุ่มนุมกัน ด้วยคำจาเรื่องนี้แล้ว พระตนแก้วสัพพัญญูกล่าวว่า ดูราภิกขุทังหลาย ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุ่มนุมญาติกาพระตถาคตะ ในชาติเดียวนี้บ่มีเลย แม้ในชาติก่อน ห่าฝนโปกขรพัสก็ตกลงในที่ชุ่มนุมญาติพี่น้องพระตถาคตะ ปางเมื่อเป็นพระยาเวสสันตระวันนั้นแลฯ พระพุทธเจ้ากล่าวเท่านั้นแล้ว ตนแก้วก็หื้อโอกาสอาราธนาขอ ภิกขุทังหลายจิ่งยออัญชุลีไหว้ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระพุทธเจ้า ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุ่มนุมญาติแห่งเจ้ากู บ่ห่อนปรากฏแก่ผู้ข้าทังหลาย ขอเจ้ากูจุ่งผายโปรด เทสนาหื้อแจ้งโสตแก่ผู้ข้าทังหลายแด่เทอะ ฯ
    ทีนั้น พระพุทธเจ้าจิ่งนำเอามา ยังมหาเวสสันตระชาดกธัมมเทสนาว่า อตีเต ภิกฺขเว สีวีรฏฺเฐ เชตุตฺตรนคเร สีวิมหาราชา นาม ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ดั่งนี้เป็นต้นว่า ฯ
    ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในอดีตกาลล่วงข้ามมาเสี้ยงแล้วจีรกาล มีพระยาตนนึ่งชื่อว่า สีวิมหาราชา เสวยราชการบ้านเมืองโดยชอบด้วยราชธัมม์สิบประการ ในเมืองเชตุตรนคร อันมีในโขงเขตเมืองสีวิราช พระยาตนนั้นหากได้ลูกชายฅนนึ่งว่า สญไชยราชกุมาร เมื่อเถิงกาลควรราชาภิเษก ท้าวบรมเอกปิตา ก็นำเอามายังราชธิดา ลูกสาวพระยามัททราฐตนชื่อว่าผุสสดี แล้วก็เวนเคนหื้อราชสมบัติทังมวล แก่สญไชยราชกุมาร ตั้งยังผุสสดีหื้อเป็นอัคคมเหสี แห่งสัญไชยราชวันนั้นแล ฯ
    ทีนี้จักจายังบุญสมภาร แห่งนางราชผุสสดี ผู้มีประยาเพิงรู้สันนี้เทอะ ในเมื่อพระพุทธเจ้าตนชื่อว่าวิปัสสี เกิดมาสั่งสอนสัตว์ในโลกได้ ๙๑ กัป นับแต่ภัททกัปอันนี้ฅืนเมือหลัง ยังมีพระยาตนนึ่งชื่อว่าพันธุมตีราช อันเป็นปิตาธิราชแห่งพระเจ้าวิปัสสี เสวยราชการบ้านเมืองชื่อพันธุมตินคร ในเมื่อพระเจ้าวิปัสสี อาศัยพันธุมตินคร เป็นที่โคจระคามสำราญด้วยอิริยาบททังสี่ ในที่ป่าชื่อมิคทายวัน อันเป็นที่หื้ออภัยแก่เนื้อทังหลายดังอั้น ฯ
    ยามนั้นมีพระยาตนนึ่ง ก็ใช้มายังดอกไม้ควรค่าได้แสนฅำ กับแก่นจันทน์แดงแก่ลูกสาวพระยาพันธุมติผู้พี่ และหื้อดอกไม้ฅำแก่นางผู้น้อง สองพี่น้องจิ่งจากันว่าสันนี้ เราทังสองบ่ควรบริโภคบรรณาการอันนี้ ควรเอาไปปูชาพระพุทธเจ้า ก็บอกแก่พระยาตนพ่อ พระยาเจ้าก็ว่าดีดี
    ราชธิดาตนพี่ก็บดแก่นจันทน์แดงหื้ออ่อนสุขุมาล แล้วเจือจานด้วยสุคัณโธทกะแก้ว ส่วนราชธิดาผู้น้องเหน้า ก็หื้อช่างฅำผู้ฉลาด แต่งแปลงเป็นดอกไม้ฅำ แล้วนางทังสองก็นำไปถวายพระพุทธเจ้า นางผู้พี่ก็ปูชาพระพุทธเจ้าด้วยคันธะจวนจันทน์ เหลือแก่นั้นก็ไล้ลาทาคันธกุฎีรอดชุก้ำ
    แล้วจิ่งตั้งคำปรารถนาว่า ด้วยเตชะบุญอันผู้ข้า ได้หื้อคันธะจวนจันทน์เป็นทาน ขอหื้อได้เป็นแม่พระเจ้าในอนาคตกาลพายหน้านี้เทอะ ส่วนราชธิดาผู้น้องปูชาพระเจ้าด้วยดอกไม้ฅำอันเป็นเครื่องประดับอก แล้วก็ยกคำปณิธานปรารถนาว่า ด้วยเตชะกุศลอันข้าได้หื้อดอกไม้ฅำนี้เป็นทาน ข้าเกิดมาในภวชาติกำเนิดอันใด ตราบเท่าเท้าเถิงอรหันตา เกิดมาเป็นฅน ขอเครื่องประดับอันเป็นลายลักษณ์จักงามอันนี้ อย่าได้พลัดพลากจากตัวข้า สักชาติจุ่งมีเทอะ ทีนั้นพระวิปัสสีเจ้าจิ่งอนุโมทนาว่า มโนปณิธานปรารถนามักในใจ มีด้วยประการสันใด ก็ขอให้สมฤทธิเทอะ ว่าอั้นวันนั้นแลฯ
    นางทังสองได้กระทำบุญหื้อทานบ่ได้ขาด คันจุติคลาคลาด ก็ได้ไปเกิดในปราสาทวิมานฅำ อันมีในสวรรค์เทวโลก นางผู้พี่ได้ท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสังสารหลายกำเนิด แล้วก็ได้บังเกิดเป็นนางศรีมหามายา แม่แห่งพระตถาคตาในกาลบัดนี้แล พั่นนางธิดาผู้น้องได้ท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสงสารหลายกำเนิด เมื่อพระพุทธเจ้ากัสสปะเกิดมา ก็ได้นำเอากำเนิดเป็นธิดาแห่งพระยากิงกิสราช มีองคะงามวิลาศ ประกอบด้วยลายลักษณ์จักอันงาม เหมือนประดับด้วยฅำ เหตุดั่งอั้นฯ ญาติพี่น้องจิ่งเบิกบายรวายศรีใส่ชื่อว่า นางอุรัจฉทาราชกุมารี เมื่อนางขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ขวบเข้าวัสสา ได้ฟังภัตตานุโมทนา เซิ่งธัมมเสนาปติแห่งพระเจ้ากัสสปะ ก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพ่อพระยาก็ได้เถิงโสดาปัตติผล ในเมื่อนางราชธิดาได้เถิงอรหันตาแล้ว นางแก้วก็ออกบวชลวดนิพพานไปวันนั้นแลฯ
    พระยากิงกิสราชก็ได้ลูกสาวเจ็ดฅนฝูงอื่น ผู้นึ่งชื่อว่านางสมณี ผู้นึ่งชื่อว่านางสมณโคตตา ผู้นึ่งชื่อนางภิกขุณี เกิดมามีรูปโฉมอันงาม มีต้นดั่งไล้ทาจวนจันทน์ดอกไม้ ด้วยอานิสงส์อันนางได้หื้อคันธะจวนจันทร์ปูชา พระวิปัสสีพุทธเจ้าวันนั้นแล จึงได้ชื่อว่าผุสสดี นางท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสงสารไจ้ ๆ ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เป็นอัคคมเหษีแห่งพระยาอินทเจ้าฟ้าก็มีแล
    ในเมื่อปุพพนิมิตห้าประการ มีประธานผ้าเสื้อหม่นหมองเกิดมาก่อน เหตุอันจักผ่อนเสียอายุแห่งนาง เมื่อนั้นพระยาอินท์ตนมีอำนาจ รู้แจ้งเหตุราชเทวี จิ่งเอานางผุสสดีไปสู่สวนอุทยาน กับด้วยบริวารอันมาก ยังนางแก้วราชผุสสดี หื้อนอนเหนือที่อันมีศรีสวัสดีบ่ไร้ ตนอินท์ก็นั่งอยู่ใกล้แห่งนาง ท้าวจิ่งกล่าวว่าดูราผุสสดี พี่จักหื้อพรดีสิบประการ จุ่งเอาพรฝูงนั้นจากสำนักกูพี่เทอะ ว่าอั้นแล้วตนแก้วก็หื้อพรสิบประการ จิ่งกล่าวเป็นคาถา อันมีมาในเวสสันตรชาตกะ มีต้นว่า ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ วรสฺสุทสธา วเร ปฐพฺยา จารุปุพฺพํคิยํ ตุยฺหํ มนโส ปิย ํ ดั่งนี้
    ดูราผุสสดี ผู้มีเนื้อตนอันประเสริฐ ประกอบด้วยองคะล้ำเลิศเพิงใจน้องหล้า ใต้ลุ่มฟ้าเหนือหน้าแผ่นดิน เจ้าจุ่งถือพรสิบประการนี้เทอะ คาถานี้ พระยาอินท์จากับด้วยนางผุสสดีในเมืองฟ้า เหตุดั่งอั้น มหาเวสสันตรธัมมเทสนาอันนี้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในเทวโลก
    นางผุสสดีรู้สภาวะอันตนจักตาย จิ่งกล่าวคาถาที่สองว่า เทวราชนโม ตฺยตฺถุ กึ ปาปปกตํ มยา ดั่งนี้เป็นต้น ว่าข้าแต่มหาราชเจ้า กรียาอันไหว้แห่งข้า จุ่งมีแก่มหาราชเทอะ บาปกัมม์อันใด อันข้าได้กระทำไป บ่ชอบหรทัยแห่งเจ้า จิ่งกำจัดหื้อข้าเจียรจากพรากเทวโลก เหมือนดั่งลมอันเพิกพัดต้นไม้ อันได้เกิดเหนือหน้าพสุธา หื้อท่าวไปนั้นชา พระยาอินท์รู้สภาวะอันนางบ่ประมาท บ่รู้คลาคลาดจากเมืองสวรรค์ จักเตือนสตินางดั่ง ก็กล่าวคาถาสองอันว่า น เจว เต กตํ ปาป น เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ดั่งนี้เป็นเค้า
    ภทฺเท ดูราราชผุสสดี กัมม์อันใดบ่ชอบหรทัยกูพี่ ก็บ่มีสักอัน กรียาอันราจักได้พลัดพรากจากกันนี้ ก็จักมีแท้แล นางจุ่งเอาพรบวรสิบประการแต่สำนักแห่งกูพี่ อันบอกแจ้งถี่แก่เจ้าชุอันนี้เทอะ นางราชผุสสดีได้ยินคำอินทาธิราช ก็รู้ภาวะอันตนจักตายเที่ยงแท้บ่สงสัย นางก็เล็งแลไปเหนือหน้า ใต้ลุ่มฟ้าชุมพูทีปเมืองฅน ก็หันเวไชยนต์ประสาท มณเฑียรพระยาสีวิราฐ ดูองอาจควรแก่ตน จักปรารถนาเป็นอัคคมเหษีแห่งพระยาสีวิราฐ จิ่งอนุวาทคาถาว่า วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ดั่งนี้เป็นต้น
    ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาสองสวรรค์ พระราชเจ้าหื้อพรแก่ข้าดั่งอั้น ศรีสวัสดีจุ่งมีแก่พระราชเจ้าเทอะ คันข้าตายจากพรากพระเจ้าไปแล้ว ขอหื้อข้าได้ไปเกิดในตระกูลอันล้ำเลิศ คือตระกูลพระยามัทราฐ มีรูปโฉมองอาจสิบหกขวบเข้าวัสสา ขอหื้อได้มาเกิดเป็นอัคคมเหษีล้ำเลิศแห่งพระยาสีวิราฐ ในปราสาทราชมณเฑียร เกิดมาเป็นฅนขอหื้อมีตาและคิ้วอันเขียวก่องงาม ดุจดั่งตาลูกเนื้อ และขอหื้อข้ามีชื่อว่าผุสสดี อันนึ่งขอหื้อมีลูกชายตนประเสริฐ อันควรเลิศในทางทาน เป็นที่เข้าไปสู่หาแห่งวณิพกฅนขอ เป็นที่ชุ่มนุมปูชาท้าวพระยา และลือชาปรากฎทรงยศมากนัก นั่งเหนือหน้าแผ่นดิน ประการนึ่ง เมื่อข้าทรงคัพภะลูกข้า ท่ามกลางท้องแห่งข้า อย่าหื้อสวดพ้นประมาณ เหมือนดั่งขาธนู อันช่างผู้ฉลาดหากเหลาหื้อกลมเกลี้ยงงาม อันนึ่งถานานมแห่งข้า อย่าหื้อยานลงพ้นแพ่ง อันนึ่งขอหื้อผมแห่งข้ามันบัวริสุทธิ์เป็นมันงาม ดุจดั่งสีปีกแทลงทับฅำ อันนึ่งขอหื้อข้ามีสีเนื้อเกลี้ยงอ่อนสุขุมาล เป็นประดุจดั่งสีฅำงามผ่องแผ้ว บ่มีเศร้าหม่นหมอง อันนึ่งฅนมีโทษทุจริตกัมม์ อันทังราชทัณฑ์เข่นข้า ขอหื้อเขาได้ปล่อยพ้นจากอันตราย อันพรบวรทังหลายสิบประการฝูงนี้ จุ่งมีแด่ข้าเทอะ
    พระยาอินท์เจ้าฟ้า จิ่งกล่าวว่า เย เต ทส วรา ทินนา มยา สพฺพงฺค โสภณา ดั่งนี้เป็นต้น ว่าดูราราชผุสสดี ตนทรงลักษณะงามล้วน งามถูกถ้วนชุประการ พรบวรสิบประการฝูงนั้น อันนางปรารถนาเอาดั่งอั้น กูพี่จักหื้อพรฝูงนั้นแก่มึงนาง นางจักได้พรสิบประการในมนุสสโลกเมืองฅนชะแล ว่าอั้นวันนั้นแลฯ
    ตมฺตถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห วตฺวาน มฆวา เทวราชาสุชมฺปติ ผุสสติยา วรํ ทตฺวา อนุโมทิตฺถ วาสโวติ ดั่งนี้ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาอินท์สุรินทะเจ้าฟ้า ได้ชื่อว่ามัฆวาด้วยบุพพโวหาร ตนเป็นผัวนางสุชาดางามสะอาด ได้หื้ออาวาสเป็นทาน คันว่าหื้อพรสิบประการ แก่นางผุสสดีเลิศแล้ว ตนแก้วก็ชื่นชมยินดี ก็อยู่ในเวไชยนต์ปราสาท อันงามวิลาศแห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ
    ทสวรคาถา นิฏฺฐิตา กรียาอันกล่าวในทสพร อันประดับด้วยคาถาว่าได้ ๑๙ คาถา ก็สำเร็จเสร็จบรมวล กาลควรแล้ว เท่านี้ก่อนแลฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  3. #3

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๒
    หิมพานต์
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    ทสพร ๑๙ คาถา
    ...พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หัน ยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแล ฯ

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ อิติ สา วเร คเหต๎วา ตโต จุตตา มทฺทญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติสฺส ผุสฺสตี ติ ฯ
    ล่ำดับธัมมเทสนามา ส่วนว่านางราชะผุสสดีเทวีกัญญา คันรับเอาพรปรารถนาสิบประการ ในสำนักแห่งอินทาแล้ว ก็จุติคลาดแกล้วจากตาวติงสา ก็ลงมาเอาปฏิสันธิก่ำเนิด เกิดในท้องแห่งอัคคมเหสี แห่งพระยามัททราชฯ
    ผุสสดีราชะกุมารีนั้น เกิดมามีวัณณะใสผ่องผิวงามนัก ประดุจดั่งแผ่ผายไป ด้วยจวนจันทร์และดอกไม้ เหตุดั่งอั้นญาติทังหลาย จิ่งใส่ชื่อว่านางผุสสดีราชะธิดา ก็มีแลฯ
    นางก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวารอันมาก เถิงเมื่ออายุได้ ๑๖ ปีขวบเข้า นางเหน้าก็ทรงรูปอันงามยิ่งนัก พระยาสีวิราชตนเป็นเจ้า แก่แผ่นดินเจตุตตระนคร ก็ใช้ยังอามาตย์ทังหลาย หื้อไปขอเอายังนางผุสสดีราชะธิดา หื้อเป็นอัคคมเหสี หื้อเป็นใหญ่กว่านางราชะกัญญาทังหลายหมื่นหกพันนาง ฯ

    เตน วุตฺตํ เหตุดั่งอั้น พระพุทธเจ้าเทสนาพันธนะคาถา แก่ธัมม์เสนาสารีบุตรว่า ตโต จุตฺตา สา ผุสสติ ขตฺติเย ดั่งนี้ ดูกรา สารีบุตร ส่วนผุสสดีราชะธิดา ลงมาเกิดในกระกูลมัททราช ก็จำเริญขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ปี ก็ได้มาเป็นอัคคมเหสี แห่งสญไชยราช ในเวียงเจตุตตระนคร ก็เป็นที่รักจำเริญใจแก่สญไชยราชมากนัก ฯ
    ในกาละยามนั้น อินทาธิราชก็ร่ำเพิงเถิงราชะผุสสดี ด้วยทิพพจักขุญาณแห่งตนว่า คำปรารถนาแห่งนางมี ๑๐ ประการ ส่วนคำปรารถนา ๙ ประการนั้น จักสมฤทธีแด่นางยังพรถ้วนนึ่ง อันนึ่งนางปรารถนา ใคร่ได้ลูกชายผู้ประเสริฐนั้น ก็จุ่งสมฤทธีเทอะ ฯ
    ตตา ในกาละยามนั้น โพธิสัตว์ตนวิเศษ ยังอยู่เสวยทิพพสัมปัตติ ในตาวติงสาสวรรค์เทวโลก ก็เถิงเซิ่งอันจักเสี้ยงแล้ว อินทาธิราชรู้เหตุจักเสี้ยงแห่งอายุ จิ่งเข้าไปสู่สำนัก แล้วก็อาราธนาว่า ดูกราเจ้าตนกูหาทุกข์บ่ได้ บัดนี้เจ้ากูควรลงเมือเอาปฏิสนธิ กำเนิดเกิดในท้องนางราชะผุสสดี ตนเป็นอัคคมเหสีเทวีแห่งสีวิราฐ ในเมืองฅนพุ้นควรชะแล ฯ
    โส มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้าตนเป็นหน่อพุทธางกูร ก็รับนิมนต์แห่งพระยาอินทาว่าดีดี ว่าอั้น พระยาอินทาก็ไปเอาปฏิญาณแห่งเทวบุตรทังหลาย ได้หกหมื่นตนอันมีอายุจักจุตินั้นแล้ว ก็เมือสู่ที่อยู่แห่งตนก็มีวันนั้นแล ฯ
    ส่วนมหาสัตว์เจ้าหน่อพุทธางกูร ก็จุติจากสวรรค์เทวโลก แล้วลงมาเอาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งนางราชะผุสสดี ฯ เสสา ส่วนเทวบุตรหกหมื่นตน ก็เอากันลงมาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งภริยาอามาตย์ทังหลาย ได้หกหมื่นตนก็มีแลฯ

    ในเมื่อมหาสัตว์เจ้ามาตั้งอยู่ ในท้องแห่งนางผุสสดีตนเป็นแม่นั้น นางก็บังเกิดใคร่ประสูติด้วยสวัสสดี อันนึ่งก็มักใคร่หื้อฅนทังหลาย แปงสร้างศาลากว้านทาน ๖ หลังในที่ ๖ แห่ง คือว่าที่จิ่มใกล้ประตูเวียงทังสี่ และท่ำกลางเวียงแห่งนึ่ง ที่จิ่มใกล้ประตูฅุ้มหน้อยหลังนึ่ง แล้วก็สละจ่ายเข้าของเป็นทาน วันละหกแสนฅำฯ นางก็ใช้ขุนอามาตย์ไปบอกฅวามอันนั้น แก่สญไชยะราชได้รู้ชุประการ ฯ
    ส่วนสญไชยะราชได้ยินฅวามมักสองประการสันนั้น ก็หื้อพราหมณ์ทังหลายมาทวายแล้วถามดู ก็รู้ยังเหตุฅวามมักสองประการ ว่าตนมีบุญเทียรย่อมมักหื้อทาน ก็มาบังเกิดในท้องแห่งนางผุสสดีเทวี กุมารผู้นั้นบ่อิ่มในอันหื้อทานสักฅาบว่าอั้น ท้าวก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ลวดหื้อแต่งแปงตามดั่งนางขอชุประการฯ

    นางผุสสดีเทวีทรงคัภพะได้ ๑๐ เดือนบัวรมวล ก็มีใจมักใคร่หันเวียงทังมวล จิ่งบอกหื้อสญไชยะราช ท้าวก็หื้ออามาตย์ประดับประดาเวียงทังมวลหื้องาม ดุจจะดั่งเวียงตาวติงสาสวรรค์เทวโลก แล้วก็อาราธนายังผุสสดี ขึ้นสู่มังคละรถเหล้มประเสริฐ หื้อไปทักขิณะเวียง ในเมื่อนางผุสสดีไปเถิงกลางทางพ่อค้าทังหลายนั้น ลมอันเกิดแต่กัมมะสวาด(กรรมชวาต) ก็ข้ำเขือกกิ้วในท้อง ยามนั้นสญไชยะราชก็หื้อแต่งแปงเรือนอันจักประสูติ ที่ใกล้หนทางพ่อค้า หื้อฅนทังหลายรักษารอดชุก้ำชุพาย ฯ
    นางผุสสดีก็ประสูติได้ลูกชายผู้นึ่งในเรือนที่นั้น มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ มีตนอันบริสุทธิ์หามลทินทังมวลบ่ได้ ก็มืนตาทังสองออกมาจากท้องแม่ แล้วยืนมือไปว่า ดูกราแม่เป็นเจ้า ข้าใคร่หื้อทานนัก เข้าของแห่งแม่ยังมีสักเล็กสักหน้อยอั้นชา ฯ เมื่อนั้น นางราชะผุสสดีตนแม่ จิ่งตั้งไว้ยังถงฅำพันนึ่ง อันมีจิ่มใกล้มือตนหื้อแก่กุมาร อันยื่นมือมาขอนั้นว่า เจ้ากูจุ่งหื้อทานตามอันมักเทอะ ฯ
    มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ รู้ปากต้านเจียรจามี ๓ ชาติ คือชาติอันเป็นเจ้ามโหสถ ชาติอันเป็นพระเวสสันตระ และชาติอันเป็นเจ้าสิทธาตถ์นั้นแลฯ ในกาละอันจักใส่ชื่อกุมาร ญาติทังหลายลวดใส่ชื่อว่าเวสสันตระ เหตุว่าเกิดในท่ำกลางหนทางพ่อค้าทังหลายนั้นแลฯ น เมยฺหํ มาติกํ น มํ ดูราสารีบุตร ชื่อแห่งพระตถาคตะปางเมื่อเป็นเวสสันตระ บ่ติดเนื่องด้วยชื่อแห่งพ่อแม่และกระกูลสักอัน เหตุเกิดในหนทางพ่อค้านั้นแลฯ

    ในเมื่อเวสสันตระกุมารเกิดมานั้น ยังมีแม่ช้างตัวนึ่ง เทียรย่อมจะเดินไปในอากาศ ก็นำเอามายังช้างหน้อยตัวนึ่ง มีตนขาวเผือกทังมวล ควรเป็นช้างมังคละดีนัก แต่กระกูลช้างสัททันตะมาตั้งไว้ในที่ใกล้แล้วก็ลวดหนีไป ฅนทังหลายจิ่งใส่ชื่อว่าช้างแก้วปัจไจย เหตุเกิดมาเป็นปัจไจยค้ำชูมหาสัตว์เจ้าฯ
    พระยาสญไชยะราชก็แต่งหื้อแม่นมทังหลาย ๖๙ ฅน มีน้ำนมอันหวานและมีนมบ่ยาน ปราสจากโรคทังหลายมีต้นว่า บ่สูงพ้นประหมาณ บ่สูงบ่ต่ำบ่ดำบ่ขาว บ่ผอมบ่พีพ้นประหมาณ หื้อแก่มหาสัตว์เจ้าเวสสันตระ เจ้าก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวาร สญไชยะนรินท์ตนพ่อ ก็ปลงอาชญาแก่ช่างฅำผู้ฉลาด มาแต่งแปงเครื่องประดับควรค่าได้แสนฅำ ก็หื้อประดับยังเวสสันตระเจ้า ฯ

    ในเมื่อเจ้าขึ้นใหญ่มาได้ ๖ ขวบ เจ้าก็ถอดยังเครื่องประดับฝูงนั้น หื้อแก่แม่นมทังหลาย พายลูนมาแม่นมทังหลายก็ถวายฅืนแก่เจ้า พระยาสญไชยะราชรู้ยังคำอันนั้นก็กล่าวว่า เครื่องประดับอันลูกกูหากหื้อนั้น จุ่งเป็นเครื่องประดับแห่งนางทังหลายเทอะ แล้วท้าวก็หื้อแต่งแปงยังเครื่องประดับอันใหม่ แก่มหาสัตว์เจ้าเล่าแลฯ มหาสัตว์เจ้ากุมารน้อย หื้อยังเครื่องประดับตนแก่แม่นมทังหลายวารและ ๙ ทีก็มีแลฯ
    เมื่อยามเจ้าอายุได้ ๘ ปี ก็ฅนิงใจว่ากูได้หื้อทานวัตถุพายนอกตัว ยังบ่ยินดีเถิงเซิ่งอันเต็มใจ กูมักใคร่หื้อวัตถุอันมีพายในตน ผิว่ายาจกฅนใดมาขอเนื้อตนและหัวใจแห่งกูดั่งอั้น กูก็จักผ่ายังหัวอก จกเอายังก้อนชิ้นหัวใจ ออกหื้อเป็นทานแก่ฅนฝูงนั้น แม้นผู้ใดมาขอเอาตาทังสอง กูก็จักขวักออกหื้อเป็นทานแก่ผู้มาขอนั้นแลฯ ผู้ใดใคร่ได้ชิ้นเนื้อแห่งกู ก็จักปาดเถือออกหื้อเป็นทาน ผู้ใดและมาขอเอาเลือด กูก็จักหื้อเป็นทานแก่ผู้นั้นชะแลฯ ผู้ใดมาขอเอากูไปเป็นข้าใช้ดั่งอั้น กูก็จักจำเนื้อสอนตนหื้อรู้แล้ว ก็จักไปเป็นข้าชายแก่ผู้มาขอนั้นแล

    ในเมื่อเวสสันตระกุมาร ฅนิงใจมักใคร่หื้อทาน ด้วยสภาวะอันบ่ปลิ้นแปรดั่งอั้น แผ่นดินหลวงลวงหนา ได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นไปมา ดุจจะดั่งช้างสารตัวลงน้ำมันและร้องแล่นสะเฅียน เขาสิเนโรปัพพตาก็อ่อนน้อมค้อมไปมา ดุจจะดั่งยอดหวายอันท่านหากลนไฟนั้น ก็สะเพาะหน้าเซิ่งเวียงเจตุตตระราชะธานีแล้วก็ตั้งอยู่ สาคโร น้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือกเยือกตีฟอง มหาเมโฆ ห่าฝนก็ถูกต้องฟัดฟาดกัน แล้วก็ตกลงมาเป็นห่าฝน กับด้วยเสียงแห่งแผ่นดินและสายฟ้า บ่ใช่กาละเมื่อแมบ ก็มาแมบมะเมืองเรืองรอดชุก้ำชุพาย พระยาอินทายินดีนัก ตบต้นแขนปูชา เสียงสาธุการนั้นนานันเนือง เป็นอันนึ่งอันเดียวแต่ปฐวีขึ้นไป ตราบเถิงอกนิฏฐาพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ
    ในกาละเวสสันตระเจ้าอายุได้ ๑๖ ปี ส่วนท้าวสญไชยะราชเจ้าฟ้า มักใคร่หื้อลูกหล้าตนเสวยสัมปัตติ จิ่งจากันด้วยราชะผุสสดีตนเป็นแม่ แล้วก็หื้อนำเอายังราชะธิดาตนนึ่ง ชื่อว่ามัทที อันเป็นสายสรีแห่งลุงแต่มัททราชกระกูล มาเป็นอัคคมเหสีแห่งเวสสันตระ เป็นใหญ่แก่นางหมื่นหกพันแล้ว ก็อภิเสกยังมหาสัตว์เจ้า ก็สละเข้าของและฅำและหกแสนฅำ หื้อเป็นมหาทานชุวันฯ
    พายหน้าแต่นั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกชายผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาข่ายแก้วข่ายฅำมารับ เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายสรีใส่ชื่อว่า เจ้าชาลีราชะกุมารว่าอั้น ในเมื่อเจ้าชาบลีย่างเทียวไปมาได้ดั่งอั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกญิงผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาหนังสัตว์ผืนดำมารับเอานางธิดา เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายใส่ชื่อว่า กัณหาชินาฯ
    ส่วนมหาสัตว์เจ้ามีปกติขึ้นทรงช้างตัวประเสริฐ อันประดับดีนักไปเล็งดูศาลากว้านทาน ๖ หลัง วันและ ๖ ฅาบแห่งเดือน ฯ

    มีต่อ>>
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  4. #4

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อ กัณฑ์ที่๒

    ในกาละนั้นเมืองกลิงคราษฎร์ ฝนบ่ตกก็เกิดแห้งแล้ง ไร่นาเข้ากล้าบ่บัวรมวล ไภยะทุกข์ยากไร้ ด้วยเข้ายากนัก ฅนทังหลายบ่อาจจักเลี้ยงชีวิตด้วยอันชอบธัมม์ ลวดเป็นโจรลักฅุบชิงกัน ปจันตคามบ้านนอกขอกเมือง ทุกขภิกขภัยยากไร้มาเบียน เขาก็มาชุ่มนุมกันที่ใกล้ฅุ้มหลวงพระยาแล้ว ก็ร้องเอิ้นกล่าวแก่พระยากลิงครัฐ พระยาจิ่งกล่าวว่าท่านทังหลายเหย เราหากจักอธิษฐานหื้อฝนตก ว่าแล้วท้าวก็สมาทานรักษาศีลพ้น ๗ วัน ก็บ่อาจหื้อฝนตกได้ จิ่งชุ่มนุมมายังเสนาอามาตย์ว่า ดูกราท่านทังหลาย เราอยู่จำเริญรักษาศีลแล้ว ฝนก็บ่ตก บัดนี้เราทังหลายจักควรกระทำสันใดชา
    ขุนเมืองทังหลายจิ่งไหว้ว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า ยังมีพระยาเวสสันตระ อันเป็นลูกแห่งพระยาสญไชยะราช อยู่ในเมืองเจตุตตระนครธานี เทียรย่อมหื้อทานมากนัก ท้าวตนนั้นมีช้างมังคละตัวขาวเผือก เป็นช้างตัวประเสริฐแห่งพระยาเวสสันตระ ช้างตัวนั้นอยู่และไปที่ใด ฝนก็ตกลงที่นั้น เหตุดั่งอั้นพระราชะเจ้า ควรใช้พราหมณ์ทังหลาย ไปขอแล้วนำมาสู่เมืองเราควรชะแลฯ
    พระยากลิงครัฐก็รับเอาคำขุนทังหลาย แล้วก็ชุ่มนุมมายังพราหมณ์ ๘ ฅน มีชื่อดั่งนี้ ผู้นึ่งชื่อว่า ราโม ผู้นึ่งชื่อว่าธชะ ผู้นึ่งชื่อว่าโชติ ผู้นึ่งชื่อว่าโกณฑัญญะ ผู้นึ่งชื่อว่าญาณโย ผู้นึ่งชื่อว่าสุชาตะ ผู้นึ่งชื่อว่าสุยามะ ผู้นึ่งชื่อว่ารามะหากเป็นประธานแก่พราหมณ์ทังหลาย พระยาก็ใช้เขาไปขอเอาช้างเผือกแห่งพระยาเวสสันตระเทอะ ฯ
    เขาก็ไปด้วยหนทางบ้านน้อยเมืองใหญ่ทังหลาย ก็ไปรอดเถิงเวียงเจตุตตระนคร ก็เข้าไปสู่ศาลากว้านทาน กระทำยังตนตัวหื้อกลั้วเคล้าด้วยฝุ่นผงธุลี ในยามเช้ารวายตรีก็ไปสู่ประตูเวียงก้ำวันออก ฯ
    ในกาละยามนั้น เวสันตระนริทร์เสวยโภชนะอาหารแล้ว ก็ขึ้นขี่เหนือฅอช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เสด็จไปสู่ประตูเวียงหนวันออก เล็งดูศาลากว้านทานแห่งตน ขณะยามนั้นพราหมณ์ทังหลาย บ่ได้โอกาสจักขอช้าง เหตุฅนทังหลายคัดคั่งมากนัก จิ่งไปสู่ประตูเวียงหนใต้ ยืนอยู่ที่สมควรแก่ตน พระยาเวสสันตระก็เสด็จไปสู่ศาลาหนใต้เล่าแล พราหมณ์ทังหลายได้โอกาสก็ยอมือขึ้นไหว้ว่า เทว ข้าแด่สมเด็จธัมมิกะราช เจ้ากูจุ่งผจญแพ้ยังข้าเสิกอันมีในตนทังมวลเทอะว่าอั้น ฯ
    พระยาเวสสันตระเจ้าจิ่งไสช้าง เข้าไปสู่ที่อยู่พราหมณ์ทังหลาย จิ่งกล่าวว่าดูราอามาตย์ พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ มีขนเค้าแขนและเล็บมืออันยาว มีฟันอันขาว มีตัวทังมวลอันกลั้วเคล้าด้วยด้วยฝุ่นธุลีแล้วยกมือขึ้น ขอเอาเข้าของอันใดกับเรานั้นชาฯ ยามนั้น พราหมณ์ทังหลายจิ่งไหว้ว่า รตนํ เทว ยาจามิ เทวะ ข้าแด่พระราชะเจ้า ผู้ข้าทังหลายมาขอเอายังช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เทียรย่อมหื้อบังเกิดสุขสวัสสดี วุฒิจ่ำเริญแก่บ้านเมืองทังมวล เซิ่งพระราชะเจ้าดีหลี ขอพระราชะเจ้าจุ่งปลงกรุณา หื้อทานยังรัตนาเฅียรเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐนั้น แก่ผู้ข้าทังหลายแด่เทอะ ฯ
    มหาเวสสันตระเจ้าตรัสรู้แล้ว ยังคำจาแห่งพราหมณ์ทังหลาย จิ่งร่ำเพิงว่ากูมักใคร่หื้อองคะอันมีในตนทังมวลเป็นทาน บัดนี้พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ พ้อยมาขอเอาช้างแก้วอันมีพายนอกตนสันนี้ กูจักหื้อพ่ำเพ็งคำปรารถนา แห่งพราหมณ์ทังหลายหื้อบัวรมวลเทอะ ฯ
    ก็กล่าวคาถาว่า ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ ยํ ยาจนฺติ พราหมณา ดูกราเสนาอามาตย์ บัดนี้พราหมณ์ทังหลายมาขอเอาช้างแก้วตัวประเสริฐ อุดมยิ่งกว่าช้างทังมวล เราบ่เคยหวั่นไหวด้วยโลภะมัจเฉระธัมม์สักอัน เราจักหื้อทานแก่พราหมณ์ฝูงนี้ แล้วตนเจ้าก็เสด็จลงจากฅอช้าง ปทักขิณะแวดสามรอบ เพื่อเล็งดูอันควรประดับ ก็บ่หันอันที่จักหล้างประดับแถมสักแห่ง ท้าวจิ่งถือเอาน้ำต้นคันทีฅำมาแล้ว ก็กล่าวว่าดูราพราหมณ์ ท่านทังหลายจุ่งเข้ามาสู่ที่นี้ แล้วเจ้าก็วางไว้ยังงวงช้างอันขาวบริสุทธิ์ ดุจจะดั่งลวดเงินเหนือมือพราหมณ์ แล้วก็เหงี่ยงน้ำตกเหนือมือพราหมณ์ เป็นหมายทาน แล้วก็หื้อช้างแก้วตัวประเสริฐ อันประดับด้วยเครื่องทังมวล เป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลายวันนั้นแลฯ
    เครื่องประดับตีนทังสี่แห่งช้าง มีค่าได้สี่แสนฅำ ผ้ากัมพละอันประดับท้องช้าง ควรค่าได้แสนฅำ ข่ายสามผืนประดับด้วยมุกฅำและแก้วต่าง ๆ ข่ายสามผืนประดับอยู่เหนือหลังช้างควรค่าได้สามแสรฅำ เครื่องประดับแก้มช้างทังสองควรค่าสองแสนฅำ เครื่องประดับพุ่มพ่วงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อันว่าเครื่องประดับช้างปัจไจยทังมวลนั้น อ่านนับค่าบ่ได้ เครื่องประดับหูทังสอง ควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับงวงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ เครื่องประดับงาทังสองควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับตัวช้างทังมวล ควรค่าได้สองล้านสองแสนฅำ คันไดก่ายขึ้นช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อ่างใส่เข้าหื้อช้างกิน ควรค่าได้แสนฅำ เข้าของประหมาณสันนี้ รอมกับกันเป็นสองล้านสี่แสนฅำ ส่วนแก้วประดับกระพุ่มฉัตร และแก้วประดับยอดจิกฉัตร แก้วแถวมุกมาดอันเป็นสร้อยสังวาลย์ประดับฅอช้าง แก้วประดับพุ่มพวงช้าง กับทังตัวช้างเป็นถ้วน ๗ วัตถุฝูงนี้มีค่าอ่านนับบ่ได้
    เวสสันตระราชก็หื้อเครื่องประดับทังมวล เป็นทาน แก่พราหมณ์ชาวเมืองกลิงคราษฎร์ทังมวล ด้วยมัญจเจตนาทานสิ่งเดียวฯ ประการนึ่ง ท้าวก็หื้อสองร้อยกระกูล อันพ่ำเรินรักษาช้างกับทังควาญช้าง และพ่อหมอช้างหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลาย ก็มีวันนั้นแลฯ ยามนั้นแผ่นดินไหวเกิดก้อง ด้วยเตชะทานอานุภาวะ แห่งเวสสันตระธัมมิกะราชเจ้า ก็มีวันนั้นแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปตินฺนมฺหิ ดั่งนี้
    ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในเมื่อช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ อันพระยาเวสสันตระตนบุญใหญ่ สละหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์กลิงครัฐ ๘ ฅน ก็บันดลแผ่นดินอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมา อัศจรรย์นั้นหนาพืสสะเพิงกลัว หนังหัวพองย้าวเยือก ขว้ำเขือกขนฅิงบาน ก็มีในกาละบัดเดียวนั้นแลฯ
    ในเมื่อพราหมณ์ทังหลาย ขึ้นขี่เหนือช้างมีหมู่ฅนอันมากเป็นปริวาร เข้ามาในวิถีทางหลวงกลางเวียงนั้น ฅนทังหลายมากนัก หันช้างเผือกอันพราหมณ์ชาวเมืองกลิงครัฐะ หากนำไปดั่งอั้น ก็กล่าวว่าดูกราพราหมณ์ทังหลาย ช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวนี้ หากเป็นช้างตัวจำเริญแก่บ้านเมืองแห่งตูทังหลาย สูได้แต่ที่ใดมาชา พราหมณ์ทังหลายก็ตอบว่าคำแข็ง ว่าพระยาเวสสันตระตนใหญ่หากหื้อทานแก่ตูด่าย แล้วก็ฅืดฅือผิดกัน พร่องก็ยอละคุย พร่องซุยสอเลาะ แล้วก็ออกหนีไปด้วยประตูเวียงหนเหนือฯ
    ชาวเมืองมวลมากอันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ ก็ลวดเคียดแก่โพธิสัตว์เจ้า ก็ไปชุ่มนุมกันจิ่มใกล้ประตูฅุ้มหลวงแห่งสญไชยะราช ร้องเอิ้นกล่าวติเตียนพระยาเวสสันตระเป็นโกลาหล ในเวียงทังมวลก็ข้ำเขือกย้าวเยือก สะท้านตื่นเป็นอันนึ่งเสียงเดียว ก็จ่มฟ้องร้องติเตียน โอระทึกหึกหยาบซะราบไป ควรพืสสะเพิงกลัวมากนักว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า บัดนี้พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นลูกเต้านั้น มาเบียดเบียนกำจัดสถานบ้านเมืองแห่งเราหื้อฉิบหาย เสียช้างมงคละตัวประเสริฐ อันเกิดมาเป็นที่ปูชาแก่รัฏฐาประชาทังมวล ดั่งรือมาสละหื้อเป็นทานนั้นชา
    ช้างมงคละตัวนี้ประเสริฐยิ่งนัก งางอนงามดั่งหัวราชะรถ ประกอบด้วยกำลังเพียรองอาจ รู้ไชยภูมิที่แพ้แก่ข้าเสิกสงฅวามทังมวล ควรเป็นราชะยานยิ่งนัก มีตัวขาวบริสุทธิ์ยิ่งนักดั่งดอยเงิน มีตนเต็มไปด้วยเครื่องประดับวิเศษ ประกอบด้วยลักขณะอันงามบัวรมวลชุแห่ง ประกอบด้วยชายมอนหางบัวริสุทธิ์ ดุจจะดั่งจามรีควรจำเริญใจยิ่งนัก พระยาเวสสันตระพ้อยหื้อเป็นทานนั้นชาฯ
    มหาราชะเจ้าบ่กระทำตามชาวสีวิราฐดั่งอั้น ดั่งจักใส่ใจดูนี้ชาวสีวิราฐทังหลาย เหมือนดั่งจักทำร้ายแก่มหาราชะเจ้า กับทังเวสสันตระตนเป็นลูก หื้อเข้าสู่เงื้อมมือแห่งเขาเพิงมีชะแลฯ
    ตํ สุตวา พระยาสญไชยะนรินทร์ได้ยินคำอันนั้น ก็แขวดกดหมายรู้ด้วยคำว่า ขุนเมืองทังหลาย ใคร่ข้าเจ้าพระยาเวสสันตระลูกกู สันนี้แล้ว จิ่งกล่าวว่า ดูกราท้าวพระยาอามาตย์ นักปราชญ์และขุนเมืองทังหลาย ปัจจันตนิคมบ้านใหญ่เมืองน้อยทังหลาย จักฉิบหายก็จุ่งฉิบหาย บ้านเมืองแห่งเราแม่นจักฉิบหาย ก็บ่ควรกระทำร้ายแก่เวสสันตระตนลูก ลูกกูนั้นเทียรย่อมประกอบด้วยราชะวัตร บรบัติในคองอันดีแท้ ผิว่าเรากระทำร้ายแก่เวสสันตระลูกกูแท้ดั่งอั้น คำนินทาจักเกิดมีแก่กูพระองค์ ฯ
    ยามนั้นชาวสีวิราฐทังหลาย ได้ยินคำอันนั้นจิ่งไหว้ว่า มาน ฑณฺเฑ น สฏฺเฐ นหิ โส คนฺธนา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า ดั่งพระยาเวสสันตระนั้น ขอมหาราชะเจ้าอย่าเข่นข้าบุบตีด้วยไม้ฆ้อนก้อนดิน แม่นจักผูกมัดใส่โทษขังฅอกไว้ก็บ่ดี ควรดีขับหนีไปอยู่ปัพพตาคิรีพุ้นเทอะฯ
    พระยาสญไชยะราชได้ยินคำอันนั้น จิ่งกล่าวว่า เอโก สเจ สิวินํ สนฺโต ดูกราชาวสีพีทังหลายมวลมาก คำแห่งสูเจ้าหากจักสมหมาย ขอหื้อลูกชายเราเวสสันตระ อยู่เสวยปัญจกามคุณทังห้า ในปราสาทราชะมณเฑียร หื้อเสี้ยงฅืนนึ่งก่อนเทอะเจ้า วันพรูกเช้าจุ่งขับลูกเราไปเทอะ ฯ ยามนั้นชาวสีพีทังหลาย ก็รับเอาคำสัญไชยะราชชุประการ ก็มีแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อุฏเฐหิ กตฺเต ตรมาโน เวสสันตรํ วทสีวิโย ภิกฺขเว ดูกราภิกขุทังหลาย สญไชยะราชจิ่งจากับอามาตย์ผู้ฉลาดด้วยโวหาร ว่าดูรานายนักการผู้แกว่น จุ่งลุกแล่นไปพลัน ไปบอกข่าวสารอันเกิดเหตุ แก่ลูกกูเจ้าเวสสันดร ว่าชาวนครน้อยใหญ่ ทุกผู้ใฝ่โกธา จักขับพระราชาเจียรจาก หื้อพลัดพรากเมืองไชย หื้อได้ไปในวันพรูก สูเจ้าจุ่งไปบอกแก่ลูกกูสันนี้เทอะฯ
    ยามนั้น นักการผู้ฉลาด ก็ลุกไปด้วยอาชญาพลัน จิ่งไหว้ถวายสารบอกกล่าว แก่หน่อท้าวเวสสันดร ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ตนปราบเหง้าโลกา ผู้ข้าจักถวายบอกกล่าว ยังข่าวสารอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อันบ่เพิงใจ ขอมหาราชะเจ้าอย่าได้เคียดแก่ผู้ข้า อันเป็นฅนใช้สืบคำเมือง นายนักการผู้นั้นร้องไห้ไหว้สันนี้แล้ว ก็กล่าวแถมเล่า ว่าชาวสีพีทังหลาย ก็เคียดแก่พระราชะเจ้า คันว่าฅืนนี้รุ่งแจ้งแล้ว ชาวสีพีทังมวลก็จักพร้อมกัน ขับยังพระราชะเจ้าหื้อหนีออกจากเมืองไปฯ
    มหาสัตว์เจ้าจิ่งถามว่า ดูราอามาตย์ เราก็บ่หันทุจริตกัมม์อันตนได้กระทำแก่บ้านเมืองเยื่องใดสักอัน แก่ชาวสีวีราฐทังหลายเคียดแก่เราด้วยนิมิตอันใด จักขับหนีจากเมืองด้วยเหตุอันใดฯ อามาตย์จิ่งไหว้ว่า มหาราชะ ชาวสีวีราฐทังมวล ประกอบด้วยโกธะติเตียนมหาราชะเจ้า เหตุหื้อช้างแก้วปัจไจยเป็นทาน จิ่งจักขับมหาราชะเจ้าด้วยเหตุสันนี้และฯ
    ตํ สุตวา มหาสัตว์เจ้าได้ยินข่าวอันนั้น ก็เล่งซ้ำยินดีมากนักก็กล่าวว่า หทฺทยํ จกฺขุหํทชา กึ เม พาหิรกํ ธนํ ภเณ ดูราเพื่อน เราก็ยังมักใคร่หื้อก้อนชิ้นหัวใจเป็นทานเขาด่าย เข้าของพายนอกมีเงินฅำ ช้างม้าแก้วมุกแก้ววิฑูรย์แก้วค้อ และแก้วสามานย์นั้น จักเพิงกล่าวสันใดชา กูก็หื้อทานชุอันบ่อาลัย เรายินดีในอันหื้อทานชุเมื่อ ชาวสีวีราฐจักขับเราหนีจากบ้านเมือง เหตุอันหื้อทานดั่งอั้น ก็จุ่งขับหนีตามอันมักเพิงใจเทอะ แม่นจักข้าพระองค์เราก็ดี แม่นจักตัดตนเราหื้อเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน ก็จุ่งกระทำตามอันมักชุประการเทอะฯ
    ทีนั้น นายนักการผู้ฉลาด อันเทวดาหากบันดล จิ่งกล่าวนิพนธ์คาถาว่า เอวนฺตํ สีวิโย อาห ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกนิคม ได้กล่าวคำนิยมไว้ว่า ท้าวพระยาเมื่อก่อน ชาวเมืองส่อนว่าบ่ดี พากันไล่ฅวีขับไล่ ย่อมไปสู่ฝั่งน้ำโกนติมารา อาไสรปัพพตาคีรีวงกฏ ขอพระราชเจ้าจุ่งอดใจไปตามหนทางอันนั้นเทอะฯ
    มหาสัตว์จิ่งกล่าวว่า ดูราอามาตย์เราก็จักยาตรา ไปตามมัคคาหนทาง อันท้าวพระยาไปแต่ก่อนนั้นและฯ ดูราอามาตย์ ท้าวพระยาอันผิดราชประเพณี ท่านขับหนีด้วยหนใด เราจักไปด้วยหนนั้น จุ่งหื้อโอกาสแก่เรา พอหื้อได้ทานในวันพรูกเช้า วันรือเราก็จักออกหนีไป ชะแลฯ
    ส่วนท้าวเวสสันตระราชา ก็หื้อหามายังเสนาผู้แกว่น อันตนแต่งไว้ตางตา ว่าดูราเสนาผู้แกว่น วันพรูกนี้เราจักหื้อมหาทานเยื่องและ ๗ ร้อยชุประการ ท่านจุ่งแต่งดาไว้ถ้า คือช้างม้าและแม่งัวนม ทังรถและนางทังหลาย ข้าญิงชายใหญ่น้อย ก็ ๗ ร้อยชุอันๆ เข้าน้ำโภชนาหาร มีหลายประการต่าง ๆ จุ่งแต่งไว้แก่ฅนทังหลาย มหาสัตว์เจ้าพิจารณามหาทานแล้ว ก็เข้าไปสู่นางแก้วราชะมัทที จาคำดีกับอัคคชายาแห่งตน ก็มีวันนั้นแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามานตฺติยตฺถะ ราชานํ มทฺทึ สพฺพํ โสรํ ยํเต กิญฺจิ มยา ทินฺนํ ธนธญฺญํ วจฺจติ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช เข้าไปสู่ปราสาทแห่งนางมัทที ตนประกอบด้วยอิตถีลักขณะงามชุแห่ง ท้าวจิ่งแต่งคำจา ว่าดูรามัททีเหยเจ้าพี่ เข้าของที่อันเรามีอันใดและดี บ่เลือกทังเข้าเปลือกเข้าสาร ทังเงินฅำแก้วแหวนแสนสิ่ง ช้างม้ามิ่งงัวฅวาย เข้าของหลายเหลือแหล่ เข้าของอันนางได้แต่พ่อแม่มา นางจุ่งฝังเข้าของนั้นไว้ ในที่หมั้นแก่ใจนางแด่เทอะ ฯ
    นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้บุญหนา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า จักหื้อข้าเอาฝังไว้ที่ใดชาฯ พระยาเวสสันตระจิ่งกล่าวว่า สีลวนฺเต สุทชฺเชหิ ทานํ มทฺทิ ยถารหํ น หิ ทานา ดั่งนี้ ดูรานางน้องเหน้ามัทที นางจุ่งหื้อทานแก่ผู้มีสีลใสสะอาด ตามพระราชเจตนา ที่เพิ่งแห่งสัตว์นานาในโลก ผู้บ่พ้นจากโอฆะสงสาร เหมือนดั่งทานนี้ก็บ่มีแลฯ
    เวสสันตระราช จักหื้อโอวาทคำสอน จิ่งกล่าวคาถาว่า ปุตฺเตสุ มทฺทิ ทเยสิ สสฺสุยา ดูรานางมัทที นางจุ่งมีใจกรุณาชะช้อย แก่ลูกน้อยแห่งสองรา คือชาลีและกัณหางามแง่ กับทังพ่อแม่ผัวตน ฅนชายใดและรักใฝ่ มักใส่ใจเป็นผัว นางจุ่งปัดปัวอุปฐาก อย่าละพรากหนีไกล นางอย่าหมองใจเทอะฯ
    นางมัททีนุชนาถ จิ่งร่ำเพิงว่า พระยาเวสสันตระราชสามิกา แต่ก่อนมาบ่เคยกล่าว คำร้อนร้ายข่าวคำเฅือง วันนี้เพิงมีเหตุ เจ้าจอมเกษจิ่งกล่าวคำบ่ดี นางมัททีถามว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า คำอันนี้บ่ควรกล่าวแท้ดีหลี เจ้ามีเหตุสันใดจิ่งกล่าว ข้าขอรู้ข่าวคำเฅืองนั้นเทอะ ฯ
    พระยาเวสสัตระราช จิ่งโอกาสคำจา ว่าดูรามัททีน้องหล้า ใต้ลุ่มฟ้าบ่มีไหน ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกสีมา เขาโกธาเฅืองเคียด เหตุกูพี่หื้อช้างเผือกแก้วเป็นทาน เขาบันดาลทุกที่ ขับหื้อพี่หนีไกล หื้อพรากเมือไปอยู่ป่า วันพรูกนี้พี่จักดากว่าดงดาน จักหื้อมหาทานสิ่งและร้อย ก่อนข้าข้อยจักพรากเมืองไปฯ ดูรานางสายใจน้องแก้ว วันพรูกนี้แล้วพี่ผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าดงเขียวป่าไม้ ทุกข์ยากไร้และเพิงกลัว ตัวฅนเดียวเข้าป่า เนื้อร้ายล่าไปมา กูพี่นี้นาจักลำบาก เป็นไปกับด้วยฅวามสังกา บ่หล้างจักได้หันหน้าโสภาน้องพี่ รอยจักตายเสียที่ในดง และนาฯ
    นางมัททีจิ่งจากล่าว กับหน่อท้าวผัวตน ว่าข้าแด่หน่อทสพลเจ้าพี่ คำอันนี้บ่จำเริญใจ เจ็บเสียบในแก่ข้า พระเจ้าฟ้าจักละลูกเต้าเมียตน เข้าสู่ดอยดงป่าไม้ บ่ใช่จารีตประเพณี แม่นเจ้าจักหนีไปที่ดงใดดังอั้น ข้าน้องชั้นมัททีก็จักหนีไปตาม กรียาอันได้ตายกับพระบาทเจ้า ยังดีกว่าร้อยเท่าพันที อันมีชีวิตได้พลัดพราก จากพระบาทเจ้าบุญใส ข้าจักหื้อเพื่อนดังไฟกองใหญ่ จักปาวตกใส่กองไฟ ช้างเผือกอยู่ในป่า ย่อมไปเป็นคู่ล่าด้วยช้างสาร สันใดก็ดี และข้ามัทที ก็จักเอาลูกสองสรีไปเป็นเพื่อน เข้าดั้นเถื่อนทวยไป พระบัวไขจักเลี้ยงตนบ่ยาก บ่ลำบากกับข้าดีหลี

    นางมัททีกล่าวเท่านั้นแล้ว นางแก้วจิ่งพัณณนาป่าหิมพานต์ ด้วยประการเหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน เจ้าจิ่งผ่อนคาถาว่า อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺจุเก ปิยภานิเน ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า คันเจ้าได้หันลูกเต้าราทังสอง อันทัดทรงดอกไม้ ฟ้อนขับเหล้นสู่ใกล้ศาลา ยามนั้นพระราชาจักหายทุกข์โสก อันวิปโยคจากเมืองไป
    จักได้หันช้างสารตัวประเสริฐ อันได้เกิดมาดีกับองค์ตัวแม่ อายุแก่ได้หกสิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยรา อันเดินไปมาตนเดียว ในดงเขียวป่าไม้ อันร้องไห้แส่นสะเฅียน ดั่งเสียงนกเขียนดังมีก้องดงดอน ทังกินรีนะรอนแล่นลงท่าน้ำ อันมีชื่อว่าปัญจมะวารี จักได้หันนทีหลายแม่ อันไหลมาแต่ท้องดอยเลา จักได้ยินเสียงนกเค้าเขาและนกเค้าแยก อันร้องแขกหากัน จักได้ยินเสียงมี่นันแห่งราชสีห์และเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งไปไกล และแรตช้างไพรกระทิงดง
    พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบ ไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หันยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแลฯ

    นางราชะมัททีสรีสุภลักขณะตนงาม กล่าววัณณนาป่าไม้หิมวันต์ เหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน ก็มีด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลฯ
    กรียาอันสังวัณณนาจาห้องเหตุหิมวันตา อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๑๓๔ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  5. #5

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๓
    ทาน
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    ทานกัณฑ์ ๑๐๙ คาถา
    ..อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว..

    ตสฺสตฺถุฯ ผุสฺสตีปิ โข เทวี ปุตฺตสฺส เมกฏกสาสนํ อากตํ กินฺนุโข กโรติ อหํ กตฺวา ชานิสฺสามีติ ปฏิจฺฉนฺนโยเคน กนฺตวา สิริสยนคพฺภตวาเร ฐิตา เตสํ สลฺลาปํ สุตฺวา กลูนํ ปลีเทวํ ปริเทวิติ ฯ
    ล่ำดับเทสนามา ในเมื่อกระษัตราสองพี่น้อง ยังอยู่ในห้องเมื่อจากัน เบื้องบันนางราชะผุสสดี จิ่งมีราชะร่ำเพิงว่า ข่าวสารอันแสบเนื้อร้อนใจเฅือง ได้มารอดเทิงลูกกูสันนี้ จักเป็นหตุสันใด ควรกูไปหาจักรู้และ
    ว่าอั้นแล้ว นางแก้วก็ไปด้วยยัวยานฅำ อันกางกั้งดีแล้วไส้ ก็ไปยืนอยู่ประตูใกล้ห้องนอน อันบวรสรีสวัสสดีชื่นช้อย ก็ได้ยินยังถ้อยเจียรจา แห่งสองปุตตาจะไจ้ นางก็ร้องไห้นักหนา ควรขะสดกรุณามากนักวันนั้นแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ดั่งนี้เป็นเค้าพระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางสายใจผุสสดีตนแม่ เชื้อท้าวแต่ราชะวงษา ได้ยินคำจาถี่ถ้อย จาอ่อนอ้อยแห่งลูกทังสององค์ นางบ่อาจจักทรงตนอยุ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าควรกูกินยาพิษง้วนตายอนาถ อันนึ่งก็ปาวตกปราสาททังหลาย อันนึ่งจักผูกฅอตายด้วยเชือก ลูกกูทานช้างเผือกหัตถา ชาวพาราข้ำเขือกขับลูกกูหนี ลูกกูดีร่ำเพิงทานจะไจ้สันดี หาฅวามตระหนี่บ่ได้ เป็นที่เข้าไปใกล้แห่งยาจกฅนยาก อุปฐากพ่อแม่ ครบยำเถ้าแก่วงษา เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาและพี่น้อง บ่ผิดแผกข้องสันใด ชาวเมืองทังหลายดั่งรือมาขับลูกกูหาโทษบ่ได้ หื้อหนีจากเมืองไปนั้นชา ฯ
    นางพระยาไห้สันนี้แล้ว ก็เล้าโลมลูกแก้วสายใจ แล้วไปสู่บรมท้าวสญไชยตนเป็นผัวแล้ว นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า มธูเนว ปลิตานิ อมฺพาว ปติตา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า รวงเผิ้งอันตัวแม่มีแหลม อันแก่เฝ้าแหนมบ่ได้ ฅนเข้าใกล้เอากินง่ายสันใด อันนึ่ง ไม้ม่วงต้นใดเป็นลูก หาฅนผูกรักษาบ่ได้ เทียรย่อมเป็นไปแก่ฅนสาธารณ์สันใด บ้านเมืองแห่งมหาราชะเจ้า จักเป็นสาธารณะ แก่ท้าวพระยาทังหลาย ต่างประเทศ เหตุมหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าตนหนี คันพระบุญมีเจ้าแก่เถ้าถอยริพล หาลูกตนจักครอบงำบ่ได้ ก็จักซบเซาเหงาในองค์ เป็นดั่งราชะหงษ์ปีกหักทังคู่ ซบเซาอยู่เหนือเปือกตมนั้นแล ฯ บัดนี้มหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าหื้อพรากหนี เหตุฟังคำชาวสีพีสนส่อ ท้าวบ่ทันต่อพิจารณาขอพระราชะเจ้า อย่าได้ขับลูกเต้าเราหนีแด่เทอะ ฯ

    พระยาสรีสญไชยได้ยินดั่งอั้นจิ่งกล่าวว่า ดูรานางผุสสดี ท้าวพระยาตนใด ปฏิบัติบ่ชอบใจ ชาวเมืองขับไล่หนีไปตามจารีต เราก็บ่รีตตามโบราณ จักอนุขับตามชาวเมืองมากล่าว จักขับลูกเต้าเราไป บ่ใช่เกิดแต่ใจกูตนพ่อ ลูกรักหน่อสายใจ กูรักเพียงหรทัยฅะฅ้อย และนา ฯ
    ส่วนนางราชะผุสสดี ยินคำบ่ดีขะสดอยู่บ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าอันหมู่ช่อน้อยทุงไชย หยาดยายใยไปก่อนหน้า ฝูงหมู่ม้าอานฅำ รุ่งเรืองงามดั่งดอดกัณณิกา มาวังวาแวดล้อม ย้อมยสะเจ้าลูกกูไป บัดนี้ลูกกูจักได้ละหมู่ช่อน้อยทุงไชย เข้าสู่ป่าดงไพรตนเดียว ดั่งรือนั้นชา ฯ
    ลูกกูเคยอยู่อุดม มีฉากโฉมโนมอันงาม เข้าเครื่องแรเหลืองดั่งปีกแมงฅ่อมฅำ โยธาหาญลางพร่องเข้าแรแดง เหมือนดั่งรัสมีแสงพระอาทิตย์ ออกมาเป็นปริวารแวดล้อม ไปก่อนหน้าและตามหลัง วันนี้ลูกกูผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าสู่ดงเขียวป่าไม้ดั่งรือจักได้นั้นชา ฯ

    ปั้นดั่งนางราชะมัททีสรีสะไภ้ราช เคยอยู่ห้องปราสาทอันมีสรี เคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้นางจักไปอยู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้ครองฅา ดั่งรือนางพระยาจักอดได้ อิ่นดูสะไภ้สายใจ นางเคยไปด้วยยัวยานสีวิกาย(เสลี่ยง) บัดนี้นางจักไปด้วยตีนเปล่า แท้แล ฯ
    อันนึ่งนางพระยาไปในที่ใด ย่อมมีนางนาสนมตามไปบ่ขาด บัดนี้เป็นทุกข์อนาถจักเข้าป่าไม้ดงเขียว สะไภ้แม่ผู้เดียวดั่งรือจักไปได้นั้นชา แต่ก่อนมาคันนางได้ยินเสียงจิ้งจอก อันออกมาร้องละแวก ได้ยินเสียงนกเค้าแยก อันมาร้องแขวกกลางฅืน นางตกใจตื่นหนังหัวพองใจสั่น เป็นดั่งแม่มดอันผีเข้าทือฅิง ดั่งรือนางญิงจักอดได้ เสียงนกในป่าไม้ปูนกลัว นั้นชา ฯ
    ยามนั้น นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวงทังหลาย ได้ยินเสียงสายแหบไห้ แห่งนางนาถไท้ผุสสดี ยินตกใจบ่ดีขะพ่า ก็พากันมาชุ่มนุมกันมากนักและ ฅนทังหลายอันอยู่ในกระกูลทังสอง บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ต่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมมาเพิกพัด ก็ร้องไห้มากนักหนาสันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตสฺสา ลาลปิตํ สุตฺวา สพฺพา อนฺเต ปุเร พาหา ปัคคยห ดั่งนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่สีวิกัญญา ทังลูกเสนาและลูกท้าว มาชุด้าวชุ่มนุมกัน คันหันนางราชะผุสสดีร้องไห้ เขาก็อดบ่ได้ก็ร้องไห้ท่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมเพิกพัดไปมา ในราชะมณเฑียรแห่งพระยาสีวิราชนั้นแล ฯ
    อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ตกวันลูนรุ่งเช้ากินงาย เจ้าก็ขงขวายอาบองค์สรงเกษเกล้า นุ่งเครื่องท้าวพระยา เสวยเข้าน้ำโภชนาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ มีหมู่ฅนหลายแวดล้อมเป็นปริวาร ก็ไปสู่กว้านทานเมื่อยามเช้า เพื่อจักหื้อเข้าของเป็นทาน จิ่งปลงอาชญาวางแก่อามาตย์ว่า
    วตฺถานิ วตฺถกามานํ โสรทานํ เตถ วารุณี โภชนํ ดั่งนี้ ดูราอามาตย์ทังหลาย ฝูงฅนใดมีใจใฝ่มักใคร่ได้เสื้อผ้าชิ้นปลาอาหาร ท่านจุ่งดาทานอย่าหื้อขาด อย่าได้ตีและด่ายาจกทังหลาย จุ่งหื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำอาหาร ฯ
    เตสุมคฺคา กิลนฺตาว ยาจกทังหลายอดบ่ได้ ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา ว่าในเมื่อมหาราชะเจ้าตนบุญแผ่ หื้อจ่ำเริญแก่ชาวสีพี จักหนีเจียรจากไปบ่อยู่ ผู้ข้าทังหลายจักหาที่เพิ่งบ่ได้ เป็นดั่งต้นไม้อันมีร่มกว้าง อันท่านหากอ้างตักเสีย นั้นและฯ โภณฺโต ดูราชาวเราทังหลาย ไม้มีต้นลูกล้วนดอกบานงาม มีร่มกว้างฉายา เกิดมาในที่ใกล้ทาง เป็นที่อาไสรแห่งฅนทังหลาย ผู้ใดผู้นึ่งตัดต้นไม้นั้นเสียสันใด ชาวเมืองสีพีมีโกธะอันมาก ขับพระยาเวสสันตระราช หื้อพัดพรากเมืองไป ก็อุปไมยดั่งอั้นและ ฯ

    ดูราชาวเราทังหลายมวลมาก กรียาอันขับเจ้าพระยาเวสสันตระราช หื้อพลัดพรากจากพารา ด้วยคำชาวเมืองมาสนส่อ แก่ท้าวตนพ่อลวดขับหนี เป็นอันบ่ดีบ่ชอบ บ่ประกอบด้วยธัมม์ ท่านหื้อทานช้างม้าและรถ ปรากฏได้และสิ่งและเจ็ดร้อย สัตตมหาทานอันนี้ ผิและมีเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละเมื่อนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องและดอยคราง เป็นดั่งว่าจักพังไป ควรพืสะเพิงกลัวหนังหัวพองเกิดมี ด้วยเตชะฤทธีแห่งปริจาคเจตนา แห่งมหาสัตว์เจ้านั้นแลฯ
    ในกาละนั้น เทวดาทังหลาย ก็ไปบอกกล่าวแก่พระยาทังหลาย ในสกละชุมพูท๎วีปว่า พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นใหญ่ จักปลดไป่หื้อเป็นทานแล้ว ท้าวตนแก้วจักเข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ว่าอั้น ฯ เหตุนั้น ท้าวพระยาทังหลายมวลมาก ก็มารับทานจากเจ้าเวสสันตระบุญเรือง แล้วก็กลับไปสู่บ้านเมืองแห่งตน ด้วยเหตุเทวดาบันดลนั้นแล ฯ
    พระมหาสัตว์เจ้าหื้อทานวันนั้น ก็เป็นกาละอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำลับดอยไป เจ้าก็ไปสู่ปราสาทราชมณเฑียรแห่งตนแล้ว ตนแก้วจิ่งร่ำเพิงว่า กูจักไปไหว้สา สั่งอำลายังพ่อแม่เจ้า ด้วยราชะรถอันดี ส่วนนางราชะมัททีก็ฅนิงใจว่า กูจักไปตามพระยาเวสสันตระราช จักขออนุญาตโอกาสไปดี นางเทวีก็ไปกับด้วยพระมหาสัตว์เจ้านั้นแล ฯ ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า ก็เข้าไปไหว้ยังพระราชะปิตา บอกกรียาอันจักไปวันนั้นแล ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามนฺตยิตฺถ ราชานํ สญฺจยํ ธมฺมิกํ วรํ อวรุทฺธสิ มํ เทว วํกํ กจฺฉามิ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช ก็เข้าไปสู่ปราสาทพระราชปิตา ว่าข้าได้ประสาทหื้อเป็นทาน ยังช้างสารแห่งข้า มหาราชะเจ้าก็ว่าบ่ดี ขับข้าก็จักหนีบ่อยู่ จักเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ อันว่าท้าวพระยาตนใด บ่อิ่มในกามคุณ ๕ ดั่งอั้น ท้าวพระยาฝูงนั้นย่อมเข้าอำนาจ แห่งมัจจุธัมม์ด้วยอันหลงนักแล มีสันใด มหาราชะเจ้าก็จักเป็นดั่งอั้นชะแล ฯ
    ส่วนข้าผู้ลูกหากสุขยินดี ด้วยสรีสัมปัตติแห่งตน หื้อทานช้างมงคลตัวประเสริฐ อันเกิดมาแต่บุญสมพานแห่งข้า พระเจ้าฟ้าฟังคำสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ขับข้าหนีไกลส่ำ ข้าจักไปพ่ำเพ็งบุญรวายตรี คือเมตตาปารมีในป่าไม้ จิ่งไหว้อำลามหาราชะเจ้า วันนี้ชะแล ฯ

    พระมหาราชะเจ้ากล่าวอำลา ยังพระปิตาธิราชสันนี้แล้ว ตนแก้วก็ไปสู่สำนักแห่งพระราชะมารดา อำลานางพระยาตนแม่ ขออนุญาตแต่นางผุสสดี ว่าข้าแด่แม่เทวีเจ้าฟ้า ขออนุญาตหื้อข้าบวชเป็นชี กรียาอันบวชเป็นระสีอยู่ในป่า เป็นที่เพิงใจแก่ข้าพ้นประมาณ ข้าได้หื้อทานช้างแห่งข้า พร่องก็ว่าข้านี้ร้ายบ่ดี เหตุชาวสีพีมาสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย จิ่งขับข้าหนีออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองไป ข้าจักไปเสพทุกข์ในป่ากว้าง เป็นที่อยู่แห่งแรตช้างเสือหมี บวชเป็นระสีในป่าไม้ จักได้กระทำบุญไปไจ้ ๆที่นั้น
    นางราชะผุสสดี ได้ยินคำภูมีตนลูก จิ่งต้านถ้อยถูกคาถาว่า อนุชานามิ ตํ ปุตฺตา ดูราเจ้าลูกรักแก่แม่ แม่ก็อนุญาตแก่ปุตตา จักไปจำศีลภาวนาในป่าช้าง เพื่อเสพสร้างเสวยบุญ อันจักเป็นคุณแก่เจ้า ตราบต่อเท้ายาวชีวํ ด้วยมีแท้ดั่งนางมัททีงามบ่เส้า จุ่งหื้ออยู่กับด้วยลูกเต้าทังสอง นางจักปองกระทำดั่งรือได้ ในป่าไม้หิมพานต์ ฯ
    เมื่อนั้น พระยาเวสสันตระบุญกว้าง จิ่งกล่าวอ้างกับมารดา ว่าข้าแด่แม่พระยาเป็นเจ้า ข้าบ่มักชวนผู้อื่นใดไป แม่นข้าญิงชายช่วยใช้ ข้าก็จักบ่ได้เอาไป ผิว่านางมัททีมีใจมักใคร่ ติดตามไต่เข้าไป ก็จุ่งตามใจนางเป็นใหญ่ ผิว่าบ่มักใคร่ไปทวย ก็จุ่งอยู่กับด้วยพระแม่เจ้า และลูกเต้าทังสองแด่เทอะ ฯ

    ตโต ราชา เมื่อนั้นท้าวสญไชยตนปู่ จักขอหื้อสะไภ้อยู่กับหลาน จิ่งกล่าวคำหวานอ่อนอ้อย จาถี่ถ้อยคำงาม ว่าดูรานางนงรามมัททีสรีสะไภ้ นางเคยไล้ลาทาด้วยจันทน์ทุกฅ่ำเช้า บัดนี้เจ้าว่าจักได้ทรง เหื่อไฅลไหลลงยะยว่าง อันนึ่งนางเคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้เจ้าจักเข้าสู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้และครองฅา ดั่งรือนางจักอดได้ ทุกข์ในป่าไม้เที่ยงจักมี เชิญเจ้ามัททีอดอยู่ ค่อยเลี้ยงหลานปู่ในเมืองเทอะ ฯ
    ที่นั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า คันว่าข้าได้พลัดพราก จากลูกเจ้าราชชื่อว่าเวสสันดร แม่นได้นอนบนปราสาทแล้วด้วยฅำ มีนางนาสนมแวดล้อม แหนแห่อ้อมเป็นปริวาร ก็หาฅวามสำราญบ่ได้ ข้าจักไปสู่ป่าไม้ เป็นเพื่อนพระเหง้าไธ้ราชะสามี ชะแล ฯ
    เมื่อนั้นพระยาสญไชยจิ่งกล่าว ว่าดูราเจ้ามัทที ในคิรีป่าไม้ อันเป็นป่าใหญ่ดงหนา มีกำลังอุตสาหะยาก เป็นที่ล้ำบากแท้ดีหลี สัตว์ในดงรีปูนกลัวฅือแมงบ้ง ยอย่งหัวเต้นไต่ขบเจ็บ มีทังชักเข็บและแมงป่อง เหลือกและยุงบินยะย่องยะไย แม่เผิ้งไต่ตอมตน ประการนึ่งงูเหลือมตัวใหญ่ หาพิษบ่ได้อยู่ในดงไพร ประการนึ่งมันมีกำลังมากนักหนา นอนขวางคาอยู่ข้างแม่น้ำ หันสัตว์ใดมาถูกบ้วง ย่อมกระหวัดเกี้ยวล้วงลอบลืนกิน อันนึ่งหมีเถ้าดำใหญ่หม้า เป็นเนื้อกล้าฅะนอง มันปองขบฅนเลยไล่ คาบคว้าได้หื้อตาย แม่นผู้ชายแล่นขึ้นต้นไม้ ก็บ่พ้นได้สักฅน อันนึ่งฅวายเถื่อนดงเป็นหมู่ ลี้อยู่ข้างแม่น้ำโสตุมนที มีเขารีปลายเหลี้ยมขวิดแม่น หันฅนแล่นเข้าขวิดมาทอด อันนึ่งจักได้หันแม่งัวเถื่อน อันขางลูกไจ้ ๆ หันฅนมาใกล้แล่นเข้าขวิด ดั่งรือชีวิตเจ้าจักรอดได้ ประการนึ่งเจ้าจักได้หันหมู่ค่างและวอก อันรู้หลอนหลอกหน้าฅน มันอยู่บนค่าคบไม้ ควรกลัวได้เป็นภัย ลูกพ่อมีขวัญอ่อนนักหนา มาตรว่าได้ยินเสียงสิงคาระจิ้งจอก ออกมาร้องในเมือง เจ้าย่อมเฅืองตกใจสะดุ้ง จิตซว่านฟุ้งขวัญหนี ฯ
    ยามนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้สญไชย ว่าข้าแด่พระจอมใจหน่อฟ้า เจ้าได้บอกข้าเถิงภัย ข้าจักอดใจบ่อยู่ จักไปเป็นคู่พระราชะเจ้าเวสสันดร ข้าจักเพิกเสียใบฅาและหย่อมหญ้า ทังแขมแฝกหญ้าฅมบาง จักนำทางไปก่อนหน้า ลูกเจ้าฟ้าเทียวไปและนา ฯ
    ข้าแด่พระราชะเจ้า กุมารีสรีหนุ่มเหน้า จักได้ผัวผู้เสมอใจ อันจักได้นั้นด้วยยาก กระทำปฏิบัติมากหลายประการ มีประธานว่าผ้าเกี่ยวท้องน้อยหื้อแอวกลม รักษาถานานมบ่หื้อหย่อน อาบน้ำเมื่อเช้าก่อนงาย ยามเมื่อร้อนกระหายซ้ำผิงไฟเล่า เนื้อบ่เส้าจิ่งได้ผัวดีเสมอใจ สภาวะอันเป็นแม่ร้างลามผัว เป็นที่กลัวแก่ญิงในโลก เหตุอันได้ทุกข์โสกเหลือใจ ข้าจักไปบ่อยู่ ขอไปเป็นคู่ลูกพระยาพอสอง ฯ
    ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายผู้ใดมีเชื้อชาติอันถ่อย บ่ควรกินซากเข้านางท้าวพระยา พายลูนมาเขารู้ว่านางนั้นเป็นแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกัน ชายผู้ถ่อยมาผันเป็นชู้ แม่นมันบ่สู้ก็กุมกอดลากเอาไป สภาวะอันเป็นแม่ร้างนี้ทุกข์ถนัดใจแก่ฝูงญิงในโลก เหตุดั่งอั้นข้าขอไปบ่อยู่ ฯ
    ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายทังหลายย่อมดูแฅวนญิงอันหาผัวบ่ได้ คันเข้าใกล้ย่อมสวมจับเอาผม ยอทอดกุมคัดกอด เยียะต่อหน้าฅนทังหลาย หื้อละอายขายหน้า เหตุนั้นข้าอยู่ผู้เดียวบ่ได้ จักเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ
    อันนึ่ง ผู้ชายทังหลาย ฝูงมีใจจงใฝ่ มักใจใคร่ได้แม่หม้ายแม่ร้าง เขาย่อมขัดล้างเลาเอาผิว นุ่งผ้าเสื้อดีอันใหม่ ใส่ใจว่าตัวเขาดีงาม มีเข้าของสะเล็กสะหน้อย ก็เอามาอ่อยหื้อแก่ญิง คันเข้าใกล้ก็ม่ายเป็นชู้ แม่นบ่สู้เขาก็ชักท่าวเหนือดิน เหมือนดั่งกาตอมนกเค้าช้าง ช่างลู่ปากอ้างชิงกัน นั้นและ ฯ อปิญาติกุเล ทิเต อันนึ่งญิงอันหาผัวบ่ได้ แม้นอยุ่ใกล้พี่น้องกระกูล มีเครื่องเงินฅำทูนตังไว้ ก็ยังได้ยินคำด่าหย้อท้อมา แก่ญาติกาพี่ญิงน้องชาย ทังมิตรสหายเพื่อนบ้าน ท่านเทียรย่อมต้านดูแฅวน ข้าขอไปทวยพระบาทไธ้ เข้าป่าไม้ตามผัวและนา ฯ
    นคฺคา นที อนูตกา แม่น้ำใดหาน้ำบ่ได้ โลกกล่าวไว้ว่าแม่น้ำเปล่าดาย บ้านเมืองใดหาเจ้านายเมืองบ่ได้ เมืองนั้น ไส้ท่านกล่าวว่า เป็นเมืองเปล่าเสียสรีมีสันใด ญิงทังหลายฝูงใดมีพี่ชายได้และสิบฅน พ้อยหาผัวบ่ได้ ญิงทังหลายฝูงนั้น ท่านกล่าวว่าแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกันเอา ธโช รถสฺส อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว
    สภาวะอันเป็นแม่หม้ายร้าง ทุกข์อ้างว้างถนัดใจ แก่ญิงทังหลายในโลก คันข้าได้พลัดพรากจากลูกพระเจ้าฟ้า แม่นได้เป็นใหญ่เหนือหน้าแผ่นดิน แม่นมีน้ำสมุทรถีบเป็นแดน แม่นมีเงินฅำแก้วแหวนกองใหญ่ ก็หาสุขบ่ได้สักอัน ญิงผู้ใดเมื่อผัวตนดีใสุขบ่พรากข้าง ยามเมื่อได้ร้างจากสมบัติ มีใจบ่เอื้อไปเพื่อท่านผู้อื่น มักตื่นสุขสนุกแก่ตัว ข้ากลัวใจแม่ญิงฝูงนั้น เป็นอันกล้าหยาบนักหนา ข้าจักขับตามเขาบ่ได้ จักตามเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ

    มหาราชา มทฺทึ สพฺพํคโสภณํ เมื่อนั้น ท้าวสญไชยตนพ่อ จิ่งจาต่อนางมัททีว่า พ่อจาคำดีต้านต่อ เจ้าบ่มีใจม่อขับตาม จักเข้าดงรามป่าไม้ พ่อก็บ่ห้ามได้ตามใจ เท่าว่าสรีนงไวยหลานปู่ เจ้าจุ่งละหื้อไว้อยู่ปราสาทมณเฑียร พอหื้อพ่อได้หันหลานก่ำพร้า เหมื่อนดั่งได้หันหน้าเจ้าทังสองนั้นเทอะ ฯ ราช ปุตฺตี เมื่อนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ลูกเต้าข้ารักเหมือนชีวิต บ่อาจจักปิดไป่ไว้ได้ เผือข้าทังสองจักยินดีในป่าไม้ เพราะได้หันหน้าลูกไธ้ทังสอง และนา ฯ
    เมื่อนั้น ท้าวปรมสญไชยจิ่งกล่าว ว่ากุมารหลานทังคู่ เคยอยู่เสวยเข้าน้ำอาหาร มีรสหวานหลายประการ เจือจานด้วยชิ้นปลาอาหารดีด่าย หลานกูดั่งรือจักไปกินได้ ยังลูกไม้และหัวมัน ประการนึ่ง หลานกูเคยไปแอ่วเหล้น ด้วยยัวยานสีวิกายฅำบ่พราก ราชะรถม้าลากชอนไป หลานกูจักเทียวทางดั่งรือได้ ในกลางป่าไม้หนามหนา อันนึ่ง หลานกูเคยนอนในปราสาท อันองอาจด้วยช่อฟ้าและยองปลี มีปล่องดีหับไว้ บัดนี้หลานกูจักไปนอนแก่เค้าไม้ดั่งรือชา ฯ
    อันนึ่ง หลานกูเคยนอนบนแท่นฅำวิลาศ มีเสื่อสาดลาดด้วยโกเชาว์(ผ้าขนแพะ)อันอ่อนสุขุมาลย์ บัดนี้หลานทังสองจักได้นอนเหนือหญ้า แข็งหยาบช้าชาชิง ดั่งรือจักนอนได้นั้นชา ประการนึ่งหลานกูเคยลูบไล้ ทัดดอกไม้ทาจันทน์มัน มีทังวันบ่ขาด ในปราสาทมณเฑียร บัดนี้หลานกูทังสอง จักไปทรงเหื่อไคลไหลหลั่งเต็มตน ประการนึ่งหลานกูเคยมีนางนาสนมแวดล้อม อยู่พัดอ้อมด้วยจามรี วีประหวัดกวัดไกวไปมา บัดนี้หลานกูจักไปอยู่ป่าไม้ หาฅนจักพัดวีบ่ได้ เหลือกและยุงไต่ตอมตน ชะแล ฯ

    เอวํ ในเมื่อท้าวปรมสญไชยกระษัตริย์ ยังผ้งเจียรจาดั่งอั้น ฅืนนั้นก็เถิงเซิ่งอันรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา ฯ เมื่อนั้น นายสารถีจิ่งแต่งห้างราชะรถ ด้วยม้าสินธุสี่ตัวใหญ่ ก็นำไปไว้ที่ใกล้ราชะมณเฑียร ฯ ส่วนราชะมัททีสรีสะไภ้ ไหว้พ่อผัวแล้วสั่งอำลา นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวง แล้วก็เอาลูกแก้วทังสอง ขึ้นขี่ก่อนถ้ามหาสัตว์เจ้า ก็มีวันนั้นแล ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมฺปรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพํคโสภณา ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนางราชะมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัททราช มียสะอาจลือซา งามโสภาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนสุขุมาลย์ คันอำลาพ่อแม่ผัวตนแล้ว ก็เอาลูกแก้วทังสองฅน ไปขึ้นขี่ราชะรถ ถ้ามหาสัตว์เจ้าตนเป็นผัวนั้นแล ฯ
    ส่วนพระยาเวสสันตระผู้ทรงยส ก็เสด็จขึ้นขี่รถดาไป ที่ใดฅนทังหลายมีแฅวนมาก เจ้าก็หื้อสัญญาณรถราชไปขอสั่งอำลา ว่าดูราเถ้าแก่ พ่อแม่ทังหลาย ตูทังหลายพ่อแม่ลูก จักเอากันไปอยู่ป่าหิมพานต์ ท่านทังหลายจุ่งเอากันอยู่ หาพยาธิ์บ่ได้สวัสสดี จุ่งอย่ามีฅวามประมาท อย่าได้ขาดการกระทำบุญ จักเป็นคุณเมื่อหน้า ในฟากฟ้าเมืองสวรรค์ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็ออกจากเวียงไป ฯ
    เบื้องบันนางราชะผุสสดีตนแม่ ก็หื้อฅนทังหลาย พ่ำเพ็งเกียนหื้อเต็มไปด้วยแก้ว ๕ สิ่ง ประดับยิ่งเต็มเกียน ก็ใช้ไปสองตราบข้าง หื้อลูกกูวางตามใจเทอะ ฯ พระมหาสัตว์เจ้าก็ลาลด ปลดเครื่องประดับทังหลาย หื้อทานไป ๑๘ ฅาบ แล้วก็ออกจากเวียงไป มีใจมักใคร่เหลียวดู ปราสาทราชะมณเฑียร ฯ ยามนั้น แผ่นดินหนา หาเจตนาบ่ได้ เหมือนดั่งมีจิตใจกระหวัดฅืน หื้อรถเหลียวยืนต่อ อว่ายหน้าล่อเวียงไชย เล็งแลไปยังปราสาท อันเป็นราชะมณเฑียรพ่อแม่แห่งตน ฯ
    ยามนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ก็เกิดมีด้วยกรุณาอิ่นดูพระยาจักพราก หนีออกจากกันไป วันนั้นแล ฯ พระมหาสัตว์เล็งแลดูด้วยตนแล้ว จักหื้อนางแก้วมัททีเล็งแลดูเล่า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า อิงฺฆ มทฺทินิ สาเมหิ ดั่งนี้ ดูราราชะมัททีนุชนาฏ อันว่าปราสาทมณเฑียร อันควรสนุกเสถียรถูกเนื้อ เป็นที่อาไสรแห่งพ่อแม่ราตนประเสริฐ งามล้ำเลิศดั่งเวไชยนต์ เราจักเอาตนพลัดพราก หนีละจากไปไกล ยามนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจักยังอามาตย์ อันเกิดสหชาติตามตน ได้หกหมื่นฅนเป็นขนาด เจ้าจิ่งหื้อเขาลีลาศฅืนสู่เมือง แล้วตนแก้วก็ขับรถจากกันไป จิ่งจากับน้องเหน้า ว่าดูราเจ้ามัทที ผิว่ายาจกฝูงใด มาตามขอราดั่งอั้น นางจุ่งพิจารณายาจกฝูงนั้น กูพี่จักหื้อทาน
    ว่าอั้นแล้วนางแก้วราชะกัญญา ก็เล็งหายังยาจก อันจักมาขอทาน ยามนั้นพราหมณ์ ๖ ฅนเป็นขนาด บ่อาจจักหื้อเมื่อยามมหาทาน เขาจิ่งติดตามมาพายลูน นางมัททีหันยาจกมาจิ่มใกล้ จิ่งบอกพระเหง้าไธ้ราชา ว่ายาจกมาว่าอั้น เจ้าก็เอารถยั้งถ้า ยาจกเข้าไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว ๔ ตัว มหาสัตว์เจ้าก็หื้อทาน แก่พราหมณ์ฝูงนั้น ก็มีวันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตํ พราหม อนฺวาคนุ(ง) เต ตํ อสฺเส อยาจิสุ(ง) ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พราหมณ์ทังหลาย ๖ ฅนไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว ๔ ตัว พระยาเวสสันตระราช ก็หื้อปราสาทเป็นทาน ฯ
    ในเมื่อมหาสัตว์เจ้าหื้อทานแล้ว หัวรถแก้วก็บ่ตกดิน ยังตั้งอยู่ในอากาศสิ่งเดียว ยามนั้นเทวบุตร ๔ ตน ก็มาเนรมิตเพศเหมือนดั่งละมั่ง ๔ ตัว เอาหัวมาซอนแอกแล้วลากชอนไป พระบัวไขกาบอ้า จิ่งจากับหน่อหล้ามัททีว่า ดูราเทวีน้องพี่ เจ้าจุ่งเล็งดูถี่ยังละมั่ง ๔ ตัว อันมีรูปงามดั่งรูปฅำ ก็นำเอารถเราไป เหมือนดั่งม้าอาชาไนยชอนลาก ในกาละเมื่อเทวบุตร ๔ ตน นำเอาหัวรถลากชอนไปดั่งอั้น ยามนั้นพราหมณ์ผู้นึ่งก็แล่นมาตามหลัง มาทันมหาสัตว์เจ้า แล้วก็ขอเอายังราชะรถแห่งเจ้า ก็ยังลูกเต้าและเมียตน หื้อลงจากรถแล้วก็ปลดไป่หื้อเป็นทาน แก่พราหมณ์ไปวันนั้นแล ฯ
    คันท้าวหื้อรถเป็นทานแล้ว ก็หื้อนางแก้วราชะมัทที กับสองสรีลูกรักราช ก็หื้อคล้อยคลาดลงดิน ท้าวพระยาทังหลายพ่อแม่ลูก ก็เอากันไต่ทางไป พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับด้วยเจ้าราชกัญญา ว่าเจ้าจุ่งเอากัณหาผู้น้อง ยังปองว่ายังแฅวนเบา ส่วนตัวเราจักเอาชาลีตนพี่ อันยังแฅวนหนัก พระมหากระษัตริย์จากันสันนี้แล้ว ก็พากันอุ้มลูกแก้วทังสองไปวันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺดต สตฺถา อาห ราชา กุมารํ อาทาย ราชปุตฺติจ ทาริกํ สมฺโมตมานา ปกฺกามุ(ง) ภิกฺขเว ดุราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะเป็นพระยาเวสสันตระราช ได้พลัดพรากจากไพร่ฟ้า ก็อุ้มเอาลูกก่ำพร้าชื่อว่าชาลี ส่วนราชะมัททีก็อุ้มเอานางกัณหา เจียรจาถ้อยคำชมชื่นยินดีชะไจ้ ก็เข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ฯ
    ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนา ยังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๒๐๙ คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ
    ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนายังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๒๐๙ คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  6. #6

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๔
    วนปเวศน์
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    วนปเวสน์ ๕๗ คาถา
    ดูราเจ้าแม่เทวี เจ้าเคยอยู่ดีสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด เคยไปไหนด้วยยัวยานบ่พราก สีวีกายฅำหากนำไป บัดนี้เจ้าเทียวทางไกลด้วยตีนเปล่า บ่เอาเกิบรองไป เทียวทางไกลในป่า เจ้ามาที่นี้ด้วยเหตุอันใดชา ฯ ฅนทังหลายมวลมาก หันท้าวสี่ตนพรากเมืองมา หาปริวารบ่ได้ หายานช้างยานม้าใช้บ่มี เขาก็ลีลาไปสู่ ยังที่อยู่พระยาเจตราชรัฏฐา บอกกรียาอันมาแห่งพระยาเวสสันตระเจ้า ฯ

    ตสฺสตฺถุ เต ปฏิปเถ อากจฺฉนฺเต มนุสเส ทิสวา กหึ วงฺกฏปพฺพโต ปุจฺฉนฺตีติ ฯ
    ล่ำดับธัมมเทสนามา ส่วนมหากระษัตรา ๔ ตน ก็เอากันออกจากเมืองไป หันฅนทังหลายพายหน้า เจ้าจิ่งถามว่าดูราเพื่อนทังหลาย เขาวงกฏปัพพะตาคิรีมีที่ใดชา
    มนุสฺสา ฅนทังหลาย แขวดกฏหมายรู้ว่า พระยาเวสสันตระเจียนจากพรากเมืองมา จิ่งยอหัตถาน้อมไหว้ว่า เทว ข้าแด่พระแก่นไธ้บุญมี เขาวงกฏคิรีไกลนักและว่าอั้น ฯ
    ฅนทังหลายฝูงนั้นหันกระษัตริย์ ๔ ตน ต่องเทียวหนทางมาที่ใด มีใจกรุณณาอดบ่ได้ ก็ร้องไห้บอกทางอันไกลมากนักหนา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า หนทางเข้าสู่วงกฏคิรีไกลนักแท้และ ฯ

    เต ทารกา อันว่าเจ้าชาลีและกัณหาทังคู่ หันดอกไม่ตั้งอยู่ตราบข้างทางไป ก็มีใจใคร่ได้ จิ่งร้องไห้วอนขอ รุกขเทวดาก็อิ่นดูสองแก่นไธ้ จิ่งหื้อกิ่งไม้ค้อมอ้อมลงมา พอยอหัตถาหยุบถือเอาได้ มหาสัตว์เจ้าก็บิดเอาดอกไม้และหน่วยไม้ หื้อแก่ลูกไธ้สองรา ฯ ส่วนนางราชะมัทที ตนทรงลักขณะอิตถีบ่หย่อน หันกิ่งไม้ค้อมลงมา ปูนอัศจรรย์ล้ำเลิศ ก็หื้อบังเกิดสาธุการว่า อโห โอ๋ยนอ ด้วยมีแท้ไม้ทังหลายอันหาจิตใจบ่ได้ อาไสรเซิ่งอันไห้แห่งกุมาร ก็บันดาลค้อมอ้อมลงมา ก็ด้วยอานุภาวะแห่งพระยาเจ้า จอมเจื่องเหง้าพระราชา อัศจรรย์นี้นาบ่เคยมีมาแต่ก่อน ควรขนหัวพองสยองเส้นขนลุก ก็เกิดมีในโลกนี้แลว่าอั้น ฯ
    ที่นี้จักจาด้วยมัคคาอันบ่ใหญ่ อันมหาสัตว์เจ้าไต่เทียวไป ยังมีดอยนึ่งชื่อว่าสุวัณณคีรี อันไกลได้ ๕ โยชนะคณะนา ว่าแต่เวียงเจตุตตระนครไป มีแม่น้ำชื่อว่าโกนทีมารา มีพายหน้าได้ ๕ โยชนะคณะนา ยังมีบ้านพราหมณ์อันนึ่งชื่อว่า มารัญจระคีรี ไกลก็ได้ ๔ โยชนะคณะนา ยังมีบ้านพราหมณ์อันนึ่งชื่อว่านารีกัณฑคาม เป็นสนามที่ยั้งใจก็มีไกลได้ ๕ โยชนา เวียงมาตุตระนครมีไกลบ้านพราหมณ์ได้ ๑๐ โยชนะ เหตุนั้นไปสู่เวียงเจตุตตระนคร บ่ได้นอนคราวทางไปวันเดียวก็รอด สี่กระษัตริย์ออกจากเจตุตตระนครยามงาย เจ้าทังหลายก็ไปรอดประเทศ อันเป็นเขตเจตราชปุรี อันอุดมสมฤทธีด้วยฅนมาก ดาดเต็มไปด้วยบ้าน น้อยใหญ่เหลือประหมาณ บัวรมวลด้วยชิ้นปลาอาหารเข้าเหล้า
    สี่มหากระษัตริย์บ่เข้าสู่เวียงไชย ก็ยั้งอยู่ศาลาใกล้ประตูเวียง เมื่อนั้นราชะมัทที ก็ปัดฝุ่นผงธุลีอันติดปาทาทังคู่ แห่งพระอยู่เหนือหัว จิ่งฅนิงใจว่ากูจักหื้อฅนทังหลายรู้เหตุ อันพระยาเวสสันตระมาเทอะว่าอั้น นางก็ไปยืนอยู่ใกล้ประตูศาลา เพื่อสัญญาหื้อชาวเจตราช รู้ข่าวอันตนคลาคลาดจากเมืองมา
    ชาวเมืองเจตราชหันนางนาฏไธ้มัทที ผู้มีลักขณะงามดีชุแง่ เขาก็มาอ้อมแห่เป็นปริวาร ก็กล่าวโวหารถ้อยข่าว ว่าดูราเจ้าแม่เทวี เจ้าเคยอยู่ดีสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด เคยไปไหนด้วยยัวยานบ่พราก สีวีกายฅำหากนำไป บัดนี้เจ้าเทียวทางไกลด้วยตีนเปล่า บ่เอาเกิบรองไป เทียวทางไกลในป่า เจ้ามาที่นี้ด้วยเหตุอันใดชา ฯ
    ฅนทังหลายมวลมาก หันท้าวสี่ตนพรากเมืองมา หาปริวารบ่ได้ หายานช้างยานม้าใช้บ่มี เขาก็ลีลาไปสู่ ยังที่อยู่พระยาเจตราชรัฏฐา บอกกรียาอันมาแห่งพระยาเวสสันตระเจ้า ฯ

    ยามนั้นท้าวพระยาหกหมื่นตน ได้ยินฅนมาบอกกล่าว ได้รู้ข่าวอันมา แห่งพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ เขาก็ร้องไห้ร่ำไรไปมา ก็มาสู่ศาลาท่านท้าว ร้องไห้กล่าวปราไสร ว่าข้าแด่พระเหง้าไธ้เทวราช สภาวะอันหาพยาธิ์บ่ได้ บ่มีโสกไหม้เฅืองขี ก็ยังมีแก่เจ้าอั้นชารือ ฯ
    ประการนึ่งชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกสีมา ทังประชาชนะราษฎร์ บ่พยาธิ์โรคา บ่มีโสกาเดือดร้อน บ่ทุกข์ข้อนใจอั้นชารือ ฯ ประการนึ่ง หมู่ริพลมวลมาก ช้างม้ารถลากมีหลาย ไปที่ไหนบ่เทียมเจ้าราช รือเจ้าคลาคลาดเมืองมา เพราะข้าเสิกหนาเหลือแหล่ มาปราบแพ้แก่เจ้าราชา ขับเจ้าไคลคลาออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองมาอั้นชา ฯ

    มหาสตฺโต ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า จิ่งบอกข่าวเหตุอันมา แก่พระยาเจตราช จิ่งโอกาสคาถาว่า กุสลญฺเจว เม สมฺมา อโถ สมฺมา อนามยํ ดั่งนี้เป็นต้น ดูราเพื่อนเจ้าทังหลาย เราอยู่ในเมืองสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด บ่มีภัยอาพาธ บ่มีพยาธิ์กังวล กับทังปิตาตนธิราช ทังประชาชนะราษฎร์สีพี ด้วยมีแท้เราหื้อช้างมงคลตัวประเสริฐ ตัวล้ำเลิศงางอน ทานชอบไปแก่พราหมณ์กลิงคราษฎร์ ชาวเมืองเข้าอำนาจโกธา จิ่งขับหื้อเราไคลคลาออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองมา เราจักพากันไปอยู่ยังเขาวงกฏพุ้นแลฯ
    เมื่อนั้น ท้าวพระยาเจตราชทังหลาย จิ่งโอกาสคำงามว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า บัดนี้เจ้ามาแล้วด้วยดี บ่มีมาร้อนร้าย ขอเจ้าอย่าฅ้ายหนีไกล จุ่งอยู่ในเมืองเจตราช เสวยอำนาจเมืองมูล เป็นท้าวขุนตนใหญ่ แก่หมู่ไพร่ชาวเรา เจ้าจักบันเทาทุกข์ร้อน บ่โสกข้อนโสกา ชิ้นปลาอาหารและเข้าสาลีมีมาก น้ำเผิ้งน้ำมิ้นหากเหลือหลาย เชิญท่านอยู่สบายเทอะเจ้า ว่าอั้น ฯ
    เวสสนฺตโร อาห ยามนั้นพระยาเวสสันตระเจ้า จิ่งต้านกล่าวคำดีว่า ดูราเจ้าทังหลาย สิ่งอันใดมวลมาก อันเจ้าทังหลายหากนำมา เราก็ปฏิคหารับเอาแต่แรก (ปฏิคหิต-รับเอา)เป็นของแขกปูชา องค์พระปิตาธิราช ได้ขับเราคลาคลาดจากเมืองมา เราจักพากันไปอยู่เขาวงกฏปัพพตาพุ้นและ ฯ เราทังหลายสี่ควรไปอยู่ที่ใด ๆ เจ้าทังหลายจุ่งหื้อโอกาส ฯ
    ยามนั้นท้าวพระยาเจตราช ก็หื้อโอกาสคำจา ว่าพระราชาจุ่งโอกาส ผู้ข้าจักใช้ไปขออนุญาต กับพระปิตาธิราชสญไชย หื้อรู้สภาวะอันหาโทษบ่ได้ เมื่อฅนใช้ไป่ทันมา ขอพระราชาอย่าไปสู่ทางอื่น หื้อชาวเจตราชชมชื่นโสมนัสสา เขาจักมาหลิ่งน้อม อยู่แวดล้อมห้อมเป็นปริวาร แล้วเจ้าก็จักกลับฅืนไปสู่เมืองสีพี ดั่งเก่าแท้ดีหลีและนา ฯ

    มหาสตฺโต ส่วนว่าพระมหาสัตว์เจ้า ได้ยินคำท้าวพระยามากล่าวคำงาม เจ้าบ่อาจกับตามใจเขาได้ จิ่งไขจาว่า ดูราเพื่อนชาวเราทังหลายมวลหมู่ กรียาอันจักฅืนไปสู่ส่ำนักพระปิตา เพื่อจักบอกพระยาตนใหญ่ หื้อรู้สภาวะอันหาโทษบ่ได้แห่งตนเรา ขอเจ้าทังหลายอย่าเพิงใจ เหตุสันใดเราว่าอั้น ฯ ท้าวตนนั้นบ่เป็นใหญ่ ในห้องปัพพาชนียกัมม์ กระทำหื้อข้าได้พลัดพราก ที่แท้หากเป็นชาวเมือง เขายินเฅืองเคียดใหญ่ จักหื้อพ่อข้าใส่ทัณฑกัมม์ บ่อั้นจักก็กำจัดพ่อแห่งข้า หื้อพลัดพรากหน้านิรเทศ เพราะข้าเป็นเหตุตนเดียว และนา ฯ
    ราชาโน ยามนั้นท้าวพระยาทังหลาย จิ่งกล่าวว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ผิว่าปวัตติการนั้นอันใด มีอยู่ในเมืองเจตุตตระราช เป็นเจ้าอำนาจเหนือเมือง เจ้าจักบ่เฅืองสังสักสิ่ง จักสมฤทธียิ่งชุประการ ฯ
    มหาสัตว์เจ้า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า น เม สนฺโน มติ อตฺถิ ราชสฺส ดั่งนี้เป็นเค้า ว่าดูราชาวเราทังหลาย เราบ่ขงขวายเป็นใหญ่ เป็นเจ้าแก่ไพร่ประชา เป็นท้าวพระยาสอนชาวราษฎร์ ชาวสีพีขับเราพรากเมืองมา ผิว่าเราราอยู่เสวยราช ชาวสีพีทังเสนาอามาตย์ปุโรหิต ก็จักได้ผิดเถียงกัน คำเดือดนันจักมีมาก คำอันนั้นหากบ่เพิงใจเรา เราจักเอากันไปสู่ ยังที่อยู่ดอยวงกฏพุ้นและ ฯ

    ที่นั้น พระยาเจตราช ได้ยินโอกาสคำจา แห่งพระยาเวสสันตระราชา เขาก็กระทำสักการะปูชา ประดับประดาทิสะทังแปด วงแวดด้วยผ้ากั้งและปูอาสนาแก่มหาสัตว์เจ้า ก็ตกแต่งเฝ้าอยู่เป็นปริวาร เสี้ยงจิรกาลฅืนนึ่งแล้ว ตนแก้วก็ออกจากศาลา ยามนั้นท้าวพระยาหกหมื่นตน ก็ไปส่งหน่อทสะพลแก่นไธ้ เสี้ยงหนทางได้สิบโยชนะคณนา ก็อยู่ในป่าหิมพานต์ที่นั้น จิ่งกล่าวว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า ฅนทังหลายฝูงฉลาด หากหื้อโอวาทว่าไว้ ด้วยประการสันใด ผู้ข้าทังหลายก็จักบอก
    ท้าวพระยาตนใดออกไปบวชเป็นระสี มีใจดีเที่ยงหมั้น บ่ข้อนเหงี่ยงในกัมมัฏฐาน ย่อมจ่ำเริญฌานทุกฅ่ำเช้า ท้าวจุ่งเอาลูกเต้าและเทวี ไปอยู่วังกฏคีรี มีดอยอันนึ่งชื่อว่ามาทนะ ก็มีแล ฯ

    ตํ เจตา อนุสยิงสุ ท้าวพระยาเจตราช ได้โอกาสบอกเขตดงหนา ว่าข้าแด่พระราชาหน่อหล้า เจ้าจุ่งสะเพราะหน้าสู่หนเหนือแล้ว ตนแก้วจุ่งย่างย้ายไปด้วยตีนดอยอันซื่อ ก็จักหันดอยอันชื่อวิปุลละ อันอาเกียนเต็มไปด้วยไม้ทังหลาย อันยังยายเย็นควรระเมาเอาใจ แล้วจักได้หันแม่น้ำเกตุวดี อันไหลมาดีแต่ท้องดอยเลิ้กมาก ดาดาดเต็มไปด้วยปูปลาและเต่าน้ำ ทุกก้ำราบเพียงงาม มีน้ำอันเย็นใสซะราบ พระราชะเจ้าอาบและดูดกิน ก็จักมีฅวามยินดีชื่นช้อย กับด้วยลูกน้อยและปิยะชายา เรียงนั้นนายิ่งโยชน์ จักได้หันไม้นิโครธต้นใหญ่ มีกิ่งก้านไขว่สาขา มีลูกหนาซะซว้าง มีร่มกว้างเย็นด
    ี ยังมีดอยลูกนึ่งชื่อว่านาลิกา มีสกุณณาหลายต่าง ๆ สีดำด่างขาวแดง เขียวขาวแซงลายดอก บินไล่หลอกชิงกัน มีหลายพันธุ์หลายหลาก กินนะรีนะรอนหากวิ่งเต้น ขับฟ้อนเหล้นควรละเมา ยังมีสระอันงามเลาชื่อว่ามุจจรินท์ มีทิสะหนเหนือจ้วยวันออก มีดอกบัวดอกพ้านและจังกอน สีเขียวขาวออนแดงด่าง มีสีต่าง ๆนานา ยามนั้นพระราชะเจ้าฟ้า จักได้หันหญ้าแพรดเขียวงาม ในวนารามป่าไม้ ประกอบด้วยไม้สองจ่ำพวก คือว่าผ้งเป็นดอกและเป็นลูก ควรเป็นที่ถูกเนื้อเพิงใจ แห่งพระบัวไขกาบอ้า กับทังลูกหล้าและอัคคชายา

    คันพระราชข้ามพ้นดอยอันเป็นขุนแม่น้ำ ก็จักไต่ล้ำข้ามยากแท้ดีหลี จักได้หันสระโปกขรณี มีจตุรัสสะแบ่งเสมอกัน มีหลายอันหลายหลาก เต่าน้ำมากและปูปลา หว้ายไปมาภะภาบ มีท่าราบเพียงงาม มีน้ำบริสุทธิ์เย็นซะราบ ปูนดีใคร่อาบและกิน ชะแล ฯ
    ปัณณศาลาแห่งมหาราชะเจ้าทังหมู่ หื้อตั้งอยู่หนอีสาน แห่งสระโปกขรณี แล้วจุ่งวิถีเลี้ยงชีวิตเจ้า กับทังลูกเต้าและอัคคชายา ด้วยอันแสวงหาหัวมันและลูกไม้ เจ้าอย่าได้ประมาทใจไกล จุ่งปรารภเพียรไปไจ้ ๆ เพื่อหื้อเข้าใกล้เมืองฟ้าและเนรพานแด่เทอะ ฯ

    เอวํ วุตฺเต ท้าวพระยาเจตราช คันโอกาสกล่าวหนทางไกล มาตราว่าได้สิบห้าโยชน์ แก่พระมหาสัตว์เจ้า เขาก็ร่ำเพิงในใจว่า ข้าเสิกอย่าได้โอกาส มากระทำร้ายแก่เจ้าราชสี่ตน หื้อเป็นอนธะรายตายกว่า เขาก็ตั้งพรานป่าชื่อว่าเจตบุตร อันสั่งสอนดีตั้งไว้ หื้อรักษาประตูป่าไม้หิมพานต์ ว่าท่านจุ่งพิจารณาการในนอก ยังฅนเข้าออกไปมา ท่านจุ่งรักษาอยู่เฝ้า อย่าหื้อเป็นทุกข์แก่เจ้าเวสสันดรเทอะ ว่าอั้นแล้ว ก็ฅืนมาสู่เรือนตน ก็มีวันนั้นแล ฯ
    ส่วนพระยาเวสสันตระ กับทังปิยะชายา คันไปรอดเขาคันธะมัทนะแล้ว ตนแก้วก็อยู่ที่นั้นฅืนนึ่ง วันพรูกเช้าก็เข้าสะเพราะหน้าสู่หนเหนือ ก็ไปด้วยเขาวิปุลละที่นั้น ก็ไปเถิงแม่น้ำเกตุมวดี ยามเมื่อสุริยะรังษีร้อนกล้า เจ้าก็พากันมานั่งใกล้ริมฝั่งนที มีใจยินดียิ่งล้ำ ก็เสวยเข้าน้ำอาหาร มีรสหวานอันพรานป่าหากหื้อ แล้วเจ้าก็มอบปิ่นฅำแก่พรานป่าผู้นั้น แล้วก็อาบองค์สรงเกศเกล้า แล้วก็กินน้ำอิ่มเพียงใจ ฅวามร้อนกระหายดับกว่า
    เจ้าก็เข้าป่าไม้เถิงเค้าไม้นิโครธใหญ่ อันตั้งอยู่จอมดาย เจ้าก็ยั้งหื้อหายล้ำบาก ด้วยอันทุกข์ยากเทียวทางไกล ก็ไปเถิงเขานาลิกาอันใหญ่ ก็ไต่ไปเถิงตีนเขาที่นั้น ก็ไปเถิงเขตขั้นมุจจรินทสระ ไปเถิงแจ่งวันออกจ้วยเหนือ ก็เข้าไปสู่ราวป่า ด้วยหนทางอันพอรอยตีนผู้เดียวเทียวไต่ได้ ก็ล่วงข้ามป่าไม้สู่ราวป่าก็มีแล ฯ

    ตสฺสมึ ขเณ ในขณะยามนั้นนา พระยาอินทาตนวิเศษ ก็รู้แจ้งเหตุว่าพระเวสสันดร ได้เดินจรยากไร้เข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ พระโองการตนเป็นใหญ่ จิ่งได้รีบพิจารณา ว่าควรกูอินทาหื้อได้ ยังที่อยู่แห่งพระแก่นไธ้เวสสันตระราชา คันอินทาร่ำเพิงสันนี้แล้ว ตนแก้วก็หามายัง วิสุกัมม์เทวบุตรตนวิเศษ ว่าเจ้าจุ่งเนรมิตเพศ ลงไปสู่โขงเขตเมืองฅน ไปเนรมิตอาสรมบทที่อยู่ อันควรคู่สนุกใจ ในชุมพูไชยเทศท้อง เขตเขาห้องวงกฏ แด่เทอะ ฯ
    ยามนั้นวิสุกัมม์เทวบุตรใจกว้าง ก็รับเอาคำอ้างแห่งอินทา ก็ลงมาเนรมิตศาลาทังคู่ หื้อเป็นที่อยู่เมื่อวันและเมื่อฅืน เนรมิตจงกมสองหลัง แล้วก็ส่ำแดงกอดอกไม้ อันเป็นใบดอกบานงาม กับดงรามป่ากล้วย ในที่สุดห้วยจงกม แล้วก็แต่งปริขารสรมณ์นักบวช ลวดหื้อครบแล้วชุประการ เขียนหนังสือสารไว้ว่า ผู้ใดใคร่บวชทรงผนวชเป็นระสี จุ่งรับปริขารฝูงนี้แล้วบวช สร้างผนวชแสงบุญเทอะ ฯ
    วิสุกัมม์เทวบุตรตนองอาจ ก็ขับผีวิศาจฝูงร้าย หื้อหลีกฅ้ายหนีไกล เนื้อและนกทังหลายสังสลืด อันมีเสียงพืสะเพิงกลัว ก็หื้อเอาตัวหนีหลีก จุ่งหื้อฟีกหนีไกล แล้วก็กลับฅืนไปสู่ ยังที่อยู่แห่งตนวันนั้นแล ฯ

    มหาสตฺโต พระมหาสัตว์เจ้า ก็ต่องเต้าตามทางเทียว พอผู้เดียวเทียวไต่ได้ ก็ไว้น้องไธ้และราชะปุตตา เข้าไปสู่ปัณณศาลานั้นแล้ว ตนแก้วร่ำเพิงใจ ว่าที่นี้เป็นที่อาไสรแห่งนักบวช มาสร้างผนวชภาวนา เจ้าก็ไขประตูบัณณศาลาเข้าสู่ ในแก้วกู่พายใน ก็เล็งหันลายสืออันวิสุกัมม์เขียนไว้ ท้าวไธ้ลวดยินดี ว่ากูนี้มาอยู่ป่า อินทาเจ้าฟ้าหากรู้ทัน ท้าวจักหันกูจักทุกข์ยาก ลำบากทางภาวนา จิ่งหื้อวิสุกัมม์มาแปงแต่ง ยังห้องแห่งปัณณศาลา เพิงมีชะแล ฯ
    ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็วางสรีกัญไชย และธนูแก้ว แล้วก็แก้ผ้าขาวไว้ นุ่งผ้าเปลือกไม้พาดหนังเสือ ขอดชะฎาไว้เหนือเกศเกล้า นุ่งเพศเป็นเจ้าตาปสาระสี มีมือถือไม้เท้า เจ้าก็ออกมาจากศาลา เทียวไปมาในจงกมแล้ว ก็ออกมาสู่ลูกแก้วและราชะมัทที ร่ำงับอินทรีย์บ่เศร้า เป็นดั่งพระปัจเจกพุทธเจ้าตนบุญ นั้นแล ฯ

    มทฺทีปิโข ส่วนว่าราชะมัทที ทรงตนดีสุภาพ ก็ก้มกราบแทบตีน แห่งพระภูมินทร์เป็นเจ้า แล้วก็เข้าสู่ปัณณศาลา เอาเพศเป็นตาปสาสินีชื่นช้อย แล้วก็หื้อกุมารน้อยทังสององค์ ทรงตนเป็นนักบวช สร้างผนวชเป็นชี ขัตติยะระสีพ่อแม่ลูกเต้า พากันอยู่ในห้องเขาวงกฏคีรี ก็มีวันนั้นแล ฯ
    อถ ในกาละนั้น นางมัททีอ้วนอ่อน ก็ขอพรกับพระมหาสัตว์เจ้า จอมเจื่องเหง้าราชาว่า เทว ข้าแด่พระราชะเจ้า อย่าว่าจักเข้าสู่ดงหนา เพื่อแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ขอพระเหง้าไธ้จุ่งอยู่รักษา ยังสองลูกราทังคู่ หื้อเจ้าอยู่อาสรมบท ข้าจักอดเข้าป่า ไปสอดล่าแสวงหา ยังผลาลูกไม้ คันว่าได้แล้วก็จักรีบมา เลี้ยงพระราชาเป็นเจ้า กับทังลูกเต้าทังสองแด่เทอะ ฯ
    พระมหาสัตว์เจ้า ก็ขอพรกับนางหน่อเหน้ามัทที ว่าดูรามัททีเจ้าพี่ ราทังสองนี้ ได้ชื่อว่านักบวชแท้ดีหลี อันว่าอิตถีแม่ญิงทังหลาย เทียรย่อมเป็นอนธะรายแก่พรหมะจริยกัมม์ กระทำจิตใจหื้อฟุ้งแตก แรกแต่นี้ไปเมื่อหน้า นางอย่าได้เข้ามาสู่ส่ำนักกูพี่ ในกาละที่บ่ควรมา ฯ นางราชะมัททีก็รับเอาคำมหาสัตว์เจ้า ว่านางบ่เข้ามาในกาละบ่เพิงควร ก็มีและนาฯ
    แม่นว่าสัตว์ทังหลายมวลหมู่ ถ้วนหน้าอยู่หิมพานต์ มีประหมาณหลายหลาก เนื้อเบื้อหากอาเกียน เขาบ่มาเบียนหื้อทุกข์ร้อน หื้อลำบากข้อนโกลา มีเมตตาไมตรีชุจอด ทุกเบื้องรอดทุกพาย ก็มีแล ฯ

    มทฺทีปิ ส่วนนางมัททีตื่นแล้ว นางหน่อแก้วก็นำเอา ยังน้ำกินและน้ำซ่วยหน้าและไม้สีฟัน ไปปันแก่มหาสัตว์เจ้า แล้วก็กวาดเผี้ยวอาสรมศาลา แล้วหื้อปุตตาทังสองอยู่ใกล้กับท้าวบุญลือ นางก็ถือกระเช้าและเสียมจอดบ้อง อันจักขุดต้องหัวมัน กับทังขออันจักเกี่ยวลูกไม้ รีบไปเซาะไซ้แสวงหายังผลาลูกไม้ คันนางได้แล้วก็ฅืนมา สู่ศาลาเมื่อยามตาวันตกต่ำ ลูกไม้ส่ำเต็มถง เจ้าก็อาบองค์สรงเกษเกล้า แห่งลูกรักเจ้าปุตตา ฯ
    ยามนั้นกระษัตราทังสี่ นั่งอยู่ที่ใกล้ประตูศาลา ก็พากันเสวยหัวมันและลูกไม้ อันตนแม่ได้นำมานั้นแล ฯ เมื่อกระษัตราพ่อแม่ลูก ได้เสวยลูกไม้หัวมันแล้ว นางแก้วราชะมัทที ก็พาเอาลูกรักสองสรี ไปสู่ที่อยู่แห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

    จตฺตาโร ขตฺติยา กระษัตราทังสี่ พากันอยู่ในห้องที่เขาวงกฏคิรี มีนานประหมาณว่าได้เดือนนึ่ง ก็มีด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แล ฯ
    วนปเวสนกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันสังวัณณนาห้องเหตุ วันนะปเวสน์กัณฑัง อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๕๗ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  7. #7

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๕
    ชูชก
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    ชูชก ๗๙ คาถา
    ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

    ตสฺสตฺถุ ฯ ตตา กลึครฏฺเฐ ทุนฺนวิฏฺฐพราหมณคามวาสี ชูชโก นาม พราหมโณ ภิกฺขาจริยาย กหาปนสตํ ลภิต๎วา เอกสฺมึ พราหมณกุเล ฐเปต๎วา ปุน ธนํ ปริเยสนตฺถาย คโต ติฯ
    ในเมื่อขัตติยพระองค์ทังสี่พ่อแม่ลูก เอากันไปสู่ ในแก้วกู่คิรีวงกฏ อดสาหะอยู่สร้างสมณธัมม์ กระทำพรหมวิหารสี่อยู่ในที่ใด
    ตตา ในกาละเมื่อนั้น ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งชื่อว่าชูชกะพราหมณ์ อยู่ในบ้านชื่อว่า ทุนนะวิฏฐะคาม อันมีในระวงโขงเขตเมืองกลิงครัฏฐะ ส่วนชูชกะพราหมณ์เทียรย่อมไปแสวงหา ขอเอาเข้าของแถมเล่า รอมกับของเก่าได้ร้อยกหาปนะ คือว่าพันเงินเป็นตรา หาที่จักวางยังถงฅำบ่ได้ จักเอาไว้บนหัว ก็กลัวเป็นรูเป็นช่อง จักไว้ใกล้หน้าปล่องก็เยียวว่าโจรจักมาจก มันจิ่งพกเอาฅำซะไซ้ เอาฝากไว้กับกระกูลพราหมณ์ผู้ไร้อันเป็นสหาย อันเป็นอุบายบ่ชอบ เพราะประกอบด้วยตัณหา ก็ซ้ำไปแสวงหามาแถมเล่า เพื่อแถมเก่าหื้อเป็นด
    ี ในเมื่อชูชกะพราหมณ์ไปแล้วเมินนานซะร่ำ พร่ำว่าได้หลายปีหลายเดือน มันหนีไปเมินหลายขวบเข้า ใส่ใจว่าเถ้าตายแล้วเมือมรณ์ เขาจิ่งไขถงถอนเอาฅำออกจ่าย เถ้าส่ายล่ายพ้อยกลับฅืนมาหาเล่า ถามเอาของเก่าแห่งตน มันเยียะจะจนจะจาด เป็นดั่งจักทึ้นยาดเทครัว มันโจทนาถามหาฅำร้อยกหาปนะนั้นไว้ เซิ่งกระกูลพราหมณ์ขี้ไร้ชุวันยามฯ

    ส่วนกระกูลพราหมณ์ผู้นั้น มันก็คลั่งไคล้อยู่ไจ้ ๆ หาสังจักมาใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์บ่ได้ เหตุกาละยามนั้น เมืองกลิงครัฏฐะก็เป็นอันแห้งแล้ง ฟ้าฝนแสร้งบ่ตก เป็นฉาตกภิกขภัย กระกูลพราหมณ์ขี้ไร้จิ่งเอาฅำเลี้ยงไส้ลูกเมียตนไปเสียแล้ว ฯ กระกูลพราหมร์ขี้ไร้ บ่มีสังใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์ เท้ามีลูกญิงงามจะจ่อน ชื่อนางเนื้ออ่อนอมิตตตา จิ่งจัดดาขายกว่า เป็นหนี้ถ่ายค่าฅำพราหมณ์
    เมื่อนั้นชูชกะพราหมณ์ จิ่งจาคำงามเล้าโลมอ่อนอ้อย กับนางหนุ่มหน้อยอมิตตา ไปสู่ฆาวาเรือนตนซวะไซ้ ว่าเจ้าหลานไธ้หัวใจ ปู่นี้จักเอาเมือไว้แทนตน นางก็เที่ยงจักได้แทนครัวทุกอันทุกช่อง ข้าจักเอาน้องไปเป็นหลาน นางอมิตตตาก็เยียวว่าเป็นดั่งอั้นแท้ จิ่งขานว่าดีดี แล้วก็หนีไปอยู่ กับเถ้าปู่ชูชกะพราหมณ์ นางมอมิตตตาอยู่บ่เคยพราหมณ์ ปู่พราหมณ์จิ่งจาต่อ อว่ายหน้าล่อจานางว่า ดูกรานางน้องรักพี่เฮย ผิว่าเจ้ามักใคร่ได้เครื่องหย้องของประดับอันใด พี่ก็จักหื้อแปงสร้าง เจ้าจักมักหน้าต้างใส่ตัวตน รือว่าเจ้ามักแหวนทำรงค์ใส่ก้อย รือว่าฅำใส่สร้อยปลายแขน รือใคร่ได้แหวนฅำใส่นิ้ว รือสิ้วเสื้อใส่ไหมฅำ รู้ว่า(รือว่า)มักจำปาเมืองเทศ รู้ว่ามักผ้าชุมพูวิเศษผ้าสะไบเทศทรงจง รู้ว่าเจ้ามักใคร่ได้สิ้นตาหลวงใหญ่ กูพี่จักไถ่ซื้อมา แก่กัญญาจอมหัวแก่พี่

    ว่าอั้นแล้วก็ตั้งไว้เป็นหลาน เถ้าละลานลื่นเหล้น หยักบีบเน้นปลายมือ จาอืดอืออะอ่อย อบรมอ่อนน้อยเป็นเมีย เถ้าตาเพลียตาเหลือก ตัวเสิ้กเกิ้กเป็นขี้แมงวัน ใคร่หัวหันเหงือกเชยชุม ได้เมียหนุ่มตกสะเอ๊าะ อ้อนหยอกเยาะนอนแยง นอนสะแคงเทาะต่อย ว่าเจ้ารักพี่ค่อยอยู่เป็นหลานปู่ จุ่งอยู่ต่อเท้าทีฆา อายุพี่ซะรา(ชรา)ถ่อยเถ้า ได้หกสิบขวบเข้าปีปลายเป็นชายบ่ช้า เจ้าจุ่งอยู่กับข้าเทอะแม่โสภาเฮยว่าอั้นฯ ส่วนนางอมิตตาปันนา ประกอบด้วยวัตตาปฏิบัติชูชกะพราหมณ์ชุวันก็มีแลฯ
    เมื่อนั้นพราหมณ์หนุ่มทังหลาย ต่างฅนก็ต่างด่ามาตีเมียตนว่า ดูรานางทังหลาย ส่วนนางอมิตตาปันนา นางยังอุปฐากผัวทุกฅ่ำเช้า ดั่งรือสูเจ้ามาประมาทดูแฅวนผัวสูสันนี้ชา พราหมณ์หนุ่มทังหลาย ก็ฅ่ำรามเมียตนสันนี้
    ส่วนว่าเมียพราหมณ์ทังหลาย ก็พากันเคียดมากนัก ก็เจียรจาเซิ่งกันว่า ดูกราเจ้าทังหลายเหย เรามาอยู่กินกับด้วยกันก็เหิงนาน แต่ก่อนผัวเราทังหลายก็บ่ห่อนจักตั้งโทษแก่เราสันนี้ แดนแต่อี่กาลกิณีมาอยู่ร่วมบ้าน ผัวเราจิ่งว่ากล่าวสันนี้ เราทังหลายควรไปด่าหื้อมันหนีเทอะ แล้วก้มาชุ่มนุมกันในท่าน้ำ เพื่อเกิ๋ดด่านางอมิตตาปันนา ก็มีวันนั้นแลฯ เขาก็กระทำเสียงอุกขะหลุกมี่นันมากนัก นางทังหลายลางพร่องก็ใคร่หัว ลางพร่องก็ด่า ส่วนนางอมิตตาปันนา ก็ติ้วเอาไหน้ำแห่งตนซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีไปสู่เรือนตน

    ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า เข้าอำนาจกามราคะตัณหา ได้ยินนางอมิตตาร้องไห้ อดบ่ได้จิ่งถามด้วยคำดี ว่าดูราจอมรักแก่พี่เฮย เจ้าร้องไห้สันใดชา มีคาว่าเจ้ากูไปถูกไม้เหลี้ยม รู้ว่าเจ้ากูไปจกแมงปู่ กูปู่ใคร่รู้จิ่งถาม รู้ว่านางงามพี่อยากเข้า จุ่งจักบอกกูพี่เทอะ ฯ ที่นั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งจากับพราหมณ์เถ้าว่า เมียพราหมณ์หนุ่มทังหลาย มาจาคำหยาบ เป็นคำฅ่ำราบด่าตนกู ดูราท่านพราหมณ์ แรกแต่นี้ไปหน้า ข้าบ่ไปตักน้ำแต่ท่ามาหื้อท่านแลฯ เมียพราหมณ์ทังหลาย มาหยาดยายแวดล้อมห้อมด่ากู ในกลางทางท่าน้ำ เพื่อมึงพราหมณ์เถ้าฅ่ำชรา ดีเป็นปู่พ้อยได้มาเป็นผัว บ่สมตัวนางสักกาก เป็นขี้กรากทังตัว เขาทังหลายพร่องก็ใคร่หัว พร่องก็ตบมือโห่ร้อง พร่องก็กำฆ้อนแกว่งไปมา เสียงเซ็งวาสนั่นก้อง ในเทศท้องดอนทรายก็มีแลฯ
    ชูชกะพราหมณ์ก็กล่าวว่า มา เมตตํ อกาลรมฺมํ มาเม ดั่งนี้เป็นต้น ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ
    ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

    ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินนางมากล่าว ร้อนผะผ่าวในตน จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาปันนาเหย กูพี่เถ้าก็เถ้าแท้ ก็เท่าว่าเถ้าดายเถ้าขี้คร้าน เถ้าอยู่บ้านว่าเถ้าบ่รู่ศาสตร์ศิลป์ เหตุว่าบ่ได้เรียนมาแต่เมื่อยังหนุ่มยังเล็ก ตำราเช่นเช็กกูพี่ก็บ่ได้เรียน หล่อเหล็กหื้อเป็นธัมมชาติกูพี่ก็บ่ได้เรียน หุงยาต้มมาดหุงหางกูพี่ก็บ่ได้เรียน เชิงกลางเกียนและฟ้อนดาบ หกเต้นภะภาบโยนฟัน อันนึ่งละคุยทังปาวปล้ำท่าวนอนหงาย ฅะยุยฅะยายลุกได้ แขนไป่สันหลังที่จับดังหื้อเลือดออกกูพี่ก็บ่ได้เรียน การกระทำเพียรเป็นหมอยา ไปแสวงหาผู้ใดกูพี่ก็บ่ได้เรียนรู้ กระทำนาดีหว่านกล้ากูพี่ก็บ่ได้เรียน การไปค้าขายของแพงกูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์ตามเทียนลงดำน้ำก็ซ้ำว่าแฅวนไกล มนตร์ดำน้ำพัดเหล็กไฟก็บ่ช่าง เต้นขะหยะขะย่าง กูพี่ก็เจ็บแอวเรียนบ่ได้ ชื่อว่ามนตร์หื้อหายตัวต่อหน้า อันนั้นจิ่งว่าฅนแกล้วกล้าจิ่งออกขอกฟ้าไปไกล กูพี่ก็บ่เป็นสักอัน สุดแต่ใส่คล้องแลนกูพี่ก็บ่ช่าง ใส่คล้องค่างก็ซ้ำแฅวนไกล มนตร์ใส่แม่ร้างหื้อมาหากูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์เป่าไฟหื้อเรื่อ ก็ได้เชื้อมาแล้วบ่ร้ายสังดั่งเก่า มนตร์ใส่สาวหนุ่มหน้อยหื้อรักนั้น ก็ยังมีสะน่อย กูพี่นี้ก็เท่าเถ้าดูดาย บ่รู้ศาสตรศิลป์ ซ้ำเป็นฅนฅะยื่อและมองฅ่อ อว่ายหน้าล่อเตาไฟ เยียะไปขุกขุกขากขาก การฝูงนี้หากมีสะน่อย กูพี่นี้ด้อยปางเปล่า เขี้ยวพอเว่าบ่รู้ศาสตรศิลป์ มนตร์ดีวิเศษจักเป่าช้างถอดเอางา ปล้ำเงี้ยวถอดเอากุบ อันนั้นก็จิ่งเพิงว่า ฅนหาญกล้าออกนอกบ้านเทียวเมือง กูพี่นี้ก็บ่แกว่น ยิงหน้าไม้ก็บ่แม่นสักเม็ด จักตอกสะเก็ดก็ยินคึดยาก จักยิงสินาดก็กลัวหน
    กูพี่เป็นฅนลอดมอก จักเดินด้าวขอกเมืองไกล ดั่งรือจักได้นี้ชา กูพี่จักได้เมียหนุ่มหน้อยนางงามเหมือนดั่งเจ้า หลับเดิ๋กลุกเช้าหนึ้งเข้าก่อนพี่ชุวันยาม และนาฯ ข้าญิงชายช่วยใช้ กูพี่จักได้แต่ที่ใดชา เงินฅำตราแพงพอบาท เข้าน้ำบ่ขาดแลงงาย ดั่งรือกูพี่จักขงขวายหาได้ ยังข้าใช้ญิงชายนี้ชาฯ ประการนึ่ง ก็เถ้านักกว่าหนุ่ม ตาก็ซุ่มก็ซา การหากินปลาก็บ่ช่าง จักไปไล่น่างและเบ็ดแหกูพี่ก็บ่ได้เรียนมา แม่นสานสาดกะลาและเลื่อยตอก สานสนสอดเกี้ยวสานกวย แปงบวยและพากกูพี่ก็บ่ได้เรียนไว้ กูพี่นี้จักอุปฐากนางทุกฅ่ำเช้า จักลุกนึ่งเข้าชุยามวันชะแลว่าอั้นฯ

    นางอมิตตาปันนาจิ่งกล่าวว่า เอหิ เต อหํ ขมิยํ ยถา เม วจนํ สุตนฺติ ดั่งนี้ ดูกราท่านพราหมณ์ถ่อย ดั่งข้าได้ยินมานี้ จุ่งออกมาหนี้ กูจักบอกชี้แก่มึงพราหมณ์ คำใดฅนทังหลายเล่าไว้ กูหากได้ยินมา ว่ายังมีพระยาใจกว้าง ตั้งใจสร้างโพธิญาณ ได้หื้อทานช้างเผือก ชาวเมืองเยือกขับหนี ไปบวชเป็นระสีในป่าไม้ ที่จิ่มใกล้เขาวงกฏ มึงจุ่งอดไปขอ ยังสอบอลูกมาหื้อได้ เอามาเป็นข้าใช้ช่วยการ สองกุมารชื่อว่าชาลีและกัณหา กับพระปิตาตนพ่อ ท้าวนั้นหน่อโพธิญาณ ก็จักหื้อทานแก่มึงพราหมณ์ชะแลฯ
    ชูชกะพราหมณ์จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาเฮย กูพี่นี้ก็เถ้าแก่นัก หลังก็หักหนทางก็ไกล ตาบ่ใสมืดมัว หัวก็เมาปั่นหวั่นไหว หูก็บ่ได้ยินแจ้ง แฅ่งขาก็บ่ดี มักเป็นชักคริวและม่วงช้าง เมื่อยสองข้างชุวันยาม หนทางอันจักไปสู่ เขาแก้วกู่วงกฏไกลลิ่วลี่ นับถี่แท้ได้ ๖๐ โยชนะ นับเป็นวาได้เก้าแสนแปดหมื่น ว่าคึดยากนักหนา เป็นหินผาดอยกว้าง ที่อยู่แรดช้างเสือหมี ราชสีห์และจะแฅ่ นอนขวางแต่หนทาง กูพี่อ้างไปยินคึดยาก ดูราน้องนาถสายใจ นางอย่าได้ร้องไห้ หื้อแสบไหม้ในใจ แม่นเป็นสันใดน้องหล้า นางอย่ากล่าวว่าคำหย้อ อันแสบท้อแทงใจ เช่นเทอะฯ

    เมื่อนั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งกล่าวกถาว่า ยถา อาคนฺต๎วา สํคามํ อฏฺเฐ จ ปราชิโต พราหมเณ ดูราพราหมณ์ อันว่าโยธาหาญ บ่ทันสู่สนามสงครามเทื่อ พ้อยพ่ายหนีเบื่อไกล มีด้วยประการสันใดดั่งอั้น ก็อุปมาเป็นดั่งมึงพราหมณ์ อันอยู่บ้านพ้อยรีบคร้านเทียวทางไกล ว่าจักไปบ่รอด จักหิวหอดหนทางสันนี้หนอ ผิว่าท่านบ่ไปหามาหื้อได้ ยังข้าช่วยใช้ญิงชาย มาขงขวายพ่ำเรินกู ตัวกูบ่หล้างจักอยู่ จักหนีละปู่ไห้วอนตาย อันนี้และมีสันใด อกพราหมณ์จักแตก กูจักแรกขงขวาย ยังทุกข์หลวงหลายแสนโสก มึงจักไห้วะโวกในเรือน ยามเดือนตกชีปีใหม่ กูจักหย้องน้ำมันใส่หวีหัว กูจักประดับตัวเกล้าเกษ ใส่สะไบเทศและกาสา จัดมายาถ้วนถี่ ในกลางที่เหล้นมโหรสพ กูจักทาน้ำอบและเหน็บดอกไม้ ปักปิ่นไว้จงกง กูจักโถงด้วยชายหนุ่มหน้อย หื้อเขาอิ่งอ้อยสงวนใจ เมื่อดั่งอั้นพราหมณ์จักเล็งดูบ่ได้ จักร้องไห้หอดหิวนัก หลังท่านหักแล้วซ้ำหักแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าโฅโย สิโร หัวมึงพราหมณ์หงอกแล้ว ก็ซ้ำจักหงอกแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าสุนพุน ดั่งเอาปูนมาใส่ แล้วเอาใส่ทาหัว ซ้ำจักหมองมัวหงอกกว่าเก่า เหตุดั่งอั้น มึงพราหมณ์เถ้า จักทุกข์เล่าเรรนตาย ร้องวายวายก็มีและฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส พราหมณิยา วสวนุคโค อาทิโก กามราเคน พราหมณี เอตทภวึสุ ฯภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในกาละเมื่อนางอมิตตาปันนา กล่าวคาถาดั่งอั้น เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็มีใจวางเข้าอำนาจ แห่งบ่วงบาศก์กามราศ เข้าฟันฟาดเบียนพราหมณ์ จักกับตามอำนาจ จิ่งจากับน้องนาฏเมียตน ว่า ภทฺเท ดูรานางหนุ่มหน้อย หน้าชื่นช้อยนักหนา เจ้าจุ่งแต่งดาพร่ำพร้อม ยังโภชนาของกินไขว่ คือเข้าไท่เข้าถง อันจักไปกินหนทางภายหน้า
    อันนึ่งนางจุ่งแต่งหา เข้าหนมแดกงา ทังชิ้นปลาและชิ้นแห้ง ของกินแถ้งใส่ถง ทังเข้าสัตตุผงสัตตุก้อน น้ำเผิ้งช้อนและสัตตุย่อย เก็บใส่ชุอันชุอัน ใส่ทังไม้สีฟันและน้ำเต้า ทังแอ็บเข้าอันทารัก เครื่องปูชาไฟและง้องไม้ไผ่ จักเอาไว้เกาหลัง นางก็ดาดางมาไว้บ่หลอสักสิ่ง นางก็เขาะขิ่งเซาะเอามา ทังเข้าหนมแดกงาและถั่ว เข้าก้อนอั่วชิ้นยำ พริกขิงเกลือตำใส่ไว้ พร้อมหอมป้อมไฝ่แกงบอน ทังร้าขี้หนอนและถั่วเน่า ปลาแห้งเก่าก็เอามา เบ้ายาดินปากบ้าง ทังหนังช้างและเหล็กไฟ หัวชักไครและหัวข่าแห้ง บอกน้ำหมากและหมากแฅว้งหมากเขือ หมากจุกหมากเกลี้ยงสัพพะเสี้ยงใส่เต็มถง ชักจั่นแห้งตำผง นางก็ขงขวายหามา สัพพะผาลาลูกไม้ หัวมันมีใส่พร่ำพร้อม ทังหอมป้อมหอมเทียม สัพพะของบ่เขียมใส่ไว้ นางนาฏไธ้อมิตตา ก็ผ่อนแสวงหาทังส้มปลาและส้มกุ้ง ทังผักบุ้งผักชี ผักกาดดีเก็บใส่ ถงพราหมณ์ใหญ่เท่าปูมฅวาย นางขงขวายมาใส่ เอาไว้แก่เถ้าพราหมณ์ เอาไว้ไปกินหนทาง วันนั้นแลฯ

    ส่วนชูชกะพราหมณ์ ก็รีบดาดางแต่ง แปงหยดยายาวเรือน ที่ใดหลุที่ใดคร่ำ ที่ใดต่ำมันก็แปงหื้อสูง เรือนมีฟากก็ภัวะพัง มีเสาตั้งก็คลาดคลา มีฝาก็ภัวะผ่อย เมียมันค่อยถอดเอาหุงเข้า ทุกฅ่ำเช้าแลงงาย ปู่ก็ขงขวายแปงอยู่ ทังประตูเรือนหื้อแทบทับ หับไว้ดีนัก บ่หื้อผู้อยู่พายนอกลักจกได้ พราหมณ์ก็ถือเอาพร้าและขวาน เข้าสู่ดงดานป่าไม้ แล่นเซาะไซ้หาหลัวมากอง เต็มที่นางนอนแล้ว ก็คลาดแคล้วเอาไหอันแตกหวาก ไปสู่ท่าน้ำหากตักเอามา หื้อเต็มภาชนะชุแห่ง ใส่ตับเฟื้องไห เหล็กไฟและบอกเข็มก็บ่ไว้ ทังบอกไม้สีฟัน ก็เอาใส่ไว้หื้อบัวระพ่ำเพ็ง เพื่อบ่ใคร่หื้อนางไปตักน้ำท่า กลัวเมียพราหมณ์ด่าจำหนี ฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  8. #8

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อ กัณฑ์ที่๕
    แล้วพราหมณ์ก็มาทรงเพศระสี เป็นเถ้าตาชีในเรือนแล้ว จิ่งหื้อโอวาทนางแก้วอมิตตา ว่าดูราสายใจกูพี่ ตั้งแต่นี้เจ้าอย่าลาสาใจ เจ้าอย่าไปพายนอก ยามข้างขอกกลางฅืน นางอย่ายืนใกล้ข้างฅุ่ม อยู่ใกล้พราหมณ์หนุ่มลิงลาม อย่าตริจามไอใหญ่น้อย อะรือะแรมอ่อยองอาจ อย่าได้ประมาทแท้ดีหลี ฯ อันนึ่ง นางอย่าได้เอาชายหนุ่มมาสมสู่ อย่าห่มผ้าผืนเดียวนอน นางเป็นสาวจีงามชุ่ม กลัวพราหมณ์หนุ่มขัดขืน อันนึ่ง ไผมาร้องกลางฅืนเดิ๋กดื่น นางอย่าได้ตื่นไปหา กลัวชายพาลาเทียวสอด มาเกี้ยวกอดเชยชม นางจุ่งปรารมณ์อยู่กับบ้าน อย่าขี้คร้านนอนขวาย อย่าฅบชายเชิงชู้ จาหลิ่งหลู้มายา ตราบต่อเท่ากูพี่ฅืนมา ฯ
    พราหมณ์จาฅะฅ้อย สั่งเมียหนุ่มหน้อยอมิตตา ฅะยุยฅะยายสั่งแล้วสั่งเล่า พราหมณ์เถ้าจิ่งขึ้นสุบสอดเกิบหนังฅวาย แล้วสะพายถงหลวงอันใหญ่ สัพพะของกินใส่พอเต็ม หนักพอเอ็นชักปากเบี้ยว เขินหว่างเขี้ยวปูนกลัว พราหมณ์เมามัวบาปใบ้ เมียด่าใช้จำไป มันอาลัยบ่สว่าง ไห้แต่ร่างไปมา แล้วเวียนปทักษิณา เซิ่งนางอมิตตาสามรอบ ไหว้นบนอบอำลา เกิดโมหาวิปโยค ร้องไห้วะโวกหนีไป สั่งนางสายใจร้องไห้ เยียะคลั่งไคล้ใหลหลง สั่งจอมใจเมียมิ่ง พร้อมทุกสิ่งนานา ด้วยปิยะเวทนาซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีลงเรือนไปวันนั้นแล ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิทํ วตฺวาน พราหมณพนฺธุ(ง) อุปาทนํ ตโต โส มนฺตยิตฺวา น ภริยํ กตฺวา ปทกฺขิณํ ดั่งนี้ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพราหมณ์ขี้ไร้ เมียมันใช้จำไป มันอาลัยด้วยกามราศ เข้าอำนาจแห่งตัณหา มันก็ถือเอาไม้เท้า ทังถงห่อเข้าเครื่องปูชาไฟ ก็เข้าไปเสวยทุกข์ยาก ในหนฟากคิรีป่าไม้ เพื่อแสวงเซาะไซ้หาเอา ยังข้าญิงชายเลามาไว้ เป็นข้าใช้พ่ำเรินตน
    มันก็หลงหนทางเข้าสู่ เถิงเมืองแก้วกู่สีวีราช เป็นอาวาสชาวสีพี ฯ ส่วนชาวปุรีมวลมาก เขาไหลหลากชุ่มนุมกันมวลหมู่ พราหมณ์เถ้าปู่จิ่งจาถาม ว่าดูราชายรามหนุ่มเถ้า พระยาเจ้าเวสสันดร อยู่ดงดอนด่านด้าว โขงเขตท้าวแดนใด ข้าจงใจคึดขอด ใคร่หันหน้าเจ้ายอดองค์ฅำ สร้างปารมีธัมม์เช่นแลฯ
    ฅนทังหลายมวลมาก จิ่งออกปากขานไข ว่าตนบุญใสเวสสันดรเจ้า อันสูพราหมณ์เถ้ามาเบียนขอไจ้ ๆ ช้างเผือกบ่ไว้หากเททาน ชาวเมืองระรานเคียดท้าว ขับหนีจากด้าวสีพี เอาลูกเมียหนีไปอยู่ เขาแก้วกู่คิรี สูนี้บ่ดีสักหยาด เยียะหื้อเจ้าราชกูหนี ยามนั้นฅนทังหลายอะอือ มีมือถือไม้ฆ้อน ขับไล่ต้อนบุบตี ยังเถ้าตาชีใจบาป กล่าวคำหยาบนานา ว่าเถ้าพาลาใจบาป อันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ มันก็หนีไปจากเมืองสีวีราช ก็ไปรอดประตูป่าไม้หิมพานต์ ด้วยล่ำดับหนทางก็มีในกาละยามนั้นแลฯ
    ขณะยามนั้น หมาพรานเจตบุตร ๓๒ ตัว เล็งหันพราหมณ์เถ้า ก็มาห้อมล้อมเฝ้า เห่าชูชกะพราหมณ์ก็มีแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะพายหลังมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า โส โชติโต พราหมณิยา พราหมโณ กามคิทฺทินา อฆนฺตํ ปฏิเส วนฺเน วฬมิกฺก กิณฺเณ ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันดรอยู่หนใด พราหมณ์ชูชกะก็มีมือถือไม้เท้า ก็เข้าไปสู่ป่าใหญ่แดนดง ฯ
    ยามนั้น พรานเจตบุตร อันเป็นนายรักษาประตูป่าไม้ มีหมาได้ ๓๒ ตัว หากเป็นบริวาร หมาทังหลายก็เอากันมาแวดล้อม เลยไล่ห้อมเห่า เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย เพื่อหมาพรานมีหลายเลี้ยงไว้ ๓๒ เลยไล่วกหน้าวกหลังตัวนึ่งชื่อว่าหมาปู่แก้วหางคิด มันติดวกหน้า เป็นหมาแกว่นกล้าเคยขบ ตัวนึ่งชื่อพู้ตูบตัวนึ่งชื่อพู้ตาบ ตัวนึ่งชื่อพู้แดงหยาบหากิน ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหางปกครางไปทั่วป่า เสี้ยงทั่วป่ารวายตรี ตัวนึ่งชื่ออ้ายหูรีหางดอก ตัวนึ่งชื่อพู้ท็อกมันช่างเสาะสอกในลอม หลอนหันสัตว์มามันย่อมไล่ คันเข้าใกล้ปาวเปิบเอา
    ตัวนึ่งชื่อดาวเสด็จ แม่นหลงป่าได้เจ็ดวัน มันก็ฅืนมารอด ตัวนึ่งชื่อพู้ยวงหางก่าน มันหุมช่างชอมรอย ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหมาเก่า มันช่างเห่าหาแลน ตัวนึ่งชื่อพู้แพงดำหม่น บุเค้ารวกหลุหลาม ตัวนึ่งชื่อพู้หางงอหางงอด เต้นผับจอดมัคคา ตัวนึ่งชื่อตำราหมาใหญ่ เถ้าแล้วไป่โรยแรง ตัวนึ่งชื่อพู้แพงหูมเห่า ตัวนึ่งชื่อพู้เป้าใจกัด ตัวนึ่งชื่อพู้พัดใส่สร้อยห้อยฅอนาง เป็นหมารามร่างน้อย หันพราหมณ์เถ้าถ่อยไล่วกไว้ เข้าใกล้เปิบปาวเอา ตัวนึ่งชื่อพู้ขอดหัวแหวน ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตาแหลวแมนเก่าเกื้อ มันย่อมไล่เนื้อติดใกล้ มันหันอันใดย่อมขบย่อมคาบ คันคาบได้แล้วบ่สัวะวาง เอาพร้าง้างคางจิ่งออก
    ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ทอกทับกวาง หูหางมันฉีกยับย่อย คันเจ้ามันปล่อยก็แล่นไล่เนื้อแกว่นตัวไกล ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ใจไว มันหันอันใดก็ขบหยาบ แล่นคั้นคาบยามเดียว ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายสับเสียวเชิงแล่นแกว่นรู้รอย คอยหูตาเจ้ามันเรียก ตัวนึ่งชื่อว่าอ้าายขาเหล็กตีนเท้า หากเป็นหมาเถ้าแต่เดิมมา เล็งมัคคาคอยแม่น ใจรู้แกว่นหนทาง หันลัวะและยางสะพายแชก ขบคาบแบกตกดอย
    ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ดำมอยหม่นหม้อ เป็นหมาห้อแต่หลังมา ตัวนึ่งชื่อว่ามณีกาหางก่าน หันหมู่ม่านและเม็ง ไล่ตามเส็งหลังหลาบ ไล่คั้นคาบติงตาย ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายขาลายแฅ่งเท้า หากเป็นหมาเถ้าถ่อยโรยแรง เจ้ามันแพงเลี้ยงไว้กับหัวฅันได มันหันอันใดบ่ไว้ คั้นคาบได้บ่วาง ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายข้างหย้างหมาเก่า เจ้ามันรักเท่าเสมอใจ มันได้ไปบ่เปล่า ตีนมันย่ำเต่าปากมันเห่าหาแลน ตามันแหงนหารังเผิ้งรังรอก หางมันซุกซอกเข้ารูหนู หูมันฟังหาเจ้ามันเรียกว่าโอ๊ะ ๆ ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตับงูหมาหม่น ตัวนึ่งชื่อว่าก้นหางกิด หันอันใดย่อมไล่ติดเลยไล่ คันหันใกล้ย่อมคั้นคาบหื้อตาย ตัวนึ่งชื่อว่าแสนตาวงไววะวาด ตัวนึ่งชื่อว่าสายฟ้าฟาดธรณี
    หมู่หมามี ๓๒ ตัว ก็มาระวงแวดล้อม ห้อมล้อมพราหมณ์ปู่เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย ก็ฅะยุฅะยายขึ้นต้นไม้สิก ขึ้นขะยิกงะงันงะงัน มือนึ่งผันค่าเค้า มือนึ่งถือไม้เท้ากวัดไกวไปมา พราหมณ์พาลาปู่เถ้า ร้องอ้อเอ้าว่าเสือขบหัว หมาผีว้อสูนี้ร้ายแท้หนอ หมาพาลาขี้หย้าน ต่านส้านตกไม้กวาว ปาวหวาวตกไม้หมี่ รูขี้บี่บังยัง มือมันเกาะง่าจันทน์ ตีนมันยันง่าเก่า เอาไม้เท้ายอกฅืนหลัง จับใส่ดังหมาแม่ดำร้องเหง็ง ๆ มันซ้ำเร่งด่าว่าฮึฮึเป็นดั่งรือ สุนักขาเหยหมาผีว้อ ของแพ้สูก็ยังมีนอ

    ว่าอั้นแล้ว ปู่พราหมณ์เถ้าก็นั่งอยู่ค่าไม้ มันก็เซาะหาถงอันใดก็บ่ได้ พราหมณ์ร้องออกปากว่าวายวาย ถงสะพายกูก็ขาด กระดาษลายลองของกูก็เสียไป หมอนอันกูจักไว้หนุนหัวก็เสียไป มีดดำหน้อยจักไว้ปาดเล็บตีนเล็บมือก็เสียไป หมากคำและอ้งไก่กูก็เสียไป บอกไขอันกูจักเอาไว้ทาหน้าแฅ่งกูก็เสียไป เค้าไม่ไผ่ไล่แมงวันกูก็เสียไป ง้องไม้ไผ่อันกูจักเอาไว้เกาหลังกูก็เสียไป หอยสังข์อันกูจักเอาไว้เกาขี้กรากกูก็เสียไป โอยหนอวายวายครัวกูปางนี้หนอ
    เสียทังหวีอันกูจักเอาไว้หวีเกษเกล้า ทังไท่เข้าและบอกเข็ม เสียทังกุบตาบ้างเกิ่ง ยังฅ้างเกิ่งนึ่งอันกูจักไว้เกิ้งแดดก็เสียไป หัวชักไครและน้ำตาลหวาน อันเขี้ยวขุ่นกูก็เสียไป เสียทังพากน้อยหน้อยขวักขี้หูกูก็เสียไป ต้นปูนทองแดงก้นล้งหับบ่แทบ ทังแหบหน้อยขาหักกูก็เสียไป พลูแคงกับเปลือกหาดแห้ง เข้าแป้งใส่มันหมูกูก็เสียไป โอยวายวาย พริกพรายอันกูจักเอาไว้ขบกับหัวข่าแห้ง อันนางอมิตตาหากแสร้งแปงไว้กูก็เสียไป
    ปลาสะลากแห้งหย้างข่าได้สามปี ชิ้นบ่มีหลอแต่ก้าง ฅ้างแต่ดูกขมองหัวกูก็เสียไป ชักจั่นแห้งตำผงอันมีรสมากกูก็เสียไป แกงผักบุ้งใส่กุ้งตัวเดียวของลำกูก็เสียไป เจียวผักใส่ปูตำกูก็เสียไป ตำกุ้งใส่ผักเผ็ดดูลำอร่อย ใส่ร้าปลาดุกของกินลำกูก็เสียไป หัวชักไครอันกูจักเอาไว้กับลาบ ผักสาบแห้งจักเอาไว้แกงกินแลง ส้ามดแดงใส่ส้มหมากพูกูก็เสียไป
    โอยนอ…. ของกินอันหล้างได้กินแล้ว พ้อยคลาดแคล้วเสียไปดีหลี ฯ เสียครัวมีนักกว่า มีต้นว่าข้องขัดแอว ยันต์ถันพกพันไว้ก็เสียไป เสียทังเหล็กไฟอันดำตะมิกซิก พัดสองสามพิกก็บ่ออกสักเมียงกูก็เสียไป สลุงทองแดงก้นรั่วกูก็เสียไป งาช้างหักขำพุงและเพ็กชำฅง ของแต่เช่นปู่กูก็เสียไป เบ้ายาปากบ้างสูบบ่ได้ได้ฅวันหลายกูก็เสียไป เสียมซะแลงบ้องหวาก ทังสาดน้อยรองนอนกูก็เสียไป ช้อนทองแดงมีค่ากูก็เสียไป ตะไหลยาดีปากหิ้นใส่น้ำกินแฅวนลำ พากน้อยหน้อยเท่าใบบัวกูก็เสียไป ไม้จิ้มเขี้ยวเหล็กกูก็เสียไป น้ำต้นดินแดงก้นรั่วกูก็เสียไป โอยนอ….. บัดนี้กูมาเถิงป่าที่นี้ พ้อยมาปะใส่หมาทังหลาย กูจักฉิบหายในที่นี้แถมเล่า เคราะห์ร้ายเก่าใหม่มาเถิง กัมม์วิบากมาเทิงตัวข้า ตายบ่ได้หันหน้านางอมิตตา

    ว่าอั้นแล้วก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า โก ราชปุตฺตํ นิสภํ ชยนฺตมปราชิตํ ปุคคละผู้ใดและรู้ ยังที่อยู่เจ้าเวสสันดร ตนบวรล้ำเลิศ เทียรย่อมหื้อเกิดสุขเกษมใจฯ ประการนึ่งผู้ใดและยังรู้ ยังที่อยู่แห่งเวสสันตระราชา พระกระษัตราตนนั้นนา อุปมาเป็นดั่งไม้ร่มโพธิซะไรยามแล้ง เค้าต้นแห่งชุมใบหนา อัมพาไม้ม่วงใบบ่ห่าง มีร่มกว้างงามใส นิโครธาใบชื่นช้อย ต้นบ่หน้อยใบหนา ฉายาไม้รังหลวงร่มกว้าง เป็นที่ยั้งชุ่มเย็นใจ พระจอมใจแก่นไท้ เป็นที่ไหลไปแห่งฅนเข็ญใจยากไร้ทังหลาย อันร้อนกระหายไปด้วยสัพพะสิ่ง ใจข้อนขิ่งปูนดู ในเมื่อพราหมณ์หลงป่าไม้ ร้องร่ำไห้ถามหา ยังพระเวสสันตระราช ผู้ใดและอาจมีสัทธา บอกยังมัคคาไต่เต้า หนทางเข้าสู่บัณณศาลา ก็จักได้ผลานาบุญบ่หน้อย ด้วยร้อยเท่าพันที ว่าอั้น ฯ
    เจตปุตฺโตปิ ส่วนพรานเจตบุตร ตนเป็นมัคคลุทธกะผู้ใหญ่ อันท่านแต่งใช้หื้อรักษา ยังทวาราประตูป่าไม้ ได้ยินเสียงไห้แห่งชูชกะพราหมณ์ จิ่งฅนิงใจว่ามันผู้นี้มาร้องไห้ หาท้าวไธ้เวสสันดรนักหนา มันจักมาด้วยดีอันชอบ ประกอบด้วยราชะธรรม บ่หล้างหวังจักมี มันมานี้ก็เพื่อขอเอาราชะมัทที บ่อั้นก็จักขอเอาเจ้าชาลีและนางกัณหาชะแล มากูจักข้าพราหมณ์ผู้นี้หื้อตายหล้างแล้ว พรานเจตบุตร ก็วาดธนูขึ้นติดปืนไว้แล้ว ก็ฅ่ำรามชูชกะพราหมณ์ วันนั้นและนาฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จิ่งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺส เจตปุตฺโต ปฏิโสสิ อรัญฺเญ ลุทฺธโก ตุมฺเหหิ พราหเม ปกโต อทินฺนาเนน ขตฺติโย ปพฺพชิโต สกลวกึ โก เสติ ปพฺพโต สิโร ดั่งนี้ฯ ภิกขุเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพรานเจตบุตรผู้ใหญ่ อันท้าวเจตราชตั้งไว้ให้ตางหูดูฟัง ในระวงวังโขงเขต ก็ยินสังเกตหันภัย บ่หันไหนสักแห่ง เท่าได้ยินเสียงหมาเห่าอยู่โง่งโง่ง ในกลางดงป่าไม้ หมาเห่าใกล้ดั่งจักขบ
    พรานเจตบุตรจิ่งฅนิงใจว่า หมากูนี้เห่าอะสัง รอยว่าปะหมีเถ้าแต่กลางเถื่อนดงหนา บ่อั้นก็หมาไปหันใส่ กวางฟานได้พลัดเพื่อน หลงดงเถื่อนป่ากว้าง บ่อั้นก็ไปคั้นช้างขบตาย
    พรานเจตบุตรจิ่งแล่นเข้าใกล้ ตาสอดไซ้เล็งดูเยียะจะลิงจะลิง กลิ้งตาเมือพายบนแล้วลงลุ่ม ซัดตาหันไปในฅุ่มเอามือกั้งบั้งหน้าผากเล็งหา จิ่งหันมือพราหมณ์เกาะกิ่งไม้ จักว่านกเค้าก็เหมือนหงษ์ จักว่าลิงดงก็ยังบ่ใช่ จักว่าผีตะมอยก็ยังมีดั่งเก่า จักว่าลิงเถ้าก็บ่มีหาง จักว่ากวางฟานก็ยังลู่ขึ้นต้นไม้ จักว่าไก่เถื่อนก็บ่มีขน จักว่าฅนก็มีรูปร้ายนักบ่ห่อนจักมี รอยว่าเป็นผีวิศาจ มันใคร่อยากชมดอยดง จิ่งเทียวผันมารอด จักยับทอดเอาหมากูไปกิน

    พรานเจตบุตรจิ่งย้ายออกจากฅุ่มไม้ กางธนูไว้เหมือนดั่งจักยิง ก็เล็งแลหันถงห่อเข้า แห่งปู่เถ้าชีพราหมณ์อันปุดขาด รอกมาทึ้นยาดลงมาคั้น เล็งซั้นแท้ก็หันขาพราหมณ์เถ้า คาบกิ่งไม้เค้าอยู่อ๋งปง ก็บ่หันวัตถุใดเป็นเครื่องข้า คือว่ามีดพร้ากงธนู พรานเจตบุตรจิ่งเข้าล่อ ตั้งตาผ่อเล็งดู ก็หันหูพราหมณ์บานทาบยาบ ผ่อดูแท้ก็หากหันตัวพราหมณ์ ตัวลายเต็มไปด้วยไฝแดงแกมขี้กราก ปากมันสวดโจนโปน คางมันเว่าว้ามดั่งปากนกยาง รอยว่าเป็นผีเข็ญ จักว่าเห็นก็หันดูหลาก รอยว่าผีเสื้อร้ายพรากไหนมา เล็งหันท้องใหญ่เท่าลำตาล ฯ เมื่อนั้นพรานเจตบุตร จิ่งรู้ว่าเป็นพราหมณ์เถ้า จิ่งกล่าวฅ่ำราบ กล่าวขนาบหื้อพราหมณ์กลัว ว่าดูราพราหมณ์พาโลปู่เถ้าใจหยาบ มึงจักมาขอเอาเจ้าราชกุมารทังสอง ผิบ่มีดั่งอั้น ก็จักขอเอาราชะมัทที กูจักข้าพราหมณ์เถ้านี้หื้อตายเทอะ
    ดูราพราหมณ์เถ้า มึงนี้หาประญาบ่ได้ เท่าแอ่วแสวงหาขอ บัดนี้มึงพราหมณ์พ้อยมาสู่ป่า แสวงหาราชบุตร เป็นประดุจดั่งนกยางแสวงหากินปลาในน้ำ มึงจิ่งซ้ำมาขอทานแถมเล่า ปืนกูเหล้มนี้ดีเถิงขนาด กูจักยาดยิงไป ถูกมึงพราหมณ์ตายหิ้วเลือด ด้วยปืนเหล้มประเสริฐบัดเดียวนี้แล กูจักยิงใส่ท้องมึงตาย หื้อวำวายมรนาต ชีวิตขาดหัวตก จักปาดเอาหัวอก จกเอาหัวใจตามอันมัก เอาปูชาเทวดาอารักษ์ ชื่อว่าปักขสกุณณา อันอยู่เฝ้ามัคคาที่นี้ ด้วยชิ้นเนื้อและหัวใจ กับออกออในหื้อเสี้ยง คันว่ามึงเมี้ยนมรณา แร้งจักมาสับขา กาก็จักมาสับกินไส้ มึงบ่หล้างได้จักขอทาน ยังนางมัททีนุชนาฏ กับสองเจ้าราชกุมาร บ่อย่าชะแลฯ

    โส ตสฺส วจนํ สุตวา ภยชาโตมหิโต มุสาวาทํ กโรนฺโต อาห ส่วนชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพรานเจตบุตร มาผรุสวาท กล่าวคำขนาบเสียงแข็ง ปานดั่งธนูแทงแผวรอด ดาจักทอดยิงตน พราหมณ์เถ้าเรรนกลัวใหญ่ เป็นดั่งแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังวะวาด เอาฆ้อนฟาดสันหลัง ร้องเสียงดังแวกแวก ผัดปั่นแถกไปมา มันจิ่งมุสาจาวาท ดั่งนักปราชญ์แต่พายหลัง จาตอบคำเจตบุตรพราน จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า สุโณมหิ เม ตสฺมา ฑูตํ นหนนฺติ เอส ธมฺโม สุณนฺตุ เม ดั่งนี้เป็นต้น
    ว่าดูรา เจ้าหลาน จุ่งฟังอาการอันปู่จักกล่าว ชื่อว่าพราหมณ์และฅนใช้ ไผบ่ห่อนได้ข้า เจ้าอย่าว่าจักกั้งหน้ายิงลุงนึ่งรา จุ่งพิจารณาอย่าได้รีตโบราณ ชื่อว่าฅนใช้สืบคำเมือง ไผบ่ห่อนเฅืองเข่นข้า หื้อขว้ำหน้าสู่มรณา คำธรรมดาโลกว่าไว้ ฯ
    ข้านี้เป็นฅนใช้แห่งพระยาสญไชยตนพ่อ อันนึ่งชาวสีวีราชทังหลาย ก็หายคำเคียด คำส้มเสียดโกธา อันนึ่งพระยาตนพ่อ มักใคร่หันหน้าหน่อระสี นางผุสสดีตนแม่ เชื้อแท้หน่อเทวี ก็มีใจไมตรีต่อลูก มีใจผูกสิเนหา ยังนัตตาหลานรักยิ่ง กับทังสะไพ้มิ่งมัทที พระยาสรีสญไชยตนปู่ อยู่บ่ได้คึดเทิงหา จิ่งใช้ข้าพราหมณ์เถ้าปู่ เข้ามาสู่ดงหนา เพื่ออาราธนาตนลูก หื้อสิกไปสร้างปลูกแทนเมือง เชิญตนบุญเมืองไปเสวยราช เป็นท้าวอาจสองที ข้าบ่มีคำจุล่าย ลดเลี้ยวม่ายบังสัง แม่นว่าเจ้าและรู้ยังที่อยู่ แห่งแก้วกู่บัณณศาลา แห่งพระยาเวสสันตระเจ้า จุ่งบอกแก่เถ้าลุงพลัน ทะราว่าอั้นฯ

    ในกาละยามนั้น พรานเจตบุตร ได้ยินคำพราหมณ์ปู่เถ้า มาจุล่ายกล่าวแก่ตน ก็ใส่ใจว่าคำอันนั้นมีเที่ยงแท้ จิ่งผูกสุนักขาหมาไว้ ในป่าไม้ไพรหนา ก็เรียกพราหมณ์ลงมาจากต้นไม้ หื้อมานั่งใกล้เหนือเฟือยไม้ อันตนปูไว้เหนือดิน จิ่งกล่าวว่า ปิยสเม ปิโย ทุนฺโต ปุน ปตฺตํ ททามิ เต อิทญฺจ มธุโน ดั่งนี้
    ดูราพราหมณ์ พระยาเวสสันตระตนนั้น ก็เป็นที่รักแห่งข้ามากนัก ผิว่าท่านจักนำเอาพระยาเวสสันตระ ตนเป็นที่รักเมือเสวยเมืองดั่งเก่า เราก็จักหื้อของฝากอันเพิงใจเรา คือว่าน้ำเผิ้งกับชิ้นขาทรายสุกแห้ง เพื่อเป็นของกินกับเข้าไท่เข้าถง กินในดงหนทางพายหน้า แก่ท่านพราหมณ์ชะแลฯ เจ้าพระยาเวสสันตระ มักหื้อหิตาสุขแก่ยาจกฅนขอทังหลาย อยู่สร้างสมณธัมม์ อยู่ในอาสรมบทที่ใด ข้าผู้หลานก็หากจักบอก ยังประเทศเขตอาสรมบทแก่ท่านพราหมณ์ บ่อย่าชะแลฯ
    ชูชกปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาวิเศษ จาห้องเหตุยังชูชก ได้กล่าวยกเป็นปริยายบ่น้อย เหื่อไคลย้อยพังลง อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๗๙ คาถาก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  9. #9

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๖
    จุลพน
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    จุลพน ๓๕ คาถา
    .......ไม้ทังผองฝูงเป็นดอก มีข้างขอกมัคคา สูงไกลตาสุดผ่อ เหมือนดังปลายช่อปลายทุง นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ มีทังไม้เฟือย งามลมแล้วชามลูกย้อย กายานน้อยหอมเผ็ด เกสนาหอมอ่อน หอมจะจ่อนเพิงใจ ไม้ทังหลายฝูงนั้นล้ำเลิศ เป็นต้นเกิดแกมดวง มีทังไม้สำโรงและไม้ตระแบก อ้อยช้างแจกใบบาง มีจิ่มข้างหนทางที่นั้น ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้นก็จักหัน ดอกอัญชันเรืองทั่ว คือไม้หมากงั่วหนามหนา ไม้หมากนาวหนามหน้อย ไม้พอยสร้อยผิวแดง เครือกวาวแฝงถี่ถ้อย ไม้มูกน้อยดอกแกมใบ โกฏิ์สอใสแกมกีบ ตักคันรีบบานงาม แคฝอยหลามใบถี่ ก็มีใกล้อาสรมและพราหมณ์เฮย ฯ

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ เอวํ เจตปุตฺโต พราหมณํ โภเจต๎วา ปาเถยฺยสตฺถาย ตสฺสมธุโน ตุมฺปญฺเจว ปกฺกมิก สตฺถิญจ ตตฺวา มคคา ฐเปตวา ทกฺขิณหตฺถํ อุกฺขิปิตวา มหาสตฺตสฺส วสโนกาสํ อาจิกฺขนฺโต อาห ฯ
    ล่ำดับธัมม์เทสนามา ส่วนพรานเจตปุตต์ผู้ใจงาม ยังชูชกกะพราหมณ์ผู้เถ้า หื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำอาหาร แล้วหื้อตุมพะ(หม้อน้ำมีกรวย)งามอันใหญ่ อันเต็มด้วยน้ำเผิ้งขาทะราย เนื้อสุกแห้งใสบ่เส้า เพื่อจักหื้อเป็นเข้าไท่เข้าถง พรานผู้จงใจกว้าง จักบอกยังที่อยู่พระเจ้าช้างกระษัตรา จิ่งยกแขนขวาไกวกวาด ชี้วะวาดแก่พราหมณ์ จักบอกยังศาลางามแก้วกว้าง แห่งพระเจ้าช้างเวสสันดร ก็กล่าวอธิกรณ์ต้านต่อ อว่ายหน้าล่อมัคคา กล่าวเป็นคาถาว่า เอโส เสโล มหาพราหเม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ดั่งนี้เป็นเค้า
    ดูราพราหมณ์เถ้า ผู้เป็นฅนใช้บ่กลัวขาม ท่านพราหมณ์จุ่งมาหนี้ กูจักบอกชี้ยังอาสรม เขานั้นกลมงามเลิศแล้ว ประดับด้วยแก้วและหินผา ชื่อว่าเขาคันธะมาทนะ พระยาเวสันนตระเจ้าช้าง อยู่เสพสร้างกระทำผล ด้วยเมียตนเลิศแล้ว กับทังสองลูกแก้วอุดม อยู่ในอาสรมที่ใด ท่านพราหมณ์ไปแล้วก็จักหัน ท่านจุ่งเข้ากว่าตามทางนี้เทอะ ฯ

    เอเต ทุมฺมา อันว่าไม้ทังหลายงามใช่ช้า ลำใหญ่หม้าหันมา ทรงผลาหลายหลาก ถ้วนทุกพรากนานา อุกกะตามีลำสูงใสสะอาด เป็นดั่งอากาศกลางหาว อันเต็มไปด้วยหมู่ดาวทังหลายนั้นและ ฯ ทุมฺมา ไม้ตระแบกแก้วใบบาง ไม้หูกวางตั้งพุ่ม ไม้สะเฅียนหนุ่มกลางเกียง ไม้รังเรียงดอกช่อ ไม้สะฅ้อเปลือกบาง ไม้ยูงยางสูงพ้นเพื่อน นกแอ่วแล่นเลื่อนไปมา อันว่าสาขาและใบไม้ ในที่ใกล้กวัดไกว ลมพัดไหวอ่อนเอือก น้อมนะเนือกไปมา เป็นดั่งมาณวาผู้ยังถ่าว กินเหล้ากล่าวเสียงใส นั้นและ ฯ
    เอเต สกุณา อันว่านกทังหลาย งามเรียงรายเสียงก้อง คือโพนดกร้องเสียงเบา นกตระเหวาร้องเสียงสว่าง นกร่างร้องเสียงใส บินไปไกลจิ่มใกล้ เหนือหมู่ไม้นานา คันเถิงยามมาสว่างร้อง เสียงมี่ก้องมัวเมา เขามีหัวใจชมชื่น นักกว่าหมื่นหลายแสน มาทุกแดนทุกด้าว จับปลายพร้าวและปลายตาล มีเสียงหวานใช่ช้า เหมือนดั่งเสียงขับทิพย์แห่งนางฟ้า อันอยู่ในแหล่งหล้าตะวันนั้นแล ฯ
    พราหเม ดูราท่านพราหมณ์ อันว่าป่าที่นั้นดูผ่องใสผายผ่อง เต็มไปด้วยดอกไม้หย้องเรียงราย แม่นฅนฝูงใดไปรอดหั้น ในป่าที่นั้นก็หื้อยินดี เป็นที่สนุกมีแสนเท่า แม่นฅนอยู่เก่าก็หื้อยินดี ฯ อสฺสโม อันว่าอาสรมบทท่านไธ้ อันอินทาแต่งไว้ดูงาม บ่กลัวขามเข้าสู่ เหมือนที่อยู่แห่งเทวดาทังหลาย นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ

    ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา ส่วนพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ อยู่ป่าไม้วงกฏ มีใจอดกระทำเพียรทุกฅ่ำเช้า เนื้อบ่เส้าส่องใสงาม ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้น ในที่นั้นท่านก็หากจักหัน ท่านทรงธัมม์ตนสักสวาด อันอยู่กับด้วยนางนาฏเทวี กับทังเจ้าชาลีและกัณหาลูกท้าว กลางด่านด้าวดงรี พระระสีตนบุญกว้าง ศีลบ่ม้างอยู่ภาวนา ธาเรนฺโต ก็ทรงพรรณวิเศษ เอาเพศเป็นระสี ถือขอรียาวยื่น หมวดเกล้าชื่นเป็นชะฎา จัมมะวาสี ท่านนุ่งหนังเสือลายยะยุ่น นอนเหนือฝุ่นดินดาย ยอหื้อถวายชุมชอบ ไหว้นบนอบกองไฟ เปลียวแสงใสบ่เส้า ทุกฅ่ำเช้าเป็นวัตต์แห่งพระระสี นั้นแล ฯ
    ตโต ในกาละยามนั้น พรานเจตบุตรผู้ใจฅาน จักบอกที่สำราญแห่งเจ้า ท้าวตนเหง้าเวสสันดร ก็กล่าวอธิกรณ์ยิ่งกว่าเก่า ยกยอเล่าวัณณนา ว่าดูราท่านพราหมณ์ผู้หัวหงอก กูจักบอกด้วยดี หมากม่วงมีหลายหมู่ ตั้งต้นอยู่หิมพานต์ ในสถานบ่ล่วงล้ำ สุกดิบพร่ำดูประจิตร ไม่หมากขวิดสูงใหญ่ใบหน้อย ขนุนสุกย้อยค่าหนามหนา ไม้สะบามีค่าอ้วน ชุมพูล้วนลูกสุกแขว้น หมากแหนสุกสะอาด ไม้หมากหาดสุกใสงาม ไม้รังรามลูกน้อย หวาดจีดจ้อยมีวรรณ ไม้หมากกะทันสุกค่าค้อม ไม้ขามป้อมลูกแขวนกลม หมากยมสุกเดรดาด ส้มและฝาดปูนยอ หมากสมอลูกบ่เส้า ลูกแต่เค้าเถิงปลาย ฅนไปกายก็กินเอาง่าย พอดั่งจักรู้มายมือมา ที่นั้นนาดงใหญ่ มีทังไม้อ้งไก่ตั้งอยู่ยายกัน ทังลายวันผายผอก ก็จิ่งเป็นดอกดวงเผย กิ่งแกมเฟยชุก้ำ มีทังไม้กุมน้ำเป็นดอกดวงพวง ไม้มูกหลวงดอกถี่ถ้วน ไม้มูกหน้อยดอกล้วนแกมใบ หมากซางใสหวานชื่นช้อย ลูกใหญ่หน้อยพอดี ไม้นิโครธมีหลายส่ำ สุกแก่พร่ำควรกิน หล่นตกดินเรืองเรื่อ ไม้หมากเดื่อเหลือหลาย ลูกมันยายแต่เค้า ตราบต่อเท้าเถิงปลาย มีหลายประการใช่หน้อย เป็นดั่งฅนผู้ช่างร้อยหากตริตรอง นั้นและนาพราหมณ์เฮย ฯ
    ประการนึ่ง อันว่าป่าที่นั้นมีหลายหลาก กูหากได้หันมา ปาเรวตา กล้วยเขาแปและกล้วยฝ้าย ลำบ่ช้ายปางปูน กล้วยการบุญหลายสิ่ง มีพร้อมยิ่งปูนถนอม มีทังกล้วยหอมกล้วยตีบ ลูกบ่ลีบกินหวาน เสี้ยงสงสารฅนใหญ่ กล้วยนั้นใช่สามานย์ มีทังเผิ้งรวงหวานกีบลาย ตัวแม่กายบ่เฝ้า พราหมณ์กว่าเอากินเทอะ ฯ
    อมฺพา จ ประการนึ่ง ไม้ม่วงลางจ่ำพวก เป็นดอกดวงดี ลำเขียวจีใช่จ้อย เป็นลูกน้อยชุ่มจี ดูเชียงชีหลายสิ่ง สุกดิบยิ่งเสมอกัน ฯ อันว่าหมากม่วงสองจ่ำพวก มีที่ใกล้โปกขรณี วัณณะมีปลาด เป็นดั่งเขียดปาดเขียวงาม ประการนึ่ง ชายใดเทียวกว่า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ เขาหันก็เข้าไปใกล้ อยู่ใกล้ต้นแล้วยื่นมือบิดเอา ใส่ถงเพาถ้วนถูก หมากม่วงลุกสุกหวาน ดิบดายฅานใช่ช้า ลูกใหญ่หม้าใสแสง มีวรรณะเพิงแพงรสเร้า เป็นสวนด่านด้าวดงรี อัศจรรย์มีหลายหลาก กูหากได้ยินมา อันมากระทำเสียงเยียะหิ่ง ๆ ถ้วนทุกสิ่งนานา แห่งภมราแกมแมงพู่ ร้องแล้วสู่ตอมดวง ในดงหลวงย่านกว้าง ที่อยู่พระเจ้าช้างเวสสันตระสี ปูนยินดีใช่ช้า เหมือนที่อยู่แห่งเทวดาฟากฟ้า นั้นแล ฯ
    พราหเม ดูราพราหมณ์ อันว่าป่านั้น เต็มไปด้วยไม้ตาลงามสะพรู่ ไม้พร้าวอยู่ยังยาย ก็เต็มระวังทุกท่า ปุมเป้งป่าเป็นหนาม รุ่งเรืองงามใช่น้อย เป็นดั่งฅนหากร้อยหากกอง ไม้ทังผองฝูงเป็นดอก มีข้างขอกมัคคา สูงไกลตาสุดผ่อ เหมือนดังปลายช่อปลายทุง นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ มีทังไม้เฟือย งามลมแล้วชามลูกย้อย กายานน้อยหอมเผ็ด เกสนาหอมอ่อน หอมจะจ่อนเพิงใจ ไม้ทังหลายฝูงนั้นล้ำเลิศ เป็นต้นเกิดแกมดวง มีทังไม้สำโรงและไม้ตระแบก อ้อยช้างแจกใบบาง มีจิ่มข้างหนทางที่นั้น ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้นก็จักหัน ดอกอัญชันเรืองทั่ว คือไม้หมากงั่วหนามหนา ไม้หมากนาวหนามหน้อย ไม้พอยสร้อยผิวแดง เครือกวาวแฝงถี่ถ้อย ไม้มูกน้อยดอกแกมใบ โกฏิ์สอใสแกมกีบ ตักคันรีบบานงาม แคฝอยหลามใบถี่ ก็มีใกล้อาสรมและพราหมณ์เฮย ฯ
    โรงไฟงามใสสะอาด เป็นดั่งอากาศกลางหาว อันเต็มไปด้วยหมู่ดาวนั้นแลฯ ดูราพราหมณ์ผู้เถ้า ท่านจุ่งเข้าใจพลัน โบกขรณีอันประเสริฐ ดอกบัวเกิดแกมอุบล จังกอนสนกีบก้าน ทังดอกพ้านและบัวเครือ หล่นตกเหนือแกมผักบุ้ง รสซว่านฟุ้งแกมใบ คลาคลาดตกไปหลายซ้ำ เกิดเป็นน้ำหอมหวาน ดูเชียงฅานใช่ช้า เหมือนโบกขรณีฟากฟ้า อันอยู่เมืองสวรรค์แหล่งหล้านั้นแล ฯ

    อโถ ประการนึ่ง อันว่ารสแห่งดอกไม้ ในจิ่มใกล้ศาลา ลมพัดมาทุกสลอก รสเร้าดอกมัวเมา นกตระเหวามวลหมู่ ร้องแล้วสู่บินไป คือในที่ใกล้ก็หากดูไกล เหนือหมู่กิ่งไม้เป็นดอกบานงาม รสน้ำหวานเหลือแหล่ ไหลออกมาแต่เหง้าบัว หวานหนัวดีเหง้าใหญ่ หวานแท้ใช่พอดี ก็เกิดมีในโบกขรณีที่นั้น เหตุดั่งอั้นจิ่งได้ชื่อโบกขรณีมธูนั้นและฯ
    ดูราพราหมณ์เถ้า กูก็จักกล่าวที่อยู่เจ้าอุดม คืออาสรมบทเจ้าช้าง อันอยู่ป่ากว้างพนมไพร เรี่ยรายไปทุกสลอก แดนด้าวขอกหิมวา ลมชอยไปมาบ่ไร้ พัดแต่พายใต้ทักขิณา แล้วพัดไปหนปัจฉิมาใสส่อง พัดเข้าปล่องตามทาง ฯ ประการนึ่ง หมากกระจับลูกใหญ่ ถ้วนแต่ใช่พอดี ก็เกิดมีหลายส่ำ ใหญ่น้อยพร่ำมีมา สสาติยา คือเข้าสาลี เม็ดมันมีหอมยิ่ง เข้านั้นสิ่งควรหวาน เขาเกิดมาเป็นหมู่ ตั้งต้นอยู่โบกขรณี หมู่ปลาฝาและเต่าน้ำ งูเงือกถ้ำและมังกร ปูหอยนอนแทบข้าง นาคน้ำคั่งในวัง ปลาดุกคังมีมาก ปลานั้นหากยินดี เงี่ยงมันมีพิษมาก เต้นพระพรากในวัง มีทังปลาสะเฅียนและปลาข่า ตื่นเต้นล่ายินดี ก็เกิดมีในสระที่นั้นแล ฯ
    ตํ วนํ อันว่าป่านั้นนาหอมสนิท สัมฤทธิ์ไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้ เทียรย่อมหื้อชมชื่นยินดี คันธะมีหลายมาก หอมแล้วซวาดตระหลบไปมา ภมราอันว่าแม่เผิ้งแกมแมงพู่ บินเข้าสู่ดอกดวงหอม บิบไปตอมผัดรอบ ร้องแล้วสอดไปมา สกุณานกทังหลายมวลมาก มีหลายหลากหลายประการ ร้องขันขานเสียงม่วน มาพร้อมส่วนศาลา เขาเกิดมาสองฅาบ คือเกิดจากท้องสกุณา และเกิดมาในไข่ ตัวน้อยใหญ่เสมอกัน มีวัณณะหลายสันหลายหลาก เป็นดั่งท่านหากได้หันมา พากันมาเกิดก้อง ส่งเสียงถ้องเซิ่งกัน โมทนฺติ ก็ชมชื่นยินดีซะซู่ กับด้วยนกตัวคู่เป็นเมีย ก็มีแลพราหมณ์เฮย ฯ

    เจตปุตฺโต อันว่าพรานเจตบุตรผู้ฉลาด อันท้าวเจตราชเมืองขวาง หากประดิษฐ์ตั้งไว้ หื้อรักษาประตูป่าไม้หิมวา ก็กล่าวกถาว่าดั่งนี้ พราหเม ดูราท่านพราหมณ์เถ้า อันว่านกหมู่หัวที เขายินดีชมชื่น เขาก็ยื่นถวายพร ว่าข้าแด่พระเวสสันดรตนปราบเหง้า พระราชะเจ้าจุ่งยินดี กับด้วยพระสองสรีลูกเต้า และนางหนุ่มเหน้ายอดเมียตน อย่าได้มีกังวลโสกเส้า ทุกฅ่ำเช้าอยู่ถาวนา แด่เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่านันทกา ฯ
    ทุติยสกุณา อันว่านกหลายมวลสะพรู่ ถ้วนสองหมู่บินมา จับสาขากิ่งไม้ ด้าวจิ่มใกล้อาสรม ถวายบังคมกราบไหว้ พระหน่อไธ้ธัมมิกกะระสี ว่าข้าแด่พระบุญมีวิเศษ ตนหมวดเกล้าเกษเป็นชี ขอพระระสีเจื่องเจ้า จุงมีอายุยืนเที่ยงเท้า อย่ารีบเถ้าโรยแรง อดใจแข็งอยู่ในเถื่อน อยู่เป็นเพื่อนช้างและเสือสิงห์ จุงรักเพาพิงลูกแก้ว กับนางเลิศแล้วเทวี แด่เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่าชีวปุตตา ฯ
    ตติยสกุณา ส่วนนกทังหลายมวลหมู่ ถ้วนสามหมู่บินมา ชื่อว่าปิยปุตตาร่ำร้อง มีเสียงก้องป่าหิมพานต์ เขาก็มานมัสการ ตามโบราณใสสว่าง เจียรจาช่างถวายพร ว่าเทวะ ข้าแด่พระภูธรเจ้าช้าง จุ่งอยู่เสพสร้างทางบุญ อย่าได้ทารุณคำเคียด จุ่งรักษาลูกน้อยเนตรสายใจ จุ่งอยู่ในป่ากว้าง ในท่าท้างดงรี เป็นระสีอยู่ต่อเท้า ทุกฅ่ำเช้ากระทำเพียรเทอะว่าอั้น เหตุนั้นจิ่งได้ชื่อว่าชีวิปุตตาปิยาชิโน ฯ
    จตุตฺถสกุณา ส่วนนกทังหลายพร่ำพร้อม ถ้วนสี่หมู่น้อมถวายพร ว่าเทวะ ข้าแด่พระเวสสันดรหน่อไธ้ อันอยู่ในป่าไม้หิมวันต์ กับด้วยเจ้าชาลีและกัณหาลูกเต้า ทังนางหนุ่มเหน้าใจบาน อดอยู่ในดงดานป่าช้าง กลางป่ากว้างดงรี จุ่งเป็นระสีตนสักสวาด กินลูกไม้หาดหัวมัน เป็นของสันตางเข้า แก่พระราชะเจ้าทังสองพระองค์ ใส่ใจสรงเสพสร้าง อย่าละม้างกระทำผล อย่าได้มีกังวลเดือดร้อน ลำบากข้อนขมใจ จุ่งหื้อมีไมตรีชมชื่น ไหว้นบยื่นเปลียวไฟ เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่าปิยะปุตตา ฯ ปิยวนฺทา สกุณา อันว่านกทังหลายสี่หมู่ บินเข้ามาสู่ศาลา บินไปแล้วบินมาสองตราบข้าง ร้องถ้องช่างปูนฟัง เขามาแปลงรังดีที่นั่ง แทบข้างฝั่งโบกขรณีก็มีแล ฯ

    วนํ อันว่าป่านั้นดูงามสะอาด อันดาดาษเต็มไปด้วยไม้ทังหลาย เป็นต้นยังยายอยู่ ถ้องแถวหมู่ปุปผา เป็นดั่งฅนมาแสร้งร้อย เหมือนดั่งช่อน้อยอยู่แกมทุงนั้นและพราหมณ์เฮย ฯ พราหเม ดูราพราหมณ์เถ้า อันว่าพระยาเจ้าเวสสันตระแก่นไธ้ อยู่ป่าไม้แดนใด ท่านไปก็หากจักหันบ่อย่า ท่านจุ่งเข้าป่าดงดาน ท่านก็จักทรงพรรณวิเศษ ผูกเกล้าเกศเป็นระสี ถือขอคันรีเกี่ยวได้ ยังลูกไม้เครื่องปูชา ฯ จมฺมวาสี ท่านนุ่งหนังเสือลายสนถี่ นอนเหนือที่ธรณี ท่านยออัญชุลีนมัสการ ตามโบราณบ่เส้า ทุกฅ่ำเช้าหากเป็นวัตรพระระสีนั้นและ ฯ
    อันว่าที่อยู่แห่งพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ พรานเจตบุตรบอกไว้ดูงาม ส่วนชูชกะพราหมณ์นั้นไส้ มันก็ได้ยินคำบอกกล่าว แห่งพรานเจตบุตรนำออก กล่าวถ้อยบอกทางไป มันมีหัวใจอันซะราบ พราหมณ์ใบ้บาปจักปราไสร ยังคำอันเพิงใจไจ้ๆว่า ดูราพรานเจ้าใจต่อ เจ้าใจม่อหลานกู ส่วนว่าเข้าสะทูหลายดวงใหญ่ น้ำเผิ้งใส่ชุอัน อันนางใจหวานถี่ถ้วน แปงหื้อล้วนแก่พี่มา มีทังเข้าหนมแดกงาและเข้าก้อน หวานจีดจ้อนเชียงชิน เป็นของกินลำแห่งข้าเถ้า ปู่จักเอาไว้แก่เจ้ากว้างขวาง อันมาบอกหนทางแก่ปู่เถ้า ปู่รู้คุณเจ้าเหลือหลาย และนา ว่าอั้น ฯ

    ตํ สุตวา พรานเจตบุตรได้ยินคำพราหมณ์มากล่าวไว้ ชะไจ้ข่าวถามหา มันก็มีคาถาต้านตอบ กล่าวคำชอบแก่พราหมณ์ว่า ทุมฺเห ว สมฺปลํ โหตุ ดั่งนี้ ดูราท่านพราหมณ์ผู้บ่งามมีแปดแห่ง เถ้าพ้นแพ่งเหลือฅน เดินไพรสณฑ์ป่าไม้ กูก็หากบอกไว้ชุอัน ท่านจุ่งเร็วพลันเขี้ยวกว่า เดินไพรล่าดงไกล ส่วนของกินอันใดพอแต่ง อันท่านหากแบ่งหื้อกู คือเข้าสะทูก้อนสะทูย่อย กินได้ค่อยแรงมา มีทังเข้าหนมแดกงาและเข้าก้อนน้ำอ้อย หวานจีดจ้อยถนัดใจ กูบ่เอาในถงท่านได้ จักไว้แก่ท่านผู้เดียว อันจักเทียวไปพายหน้า เข้าสู่ป่าหนไกลและนา ฯ
    พราหเม ดูราพราหมณ์ อยํ มคฺโค อันว่าหนทางเทียวในป่าไม้ พอไต่ได้ฅนเดียว ผู้จักเทียวเข้าสู่ ที่ท้าวอยู่เป็นชี เป็นหนทางดีพลันรอด เกี้ยวสับสอดคีรี หลานยินดีจิ่งบอก แม่นปู่เจ้าจักออกพรากมา จากศาลาท่านท้าว พรากด่านด้าวดงเขียว หนทางเส้นเดียวซื่อนักและ ฯ

    ประการนึ่ง ยังมีเจ้าระสีตนนึ่งอยู่เสพสร้าง อยู่กลางป่ากว้างดงรี ชื่อว่าอจุตตระสีตนสักสวาด สันลูกไม้หาดหัวมัน เป็นของสันทุกฅ่ำเช้า บ่โสกเส้าหิงสา กระทำเมตตาภาวนาทุกเมื่อ ใจใสเชื่อยินดี บวชเป็นชีเสพสร้าง แฝงใฝ่ข้างทางเทียว ผมบ่เขียวสักเส้น บ่ตื่นเต้นโมหา มีทันตาพร่ำพร้อม เขี้ยวบ่ย้อมส่องแสงงาม มีหัวติดตามไปด้วยฝุ่น บ่ส้ามขุ่นการใด ทรงศีลใสสาโรจน์ ท่านเข้าบวชก็สดใส ด้วยใส่ใจเป็นพระองอาจ หมวดเกล้าวาดชะฎา ฯ จมฺมวาสี นุ่งหนังเสือลายถี่ถ้วน ยาวยิ่งล้วนพอวา สมาเสติ นอนเหนือดินหนาบ่มีสาด ใบไม้ลวาดรองดิน สัทธายินชมชอบ ไหว้นบนอบกองไฟ มีเปียวใสเหลือหลาก อันนี้หากเป็นวัตรแห่งเจ้าระสีทังหลาย และพราหมณ์เฮยฯ ท่านพราหมณ์จุ่งเข้าไปดะดดๆ คลานเค็ดขดเข้าสู่ ยังที่อยู่ท้าวองค์งาม แล้วจุ่งถามทุกสลอก แดนด้าวขอกมัคคา เจ้าระสีตนนั้นไส้ ก็จักบอกไว้แก่ท่านชะและนา ฯ
    อิทํ วตวาน ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลายมวลหมู่ ถ้วนหน้าสะพรู่อรหันตา ส่วนชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้าแก่ ชาติเชื้อแต่วงศ์พราหมณ์ ได้ยินคำงามแห่งพรานเจตบุตรบอกกล่าว ที่อยู่ท้าวกระษัตรา ปทกฺขิณํ กตฺวา มันก็กระทำแวดปทักษิณ ใจยินดีชมชื่น นบน้อมยื่นอัญชุลี เจ้าอจุตตระสีตนบุญกว้าง อยู่เสพสร้างแดนใด มันก็เข้าไปในฐานะที่นั้น ก็มีวันนั้นแลฯ
    จุลวนวณฺณา นิฏฺฐิตา กรียาอันกล่าวห้องจุลพน อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๓๕ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  10. #10

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๗
    มหาพน
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    มหาพน ๘๐ คาถา
    ..จิ่งนำพราหมณ์ไปตั้งอยู่ ที่ข้างกู่มัคคา ยกมือขวาสุดศอก อันจักบอกหนทางเทียว ในเขาเขียวแก้วกู่ จิ่งจากับพราหมณ์ปู่ว่า ดูราพราหมณ์ ดอยอันนั้นสูงเพียงจอมหมอก ตัดข้างขอกดงหนา ชื่อว่าคันธมทนาปูนผ่อ หินผาก่อกองกัน พระจอมขวัญเมืองมิ่ง อยู่สร้างสิ่งปารมี กับสองสรีเลิศแล้ว และนางหน่อแก้วระสีนี ท่านทะรงศีลดีวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ถือขอเรียวรีเกี่ยวไม้ หมวดเกล้าไว้เป็นชฎา หนังเสือลายมาห่มห้อย ลายพรักพร้อยเทียมตน ท่านกระทำผลชะใช่ ฅะฅ้อยไหว้เปียวไฟ..

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ กจฺฉนฺโต ภารท๎วาโช โส อจุตสฺส อจฺจุตํ อิสึ ติส๎วาน ตํ ภารท๎วาโช สมฺโมติ อิสินา สหติ
    ล่ำดับธัมม์เทศนา มาเถิงมหาพนกัณฑ์ถ้วนเจ็ดปริเฉท อันพระพุทธเจ้าหากเทสนามา ส่วนพราหมณ์ผู้หาประญาบ่ได้ มันก็อว่ายหน้าเข้าสู่ดงขวาง ด้วยหนทางอันพรานเจตบุตรหากบอก มันก็เทียวซอกป่าหิมวันต์ ก็หันอาสรมบทเจ้าอจุตะระสีหากอยู่ ในแก้วกู่ตนเดียว คันมันเทียวไปรอด ก็หันเจ้ายอดอจุตะระสี หากอยู่สร้างปารมี มันยินดีไจ้ ๆ ก้มกราบไหว้วันทา กล่าวเป็นคาถาว่า กจฺจิ นุโข โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ ดั่งนี้เป็นต้น
    ข้อขอยอมือกราบไหว้ พระบาทไธ้ระสี ฅวามสวัสดียังฅ่อยได้ บ่ห่อนไข้เป็นใด ท่านเลี้ยงตนในป่า ลูกไม้กว่าแสวงเอา หัวมันแดงขาวเป็นเหง้า ขุดเค้าอันอ่อนกินหวาน ประการนึ่งเหลือกและยุงบินมาซว่าน ริ้นร้ายร่านเหลือดง งูบ่ลงมาสอด แสวงตอดตอมกาย เนื้อทังหลายบ่ล่า ผกดั้นกว่าและรือ ฯ

    เจ้าตาปสา ระสี จิ่งกล่าวหื้อรู้ข่าวการดีว่า กุสลัญฺเจว โน พราหเม ดั่งนี้เป็นต้น ดูราท่านพราหมณ์ เรามีฅวามสุขเหลือแหล่ อยู่ด้าวแต่กลางดง เราบ่ทะรงพยาธิ์ ยาทิพย์อาบดับกังวล เราเลี้ยงตนในเถื่อน ด้วยลูกไม้เปื่อนหัวมัน กินทุกวันบ่พราก ชีวิตหากเป็นไป อโถ ฑํสา ยุงในดงรีขบปวด ริ้นร้ายรวดเหลือดง งูบ่ลงแสวงสอด บ่ต้องตอดตนเรา ฯ
    วเน ในดงเขาป่ากว้าง มีแรดช้างเสือสิงห์ เขาบ่หิงสากระทำโทษ เมตตาแล้วลวดหนีไป และพราหมณ์เฮย ฯ พหูนิ วสฺสปูคาน ิ ดูราพราหมณ์ นับดูปีเดือนนานมาก เราอยู่ป่าไม้หากภาวนา ก็หาอาพาพยาธิ์ ก็บ่มาต้องพาดกายา ท่านพราหมณ์มาโดยชอบ เราจักขอบใจพราหมณ์ ท่านเทียวทางไกลเป็นดั่งใกล้ เป็นดั่งได้เทียวเริง ท่านเพิงไต่ทางนั้นไป สองสามได้บาทย่าง น้ำในอ่างใสงาม ล้างตีนพราหมณ์ทังคู่ แล้วเข้ามาสู่โรงเราจากันเทอะ ฯ
    ดูราพราหมณ์ อันนี้หมากคับทองกินฝาด หมากหาดส้มกินนาน หมากซางหวานปานใจใฝ่ แตงหน้อยใหญ่กินลำ เราหากนำมาทุกสิ่ง หวานยิ่งอ้อยเมืองฅน ท่านเทียวหนเดินเทศ กินหื้อหายเหตุพักใจมาฯ อิทมฺปิ ปานิยํ สีต ํ ดูราท่านพราหมณ์ น้ำอันนี้ใสก็ใสเย็นก็เย็นชื่นช้อย ไหลแต่ท้องน้อยดอยเขียว เราเดินเทียวไปอาบ ตักแล้วหาบนำมา น้ำกินราฅ่ำเช้า เชิญพราหมณ์เถ้าดูดกินพลัน ด้วยแต่อันกินลูกไม้ กินอิ่มได้แรงมา และพราหมณ์เฮยฯ

    เมื่อนั้น ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินดีชมชื่น ยอมือยื่นไหว้ระสีว่า ข้าแด่เจ้ากู ท่านแต่งปูชาแขกแก้ว ข้าก็รับเอาแล้วจ่ำเริญใจ อาหารใดหลายหลาก หวานแท้มากเพิงใจ เท่าว่าด้วยมีแท้ผู้ข้า จักใคร่หันหน่อท้าว ตนปราบด้าวเมืองไทย ลูกพญาสัญไชยอะคร้าว เป็นหน่อท้าวบุญเรือง ชาวเมืองขับหนีจาก ขับท้าวพรากเมืองมา พระราชาชื่นช้อย ข้าน้อยใฝ่หุมหัน ท่านยังรู้ทางอันใดขอกล่าว หื้อรู้ข่าวจักไป แด่เทอะฯ
    เจ้าตาปสาระสีจักกล่าว หื้อรู้ข่าวคำจา จิ่งกล่าวคาถาว่า น ภวํ เอติ ปุญญตฺถํ สีวิราชสฺส ทสฺสนํ ดูราพราหมณ์ ท่านมานี้ดูบ่ชอบ บ่ประกอบด้วยการบุญ หวังหันขุนหน่อไธ้ หวังใคร่ได้สิ่งอันใด เราร่ำเพิงในใจหื้อรอด รอยว่าใคร่ได้นางยอดมเหสี ผู้กระทำวัตรดีผ่านแผ้ว แห่งหน่อแก้วเวสันดร ฯ อันนึ่ง ท่านจักไปวอนขอฅะฅ้อย ขอลูกหน้อยท่านญิงชาย ชื่อว่าชาลีสายใจธิราช นางแก้วอาจกัณหา ท่านจักเอาไปเป็นข้าใช้ ตีต่อหน้าตีนมือ บ่อั้นท่านจักขอสามศรีงามลือชาติเชื้อ ลูกอ่อนเนื้อเป็นเมียตน ท่านอยู่ในไพรสณฑ์ป่าไม้ ทุกข์ยากไร้บ่มีสัง ชื่อว่าเงินฅำช้างม้า ฝูงหมู่ข้าญิงชาย พระบุญผายเป็นเจ้า ท่านบ่มีเข้าสักเยีย ท่านเท่ามีลูกเมียกับลูกท้าว อยู่ด่านด้าวเขาฅำพุ้นแลฯ

    ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า จักล่ายเจ้าระสี เป็นคำดีวิเศษ บ่หื้อได้เฅืองเคียดโกธาว่า อ กุทฺธรูปาหํ โภโต นาหํ ยาจิมุมากโต ข้าแด่เจ้าระสีตนวิเศษ ท่านอย่าได้เคียดผิดใจ ข้าเดินไพรทุกเมื่อ บ่เท่าเพื่อจักขอ ข้านี้คึดใจพอฅะฅ้อย ใคร่หันหน้าพระยอดสร้อยราชา กรียาอันได้อยู่เป็นเพื่อน ในถ้องเถื่อนเป็นชี ฅวามสุขมีแฅวนมาก ข้าน้อยหากหุมหัน ท่านทะรงธรรมงามจะจ่อน ข้าบ่ห่อนเคยหัน ไพร่อธรรมจำพราก ขับท้าวจากเสียเมือง ผิว่าท่านยังรู้ ยังที่อยู่เจ้าบุญเรืองเจ้าฟ้า จุ่งบอกข้าจักไปแด่เทอะฯ โส ตสฺส วจนํ สุต๎วา
    เจ้าอุจตตะระสี ได้ยินคำดีพราหมณ์กล่าวแก้ ก็ใส่ใจว่าคำนั้นมีแท้ดีหลี พระระสีเชื่อคำล่ายปู่เถ้า จิ่งกล่าวว่าดูราพราหมณ์ ท่านจุ่งอยู่ยั้งเซา กับด้วยเราฅืนนี้ก่อน กูจักผ่อนสำแดงหนทาง เข้าดงขวางป่าไม้ เข้าสู่พระหน่อไธ้ระสี ยังผลามีเหลือแหล่ หื้อพราหมณ์เถ้าแก่ดากิน เจ้าระสีบ่เศร้า ก็หื้อพราหมณ์เถ้านอนฅืน

    ในวันลูนรุ่งเช้า ตาวันส่องเข้าเขาฅำ จิ่งนำพราหมณ์ไปตั้งอยู่ ที่ข้างกู่มัคคา ยกมือขวาสุดศอก อันจักบอกหนทางเทียว ในเขาเขียวแก้วกู่ จิ่งจากับพราหมณ์ปู่ว่า เอส เสโล พราหเม ปพฺพโต คนฺธมทโน ดั่งนี้เป็นต้น ดูราพราหมณ์ ดอยอันนั้นสูงเพียงจอมหมอก ตัดข้างขอกดงหนา ชื่อว่าคันธมทนาปูนผ่อ หินผาก่อกองกัน พระจอมขวัญเมืองมิ่ง อยู่สร้างสิ่งปารมี กับสองสรีเลิศแล้ว และนางหน่อแก้วระสีนี ท่านทะรงศีลดีวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ถือขอเรียวรีเกี่ยวไม้ หมวดเกล้าไว้เป็นชฎา หนังเสือลายมาห่มห้อย ลายพรักพร้อยเทียมตน ท่านกระทำผลชะใช่ ฅะฅ้อยไหว้เปียวไฟ เอเต นิลา
    ดูราพราหมณ์ ไม้ทังหลายเหลือแหล่ มีด้าวแต่กลางดง ทะรงรูปงามจะจ่อน พร่องผ้งสุกอ่อนปูนกิน เป็นแต่ดินสะอาด เพียงอากาศสูงเรียว เขาเขียวงามผ่านแผ้ว เขียวดั่งแก้วเอนชัน ไม้สะเฅียนอันบ่แผก ไม้ตระแบกหูกวาง ไม้ยางเขียวเป็นช่อ ไม้สะฅ้อเปลือกบาง ไม้รังมีกลางป่า ปูนดีล่าเดินดง ลมชอยลงกิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมหันงาม ดั่งชายลามกินเหล้า นั่งล้อมเฝ้ากันนั้นและฯ
    อุปริ ตุมาปริยาเยสุ นกทังหลายมีมาก ซะซ้าวหากเหลือใจ บินไปมาเสี้ยวสอด บนยอดไม้สูงเรียว ร้องเซียว ๆทุกแห่ง ดั่งเสียงขับทิพย์แต่งปูนฟัง นกโพนดกร้องดังเสียงชื่น ตระเหว้าตื่นตามลาง บินขันขวางป่าไม้ แดนแต่ใกล้อาราม นั้นและฯ
    ไม้ทังหลายอเนก เป็นดั่งรู้ควักรู้เรียกฅนไป ควรสนุกใจปานใฝ่ แห่งฅนผู้ไต่เดินดง ฅนฝูงใดอยู่เก่า สุขร้อยเท่าใจบาน พระชินมารหน่อท้าว ลือทั่วด้าวธรณี อยู่เป็นชีชื่นช้อย กับลูกน้อยสองฅน ท่านทะรงพรรณวิเศษ เอาเพศเป็นชี ขอคันรีแต่งไว้ เกี่ยวลูกไม้ผลา หนังเสือหนาลายพรักพร้อย เอาห่มห้อยกายา อยู่ปูชาไฟบ่ขาด เทียรย่อมปรารถนาเอา สัพพัญญูเลายอดฟ้า และพราหมณ์เฮย ฯ
    อมฺพา ชมฺพู ปติฏฐา จ นีเจ ปกฺกา ไม้ม่วงและชุมพู หมากขวิดดูเหลือหลาก มีลูกมากเจือจาน หมากเดื่อหวานนักแก่ ลูกแต่เค้าเถิงปลาย ไม้ทังหลายเหลือแหล่ มีนักแท้พอการ ในดงดานทุกสิ่ง จำเริญยิ่งพันพวง ในดงหลวงทุกก้ำ มีแม่น้ำกินหวาน ผิวใสงามเลิศแล้ว เป็นดั่งแก้ววิทูร มีปลาสูนฝูงเต่า ลอยเหล้นเล้าไปมา มีกลิ่นคัณธาหอมยิ่ง ถ้วนทุกสิ่งเหลือใจ ไหลลงมาแต่ท้าง ถัดแต่ข้างดอยฅำ ฯ
    อันว่า โบกขรณีใหญ่กว้าง มีแต่ข้างอาสรม มโนรมย์เรียงราบ ท่ากว้างอาบเย็นใจ จังกอนเต็มทุกพายทุกขอก อุบลดอกเขียวงาม เหมือนอารามแต่ฟ้า ถ้วนหน้าชื่อว่านันทวนุทยานนั้นและฯ ดอกอุบลมีสามสิ่ง เกิดพร้อมยิ่งดูดี ในสระโบกขรณีทุกขอก ผ้งเป็นดอกบานงาม ประจิตรจามแกมด้วยหว่าง มีวรรณะต่างหลายพันธุ์ ลางอันขาวผายผ่อง ลางอันส่องผิวแดง ดั่งเลือดแฝงกันอยู่ ตั้งเป็นคู่ยายกอ นั้นแลฯ

    เจ้าระสีหน่อแก้ว กล่าวยิ่งแล้วคองดี ยังโบกขรณีเป็นเค้า หื้อพราหมณ์เถ้าแต่งหุมหัน ทีนี้จักพรรณนามุจรินท์อันยิ่ง เจ้าจิ่งกล่าวคาถาว่า โ ขมา ว ตตฺถ ปทุมา เสตฺโสคันธิเยหิ จ ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์ ดอกบัวขาวทังห้า ขาวดั่งผ้าโขมา หันเหลือตาแต่ก้าน ดอกพ้านเพื่อนจังกอน ผักตบชอนทังผักฅาบ หันมีมากเหลือตา ในดงหนาชุก้ำ ข้างแม่น้ำมุจรินท์ กุมภิรา จ จะเข้และปลาข่า มังกรล่าไปมา ปลาดุกทังเต่าน้ำ ฅะฅ้ำแล่นตามกัน ดูราพราหมณ์ ดอกบัวขาวงามมีมาก เกสรหากเหลือใจ หาที่สุดบ่ได้ซ้ำ ทั่วฝั่งน้ำทุกพาย ในยามหนาวและยามร้อน บานแบ่งพร้อมเสมอกัน น้ำในวังเพียงหัวเข่า มีหลายเผ่าปูนดู ดอกสารภีแย้มยอด ลมพัดรอดราวไพร งามพอใจทุกสิ่ง ประจิตร(ไพจิตร?)ยิ่งพอตา แม่เผิ้งบินมาทุกสลอก ตอมดอกไม้เหนือดง เต็มทุกพงป่ากว้าง แดนแต่ข้างอาราม
    ดูราพราหมณ์ ริมวังสูงป่ากว้าง สองป่างข้างมุจรินทร์ ในแดนดินที่ใกล้ ต้นไม้งามหากเหมาะ ไม้โกมเกาะมีเหลือแหล่ แคฝอยแต่กลางดงราม ไม้ทองหลางเป็นดอก บานทุกขอกหอมไกล อํโกรา ไม้ประจิตรงามเป็นหยุม มีใบพุ่มแฝงกัน ไม้หมากทันและปาริชาติ ใกล้อาวาสท้าวบุญพิง ไม้กากะทิงทุ่มน้ำ มีชุก้ำอาราม มุจรินทร์งามแง่ แดนท้าวแต่ริมวัง ในหิมวันต์ทุกขอก ไม้ขัดหมอกหนาหนำ ไม้ยางพรายเป็นหมู่ ยางพรายขาวอยู่แฝงกัน มีทังไม้โมกมันและหมากพร่อง เป็นแถวถ่องอยู่ในไพร และพราหมณ์เฮย ฯ
    เอตถ อุตฺกตฺตสฺมึ ดูราพราหมณ์ ในดงขวางมีชุก้ำ แทบฝั่งน้ำทุกพาย สระงามหลายบัวบานสะพรู่ ผักบุ้งอยู่เป็นกอ ถั่วตาเสือและถั่วค้าง อยู่ตามข้างอาราม ถั่วเงินงามเครือแลบ หมากแปบอยู่เกี้ยวปลอมเครือ น้ำสระเฟือนเฟือยะย่อง น้ำข้างฝั่งผะผาง มีทังสายลายน้ำ ชุก้ำย่อมฟูแหน หมากลางลิงแลนทุกเทศ ต้นสีเสียดยายแยง ผักโหมแดงเหลือแหล่ มีด้าวแต่อาราม เครือเขาเอนงามสะพรู่ ตั้งต้นอยู่นองนัน ดอกลายพันสะพรู่ เกี้ยวไม้อยู่เถิงปลาย ฅนทังหลายตัดดอก หอมรสออกเจ็ดวัน มีคัณธะทั่วหล้า ผับในป่าหอมไกล มุจรินทร์ใสสามแง่ มีอยู่แต่ข้างริมวัง ดูงามฝั่งดอกไม้ มีที่ใกล้อาราม ผักตบงามเป็นดอก ผิวเหลืองหมอกซอยทอย ตามราวดอยงามสะอาด ปานอากาศใสงาม ฝูงฅนรามทัดดอกไม้ หอมรสได้เจ็ดเดือน หอมเชือนไปทุกขอก ลมพัดรอดผับดง เอ็งชันลงเขียวเหลือแหล่ เอ็งชันขาวแพร่ในไพร กัณณิกาแดงผ้งเป็นดอก บานทุกขอกเป็นแถว ไม้ซ้อมแมวมีมาก ด้าวนั้นหากดูท่างคอย ในดงดอยทุกฟาก มีเป็นเครือหากเต็มไป ควรสนุกใจมีมาก ป่านั้นหากปูนเคย ยอเฟือยเจือดอกไม้ วังแวดใกล้อาราม แม่เผิ้งงามตอมดอก บินทุกขอกเนืองนัน พรรณพวงตามดอกไม้ บินแอ่วใกล้สนกัน ฯ
    ตีณิ กกฺการรุชาตานิ ดูราพราหมณ์ หมากฟักมีสามสิ่ง ใหญ่แท้ยิ่งกินหวาน เป็นสถานริมทางแห่งหั้น ที่นั้นว่ามุจรินทร์ ลูกเหนือดินปานใฝ่ ใหญ่แท้เท่าไหตาล หมากฟักมีประมาณหลายเผ่า ใหญ่แท้เท่าไหราม มีอยู่หลายสามส่ำ ใหญ่แท้พร่ำกอยวง มีทังสวนผักกาด ใกล้อาวาสสันดอน หอมเทียมทังหอมบั่ว มีทั่วเท้าราวไพร พร้าวตาลยายใยเป็นหมู่ ตั้งต้นอยู่เรียงกัน ดอกผักตบอันดวงใหญ่ พอบิดใส่ถงพา และพราหมณ์เฮยฯ

    อปฺโผตา สุริยวลฺลี จ ดูราพราหมณ์ เครือเขานางเป็นหมู่ หนามดินอยู่เป็นเจือ ชะเอมหวานเครือต้นใหญ่ คราวป่าใช่พอดี อโศกมีเหลือแหล่ อยู่ใกล้แต่ดงราม ดอกเข็มขาวงามชื่นช้อย สลิดดอกสร้อยเทียมเครือ ฯ หญ้าหางช้างวิเศษ ชะเอมเทศหอมไกล มีในไพรทุกขอก มีทังดอกซ้อนหอมไกล เกี้ยวขึ้นไปเกาะยอด มุงยอดไม้เถิงปลาย กวาวเครือใยเกาะกอดไม้ เกี้ยวแต่ใต้เถิงบนฯ กเตหุรา ปวาเสนฺติ ไม้ชุมแสงเหลือแหล่ ต้นฝางแก่แดงงาม ในดงรามดอกเค็ดเค้า หอมทั่วด้าวดงดาน ดอกสถานและหญ้าหานไก่ ชาติบุตรไขว่ตายหาน บัวบกบานปูนผ่อ ตั้งช่ออยู่หลวงหลาย มีฝ้ายเครือและฝ้ายเทศต้น ดูดอกล้นเหลือตา กัณณิกาฅำผ้งเป็นดอก บานทุกขอกเหลืองงาม พันพวงชามปั่นย้อย เหมือนดั่งสร้อยฅำแดง เฝือแฝงเรืองรุ่ง พุ่งขึ้นดั่งเปียวไฟ นั้นแลฯ
    ปุปฺผานิ จ ดอกไม้ฝูงอันกูว่า มีในป่าหิมพานต์ บานในบกและในน้ำ มีชุก้ำเรืองงาม หิมพานต์ทุกขอก มีดอกไม้เจือกันไป น้ำวังใสชมชื่น ปูนดีตื่นลอยไป โบกขรณีน้ำใสชุก้ำ ในแม่น้ำสัตว์แฝง ปลาหางแดงและปลาปีก ปลาดุกหลีกกันไป จะเข้ไวลอยเลื่อน ปลาขาเพื่อนมังกร ปลาไนซอนสะพาก ปลาเสือมากสิกแกง ปลากั้งแดงและปลาฅ้าว มีทั่วด้าวโบกขรณีนั้นและฯ
    มธุจ ประการนึ่ง รวงเผิ้งกินหวานนักแก่ ตัวแม่ช่างบินหนี ผักบุ้งมีเครือใหญ่ ครามป่าใช่พอดี หญ้าเหนี้ยวหมูมีมาก ต้นไม้หากเหลือใจ สัตตบุษมีไปทุกสิ่ง ชะเอ็มยิ่งกินหวาน สุรพีการดวงใหญ่ ตักกันไขว่เจือจาน สมุนเพ็กมีทุกอันทุกสิ่ง กินหวานยิ่งเป็นยา เนียมพะสีและขักมอก โกฐสอดอกเรืองราย ดอกฅำมีหลายเหลือแหล่ นอกน้ำแต่กลางดง ขมิ้นฅำเหลืองดงงามอร่าม หรดานงามทุกแง่ คำคุณแพร่เต็มไพร โกฐสอใดมีมาก ไม้แหนหมากลำมูล การะบูนมีเหลือแหล่ สมุนแว้งแพร่เต็มไพร ในป่านั้นนามีทุกสิ่ง ยาทิพย์ยิ่งเหลือใจ ในดงไพรที่ท้าวอยู่ คันเข้าอยู่ก็เย็นใจ และนาพราหมณ์เฮยฯ

    อเถตถ สีหา พยคฺฆา จ ส่วนราชสีห์และเสือโคร่ง เสือเหลืองโก่งหลังนอน มีทังพังพอนและยักษ์ขินีเป็นหมู่ แม่ช้างคู่ทั่วพาย ทรายเอ็นเห็นมูตหางมาก เห็นอุ้มหากหุมเร็ว ละมั่งงามเทียวองอาจ ฟานเหลืองหยาดกันเทียวฯ
    สุโนปิจ หมาดำแกมหมาด่าง ลางตัวก่านตัวขาว จ่อนหางยาวหยอกกันย่าง มีทังบ่างและนางนี ค่างจูงกันหนียะยุ่น ลิงจ่อนจุ่นปาวเฟือย กวางเขาเงยเป็นค่า ละมั่งกว่าชมกัน หมีหางดำหางสั้น งัวเถื่อนดั้นกอบง พังพอนพงแรตช้างร้าย แมวเถื่อนผ้ายเป็นชุม อ้นช่างหุมกับอ้นแดงใหญ่ สนสานไล่ขบกัน กลางดงลานมีฅวายเถื่อน จิ้งจอกเพื่อนหมาไน ปลอมเข้าไปในราวป่า บินเหล้นล่าหากัน มีทังแลนฅำตัวพู้ แล่นสอดสู้ตัวเมีย ชักก่าเรียงหัวนอนกองเป็นหมู่ ทรายคู่ผัวเมีย กระต่ายเจือไปเป็นหมู่ ฝูงแร้งจับอยู่สาขา ส่วนราชสีห์ตัวแห้ว เสือลายแผ้วไล่เสือปลา
    นกยูงนั้นนามีหลายเถื่อนถ้อง สีทูดร้องปูนกลัว สีขาวดีมัวหม่นมูต นกก้นพูดผิวแดง มีทังนกแคงนกเขาใหม่ เอี้ยงก็ไล่ขบกัน ร้องกลางวันยามเที่ยง เสียงหวิดเหวี่ยงปูนฟัง นกยางเฟือยและนกยางกรอก โพนดกออกหาปลา นกขวาและนกขุ้ม แต้แวดกลุ่มกันไป แหลวหลวงกับแหลวก็อด บินเสี้ยวสอดจับคอน นกค้อนหอยลอยเลียบฝั่ง นกอั่งและนกผาหีบ พากันรีบลงมา นกปะทาไปเป็นหมู่ คับแคอยู่สาย ๆไก่เถื่อนหลายมีมาก นกขวากร้องเสียงจาน นกคีวางแวนเป็นคู่ นกกวักอยู่ในลอม นกกาแกชอมเป็นหมู่ นกตู้คู่นกดาว นกยางขาวมีใช่ช้า นกจอกฟ้าเป็นชุม นกกางเขนหุมช่างฟ้อน นกออดอ้อนร้องฅอ ๆ
    มีทังนกตระไหนและนกการวีก ร้องหวีด ๆเสียงดี มีทังนกชุยซุยปากเส้า ทังนกเค้าตุ่มตาหลวง นกพันธุ์พวงมีมาก ช้าย ๆหากเหลือตา ร้องบินมาหลายหมู่ จับไม้อยู่สะหวา นกสาริกาอยู่ร้อง เต็มเถื่อนถ้องดงดาน เขาชมบานเป็นคู่ ผัวเมียอยู่คอนเดียว ร้องเสียงเซียวในป่า บินแล้วล่าตามกัน เสียงเนืองนันชุห้อง ลือทั่วท้องดงดอย มีทุกพงป่าไม้ใหญ่ เกิดในไข่สองที ปีกหางรียาวมาก ตาขาวหากหลายพันธุ์ เกิดมากับกันด้วยไข่ งามแท้ใช่สามานย์ ในดงดานป่ากว้าง แดนแต่ข้างอาราม จับกันอยู่ชามร้อง ตัวพู้หย่องเสียงขัน หากเนืองนันชมชื่น ช้าย ๆตื่นเถิงใจ หงอนตั้งงามไว้จะจ่อน สร้อยฅออ่อนแววเขียว ขันเสียงเซียวชมชื่น เกิดต้องตื่นเต็มไพร
    นกออกไฟไปเป็นเพื่อน หมู่ไก่เถื่อนในดง หงษ์ขาวมีชุก้ำ ดีเดียบน้ำเป็นชุมกัน นกกดดำและแหลวก็อด นกเค้าสอดไปมา นกกะลิงดาร้องเต็มเถื่อน แขกเต้าเพื่อนสาริกา นกไฟเขียวมาในเถื่อน นกไฟเหลืองเพื่อนไฟแดง มีหลายชุมแชงในเถื่อนถ้อง นกจีชุบร้องแล้วเลียบผับดง นกหัสดีลิงค์ลงเป็นหมู่ งางอนคู่ดูงาม นกกินปลีชามเต็มเถื่อน นกแขกเต้าเพื่อนหงษ์ฅำ ไก่หยองกับนกออก มีทุกขอกและหงษ์เหลือง หงษ์ขาวเฟืองแย้มยอด ย่อมสอดร้องหากัน นกประหิดนันทุกขอก โพนดกออกสับคอน
    นกตระเหวาวอนและจากะพาก หงษ์แดงมากเป็นชุม นกจอกรุมดั้นเป็นหมู่ กาพากลู่กินปลา หัสดีลิงคาปากกว้าง เหมือนดั่งช้างพลายสาร ร้องขันขานหากันซ้าว ๆ คือเมื่อเช้าฅ่ำยังยาย นกทังหลายเหลือแหล่ มีทังนกแคแด่พอนงาม ขับเสียงสานเพราะม่วน จับกิ่งไม้ร่วนหากัน ร้องขับขานเป็นหมู่ จับไม้คู่ผัวเมีย ร้องนมเนียชมชื่น ปูนดีชื่นสนุกใจ หมู่นกมีเต็มในป่า ร้องบินกว่าตามกัน มีหลายพันธุ์ต่าง ๆ จับอยู่หว่างเขาฅำ ประทำเสียงมี่ก้อง สาวสู่ร้องชมกัน ในหิมวันต์ชุก้ำ

    ข้างฝั่งน้ำมุจรินทร์ กลางดงดินมีกระต่าย ทรายม่ายเสือหมี หมู่ช้างมีในป่า ย่อมเทียวกว่าตามกัน เครือเถาวัลย์มีเป็นหมู่ เกี้ยวไม้อยู่นุงนัง ฝูงกวางมีในป่า ทรายล่าเหลือดง และพราหมณ์เฮยฯ เอตถ สามา พหุกา ดูราพราหมณ์ เข้านกมีเหลือแหล่ เข้าเดือยแพร่เป็นกอ เข้าสาลีนั้นนาขาวมาก บ่ตำก็หากเป็นสาร อ้อยกินหวานบ่หน้อย ยิ่งกว่าอ้อยเมืองฅน ก็มีและฯ ดูราพราหมณ์ หนทางนี้มีผู้เดียวเทียวไต่ได้ แม่นจักไต่ไปสู่อาสรม แห่งท้าวอุดมเวสสันตรราช แม้นจักคลาคลาดเทียวมา เป็นอันซื่อนักหนาบ่คดคอด ฅนใดไปรอดแก้วกุฏี ก็บ่มีฅวามอดอยาก เขาอิ่มปากต่อเท้าทีฆา อาหารนานาบ่กลั้นอยาก บ่ล้ำบากในใจ เจ้าตนใดหน่อท้าว อยู่ในด่านด้าวดงรี กับเทวีและลูกน้อย อยู่แดนอ้อยดอยฅำ ท่านทรงศีลธรรมวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ขอคันรีแต่งไว้ เกี่ยวลูกไม้นำมา นุ่งหนังเสือหนาใหญ่ นอนร่มไม้เหนือดิน ยินใจดีทุกเมื่อ ใจเจ้าเชื่อนิพพาน ก็มีและพราหมณ์เฮยฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิตํ สุต๎วา พราหมณพนฺธุํ อิสึ กต๎วา ปทกฺขิณ ํ ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสาโรจน์ ส่วนว่าเถ้าโคตรชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำงามแห่งเจ้าระสีกล่าว ได้รู้ข่าวทางไป มันดีใจบ่หน้อย กับด้วยพระยอดสร้อยระสี พราหมณ์มีใจหุมกว่า เดินด้าวป่าดงฅำ มันก็กระทำปทักษิณเวียนนอบ ถ้วนสามรอบตามประเวณี ยออัญชุลีกราบไหว้ จะไจ้กล่าวสาธุการ มีใจบานชื่นช้อย กล่าวอำลายอดสร้อยระสี พระยาเวสสันตระบวชเป็นชีอยู่สร้าง หนท่าทางแดนไกล มันก็เทียวไปชะไจ้ เข้าสู่ที่พระเหง้าไธ้กระทำธรรม ก็มีวันนั้นแลฯ
    มหาวน วณฺณา นิฏฺฐิตา กรียาอันสังวัณณนา มหาพน อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๘๐ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...
หน้า 1 จากทั้งหมด 3 หน้า 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด