หน้า 2 จากทั้งหมด 3 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 11 ถึง 20 จากทั้งหมด 25

กระทู้: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

  1. #11

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๘
    กุมาร
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    กุมารปัพพ์ ๑๐๑ คาถา
    ....ความตริวิตก ก็เกิดมีแก่พระมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าท่านหันผลาญ พระภูบาลจิ่งฅนิงใจเล่าว่า พราหมณ์กระทำแก่ลูกเต้ากูเหลือใจ กูบ่อาจธำรงตนอยู่ได้ ร้อนวู่ไหม้หัวใจกู มากูจักไปตามพราหมณ์ผู้นี้ แล้วข้าหื้อตายหงายไว้แล้ว เอาลูกแก้วพ่อฅืนมาเทอะคาฯ กูจักถือเอากงธนูข้างก้ำซ้าย ฅะฅ้ายวาดยิงพราหณ์ จักถอดเอาสรีกัญไชยงามเถี่ยนกล้า ไปไล่ข้าหื้อพราหมณ์ตายและคา ฯ มันมาขอเอาดายบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อด้วยง่ายปันดี มันพ้อยมาตีลูกกูต่อหน้า..

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ ชูชโกปิ อจุตฺตาปเสน กถิตมคฺเคน กนฺตวา ยาว จตุรสฺส โปกฺขรณี ตีรํ ปตฺวา จีนฺเตสิ ฯ
    ล่ำดับธัมม์เทสนามา ส่วนว่าชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า มันก็ไต่เต้าไปตามหนทาง อันเจ้าอจุตตะระสีหากบอกกล่าวแก่ตนนั้นชุอัน มันก็ไปจุจอด ต่อเท้ารอดตระพังวังโบกขรณี อันมีสี่แจ่งเสมอกันแล้ว มันก็ฅนิงใจว่าสันนี้ ว่าวันนี้ก็เป็นกาละอันฅ่ำแล้ว ปางนี้นางแก้วราชะมัทที ยังผ้งไปแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ในป่าไม้ก็จักดามาและ ฯ มาตุกาโม ชื่อว่าแม่ญิงทังหลาย เทียรย่อมห้ามเสียยังทาน บันดาลหื้อเป็นอนธะรายแก่ทานทุกเมื่อด่าย อหํ ควรกูนี้ยั้งนอนในที่นี้หื้อสบายก่อนเทอะ ฯ ตกในวันลูนพรูกเช้าพอดี เมื่อนางมัททีเข้าไปป่าแล้ว กูเยียะเข้าไปสู่พระเวสสันดร จักวอนขอเอาลูกแก้ว ได้แล้วค่อยหนีไปเทอะว่าอั้น ฯ
    ตํ พน รตฺตึ ในกลางฅืนใกล้รุ่งรวายตรี นางราชะมัททีเทวีระสีนี ก็มาฝันหันหลาก นิมิตรมากปูนกลัว เอโก ปุริโส ยังมีชายผู้นึ่งดำ ๆเนื้อมันก่ำเหมือนหมี นุ่งผ้าดีย้อมฝาด ผืนนึ่งนุ่งพายใน ผืนนึ่งสะไบพายนอก มาทัดดอกไม้แดงสองหู ผ่อเล็งดูหย้อหยาบ มือถือดาบแคนตา เข้ามาสู่บัณณศาลานางแล้ว ก็ฅ่ำราบนางแก้วมัทที ยับเอาเกษีหมวดเกล้า หื้อนางท่าวนอนหงาย แล้วขวักเอาตานางนายทังคู่ แล้วตัดเอาต้นแขนนางกว่า ยกขวานผ่าหัวอก จกเอาหัวใจได้แล้ว นางแก้วไห้เกิดติงตาย แล้วถือเอาวัตถุทังหลายหนีกว่า เข้าสู่ป่าไม้ไปพลัน
    สา ปภุญฺจิตวา นางราชะมัททีหลับบ่ทันชื่น นางแก้วก็ตื่นกระชังฝัน นางบ่เคยหันหลาก ตกใจมากนักหนา ว่านิมิตระคำฝันนี้นา ก็เป็นอันพือสะเพิงกลัวมากนักหนา นางพระยาจิ่งคึดรอด เถิงท้าวยอดโพธา ว่าบ่มีไผมาแก้ หื้อรู้ถี่แท้แก่ตนกู เท่ามีสรีบุญชูเวสสันดร นางจิ่งลุกจากที่นอนตนแล้ว ห่มผ้าหื้อลูกแก้วบัวออน จิ่งไปสู่พระเวสสันดรวะเวี่ยง ยามสงัดเที่ยงกลางฅืน นางก็ไปยืนตีต่อย ค่อยตีแป้นประตูศาลา เพื่อสัญญาหื้อท้าวตื่น เพื่อใคร่รู้แจ้งชื่นคำฝัน ก็มีแล ฯ
    ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้า นั่งอยู่เฝ้าภาวนา ได้ยินประตูศาลาดังกะกาก เสียงหลากแท้นักหนา พระกระษัตราตนยิ่ง ท้าวจิ่งพิจารณาดู ว่าไผมาตีต่อยประตู ผิว่าผีก็หล้างต่อยพายบน ผิว่าคนก็หล้างต่อยท่ำกลาง ผิว่าเป็นสัตว์ติรัจสานก็หล้างต่อยพายต่ำ เจ้าก็พร่ำรู้ว่าเป็นฅน พระทสพลจิ่งถามว่า ไผมาต่อยประตูกูท้าว
    เมื่อนั้นสรีบุญชูนุชนาฏ จิ่งจาวาทคำไข ว่าสรีบัวใยมัททีและพระเหนือหัวเฮยฯ พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า ดูกรานางในกาละบัดนี้ ดั่งรือนางพ้อยมาม้างเสีย ยังคำกติกาอันเราได้หื้อแก่กันสันนี้แล้ว นางแก้วจิ่งจักมาและคา
    นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ผัวตน ว่าข้าแด่พระทสะพลเป็นเจ้า ข้าน้องเหน้าฝันหลาก นิมิตรมากปูนกลัว แล้วก็เล่าคำฝันชุประการหั้นแล ฯ

    ส่วนมหาสัตว์เจ้า พิจารณาดูเล่ายังคำฝัน เจ้าก็ทันรู้รอดด้วยประญายอดเมธี อันว่าทานปารมีจะบัวรมวลแก่กูท้าว ในด่านด้าวหิมพานต์นี้ชะแล ฯ ในวันพรูกนี้ยาจกจักเข้ามาขอ เอาลูกสอบอทังคู่ ควรกูกล่าวเล้าโลมนางหื้อหายโสก วิปโยคไหวฅลอน แล้วเจ้าเวสสันดรก็กล่าว แก่นางน้องเหน้ามัทที ว่าดูรานาง ในกาละเมื่อก่อน นางเคยนอนสาดอ่อนผืนดี ได้เสวยอาหารดีอันลำ ใส่ถาดฅำชุมื้อ บัดนี้นางมาทรงเครื่องระสี อยู่ที่กินที่นอนบ่ดี ลำบาก กินมูลหมากไม้ตางเข้า รอยว่าธาตุนางเหน้าข้ำเขือก เยือกฝันหันยังนิมิตรอันบ่ดี นางจุ่งแปงใจดีสุภาพ อย่ากล้าหยาบกลัวสังเทอะฯ
    มหาสัตว์เจ้า อุบายเล้าโลมนางราชะมัทที ด้วยคำดีดั่งนี้แล้ว ก็ส่งหื้อนางแก้วฅืนเมือ ก็มีวันนั้นแล ฯ

    สา วิภาตา ในกลางฅืนนั้นรุ่งแล้ว ส่วนนางแก้วยอดธิดา ก็มากระทำวัตรปฏิบัติผัวตน ด้วยไม้สีฟันและน้ำซ่วยหน้า กวาดเผี้ยวชำระพระบัณณศาลา แห่งมหาสัตว์เจ้าแล้ว ก็อุ้มเอาลูกแก้วทังสอง จูบชมดอมกระหม่อมซะไซ้ นางหน่อไธ้สั่งจา ว่าดูราเจ้าชาลีและนางกัณหาเฮย ฅืนนี้ยามจักใกล้รุ่ง กูแม่มุ่งหลับหัน นิมิตระฝันอันหลาก ทุกข์ใจมากแก่แม่ดีหลี เขือเจ้าทังสองอย่าประมาท เหล้นจิ่มใกล้พระบาทแห่งเขือเทอะเนอ ว่าอั้น คันสั่งลูกแก้วแห่งตนแล้ว นางแก้วก็เอาลูกรักทังสอง ไปฝากไว้ในสำนักแห่งมหาสัตว์เจ้าแล้ว นางแก้วซ้ำสั่งไว้ว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า อย่าได้ประมาทหลงลืม ในกุมารทังสองพี่น้อง เจ้าจุ่งผ่อเล็งดูยังลูกรักราทังสองเทอะ
    คันนางสั่งแล้ว ก็ถือเอาเสียมและกระเช้า อันจักใส่ลูกไม้และเสียมจอดบ้อง อันจักแต่งต้องหัวมัน นางก็เช็ดน้ำตาแห่งตนเสียแล้ว นางแก้วก็เข้าไปสู่ป่าเองเดียว เพื่อเทียวหาหัวมันแลลูกไม้ เยียะร้องไห้หนีไปในวันนั้นแล ฯ

    ตตา ในกาละนั้น ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า มันก็ลงจากดอยที่นั้น ด้วยอันฅนิงใจว่า กาละปางนี้ นางมัททีหนีเข้าป่าไปแล้ว มันก็อว่ายหน้าสะเพราะเซิ่งอาสรม ด้วยหนทางอันเทียวไต่ไปได้ผู้เดียวนั้นแล ฯ เมื่อนั้น มหาสัตว์เจ้า ก็ออกมาจากบัณณศาลาแห่งตน ก็มานั่งอยู่เหนือแผ่นหิน อันมีที่ใกล้ประตูศาลา เจ้าก็ฅนิงใจว่า ยาจกจักเข้ามาและ ก็ผ่อเล็งดูหนทางอันจักมาแห่งยาจก ประดุจดั่งชายผู้มักเหล้า มานั่งเล็งดูแม่เหล้าทังหลายนั้นแล ฯ
    เมื่อนั้นสองกุมาร ก็เอากันเหล้นที่ใกล้มหาสัตว์เจ้า ส่วนว่าพราหมณ์เถ้า ก็ไปปรากฎที่ใกล้ ประตูป่าไม้อาราม โอโลเกนฺโต พระมหาสัตว์เจ้า อันนั่งเฝ้าอยู่ศาลา หันพราหมณ์มาเข้าสู่ ในแก้วกู่อาราม ก็มีใจบานงามชมชื่น หวังจักได้ยกยื่นยังทาน จิ่งปฏิสันถารกับพราหมณ์ผู้เทียวป่า จิ่งกล่าวว่า โภ ดูราพราหมณ์ ท่านจักมาช่วยเราไปสู่ เมืองแก้วกู่นิพพาน ด้วยบุตตทานอันเลิศแล้ว จักเรียกลูกแก้วชาลี หื้อไปดีรับพราหมณ์เถ้า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า อุฏฺเฐหิ ปติฏฺฐโปราณํ วิย ติสฺสติ ดั่งนี้เป็นเค้า
    ดูราเจ้าชาลีลูกรักพ่อ เจ้าจุ่งลุกม่อไปพลัน พ่อก็หันยาจกฅนขอ มาปรากฏส่องหน้า เหมือนดั่งเราอยู่ในเมืองก่อนเก่า ยาจกย่อมเข้ามาก่อนงาย จำเนียรแต่อันพ่อได้หันยาจกเข้ามา ก็มีใจสัทธาชื่นสู้ เหมือนชายผู้ร้อนกระหาย ได้กินน้ำเย็นได้แสนกระออมนั้นแล ฯ

    เมื่อนั้น เจ้าชาลีอะคร้าว ได้ยินคำท้าวพ่อตนเรียกหา จักขานจากับพระบาท จิ่งโอกาสคาถาว่า อหมฺปิ ตาต ปสฺสามิ โย โส พราหมโณ ทิสฺสติ อาวาโส ดั่งนี้ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่ายาจกไต่เต้าเทียวมา อันตนปิตาหากบอก ข้าหันแต่พายนอกอาราม เหมือนดั่งพราหมณ์ผู้วิเศษ เดินดั้นเขตเถิงรา มันเทียวมาบ่มีคู่ เข้ามาสู่อาราม คันพราหมณ์มาเถิงแล้ว จักเป็นแขกแก้วแห่งเรา คันเจ้าชาลีกล่าวแล้ว ตนแก้วจักครบยำพ่อ จิ่งลุกม่อไปตามคำเพิง นำเอาพราหมณ์ชุเยื่อง แล้วขอเอาเครื่องถงพราหมณ์ ก็มีแล ฯ
    พราหมโณ ส่วนชูชกะพราหมณ์ เล็งดูเจ้าชาลีกุมารแล้ว พราหมณ์ก็ฅนิงใจ ว่าเป็นสันใดก็แล้ว ชื่อว่าลูกแก้วหน่อพระยา จาต่อชาวเมืองก็ว่าจักข้า จาต่อไพร่ฟ้าก็ว่าจักบุบตี มีมานะไส้ใหญ่สะหาว กล้าแข็งแท้ต่าย แม่นกูขอได้แล้ว ก็จักใช้มันบ่ห่อนได้ เหตุนั้นกูก็จักฅ่ำราบแต่หัวที หื้อเจ้าชาลีกลัวก่อน แล้วเถ้าปู่หม่อมชีพราหมณ์ ก็ปัดลัดมือเจ้าชาลีกุมาร ด้วยคำว่ามึงจุ่งหลีกฟีกกูไป เมื่อนั้นเจ้าชาลีหันเหตุอันบ่ดี ก็หลีกฟีกจากหนทาง เจ้าก็ผ่อเล็งดูหน้าพราหมณ์เถ้า ตั้งแต่ตีนขึ้นเถิงหัว ก็หันปุริสะโทษอันบ่ดีในตัวพราหมณ์ได้ ๑๘ แห่ง
    เมื่อนั้นชูชกะพราหมณ์ ก็เข้าไปสู่สำนักแห่งมหาสัตว์เจ้า อันจักปฏิสันถารปากต้าน จิ่งกล่าวคาถาว่า กิจฺจิ นุ โภณโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉย ยาเปถ กจฺจิ มุลฺลผาลา พหู ข้าแด่พระระสีเป็นเจ้า อันว่าเพียธิอุบาทว์กังวล ยังมีแก่เจ้ากูอั้นชารือ อันว่าฅวามหาทุกขเวทนาบ่ได้ ยังมีอั้นชารือ ท่านยังค่อยเลี้ยงชีวิตตน ยังลูกไม้หัวมัน ยังมีมากพอฉันอั้นชะรือ เหลือกและยุงบินยะไย่ งูน้อยใหญ่ทังหลาย ชักเข็บแมงป่องบ่มากลายเบียนเจ้าอั้นชะรือ ในป่าใหญ่อันอาเกียน เต็มไปด้วยหมู่เนื้อกล้าฅะนองของป่า เป็นต้นว่าเสือโคร่งเสือเหลือง มานอนเนืองไขว่ห้าง ฝูงแรตช้างบ่อ้างมาราวี กระทำบ่ดีแก่เจ้าอั้นชา ฯ
    เมื่อนั้น มหาสัตว์เจ้าจักจาเถ้าปฏิสันถาร จิ่งกล่าวคาถาว่า กุสลัญฺเจว โน พราหเม อนามยํ ดูราท่านพราหมณ์ สภาวะอันหาเพียธิบ่ได้ ก็ยังมีแก่เรา ฅวามลำบากยากใจ ก็บ่มีแก่เรา เรานี้แสวงหาหัวมันและลูกไม้ บ่ลำบากสักอัน ยังพร้อมกันฉันทุกวันยามฅ่ำเช้าและพราหมณ์เฮย เหลือกและยุง งูน้อยใหญ่ ชักเข็บและแมงป่อง ก็บ่มีในเขตประเทศป่าไม้หิมพานต์ เทียรย่อมอาเกียนเต็มไปด้วยหมู่เนื้อกล้าฅะนองของป่า เป็นต้นว่าราชะสีห์ เสือโคร่งเสือเหลือง เขาบ่มาหิงสากระทำโทษแก่เรา อันอยู่สร้างโพธิสมพารและท่านเฮย ฯ
    พระมหาสัตว์เจ้าส่ำแดงกายิกะทุกข์บ่มีแล้ว ตนแก้วจักส่ำแดงเจตะสิกะทุกข์ อันมีในใจแต่หน้อย พระยอดสร้อยจิ่งกล่าวคาถาว่า สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ปฐมํ ปสฺสามิ ดูราท่านพราหมณ์ นับแต่เราได้พลัดพรากเมืองมา อยู่ศาลาป่าไม้ นับว่าได้เจ็ดเดือน ชีวิตเราแกมโสก เหตุได้เสวยวิปโยค บ่ได้หันหน้าพ่อแม่พระยา เราหันท่านพราหมณ์มาสู่ บ่มีคู่พอสอง ท่านทรงคลองนักปราชญ์ มีเชื้อชาติเหมือนระสี ท่านมีมือถือไม้เท้า แสวงไต่เต้าสู่ศาลา เหล็กไฟหนาพ็อกหมื้อ น้ำต้นชื่อคันฑี เครื่องระสีมีชุสิ่ง หันพราหมณ์ยิ่งสันรา ท่านพราหมณ์มาเป็นแขก ตั้งต้นแรกหัวที เชิญท่านชีเข้าสู่โรงน้ำ ชำระล้างปาทา แล้วจุ่งมาสู่หนี้ นั่งที่นี้สบายแรงก่อนทรา ฯ
    ติณฺฑุกานิ ปิยผลานิ ลูกไม้มีหลายหลาก อันนางมัททีหากนำมา คือหมากคับทองและหมากหาดสุกใหม่ หมากเต้าใหญ่สุกลำ หมากม่วงฅำสุกแห้ม ดุจดั่งแก้มสาวลาม เชิญท่านพราหมณ์กินเทอะเจ้า ฅนเถ้ากินอิ่มได้แรงมาและ
    อิตมฺปิ ปานิยํ สีตํ อันว่าน้ำอันนี้ใสก็ใส เย็นก็เย็นจะจิ้ว อันนางมัททีหากติ้วเอามา สู่ศาลาเมื่อยามเช้า เชิญพราหมณ์เถ้าดูดกินพลัน ว่าอั้นแล้วตนแก้วจิ่งถามเหตุแห่งอันมา ว่าดูราพราหมณ์ ท่านอาไสรปัจจัยอันใดเป็นเหตุ จิ่งแสวงเทียวเทศเดินมา เราถามหาท่านจุ่งกล่าว หื้อรู้ข่าวคำเฅืองก่อนเทอะ ฯ

    ชูชโกปิ เมื่อนั้นพราหมณ์เถ้า ไหว้พระบาทเจ้ากล่าวคาถาว่า ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ ดั่งนี้เป็นเค้า ข้าเจ้าจักกล่าวอุปมา ยังสายสัทธาท่านท้าว อันลือทั่วด้าวธรณี ยังมีแม่น้ำหลวงห้าสิ่ง ตกวางวิ่งลงมา คือน้ำคงคางามสะอาด ยมุนาฟาดตีฟอง อจิรวดีนองแถวถั่ง สระภูหลั่งไหลตาม มหิหลามไหลกว่า ในป่ากว้างหิมพานต์ ใสเขียวฅานในเถื่อน ไหลละเลื่อนสุดตา คือดั่งสายสัทธาท่านท้าว อันลือทั่วด้าวชุมพู ตูนี้นาเป็นฅนยากไร้ ทุกข์ลำบากหลอตาย ข้าญิงชายช่วยใช้ ก็หาบ่ได้สักฅน ข้าเดินดงตามช่อง อันท้าวไธ้ท่องเทียวมา อาไสรสัทธาแห่งเจ้า เพื่อจักขอลูกเต้าท่านระสี คือชาลีและกัณหาลูกท้าว ท่านจุ่งน้าวเททานแก่ข้า อันอว่ายหน้าเข้ามาขอนี้แด่เทอะ ฯ
    ตํ สุตฺวา เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้า ได้ยินพราหมณ์เถ้ากล่าวขอทาน มีใจบานชมชื่น ใจต้องตื่นยินดี เหมือนดั่งเศรษฐีผู้มีสัทธาไจ้ๆ ประดิษฐานตั้งไว้ยังฅำพัน ในมือฅนอีนทุกข์ยากไร้ คันมันได้ลวดยินดี พระระสีจิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า ททามิ น วิกมฺปามิ อิสฺสโร พราหมณ ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์ ท่านมาขอทานอันใดงามแง่ กูจักหื้ออันนั้นแก่มึงพราหมณ์ บัดนี้ท่านมาขอลูกเต้า กูจักหื้อสองเจื่องเหง้าเป็นทาน แต่ว่านางมัททียังอยู่ดงดานป่าไม้ ขอหื้อนางยอดไธ้กลับมา ท่านจุ่งยั้งอยู่ศาลานี้ก่อนพราหมณ์เถ้า วันพรูกเช้าท่านเยียะนำลูกเราไปเทอะ ฯ
    ชูชกะพราหมณ์จิ่งไหว้ พระบาทเจ้าเจียรจาว่า น วาสมภิโรจามิ กมนํ เมยฺหํปิ รุจฺจติ ข้าแด่พระระสีตนองอาจ เจ้าโอวาทคำงาม ว่าหื้อข้าอยู่ในอารามงันลูก วันพรูกเจ้าจิ่งจักไป ข้าบ่เพิงใจจักอยู่ ข้าเถ้าปู่กลัวตาย อนธะรายหลอนเกิด คำเดือดร้อนหลอนมี ในรวายตรีบ่ชื่น หลับบ่ตื่นหลอนตาย ผานใจพระโสมสายปราบฟ้า จักส่งสการซากข้าที่กลางไพร ข้าจักไปบ่อยู่แห่งนี้ คู่ตามคำท่านแล ฯ ชื่อว่ามาตุคามผู้ญิงทังหลายนี้ บ่เป็นที่เข้าไปสู่หา แห่งยาจกวณิพกฅนขอทังหลาย กระทำหื้อเป็นอนธะรายหายจากลาภ ใจหยาบช้าเรียนมนตร์ กระทำผัวตนหื้อทุ่นเทื้อม หื้อเข้าสู่เงื้อมมือเขา สองนงเลางามแง่ อย่าหื้อทันหันหน้าแม่พระยา ท่านมีสัทธาเชื่อแล้ว จิ่งหื้อสองลูกแก้วเป็นทาน เป็นผละสารอันประเสริฐ จักนำเจ้าเมือเกิดในสวรรค์ชะแล ฯ
    พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับพราหมณ์เถ้าว่า ผิว่าท่านใคร่หันหน้านางหนุ่มเหน้ามัททีงามแง่ อันปฏิบัติแก่ผัวตน อันว่ากุมารทังสองฅนพี่น้อง คันท่านเอาหนีจากห้องหิมพานต์ ท่านจุ่งเอากุมารไปถวายท้าวตนปู่ แห่งสองขาอยู่ในเมือง เจตุตตระนครเรืองอะคร้าว ตนท้าวนั้นชื่อว่าสญไชย คันท่านหันสองสายใจไปรอดแล้ว สองหน่อแก้วไปเถิงเมือง ปากจาเนืองชมชื่น หื้อท้าวหูมหื่นในใจ เข้าของใดบ่มีไร้ แดนแต่งให้ปันพราหมณ์ชะแล ฯ
    ชูชกะพราหมณ์จิ่งกล่าวว่า อจฺเฉ เนสฺส ภยามิ ราชปุตต สุโนหิเม ข้าแด่มหาราชะเจ้า ข้าเถ้าจักเมือเมือง เจุตตระนครเนืองบ่ได้ เหตุกลัวท่านไธ้ฅุบชิงเอา เซิ่งสองนงเลาหนุ่มเหน้า ข้าเถ้าหากยินกลัว ยังพระเหนือหัวปราบฟ้า หันผู้ข้าผูกสองกุมาร อันเป็นหลานท่านท้าว ไปสู่ด้าวสีพี ท้าวบุญมีจักทรงพระโกรธ มโนพะโทษเหลือหลาย กระทำทัณฑกัมม์หื้อตายขว้ำหน้า บ่อั้นจักข้าตัวข้า หื้อขว้ำหน้าสู่ทางวาย ข้าญิงชายท่านชิงไปแล้วเล่า ข้าจักมีมือเปล่าเววา พลิกไปสู่นางอมิตตาเมียแห่งข้า นางจักจ่มด่านานา ว่าฅนพาลาง่าวใบ้ ขอข้าได้แล้วหื้อเพิ่นชิงเอา ว่าอั้นเพิงมีชะแล ฯ

    เวสฺสนฺตโร อาห พระมหาสัตว์เจ้า จากับพราหมณ์เถ้าเล้าโลมใจ ว่าท้าวสญไชยพ่อข้า บ่ใช่ฅนหยาบช้าสามานย์ คันท่านหันหลานมารอด จาอ้อนออดคำหวาน ท้าวโองการโดยชอบ ประกอบด้วยเมตตาธัมม์ บ่กระทำกัมม์หยาบช้า บ่ห่อนข้าท่านชีพราหมณ์ ท้าวมีใจบานชมชื่น เข้าของยื่นปันพราหมณ์ ไถ่เอาหลานงามท่านไว้ พราหมณ์จักได้เหลือใจชะแล ฯ
    ชูชกะพราหมณ์บ่ยินชอบ จิ่งต้านตอบขุนธัมม์ ว่าตามคำแห่งพระบาท ท้าวหื้อโอวาทคำสอน ข้าบ่หลอนกระทำตามได้ ข้าจักเอาสองแก่นไธ้บุญเรือง ไปสู่เมืองกลิงคราษฎร์ หื้อเป็นทาสใช้พ่ำเรินเมีย กระทำการเสียทุกฅ่ำเช้า ยามนั้นสองเผือเจ้าจักกอดกันนอนชะและนา ฯ

    ผรุสวจนํ สุตฺวา เจ้าชาลีผ่านแผ้ว กับนางแก้วกัณหา ได้ยินพราหมณ์จาคำหยาบ บ่สุภาพเสียงแข็ง สองเพิงแพงกลัวเป็นข้า ใช้ต่อหน้านางพราหมณีจิ่งชวนกันหนีด้วยอันย่อง ไปสู่ห้องศาลา บ่อาจสมัตถาอยู่ได้ ใต้ฅุ่มไม้พูเขา สองนงเลาพากันดั้นจ่อง ไปสู่ห้องไพรสณฑ์ มีตัวตนอันสั่น หัวอกปั่นระรอน สองบังอรตั้งตนบ่ได้ เป็นดั่งพราหมณ์เข้าใกล้ยับชิงเอา สองนงเลาจิ่งหนีกว่า เถิงท่าน้ำโปกขรณี เจ้าชาลีจิ่งฅาด ยังผ้าย้อมฝาดไว้กับองค์ แล้วพากันลงไปลี้ อยู่ที่น้ำเลิ้กเพียงฅอ พอยอหัวออกได้ น้ำแวดไว้ทังตัว เอาใบบัวงำหัวอยู่ เพื่อลี้เถ้าปู่ชีพราหมณ์ วันนั้นและ ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต กุมารา ปยตฺถิตา สุตฺวา ลุทฺธสฺส ภาสิตํ เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสักสวาด อันว่าสองเจ้าราชกุมาร ได้ยินพราหมณ์ขานคำหยาบ กล่าวคำขนาบปูนกลัว สองจอมหัวทังคู่ ยินกลัวอยู่สาหดอดฟังบ่ได้ สองแก่นไธ้แล่นผละหนี ป่ายชีพราหมณ์ปู่เถ้า เข้าสู่น้ำแก่นใบบัวนั้นแล ฯ
    โส ชูชกะพราหมณ์ บ่หันสองนงรามพี่น้อง ในแห่งห้องศาลา จิ่งเจียรจาคำหยาบ ขนาบท้าวเวสสันดร ว่าดูราเวสสันดร บัดนี้กูวอนขอลูกแก้ว ท่านก็หื้อทานแล้วชอบธัมม์ ท่านจำกูเมือสู่ ท้าวตนปู่สองขา กูบ่จาไปในเมืองท่านท้าว ในด่านด้าวสีพี กูจักเอาสองสรีไปเป็นข้า ใช้ต่อหน้าเมียกู ท่านพ้อยเล็งดูลูกแล้วสัญญา คือพับตาแลยกคิ้วสยิ้วหน้าล่อ หื้อลูกน้อยหน่อท่านหนีพลัน คันเยียะแล้วดั่งรือบ่รู้ เท่าฅู้เข่าพับพะแนงเชิง อันว่าฅนในเมืองทุกด้าว ไผบ่ล่ายเท่าท่านระสี ท่านยังมีคำรู้ล่าย ปูนดีหน่ายแท้ดีหลี ชะแล ฯ
    โพธิสัตฺโต ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้า ได้ยินคำพราหมณ์เถ้าติเตียน ตนมีเพียรปราบฟ้า จิ่งอว่ายหน้าต่อจาพราหมณ์ แปงคำงามด้วยพราหมณ์ปู่ โลมเล้าอยู่ศาลา ว่าดูราพราหมณ์ กูนี้บ่หลอนจักล่าย มึงอย่าหน่ายตัวกู ท่านจุ่งรออยู่หนี้ ลูกกูหน่ายลี้เพื่อกลัวมึง กูทึงจักหามาหื้อได้ ยังสองแก่นไธ้กุมาร มาหื้อทานแก่ท่านชะและ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วจิ่งย้ายจากศาลา ไปหาปุตตางามแง่ เทียวตามแต่รอยตีน อันสองนรินทร์เทียวกว่า เถิงท่าน้ำโปกขรณี หันรอยตีนสองสรีลงสู่ท่าน้ำ เจ้าจิ่งซ้ำฅะนิงดู ว่าสองบุญชูลูกแก้ว ลงสู่ท่าน้ำแล้วดีหลี จักเรียกเจ้าชาลีมาก่อน ด้วยเสียงอ่อนร้องหา ก็กล่าวคาถาว่า เอหิ ตาต ปิยปุตฺต ปูเรถ มมปารมี ดั่งนี้เป็นเค้า
    ดูราเจ้าชาลีลูกอ้ายชายเดียวแก่พ่อ เจ้าจุ่งมาด้วยม่อตามคำพ่อ ช่วยสร้างก่อปารมี คือสัพพัญญูตัณญาณวิถีอันเลิศแล้ว จักได้นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ พราหมณ์ผู้นี้มาว่า คำร้ายด่าเหลือใจ เจ้าจุ่งมาเป็นน้ำใสเย็นชื่นช้อย มาหดหล่อย้อยใจพ่อเทอะ ฯ ยานาวาว เม โหถะ เจ้าจุ่งมาเป็นสะเพาฅำเหล้มกว้าง ในท่าท้างสาคร หื้อพ่อขี่ชอนไปสู่ก้ำหน้า ฅือฟากฟ้าจากสงสาร มีนิพพานเป็นที่สุขยิ่ง ล้ำทุกสิ่งโลกา ยังฅนและเทวดาแสนหมู่ จักหื้อเข้าสู่นิพพาน พ้นจากสงสารที่ร้าย ด้วยอันหื้อลูกเอ้ยอ้ายพ่อเป็นทานนี้เทอะ ฯ เจ้าชาลีกุมาร ได้ยินพระภูบาลตนพ่อ ต้านถ้อยต่อร้องหา ด้วยเสียงสัญญาจะไจ้ เจ้าอดบ่ได้แต่สระสรี เจ้าชาลีฅนิงใจว่า พราหมณ์มันจักข้าและตี กูอย่าหื้อพ่อเรียกสองทีแด่เทอะ แล้วเจ้าก็เพิกใบบัว อันกั้งบังหัวเสียแล้ว ก็ไปสู่ตนแก้วปิตา ถือเอาปาทาทังคู่ ร้องไห้อยู่ปูนผลาญ เช่นและนา ฯ เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า บ่หันลูกเต้าชื่อกัณหา จิ่งถามเจ้าชาลีลูกรักพ่อ อันว่านางน้อยหน่อกัณหา ไปลี้อยู่ไหนชาลูกแก้ว บ่หันแล้วแต่ทางใดนั้นชา ฯ
    เจ้าชาลีแก่นไธ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะเจียรจา ว่าเมื่อภัยมาถูกต้อง แก่สัตว์ผู้ข้องโลกีย์ คือว่ากลัวว่าท่านตีและท่านข้า ย่อมอว่ายหน้าหนีไป บ่มีไผใดเป็นคู่ ไปลี้อยู่ไกลตา เหตุนั้นนางกัณหาน้องข้า ไปลี้อยู่ทางใด ก็บ่รู้ได้และพ่อเฮย ฯ

    อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้า ก็รู้ด้วยประญาเหง้าแห่งตน ว่าลูกกูสองฅนหื้อคำกติกาไว้ ว่าคันได้พี่แล้ว อย่าน้องแก้วอยู่ที่หนี้เนอว่าอั้น ตนแก้วจักเรียกนางกัณหา จิ่งกล่าวคาถาว่า เอหิ อมฺม ปิเย ธีเต ดูรานางกัณหาลูกญิงเดียว เจ้าจุ่งมีใจม่อ ฟังคำพ่อเรียกมาเชี่ยวรา เจ้าจุ่งมาช่วยกูพ่อ สืบสร้างก่อปารมี หื้อเต็มดีแก่หัวใจพ่อ ด้วยอันหื้อลูกน้อยหน่อเป็นทาน พราหมณ์สามานย์ก็มาว่ากูพ่อ รู้จุล่อพรางมัน หัวใจพ่อปานดั่งไฟวู่ไหม้ ร้อนแต่นอกไส้เถิงใน เจ้าจุ่งมาเป็นน้ำแสนไหมาหดหล่อ หื้อหัวใจพ่อเย็นมาเทอะนา ฯ
    นางกัณหาได้ยินเสียงพ่อ ตั้งหน้าล่อร้องหา นางมืนตารักพ่อ นางแก้วก็เพิกเวิกใบบัว อันกั้งบนหัวตนเสียแล้ว ก็ออกจากสระแก้วเทียวมา ถือเอาหลังปาทาตีนซ้าย เจ้าจอมใจรักพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ น้ำตาไหลตกเหนือตีนภูบาลผ่านแผ้ว ฯ อันว่าน้ำตาแห่งมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าทังสอง ก็ไหลตกต้องหลังแห่งกุมารพี่น้องหั้นแล ฯ
    อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า มีหัวใจเส้าปานดั่งจักกลิ้งไปมา ลูบหลังสองปุตตาพี่น้อง ด้วยพื้นมืออันอ่อนสุขุมาลย์ จักหื้อสองกุมารยืนต่อหน้า จิ่งจากับลูกกำพร้าหน่อสายใจ ว่าสองนงวัยเฮยลูกเต้า มีคาว่าเจ้าบ่รู้ใจพ่อ มีปกติสร้างก่อปารมีธัมม์ เจ้าจุ่งกระทำยังมโนรถแห่งพ่อ หื้อถ้วนต่อทุกประการ พ่อจักหื้อเจ้าทังสองเป็นทาน ในวันนี้ชะแล ฯ

    ว่าอั้นแล้ว จักกดค่าลูกแก้วตนชื่อชาลี จิ่งมีคำจาว่า ดูราเจ้าชาลีลูกรักแก่พ่อเฮย จ่ำเนียรกาลนี้ไปพายหน้า เขือทังสองก็ชื่อว่าเป็นข้าแก่ปู่ชีพราหมณ์ ผิว่าลูกงามใคร่พ้นจากข้า อว่ายหน้าออกเป็นไทย คันผู้ใดมีใจมักใคร่ได้ ถ่ายเจ้าไว้สืบวงศา ก็หื้อหาฅาพันนิกขะงามช้อยชื่น มายื่นหื้อแก่ชีพราหมณ์ ยามนั้น เจ้าจักพ้นจากข้า อว่ายหน้าออกเป็นไทย พันดั่งนางกัณหาน้องเจ้า สมหนุ่มเหน้าพอตา ฝูงหินะชาติกาต่ำคล้อย คือว่าไพร่น้อยปชา บ่ใช่เชื้อพระยาจักมาไถ่ หาได้แต่อันมี แก่ชีพราหมณ์ปู่เถ้า น้องเจ้าก็จักออกเป็นไทย เท่าว่าจักมาม้างวิสัยเชื้อชาติ แห่งเราผู้เป็นขัตติยราชวงศา และยังธนาเข้าของและพันและร้อย บ่มีแก่ไพร่น้อยโยธา เว้นแต่ท้าวพระยาจิ่งหาได้ ฅนทุกข์ไร้หากดอมดาย เหตุนั้นนางสายใจน้องเจ้า ใคร่พ้นจากข้าชีพราหมณ์ จุ่งหาช้างสารพลายงามพอร้อย ม้าใหญ่น้อยก็สันเดียว ฅำแดงงามเปียวพอแพ่ง ครบร้อยแต่งนำมา ทาสีทาสาใหญ่น้อย พอร้อยชุฅิงฅน แม่งัวนมชื่นช้อย พอร้อยแต่งนำมา งัวอุสุภราชาใหญ่น้อย พอร้อยแต่งนำมา เข้าของดาไถ่เจ้า จิ่งจักพ้นข้าเถ้าชีพราหมณ์ ฯ
    เอวํ คันมหาสัตว์เจ้า ตัดค่าลูกเต้าตนแล้ว ก็เล้าโลมลูกแก้วอยู่ในคำ เจ้าก็นำเอาสองขามาสู่ ในแก้วกู่อาราม แล้วถือเอาน้ำต้นคันฑีงามมาสู่ ที่อยู่ใกล้ตนฅำ เจ้าก็กระทำผูกเอาประญาสัพพัญญูหื้อหมั้น รัดราดกันกับตน จิ่งเรียกพราหมณ์เทียวหนมาใกล้ วาเราจักหื้อสองแก่นไธ้เป็นทาน แก่พราหมณาจารย์เป็นขนาด น้ำต้นหยาดกดหมาย อันว่าสมบัติทังหลายในโลก กูบ่บริโภคปันเอา กูปรารถนาเอาสัพพัญญูผ่านแผ้ว อันจักได้นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ คันท้าวปรารถนาเอาแล้ว ก็หื้อสองลูกแก้วเป็นทาน ก็มีวันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต กุมาเร อาทาย ชาลี กัณหาชินา จุโภ พราหมณสฺส อาทาชิโต ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ททาสิยํ ภึสนกํ ททาสิ โลมหํ สนํ ยํ กุมาเร ปตินมฺหิ เมทนํ สมกมฺปถ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาเวสสันตรราช ก็เอาลูกน้อยนาฏปุตตา คือชาลีและกัณหาทังคู่ หื้อทานแก่ปู่ชีพราหมณ์ อันว่าเสียงบันดาลเค้าคื่น เส้นขนตื่นปูนกลัว หนังหัวถกสนั่น แผ่นดินลั่นไปมา น้ำสมุทรคงคาข้ำเขือก ย้าวยะเยือกตีฟอง ไหลเนืองนองคับคั่ง ไหลล้นฝั่งไปมา เขาสิเนรุปัพพตา ก็เบ่นหน้าเขาวงกฏ แล้วก็อ่อนน้อมค้อมไปมา อันว่าพระยาอินทาเจ้าฟ้า ก็อว่ายหน้าล่อเมืองฅน ยินดีตบต้นแขนปูชา อันม่าท้าวมหาพรหม ก็มีใจอภิรมย์ชมชื่น ยอยกยื่นสาธุการ อันว่าเสียงบันดาลเกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องและดอยคราง ก็ซะราบไปเถิงต่อเท้า เถิงโสฬสมหาพรหมก็มีแล ฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  2. #12

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อ กัณฑ์ ๘
    ขณิขิตํ อันว่าห่าฝนเมฆาก็ไหลหลั่ง ถั่งตกลงมาฅะฅื่นปูนกลัว อกาลํ อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละที่ควรแมบ ก็มาแมบรวายเรืองเหลืองทั่วป่า ปานดั่งฟ้าจักผ่าดินทราย อันว่าสัตว์ทังหลายในเถื่อน ราชสีห์เพื่อนเสือเหลือง ร้องนันเนืองฅะฅื้น เป็นเสียงอันนึ่งอันเดียว เอว รูปํ ควรปูนกลัวมีมาก อัศจรรย์หากบันดาลก็มีแล ฯ พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับปู่เถ้าชีพราหมณ์ว่า ดูราพราหมณ์ ลูกรักงามกูยังหนุ่มหน้อย กูรักฅะฅ้อยของกู เท่าว่าประญาสัพพัญญูอันปราเสริฐ กูรักล้ำเลิศกว่าสองขา ดั่งจักสังขยารักเล่า รักร้อยเท่าพันที รักพันทีเถิงหมื่น รักกว่าหมื่นเถิงแสน เหตุนั้นเราจิ่งจูงแขนลูกเต้า มาทานแก่เถ้าชีพราหมณ์ เหตุใคร่ได้ประญาสัพพัญญูตัณญาณนี้แล ฯ
    พระมหาสัตว์เจ้า คันว่าหื้อทานแล้วยังลูกแก้วทังสอง เจ้าก้มีคำยินดีฅะฅ้อย จะจ้อยกล่าวคาถาว่า สุทินฺนํ วตเม ทานํ ว่าโอยนอ ทานอันกูหาก หื้อเป็นทานนี้ เป็นทานดีนักแล ว่าอั้นแล้ว ก็เล็งดูหน้าลูกแก้วทังสองหั้นแล ฯ
    ชูชโก ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า บ่มีเชือกจักผูกลูกเจ้าพระยา มันก็ละถงพาอันใหญ่ เข้าสู่ป่าไม้แสวงเอา ยังเครือเขาด้วยเขี้ยว คั้นคาบเคี้ยวเครือลี มาผูกเจ้าชาลีข้างก้ำขวา ผูกนางกัณหาก้ำซ้าย มัดฅาดไว้กับกันเป็นเกลียวนึ่ง เงื่อนนึ่งเอาตีหลังสองหน่อแก้ว ตีแล้วลากนำไป ก็มีวันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส พราหมโณ ลุทฺธํ ลตํ ตนฺเตหิ ดั่งนี้ ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสุภาพ อันว่าพราหมณ์ผู้หยาบช้าสาหด มันหนีออกจากอาสรมบทออกกว่า เข้าสู่ป่าแสวงเอา ยังเครือเขาอันจักผูก ยังลูกเจ้าพระยา มันก็เอาละดาด้วยเขี้ยว ทึ้งคาบเคี้ยวเอาพลัน มาผูกสองจอมขวัญลูกเต้า หนีจากด้าวศาลา วันนั้นและนา ฯ
    ตโต เมื่อนั้น ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า ถือไม้เท้าเพอะถงพา ตีหลังกัณหาชาลีนำกว่า ร้องด่าเจ้าไปพลัน มันตีสองหลังแห่งหน่อหล้า ตีต่อหน้าพ่อพระยา หาคำกรุณาบ่ได้ เป็นดั่งข้าใช้ พ่อหากปันมันนั้นและ ฯ ผิว่าหลังสองเจ้าขาด เครือเขาบาดเป็นรอย มันมาตีบ่น้อย เป็นถ้อยเลือดไหลลงและนา ฯ
    ในเมื่อพราหมณ์จักตีดั่งอั้น กุมารทังสองก็บิ่นหลังกับกันไว้ บ่หื้อพราหมณ์ตีได้แต่สันหลัง ในเมื่อพราหมณ์นำสองเจ้ากว่า ดั้นป่าไม้ดงไพร ปู่จังไรกลิ้งด่าว ฟื้นหง่นหง่าวลุกบ่ทัน เครือเขาอันมันผูกลาก ก็หลุดจากกุมาร ปู่อันธพาลลุกบ่ได้ เหมือนดั่งขอนไล่ไหม้ไฟลาม สองกุมารจิ่งหนีจาก อว่ายหน้าพรากเสียพราหมณ์ แล่นมาตามหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนปรานี เจ้าชาลีมีตนอันสั่น เป็นดั่งบาแป้งอันลมหากพัดไปมา ไหว้หลังปาทาท้าวตนพ่อ ร้องไห้ต่อเจียรจา ว่า
    อมฺมา จ นิกฺขนฺตา ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่าพระแม่ออกเจ้าเทวี เมื่อจักไปดงรีแต่เช้า ก็ยังฝากลูกเต้าไว้กับจิ่มพ่อแล้วจิ่งจักไป เพราะว่าเฅืองใจพระมารดาเผือข้า แม่ฝันร้ายแต่กลางฅืนกี้ด่าย แม่สายใจก็ยังสั่งเจ้า ว่าหื้อดูลูกเต้าอย่าใจไกล บัดนี้ลับหลังนางนงไวแม่แล้วพ่อพ้อยหื้อเผือลูกแก้วเป็นทาน แม่ยังอยู่ดงดานป่าไม้ แม่ออกไธ้ไป่ทันมา พ่อจุ่งกรุณาค่อยไว้ อย่าด่วนได้เป็นทาน ขอพอผานใจเผือข้า หื้อได้หันหน้าแม่ตนงามฯ ยามนั้นจุ่งหื้อทานเผือก่ำพร้า หื้อเป็นข้าปู่ชีพราหมณ์ แม้นจักขายและจักข้า ลูกก่ำพร้าก็บ่กลัวตาย และนาพ่อเฮยฯ


    ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า ตีนพราหมณ์เถ้าหนาเป็นทูด เป็นดั่งตีนช้างอยู่ลุนยุน หนังมันลงห่มห้อย เป็นถ้อยอยู่นุงนัง มีทุ่นชิ้นยาวยานลงมาทัดสะแอว เป็นแถวถั่งเป็นดั่งท่านขัดไท่เข้า ริมปากเถ้ายานยาบ ยานทาบคาบปกคาง ดังพราหมณ์ก็คดค้อง เขี้ยวงอนง้องปูนกลัว หลังมันโกงดั่งหลังช้าง ปูมป้างมันสวดลุนยุน ตามันพายบนหลับหลี้ พายใต้ที่สานลาน หนวดมันแดงชักกี้ ๆ เหมือนดั่งหนวดกุ่งจี่เปียวไฟ ตนมันเต็มไปด้วยไฝดำไฝแดง มีกลิ่นแหน่งและส้ม เป็นดั่งเข้าต้มหมากแปดำ ตามันเหลื้อมมะมาบ สาบคาบอยู่ปูนกลัว ดูกมันลั่นฅะฅุดฅะฅาด เยียะดะดาดกว่าเทียวพลัน หนังเสือลายห่มห้อย ยานยาบย้อยเหมือนผี มันบ่ใช่ฅนดีเคยอยู่ คันหันหน้าปู่ปูนกลัว ฯ อมนุสฺโส พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นผีเสื้อ เอาเพศเชื้อเป็นพราหมณ์ มังสาโลหิตะโภชเน อาหารมันย่อมมีชิ้นแกมเลือด ใจร้อนเดือดบ่มีดี เมียมันจำหนีจากบ้าน เถ้าถ่อยคร้านการงาน มันมาขานขอเผือข้า เถ้าถ่อยช้าหากนำไป เผือนี้นาเป็นสายใจธิราช ในเมื่อผีวิศาจร้ายหากนำไป ดั่งรือพ่อพระยายังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้พ่อบ่กรุณา นี้ชา ฯ
    อิเธว อจฺฉตุ กณฺหา ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า อันว่านางกัณหางามยิ่ง ไป่รู้สิ่งอารมณ์ ยังกินนมบ่พราก เป็นดั่งลูกเนื้ออยากนมนาง ข้าขอไว้อารามนี้แด่ กับด้วยแม่เทวี หื้อข้าชาลีไปเป็นเพื่อน เข้าดั้นเถื่อนตามพราหมณ์ ขอนางงามน้องข้า อย่าหื้อพลัดพรากหน้านมนาง แด่เทอะฯ

    เอวํ วุตฺเต ในเมื่อเจ้าชาลีร้องไห้ ขอไว้น้องไธ้อยู่ศาลา ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า บ่ปากจากับด้วยลูกเต้าสักคำ เจ้าชาลียินปรารมภ์รักแม่ ร้องไห้อะแอ่เจียรจา กับด้วยนางกัณหาแห่งตนว่า น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ดั่งนี้ ดูรานางกัณหาน้องรักยิ่งญิงเดียวแก่พี่เฮย ทุกข์อันใด อันพราหมณ์ราวีบุบตีไปไจ้ๆ ทุกข์อันนั้นบ่ใช่ทุกข์ไหม้ถนัดใจแก่เราเทื่อแล ฯ ดั่งรือพี่ว่าอั้นชา เหตุว่าฅนญิงชายทังหลายอันเกิดมาในโลก ย่อมต้องทุกข์โสกอันท่านบุบตี เท่าว่าทุกข์อันใด อันเราบ่ได้หันหน้าพ่อแม่พระยาจอมมิ่ง ทุกข์อันนั้นเป็นทุกข์ล้ำยิ่ง ทุกข์ข้อนขิ่งกว่าพราหมณ์ตี นี้และนา ฯ โส นูน พ่อพระยาเจ้าฟ้าตระหมอดหน้าเข็ญใจ เล็งแลไปบ่หันหน้า นางหน่อหล้ากัณหา พ่อพระยาจักไห้แต่วันเถิงฅ่ำ จักไห้แต่ฅ่ำเถิงเที่ยงฅืน จักไห้แต่เที่ยงฅืนเถิงรุ่ง ต่อเท้ามุ่งเถิงสาย หัวใจวายแห้งหอด เป็นดั่งแม่น้ำห้วยแห้งหอดเขินทราย นั้นและนา ฯ
    สา นูน แม่พระยาเป็นเจ้า รักลูกเต้าเววน โสกเถิงตนเดือดไหม้ แม่จักไห้แต่วันเถิงฅ่ำ แต่ฅ่ำเถิงเที่ยงฅืนเถิงรุ่ง ต่อเท้ามุ่งเถิงสาย หัวใจหายแห้งหอด ดั่งแม่น้ำน้อยแห้งขอดเถิงทราย นั้นและนา ฯ อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา ดูรานางกัณหาน้องรักแก่พี่เฮย ฯ ชาติว่าไม้ทังหลายฝูงนี้ คือไม้ชุมพูมีเหลือแหล่ ด้านี้แต่อาราม ยางพรายงามพร่ำพร้อม อ้อนอ่อนน้อมค้อมไปมา ราทังสองเคยเหล้นหนใด บัดนี้ราหนีไกลละไว้ ละหมู่ไม้หากหมองดายเสียแท้นอ วันนี้ราทังสองจักได้ลาละไว้ ละหมู่ไม้หากตระหมอดตาย ทังหมู่ทรายและงัวป่า แรตช้างล่าทุกคิรี ทังเสือหมีและชักแฅ่ ทังจ่อนแจ้และลิงลม สกุณาเคยชมร่ำร้อง เสียงมี่ก้องนานา ชมบุปผาดอกไม้ ในที่ใกล้ศาลา วันนี้ราจักลาละไว้ ดั้นป่าไม้ตามพราหมณ์ ชะและนา ฯ กัณหาเฮยไวแว่นฟ้า วันนี้ราจักได้เทียวป่า เนื้อร้ายล่าไปมา เทียวมัคคาเทศท้อง ในแห่งห้องดงดาน ราจักได้นอนในป่าไม้ ริ้นและยุงไล่ขบรา เทียวมัคคาป่าแร่ ทุกเถื่อนแต่คิรีไพร พราหมณ์จังไรจูงแล่น ราบ่แกว่นเทียวทาง ตามดงขวางรวกไร่ ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง หญ้าฅมแดงแข็งเกาะก่าย หญ้ากระต่ายหนามหนา ทังหนามฅาและขวากอ้อน ฯ
    กัณหางามอ้อนถ้วนถี่ จากับพี่ชาลีว่า ดูราพี่ชาลีเป็นเจ้า วันนี้แม่เท่ามัวเมาหาหัวมันและลูกไม้ แดนที่ไดลและใกล้ยังบ่มา โอย ทุกขังแท้และนอแม่เป็นเจ้า ละลูกเต้าอยู่หมองดายชะและนอ วันนี้ราจักได้ลาละไว้ ยังหมู่ไม้หยาดยังยาย ทังยางพรายและสะบันงาเทศ ทังกาเกดและกัณณิกา ทังจำปีจำปาและสะบันงาเบ่งสร้อย สุรพีใหญ่น้อยสลิดสถาน ทังดอกซ้อนตายหานและครามป่า ดอกพุดป่าและจำยาม ในดงรามทุกขอก วันนี้ราจักได้ละดอกไว้หมองดาย ชะและนอฯ พี่ชาลีเฮยเป็นเจ้า วันนี้เราจักได้ลาละไว้ ทังหมู่นกเขียนและนกยูง ทังนกทุ่งทุง และจากะพากและกาแกกาชัย เทียรย่อมจะเดินไปโห่ร้อง เสียงมี่ก้องนันเนือง ยามเมื่อตาวันเหลืองจักใกล้ฅ่ำ โอ่ต้นร่ำเสียงวอน ตระเหว่านอนจับคู่ พร้อมกันอยู่ผัวเมีย ร้องเสียงเซียทั่วป่า กาบ้าล่าไปมา ราจักได้พลัดพรากจากห้องบัณณศาลาไป วันนี้ชะและนาพี่เฮย ฯ
    ดูราพี่ชาลีพี่อ้าย อสฺสฏฺฐา อันว่าหมากขนุนเป็นเชื้อเหนือค่า บาแป้งป่าเป็นพวง นิโครธาหลวงชื่นช้อย ขวิดใหญ่น้อยแกมกัน ราจอมขวัญทังคู่ เคยเหล้นอยู่หนใด ราหนีไกลละไว้ ละหมู่ไม้หากหมองดาย ชะและนา ฯ อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย น้ำเย็นใสท่ากว้าง ไหลแต่ท่าท้างสุดตา ราเคยกินและอาบ เย็นซะราบสุดใจ ราหนีไกลละซ้ำ ละท่าน้ำเป่าเย็นวอย ชะแล ฯ ดอกไม้งามสะพรู่ ตั้งต้นอยู่จอมดอย ราคอยใจทังคู่ เคนเหล้นอยู่หนใด ราหนีไกลละไว้ ละดอกไม้หล่นเสียดายเสียแท้และนอ ฯ อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา อันว่ารูปช้างไชยชนแม่น รูปม้าแกว่นหลายตัว รูปงัวดีเถิ้กแม่ ของเหล้นแก่สองรา เมื่อก่อนราย่อมเหล้น ชักเชือกเต้นชนกัน ราจอมขวัญละไว้ ละรูปช้างม้าไม้หากหมองดายชะและนอ ฯ

    เอวํ ปริเทว เมื่อเจ้าชาลีร้องไห้ ในที่ใกล้พ่อพระยา เจียรจากับนางกัณหาน้องไธ้ดั่งอั่น เบื้องบันชูชกะพราหมณ์ลุกได้แล้ว ก็มาผูกเอาสองลูกแก้วตีกว่า ร้องจาด่าจำไปวันนั้นแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิยมานา กุมารา เต ปิตรํ เอตมฺพรุมฺ อมฺมํ กโรคํ วิชฺชาสิ ดั่งนี้เป็นเค้า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าสองเจ้าน้อยราชกุมาร ในเมื่อพราหมณ์จารย์นำกว่า เยียะด่าก็เยียะตี เจ้าชาลีไห้เหลียวต่อ ไห้สั่งพ่อพระย่ว่า เทว ข้าแด่พระเจ้าฟ้า เผือข้าขอสั่งอำลา ขอพ่อพระยาเป็นเจ้า พออิ่นดูลูกเต้าและบอกออกแก่เจ้าแม่มัทที ว่าสองสรีหาเพียธิบ่ได้อยู่สวัสสดี ข้าแต่พระจอมสรีออกเจ้า เครื่องเหล้นเผือลูกเต้าก็บ่เอาไป คือว่ารูปช้างไชยชมชื่น รูปม้าตื่นยอหัว รูปงัวดีเถิ้กแม่ เป็นของเหล้นแก่สองรา เมื่อใดพระมารดามารอด พ่อเยียะเอารูปช้างมาทอดปันนาง คันพระบุญขวางแม่หันเครื่องเหล้น ก็จักหายทุกข์ตื่นเต้นหัวใจ เหมือนดั่งหันสองนงวัยลูกหล้า และนาฯ ในเมื่อกุมารพี่น้อง ไห้ร่ำร้องเรรน สั่งพระทสพลตนพ่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาดั่งอั้น เบื้องบั้นพระมหาสัตว์เจ้า รักลูกเต้าปุตตา แสนโสกาโสกข้อน ใจร้อนดั่งเปียวไฟ เหตุว่าสองจอมใจพี่น้อง ไห้แต่ท้องทังมวล เป็นดั่งช้างสารตัวองอาจ อันไกสรราชสีห์ถือเอา เจ้าบ่อาจจักเซาตนอยู่ได้ จิ่งร้องไห้มากนักหนา เข้าสู่ศาลาท่านไธ้ ร้องไห้ปั่นวนตาย ก็มีวันนั้นแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ตตฺวาน ขตฺติโย ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา กรูนํ ปริเทวทิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในเมื่อพระยาเวสสันตรราช เป็นเชื้อชาติราชา มีสัทธาเลิศแล้ว จิ่งได้หื้อลูกแก้วเป็นทาน พระภูบาลโสกเส้า ร้องไห้เข้าสู่ศาลา ควรกระสดกรุณามากนัก พระมหาสัตว์เจ้าร้องไห้เรรนว่า โอ๋ยนอ …. อิ่นดูสองกุมารเจ้าพ่อ กูหื้อแล้วก่อปารมีธัมม์ บัดนี้พราหมณ์ใจดำ มาจาคำต่อหน้า เป็นดั่งข้าเก่าเกิดใช้กลางเรือนมา บัดนี้ตาวันลงลาล่ามห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง สองเพิงแพงอยากเข้า ไผพ้อยจักมาปั้นเข้าหื้อลูกกูกิน นี้ชานอ ฯ
    กนฺวจฺจจฺฉตา ตสิตา โอ๋ยนอ ….กาละปางนี้นา ก็เป็นกาละอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำลับดอยไป สองนงวัยทังคู่ จักร้องไห้เข้าสู่ฅนใด ว่าพ่อแม่จอมใจออกเจ้า เผือข้าอยากเข้านักแก่ดีหลีว่าอั้น ปุคคละฅนใดจักมีใจอิ่นดูลูกเต้า จักมาปั้นเข้าใส่มือขวา จักมาบิดปลาใส่มือซ้าย จักเรียกลูกเอ้ยอ้ายพ่อมากินเทอะ ว่าอั้นชานอ ลูกกูทังสองเคยไปด้วยยัวยาน สีวิกายบ่พราก อันนึ่งเคยขี่มเาลากชอนไป บัดนี้ลูกสายใจกู จักพลัดพรากจากยัวยาน จักเทียวไปตามพราหมณ์ดั่งรือได้ แก่ป่าไม้หนามหนานั้นชา ฯ
    โอ๋ยนอ อิ่นดูสองกุมารเจ้าพ่อ อว่ายหน้าล่อหนทาง เทียวดงขวาางด้วยเทิก บ่มีเกือกจักรอง ตีนขาพองเป็นเลือด เจ้บร้อนเดือดปานไฟ พราหมณ์จังไรจูงแล่น ขาบ่แกว่นเทียวทาง ในดงขวางเถื่อนถ้ำ ชุก้ำย่อมหินผาฅม ผู้ใดจักมาจูงแขนสองอุดมหน่อเหน้า นำลูกเจ้าพ่อค่อยเทียวทางนี้ชานอ ฯ ตีเหยียบลูกกูทังสอง ที่สุกก็สุกเป็นหนอง ที่พองก็พองเป็นน้ำ ที่ช้ำก็ช้ำเป็นเลือด บ่รู้แห้งเหฟือดสักยาม จักไปตามพราหมณ์ดั่งรือได้ จักร้องไห้เซิง่บุคคละผู้ใด ว่าเผือข้าเจ็บตีนนักไปบ่ได้ ว่าอั้นฯ ปุคคละผู้ใดจักมาเป็นแม่สายใจลูกเต้า จักมาอุ้มเอาเจ้าชาลีด้วยข้างก้ำขวา อุ้มเอานางกัณหาด้วยข้างก้ำซ้าย จักเรียกลูกเอ้ยอ้ายพ่อมาๆ ว่าอั้นนี้ชานอ ฯ

    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  3. #13

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อกัณฑ์ ๘
    กถํ นุ โส น ลชฺเชยฺย พราหมณ์ผู้นี้หนาหยาบช้า แก่นว่าบ่รู้หน้าละอาย ลูกญิงชายกูบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อม่อปันดาย มาตีสองสายใจก่ำพร้า ตีต่อหน้ากูไป พราหมณ์จังไรปู่เถ้า กูหื้อลูกเต้าด้วยดี บ่มีใจปรานีสองก่ำพร้า เหมือนดั่งข้าพ่อหากปันมันนั้นชาฯ โยปิ เม ทาสีทาสสฺส เมื่อกูอยู่ในเมืองเสวยราช เป็นเจ้าอาวาสสีพี ยังมีญิงทาสีข้าใช้ ในที่ใกล้ปาทา ญิงผู้ใดมาเป็นข้า ใช้ต่อหน้าถัดกู มีชายผู้นึ่งมาถามไถ่เล่า ใช้ข้าเก่าถัดกู สองขานี้ชูกันมาเป็นข้า ใช้ต่อหน้าเป็นสอง แม่นมาปองหาได้ ซื้อข้าสืบไว้พอถ้วนสาม ชายผู้นึ่งพ้อยมาถามไถ่เล่า ใช้ข้าเก่าตนกู ข้าผู้นี้นาเป็นข้าถ้วนสี่ เป็นข้าที่กระทำการ ผู้ใดจักมาใจหาญมาตีมาด่า ล้นที่ว่าถนัดใจก็บ่มี เขายังกัวฤทธีกูท้าว ทุกด่านด้าวย่อมกลัวกู พราหมณ์ผู้นี้นาบ่กลัวกูตนพ่อ มาตีลูกน้อยหน่อกลอยใจ มาตีนำไปต่อหน้า
    โอ๋ยนอ….. อิ่นดูลูกแก้วก่ำพร้าพ่อถนัดใจ เช่นและนาฯ ในเมื่อกูยังข้องค้างอยู่ในโพธิญาณ จักยกมือบุบตีก็ยังบ่ได้ เป็นดั่งปลาอันข้องอยู่งาไซและออกบ่ได้ พราหมณ์พ้อยมาตีมาด่า ลูกน้อยกูว่าเวยๆต่อหน้ากู อันนั่งผ่อบ่เกรงขามนี้ชา ฯ
    เมื่อนั้น ความตริวิตก ก็เกิดมีแก่พระมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าท่านหันผลาญ พระภูบาลจิ่งฅนิงใจเล่าว่า พราหมณ์กระทำแก่ลูกเต้ากูเหลือใจ กูบ่อาจธำรงตนอยู่ได้ ร้อนวู่ไหม้หัวใจกู มากูจักไปตามพราหมณ์ผู้นี้ แล้วข้าหื้อตายหงายไว้แล้ว เอาลูกแก้วพ่อฅืนมาเทอะคาฯ กูจักถือเอากงธนูข้างก้ำซ้าย ฅะฅ้ายวาดยิงพราหณ์ จักถอดเอาสรีกัญไชยงามเถี่ยนกล้า ไปไล่ข้าหื้อพราหมณ์ตายและคา ฯ มันมาขอเอาดายบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อด้วยง่ายปันดี มันพ้อยมาตีลูกกูต่อหน้า โอ๋ยนอ….. อิ่นดูลูกแก้งพ่อถนัดใจ เช่นและนา ฯ

    อฏฺฐานเมทํ โพธิสัตว์เจ้าซ้ำฅนิงดูเล่า อันโพธิสัตว์เจ้าก่อนสร้างสมพาร ทุกข์อันพราหมณ์ตีและด่า นำเอาขากว่าก็ผลาญใจ ดั่งกูมาฅนิงในหลายช่อง โพธิสัตว์แต่ก่อนสร้างสมพาร คือทานปารมีญาณอันเลิศแล้ว บ่ห่อนจักจักคลาดแคล้วกินแหนง เทียรย่อมแปงใจบานชมชื่น หอมหื่นด้วยทางทาน พระภูบาลฅนิงเถิงประเวณี แห่งโพธิสัตว์เจ้าแต่ก่อน ใจท้าวอ่อนก็มีและนา ฯ
    ตโต เมื่อนั้นโพธิสัตว์เจ้า บุญบ่เศร้าใจบาน คึดตามปัญญาญาณรู้รอด หื้อรู่จอดคองดี ว่าโพธสัตว์เจ้าตนดีขนาด อันสร้างปรารถนาเอายังเลายอดฟ้า ได้อว่ายหน้าตรัสประญาสัพพัญญู เทียรย่อมชื่นชูทานด้วยง่าย สละจ่ายหื้อเป็นทาน ยังปริจาคการห้าสิ่ง คือว่าเงินฅำยิ่งหลายประการ หื้อเททานด้วยง่าย ชีวิตจ่ายสละไป ลูกรักเทียมใจและเมียมิ่ง ของรักยิ่งสละทาน ดั่งว่าได้บริจาคห้าประการ จักได้ตรัสประญาสัพพญูตัณญาณบ่มี หากเป็นประเวณีแต่ก่อน บ่ห่อนทอดวางเสีย คันกูบ่ได้หื้อทานเมียและลูกหน้อย บ่หล้างว่าจักได้ตรัสยอดสร้อยสัพพัญญู ตนกูนี้ก็เข้าในข่ายแห่งโพธิสัตว์เจ้า พระก็ตัดคำสิเนหาลูกรัก คึดคลองถูกธรรมดา จิ่งเจียรจาตนเก่า สอนตนเล่าทุกอัน ว่าดูราเวสสันตระท่านหื้อทานลูกแก้ว เป็นประเวณีแล้วแห่งโพธิญาณ ท่านพ้อยเจียรจาคำหยาบช้า ว่าจักไปข้าชีพราหมณ์ คำนี้บ่งามเป็ยบาปใหญ่ หื้อทานแล้วพ้อยใฝ่แหนงใจ เจ้าร่ำไรจาเล่า สั่งสอนตนเก่านักหนา ว่าตั่งแต่กาละนี้นาไปหน้า แม่นพราหมณ์จักขายและข้าก็ตามใจมันเทอะ ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็อว่ายหน้าออกจากศาลา มาตั้งอธิษฐานใจหื้อหมั้น อดกลั้นอยู่ในใจ แล้วก็นั่งอยู่เหนือหินแก้ว อันมีแล้วใกล้ประตูศาลา มีรูปโสภางามสะอาด เป็นดั่งอินทาธิราชนั่งบนปราสาทแก้วพิมานฅำ วันนั้นแล ฯ

    ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า ก็ยังตีลูกเต้าลากแขนไป เจ้าชาลีงามใสสะอาด จักเจียรจากับด้วยนางน้อยนาฏกัณหา จิ่งกล่าวคาถาว่า สจฺจํ กิเรมาวหํสุ ดั่งนี้ ดูรานางกัณหาน้องรักญิงเดียวแก่พี่เฮย ฅนทังหลายในโลกสงสาร กล่าวตำนานว่าไว้ จำได้สืบสายมา ว่าแม่เนื้อแห่งกุมารากุมารี สรีหนุ่มเหน้าตนใดบ่อยู่ใกล้ คือว่าได้พลัดพรากและตายไป เท่ายังแต่พ่อตนดั่งอั้น แม่นมีชีวิตก็เสมอตายแล้ว เหตุว่าได้พรากแม่แก้วผู้มีใจอิ่นดูลูกเต้า พ่อเป็นเจ้าก็บ่อิ่นดูลูก อันนี้ก็ถูกคำโลกว่าไว้ ก็มาได้แก่สองรา นี้แล ฯ
    เอหิ กณฺเห ดูรานางกัณหาน้องรักแก่พี่เฮย เจ้าจุ่งมาเร็วรีบ อย่าหื้อพราหมณ์เถ้าถีบตีรา เช่นเทอะ ฯ ราอย่าได้มีชีวิตเป็นฅนเทอะ ราจักกลั้นใจตายร่างแล้ว ร่วมนอนที่เดียวกันเทอะเจ้า พราหมณ์เถ้าผู้นี้หยาบช้า ตีดั่งข้าพ่อหากปันมัน พราหมณ์อาธรรม์โลภล้น ใจบาปพ้นบ่กรุณา ตีหลังราจำแล่น เป็นดั่งผู้น้อยแก่นตีงัวนั้นและนา ฯ
    อิเม ชมฺพุกา รุกฺขา ชาติว่าไม้ทังหลายฝูงนี้ คือว่าไม้ชำพูงามพรายเพริด บาแป้งเกิดนานา ยางพรายหนากิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมไปมา อารามหนาแก้วกู่ ต้นไม้อยู่ยายใย ราหนีไกลละไว้ ละร่มไม้หากหมองดาย ชะแล ฯ
    อิเม ติฏฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงระรื่น ปูนสนุกชื่นเย็นใจ น้ำเย้นใสราเคยอาบ ลอยเหล้นผาบไปมา ราหนีไกลละซ้ำ ท่าน้ำเปล่าสงัดไป ดอกไม้ใดบานแต่เช้า หอมทั่งเท้าดงไพร เป็นยายใยกันอยู่ เหนือแก้วกู่จอมดอย รากลอยใจทังคู่ เคยทัดทรงอยู่ตามใจ ราหนีไกลละไว้ ละดอกไม้หล่นเสียดายและนา ฯ ลูกไม้ใดเหลือแหล่ สุกแห้มแก่กินหวาน ในดงดานสะพรู่ ตั้งต้นอยู่จอมเขา ราเอากินแล้วเหล้น กำยื่นเต้นชมกัน ราจอมขวัญละไว้ ละดอกไว้หล่นเสียดาย ชะและนา ฯ

    ส่วนว่าชูชกะพราหมณ์ ก็เอาสองนงรามแก่นไธ้ ไปเถิงที่บ่ราบบ่เพียง มันก็พะลาดท่าวไปเล่า เถ้าเล้าเก่าท่าวสองที อันว่าเครือรีอันกระด้าง ก็หลุดจากมือพราหมณ์ สองนงรามมีใจสั่น ยะยั่นแต่ทังตน แล่นเววนใจสั่น เซซัดปั่นไปมา เป็นดั่งกุกกฏาแม่ไก่ อันมันไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังเคียดใหญ่ ตะฆ้อนใส่สันหลัง เซซัดผัดผั่นไปหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ เช่นและนา ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิยมานา กุมารา เต พราหมสฺส ปมุญฺจิย เทน เทน ปธาวึสุ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลายตนทรงศีลใสบริยาต ในเมื่อพราหมณ์เถ้าพะลาดหนทาง ท่าวนอนกลางกลิ้งไขว่ เหมือนขอนไม้ไฟลาม สองกุมารงามพี่น้อง ก็หลุดจากบ้วงคล้องเครือเขา ชาลีเลาแล่นแล้ว กัณหาแก้วแล่นชอมหลัง วิ่งผะผันไปหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ เช่นแล ฯ
    ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า แบกไม้เท้าแลพาถง โก่งหลังชอมเลยไล่ มาสู่ที่ใกล้สองสรี มายับยีผูกได้ เป็นดั่งไฟไหม้ม้างกัปหลวง มัดพันพวงแขนลูกท้าว ร้องเอิ้นกล่าวปูนกลัว ว่าเขือนี้นาหนีง่าย หนละป่ายกูเสีย เถ้าตาเภียจ่มฟ้อง สองพี่น้องเสียงอือทือ หยุบผันมืออืดร้อง นันทั่วท้องอาราม ซ้ำตามตีจักพราก ติ้วแขนลากแล่นไป วันนั้นและนา ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส ลุจฺจุมาทาย ทัณฺฑญฺจทาย พราหมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พราหมณ์ผู้โลภล้นพ้นสาหด มันขดฅิงลุกได้ ยับไม้เท้าหมวดเครือเขา ไล่เลยเอาสองเจ้า ผับทั่วท้าวอาราม มันมาด่าราวีมาด่าแล้ว พาสองหน่อแก้วดาหนี มันควรตีควรด่า ตีต่อหน้าพ่อพระยา เมื่อพราหมณ์พาลาเอาสองเจ้า เถ้าหลังโก่งนำไป กัณหาไปบ่ไวร้องไห้ เข้าป่าไม้ไต่ตามพราหมณ์ วันนั้นแล ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาหุํ ตํ ตํ กณฺหาชินาโวจ อยํ มํ ตาต พราหมโณ ลฏฺฐิยา ปฏิโกเฏสิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่านางน้อยนาฏกัณหา เหลียวหลังจากับพ่อ ตั้งหน้าต่อตนฅำ ว่าพระทรงธัมม์ยอดฟ้า พราหมณ์ตีเผือข้ากว่าหนีไกล เครือเขาแข็งมันฟาด ตีหลังข้าขาดเป็นรอย เป็นดั่งข้าญิงชายพ่อมันไถ่ไว้ เกิดเก่าใช้กลางเรือนมัน นั้นและพ่อเฮยฯ น จายํ พราหมโณ ตาต ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่าพราหมณ์ทังหลายแต่ก่อน ย่อมมีใจอ่อนกรุณา พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นผีเสื้อ เอาเพศเชื้อเป็นพราหมณ์ ยามใดนำเผือข้ากว่า คันว่าลับหลังพ่อ แล้วก็แดนว่าจักกิน เผือนี้นาเป็นสายสินธิราช ในเมื่อผีวิศาจร้ายหากนำไป ดั่งรือพ่อพระยายังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้ พ่อก็บ่กรุณานี้ชานอ ฯ
    ในเมื่อนางกัณหา ร้องไห้สั่งพ่อพระยา เทียวมัคคาป่าไม้ ร้องไห้สั่นระสาย พระมหาสัตว์เจ้ามักใคร่ปรายตาผ่อ ตั้งหน้าล่อเล็งมา ส่วนพลวะสิเนหาอันรักลูก ก็มาถูกต้องหัวใจ ร้อนปานไฟวู่ไหม้ ทั่วแต่ไส้ทุกพาย เจ้าอวายหายใจเข้าออก แต่พายนอกลมดัง กัณหาชังร้ายนัก พายนอกจักแตกคัดใน อวายหายใจด้วยลวงปาก ร้องไห้มากสั่นทังตน และนา ฯ น้ำตาผายลงเป็นถ้อย เป็นเลือดย้อยสองพาย หยาดยังยายตกต่อเท้า ออกแต่เบ้าตามา ในเมื่อน้ำตาไหลเป็นเลือด ทุกข์บังเกิดหลายสัน ซ้ำเล็งหันเลือดย้อย ตกเป็นถ้อยถั่งแถวไหล เจ้าก็ฅนิงใจว่า ทุกข์อันนี้นาบังเกิด หื้อน้ำเลือดตาไหล บ่ใช่เหตุอันใดมาถูกต้อง ก็เหตุอันรักสองพี่น้องเป็นด่าย ก็บ่ควรรักสายใจลูกแก้ว กูหื้อทานแล้วก็เพื่อสัพพัญญู ควรกูแปงใจหื้อหมั้นอยู่ ในแก้วกู่ศาลานี้เทอะฯ พระมหาสัตว์เจ้าตนผ่านแผ้ว ก็ตัดคำรักลูกแก้ว หื้อขาดแล้วบ่อาวรณ์ แปงสติสรมดีดั่งเก่า ก็มีวันนั้นแล ฯ

    คิรีตฺวาเร อสมฺปัตฺเตเยว ในเมื่อพราหมณ์นำสองเจ้ากว่า เถิงประตูป่าไม้อาราม กัณหางามถ้วนถี่ ไห้จาพี่ชาลีว่า อิเม โน ปาตุกา ทุกขา ดูราพี่ชาลีเป็นเจ้า อันว่าที่เหยียบราทังคู่ ร้อนวะวู่ปานไฟ หนทางไกลไปยาก น้องลำบากหิวแรง เทียวดินแข็งแกมแร่ พรากหน้าแม่จอมเมือง ตาวันเหลืองลงร่ามห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง พราหมณ์ใจแข็งจากว่า พราหมณ์เถ้าด่าตีไป พราหมณ์จังไรจำรีบ ไม้เท้าถีบตีนดอย ราทังสองหาที่เพิ่งบ่ได้ มาราจักก้มหน้าไหว้ ด้าวป่าไม้ดงหนา ด้วยหัวราทังคู่ ก้มไหว้หมู่เทวดา แต่จอมผาและปากถ้ำ แต่แม่น้ำทุกพาย ไหว้เทวดาทังหลายทุกหมุ่ อันอยู่แห่งห้องหิมพานต์ ในดงดานที่ใกล้ อันอยู่ต้นไม้และยายำ อันอยู่ในเครือเขาฅำป่ากว้าง อันอยู่ท่างท้างหิมพานต์ ขอหื้อเทวดาเอาข่าวสารนี้ไปบอก แก่แม่ออกเจ้ามัทที ว่าเผือข้ายังอยู่ดีเนอแม่ บ่ต้องเพียธิแด่อันใด เท่าว่าพราหมณ์เข็ญใจหยาบช้า มาตีเผือข้ากว่าไกลนม ว่าอั้นเทอะเนอฯ
    วชฺชนฺตุ โภณฺโต ดูราหมู่เทวดาทังหลายเฮย ค่อยกรุณาเผือข้า อันพลัดนมมานี้เทอะ ขอเจ้าอันอยู่ในดงหนาป่ากว้าง อันอยู่ข้างอาราม อันอยู่จอมเขาและปากถ้ำ อันอยู่ในท่าน้ำวังวน อันอยู่พายบนหนอากาศ พายใต้ลวาดธรณี ในดงรีทุกขอก ขอหื้อเอาคำดผือข้าไปบอกแก่แม่มัทที ว่าพราหมณ์ตีปานจักข้า ชักพรากหน้านำไป ผิว่าแม่สายใจยังรักลูกเต้า ก็หื้อแม่เจ้ารีบมาทัน แม่นดั่งรือก็จักได้หันหน้า ลูกก่ำพร้าแม่ทังสอง ชะแบะนา ฯ
    หนทางเทียวป่าไม้ พอได่ไต่ตีนเดียว เทียวไปมาด้วยจ่อง ทัดที่นี้ปล่องอาสรม ผิว่านางยังปรารมภ์รักลูก ก็หื้อนางท้าวผูกอย่านาน ก็ยังจักพบพานลูกเต้า หื้อแม่ออกเจ้ารีบเทียวมา แม่นดั่งรือก็จักได้หันหน้า ลูกก่ำพร้าแม่กลางทาง ชะและนาฯ ดูราเจ้าเทวดาทังกหลายเฮย แม่เผือข้าชื่อว่ามัทที ทรงเกศีหมวดเกล้า ไปป่าแต่เช้าแสวงหา ยังผลาลูกไม้ แม่ออกไธ้หากนำมา เพื่อว่าจักเลี้ยงปุตตาลูกเต้า กับทังออกเจ้าแม่ราชา วันนี้แม่จักมาหันศาลาอันเปล่า แม่จักมาเล็งแล้วเล่าแลดาย แม่จักมาฟายน้ำตาเสียแล้วนั่งไห้ ทุกข์หมาดไหม้ใจนางชะและ ฯ ดูราพี่ชาลีพี่อ้าย วันนี้เคราะห์ร้ายก็จักมาถูกต้องตนรา พระมาดาก็มายามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำพ้นเวลา แม่รอยขงขวายหาได้ ยังลูกไม้มากหลายพา บ่รู้ว่าพราหมณ์บาปหนาปู่เถ้า นำลูกเต้าแม่หนีไกลและนา ฯ
    อโห วต โอ๋ยนอ…. อิ่นดูแม่มัททีเป็นเจ้า ผู้ผูกเกล้าไว้เป็นชฎา แม่เท่ามัวเมาหาลูกไม้ หวังจักได้ดั่งชุวัน แม่จักเอาหัวมันมาเสียเปล่า ละลูกไม้เน่าเสียดาย ไผพ้อยจักมากินนั้นชา ฯ แม่มัททีเฮยออกเจ้า เลี้ยงลูกเต้ายากเสียดาย วันนี้ล่วงเวลาอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำฅ่ำแล้วก็ยังบ่มา รอยว่าแม่พระยาหาได้ ยังลูกไม้หากลืมมา พราหมณ์พาลาก็มาตีไจ้ๆ เข้าป่าไม้ดงหนา แม่พระยาบ่รู้ได้ เท่าขงขวายหาลูกไม้ดั่งชุวัน ๆ ขอหื้อแม่มาทันยามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำด้วยเดือนดาวนี้เทอะ ฯ ของอันใดอันแม่ได้ คือลูกไม้และหัวมัน เอามาปันพราหมณ์ปู่เถ้า อันอยากเข้าเล้าโลมใจมัน คันมันได้กินอิ่มแล้ว บ่หล้างจักบุบตีลูกแก้วแม่ไปพลัน และคา ฯ
    สุณา จ วต โน ปาทา บัดนี้ตีนเผือข้าทังคู่ เจ็บเลือดอยู่พายใน พราหมณ์จังไรจูงกว่า ดั้นเข้าป่าไม้ไปพลัน ชะและ ฯ

    สุณา จ วต โน ปาทา พาฬหํ ทีติ พราหมโณ อิติ วิลปึสุ กุมารา มาตุกิทฺธิโน ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นิยายอันนี้จักกล่าว เถิงสองกุมารลูกเต้า อันพราหมณ์เถ้าผูกพาไป ตีหลังไสจำกว่า ตีต่อหน้าพ่อราชา ปูนกรุณาใช่น้อย สองชื่นช้อยกระสด ดินฟ้าบดมะเมฆ บ่รู้กี่ร้อยอเนกอัศจรรย์ กับด้วยสองจอมขวัญพี่น้อง อันพราหมณ์ผูกด้วยบ่วงคล้องเร็วรัด เครือเขามัดสองศอก เถ้าหัวหงอกนำไป ยับมือไสหลังแล่น สองเจ้าบ่แกว่นทางเทียว สองสรีเยียะเหลียวหลังร้องไห้ เยียวว่าแม่ออกไธ้ตนมา กัณหาไห้อะแอ่ ไห้รักแม่หมองเถิง เต็มว่าราฅนิงเทิงก็หากแล้ว มือแก้วลูบน้ำตา ที่เหยียบราทังสอง ที่สุกก็สุกเป็นหนอง ที่พองก็พองเป็นเลือด บ่แห้งเหือดสักยาม พราหมณ์ก็เร่งตีไปไจ้ ๆ
    เต็มว่าราร้องไห้มันก็บ่วาง เต็มว่าราครางมันก็บ่อย่า เครือเขาผ่าตีไป เยียะพรากไกลออกเจ้า แม่ราจักโสกเส้าโสกา หน้าตาหมองเหลือหลาก เพราะว่าราพี่น้องพรากไกลตา แม่ราจักมาหันศาลาอันเปล่า แม่ราจักมาเล็งแล้วเล่าเล็งดาย แม่จักมาฟายน้ำตาเสียบ่ขาด เพราะบ่ได้หันหน้านางน้อยนาฎกัณหา วันนี้ราหนีไกลตาบ่ทันสั่ง บัดนี้แม่ออกเจ้านั่งรือว่านอน สองภูธรไห้อะแอ่ ไห้รักแม่ไปมา ร่ำไรหาชะไจ้ แก่ป่าไม้หิมพานต์

    อิติ วุตฺตปฺปการเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้ แลเด ฯ กุมารปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันสังวัณณนาห้องเหตุ ธัมมเทสน์กุมารบรรพ์ อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๑๐๑ คาถา นิฏฺฐิตา ก็แล้วเท่านี้ก่อนแล
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  4. #14

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๙
    มัทที
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    มัทที ๙๐ คาถา
    ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ……. นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร.

    นโม ตสฺสตฺถุฯ ยํ ปนฺนตํ รญฺญา มหาปฐวึ อุนฺนาเตตวา พราหมสฺสปิยปุตฺเตสุ ตินฺเนสุ ยาว พรหมโลกา เอกโกลาหลํ ชาตํ อโหสิ ฯ
    ลำดับธรรมเทศนามาเถิงเทิงมัททีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันพระพุทธเจ้าหากเทสนา ส่วนประญาสัพพัญญูตัณญาณอันประเสริฐ อันโพธิสัตว์เจ้าตนล้ำเลิศหากปรารถนาเอา ในเมื่อพระยาเวสสันตระราช ได้ประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า มีในกาละเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละนั้นแผ่นดินก็ไหวหวั่น สนั่นก้องไปมา โกลาหลเกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ตราบเถิงโสฬสะมหาพรหมก็มีแลฯ
    เทวดาทังหลายมวลหมู่ อันยายอยู่ป่าไม้หิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งแก้วแก่นไท้ทังสองพี่น้อง อันพราหมณ์ผูกด้วยบ้วงคล้องจำไป เทวดาทังหลายมีใจดังจักแตก ร้อนร้ายแรกกรุณา จิ่งจากันว่าดั่งนี้ ผิว่าราชะมัททีมาสู่ ในแก้วกู่แคว่นวัน จักบ่หันลูกเต้า นางจักเข้าไปถามพระยาเวสสันตระราช คันรู้ว่าท้าวประสาทหื้อลูกรักเป็นทาน นางก็จักไปตามบาทย่างลูกแก้ว ด้วยกำลังพละสิเนหา นางพระยาก็จักได้ทรงทุกข์เพิงมีชะแล ฯ
    เทวดาทังหลายจากันสันนี้แล้ว จิ่งราธนาเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังสามจุ่งจักไปเนรมิตเพศ พรรณวิเศษดีหลี ตนนึ่งเป็นดั่งราชะสีห์ ตนนึ่งเป็นดังเสือโคร่ง ตนนึ่งเป็นดั่งเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้างหนทาง ทัดที่หล้างนางมัททีจักมานั้นเทอะ ตราบแสงพระสุริยะอาทิตย์ ตาวันบ่ตกต่ำฅ่ำลับดอยไปดั่งอั้น แม่นว่าหากนางมัททีหากขอหนทางไจ้ๆ เจ้าทังหลายอย่าได้หื้อหนทางแก่นางพระยา จุ่งหื้อนางมายามฅ่ำ เข้ามาด้วยรัศมีพระจันทร์นั้นเทอะ อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า อย่าหื้อคั้นกว่าเอานางแด่เทอะ ฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห พระพุทธเจ้าจักสำรองของไข อัตถะบาลีอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระก็แสร้งเทสนาว่า เตสํ ลาลปิตฺต ํ ดังนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนเทวดาหลายมวลมาก อันอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งสองแก่นไท้กุมาร ในดงดานป่าไม้ เทวดาทังหลายมีใจอิ่นดูกรุณา จิ่งเจียรจาเซิ่งเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังหลายจุ่งกลายกลับเพศ พรรณะวิเศษเหมือนแท้ดีหลี ตั้วนึ่งจุ่งเป็นดั่งราชะสีห์ปาวเปิบช้าง ตัวนึ่งอ้างเป็นเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งกินฅน ตัวนึ่งเป็นเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้าง ทัดที่นางท้าวมัทที จักหนีมานั้นเทอะฯ
    เจ้าทังหลายยายอยู่ อย่าหื้อนางมาสู่ ศาลาเมื่อยามวัน จุ่งหื้อนางผันมารอดยามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำด้วยแสงเดือนดาวเทอะ ฯ เนื้อทังมวลในเถื่อน เขานันเพื่อนอาณา อย่าหื้อเขาทังหลายมาเบียนร้าย แก่นางราชะมัทที ผิว่าราชะสีห์ตัวกล้า หลอนปาวเปิบข้านางเมือง เสือเหลืองฅ่วนเฅ้า หลอนครุบเข้านางท้าวมัททีดั่งอั้น ยามนั้น เจ้าชาลีสรีรัตนา กับนางกัณหารู้ข่าว สองหน่อท้าวจักมรณาตามแม่ชะแลฯ
    เมื่อนั้นเทวบุตรสามตน มีใจชมชื่นยินบาน ก็เนรมิตเป็นเนื้อเชียงฅานสามสิ่ง ใหญ่ล้ำยิ่งเพิงกลัว หนังหัวพองเฅืองคราบ เป็นดังจักคั้นคาบแท้ดีหลี ฯ

    มทฺทีปิ โข ส่วนนางมัททีเยาวยอด นางฅะนิงรอดคำฝัน ปูนอัศจรรย์เป็นโทษ ฝันร้ายโสดแท้ดีหลี ควรกูราชะมัททีหาหื้อได้ ยังลูกไม้เร็วพลัน ยามตาวันบ่ตกต่ำ ลงสู่ฅ่ำลับตา นางพระยาร่ำเพิงสันนี้แล้ว นางแก้วมีตนสั่นปั่นไปมา รีบขงขวายหาลูกไม้ เช็ดน้ำตาอยู่ไจ้ๆ นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า สหตฺถเนตฺโต ชนิถิกํ เม ปติตํ ดั่งนี้ ว่าโอยนอ….
    เสียมสุบคันรีจอดบ้อง อันกูแต่งต้องหัวมัน กูหยุบผันบ่พราก ก็หลุดจากมือไป สายกระเชัาอันใส่ลูกไม้ ห้อยบ่าไว้บ่ปลง พ้อยหลุดไหลลงจากบ่า ขว้ำสะสว่าตกดิน ตาซ้ายไหลรินละเล่น เขม่นต้องตาขวา ไม้ฝูงนี้หาบ่ได้ในป่า ก็เป็นทูนค่าหลวงหลาย ไม้ทังหลายอันมีลูก ก็เป็นดั่งหาลูกบ่ได้ ทิศะหนใต้ก็แผ่เป็นดั่งหนเหนือ ในเมื่อกูไปยามฅ่ำ ตาวันตกต่ำคล้อย ลงล่ามห้อยลับดอยไป เนื้อทังหลายก็มานอนไขว่ขว้าง ทัดที่หล้างนางจักเมือนี้แลฯ

    อาศรมก็ยังไกลลิ่วลี่ ที่จักรอดก็บ่ปรากฎหันมา คันนางขงขวายหาลูกไม้ ได้แล้วนำเมือเป็นอาหารหอมหื่น สามเจ้าชมชื่นดากิน พระพรหมินทร์หน่อท้าว อยู่ด่านด้าวดงหนา นอนศาลาเทศท้อง รอยว่าท้าวเหยียบหย่องคองทาน สองกุมารลูกแม่ ละไว้แต่ศาลา สองบัวตราหน้าหน่อ ทุกข์ต้องต่อเข็ญใจ ตาวันใสร่ำห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง สองเพิงแพงพระแม่ รอยอยากเข้าอยู่เววน ชะแลฯ
    เต นูน ปุตฺตกา เมยฺหํ ดั่งกูนางคึดรอด ลูกแก้วยอดจอมใจ กูหนีไกลมาด้วยพ่อ เข็ญใจต่อเถิงตน ตาวันลงคลาดคล้อย ละห้อยแก่นยามแลง สองเพิงแพงอยากน้ำ เต นูน พระราชะทังคู่ ละไว้อยู่ศาลา เข็ญใจมาด้วยแม่ อยู่ด้าวแต่ดงดาน สองกุมารชอมทางแม่ แล่นต้อนแต่ไกลตา ดังปุตตาลูกงัวงามแง่ ถ้ารับแม่กินนมนั้นแลฯ
    พระนรินทร์ลูกแม่ อันอยู่แก่ศาลา สองขาเป็นกำพร้า ตระหมอดหน้าเข็ญใจ ดอมทางไกลคองแม่ ถ้ารับแต่หนทาง ดั่งลูกหงสารับแม่ แล่นต้อนแต่เหนือตม สองอุดมลูกเต้า อยู่ด้วยพ่อออกเจ้าตนงาม เข็ญใจมาด้วยแม่กำพร้าแต่สองฅน ลูกกับตนเป็นเพื่อน อยู่กลางเถื่อนดอมทางชะแล ฯ หนทางเทียวป่าไม้ พอไต่ได้ตนเดียว เทียวไปมาด้วยจ่อง สองขอบข้างเหวผา กูจักเทียวได้เมือรอด ยังสองลูกยอดศรมณ์ นางจิ่งประนมมือน้อมไหว้ ยังพระยาเนื้อร้ายสามตัว
    จิ่งกล่าวคาถาว่า มิคา นมตฺถุ ราชาโน ดูรา เจ้าพระยาเนื้อทังสาม กรียาอันไหว้แห่งข้า จุ่งมีแก่พระยาเนื้อทังสาม อันมีตัวงามพีใหญ่ เฝ้าแฝงใฝ่ดงขวาง ขออิ่นดูกูนางหน่อท้าว น้องแห่งสูเจ้าชื่อว่ามัทที เจ้ามีแรงดียิ่งกว่า ช้างในป่าหิมพานต์ ข้าขอทางจะจ่อง จุ่งปล่อยน้องแม่ญิงเดียว เพื่อจักเทียวไปสู่ ในแก้วกู่บรรณศาลา
    ข้าเป็นภริยาแฝงพระบาท แห่งบรมนาถภูมินทร์ พระนรินทร์ตนยศยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งควรยำ เป็นพระยาธรรมยศเยือก เป็นเจ้าช้างเผือกภูบาล ทรงญาณสิบสิ่ง เป็นลูกท้าวยิ่งชื่อว่าสญไชย ปราบเมืองไทยยอดฟ้า เจ้าแผ่นหล้าพสุธา ข้าพ่ำเรินผัวมาทุกเมื่อ สร้างบุญเผื่อรักษา เหมือนนางสีดางามแง่ ปฏิบัติแก่พระยารามนั้นแล ตามธรรมดาอันชอบ ประกอบด้วยเมตตา ขอจุ่งกรุณาโปรดข้า แก้วกำพร้าญิงเดียว จุ่งหื้อทางเทียวแก่ข้า อันใคร่หันหน้าลูกกำพร้าวอนเมือนี้แด่เทอะ ฯ
    อล เต เทวปุตฺตา เมื่อนั้น เทวบุตรสามตน ก็เล็งกาละปางนี้ ควรหื้อหนทางแก่นางพระยาว่าอั้น แล้วก็เอากันหลีกฟีกหนทางไปวันนั้นแลนาฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อันว่าพระพุทธเจ้า ตนปราบเหง้าติโลกาไตรโลก ยกสัตว์ข้ามโอฆะสงสาร พระเล็งหันอัตถะบาลี พายหลังมีไป่แจ้ง พระก็แสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺสา ลาลปฺปมานาย ดังนี้เป็นประธาน ว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เนื้อองอาจสามตัว คือราชะสีห์เสือโคร่งและเสือเหลือง คันได้ยินคำจาอิ่งอ้อยวอนขอไจ้ๆ แห่งแก้วแก่นไท้ราชะมัทที อันเป็นลูกสาวสรีพระยามัททะราช อันมาจาองอาจ เนื้อทังหลายจิ่งหลีกฟีกหนทาง
    ก็เป็นวันอุโปสถศีลเดือนเพ็งส่องแจ้งใสงาม ในเมื่อมิคาเนื้อหนีหลีก เต้นเว้นฟีกมัคคา นางพระยานุชนาฏ ก็ยกย้ายบาทลีลา ท่องเทียวมาบ่อยู่ เข้าใกล้อู่อาศรม เพื่อปรารมณ์เถิงลูกเต้า ทังพระเจื่องเจ้าจอมธรรม นางก็พร่ำมาทังค่ำ นางท้าวพร่ำเคยหัน สองจอมธรรม์งามแง่ แล่นต้อนแม่แต่ใกล้มา นางเล็งหาบ่หันอยู่ บ่หันสองเจ้าคู่เรียงกัน นางเคยหันลูกแก้วแต่ที่ใด นางก็ไปในที่นั้น ก็บ่หันแห่งหั้นแก่ตา นางโสภาหมาดไหม้ นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ดังนี้

    โอยนอ…. สถานที่นี้นาวิเศษ ด้าวประเทศศาลา เคยหันปุตตาแล่นเหล้น กำฝุ่นเต้นผะผาย สองโสมสายงามแง่ แล่นต้อนแต่ไกลมา กัณหางามผิวผ่อง เคยเหนี่ยวหน่องกินนม สองอุดมงามอะเครื้อ เนื้อกลั้วฝุ่นผับตน กูเทียวหนมาฅ่ำ ลูกน้อยพร่ำเรรน ลูกสองฅนเมื่อก่อน เคยแล่นต้อนถามกิน ทังหมากกวินและหมากม่วง วิ่งเต้นป่วงชักถง กระเช้าบ่ทันปลงแม่ช้าออกต้อน สองพี่น้องอ้อนชิงกัน วันนี้อัศจรรย์ดูหลาก สองก่ำพร้าพรากไปไหนนี้ชา ฯ
    ที่นี้นาวิเศษ ด้วยประเทศอาราม แก่นดูงามใช่ช้า กูเคยหันหน้าลูกกูทังสอง อิ่นดูสองบัวทองเจ้าแม่ คือดั่งนกแผ่หัวหาง อยู่คองทางตัวแม่ อ้าปากแผ่หากิน แม่เร่งบินมารอด อ้าปากสอดเซาะหา แม่ได้ใดมาคายออกป้อน ร้องออดอ้อนหื้อแม่ยินดี ปูนปรานีใจสั่น หัวอกลั่นตันผิง ทุกข์เต็มติงหมาดไหม้ อันนั้นและไส้มีสันใด กูบ่หันชาลีใสงามจะจ่อน กับนางเนื้ออ่อนกัณหา สองขาไปไหนชาบ่เต้น กลิ้งเกลือกเหล้นดอนซาย ลูกญิงชายเจ้าแม่ ต้อนแต่ไกลมา คือดั่งลูกหงษาหันแม่ ดิ้นผับแผ่เหนือตมนั้นแล ฯ
    อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย ราบเพียงใสข่วงกว้าง ประเทศท้างปูนเคย ลมพัดเชยดอกไม้ หล่นเหลือไว้ดอนทราย ขากำผายบิดเปล่า หอมรสเร้าติดตน ลูกสองฅนแก่นไท้ ดั่งฤาบ่หันได้ แต่ใต้ร่มไม้และศาลานี้หนอ อันว่ารอยตีนลูกช้าง เทียวป่างข้างดอนทราย เป็นแถวยายถ้วนถี่ ทุกด้าวที่หลวงหลาย ยังบ่หายวอยวิ่ง บัดนี้ลูกแก้วยิ่งเสมอตา ไปไหนชาบ่มาเก็บมาลาแลส้อมดอก ฤาว่าไปแอ่วเหล้นพายนอก แดนด้าวขอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น กำฝุ่นเต้นลวดลืมมา ฤาว่าพระปิตาตนพ่อ หื้อสองหน่อหลับไป ในบัณณะศาลาบ่ตื่น หลับบ่ชื่นอยู่วอนวอยอั้นชาฤา ฯ

    ตนกูดั่งแม่นกทังคู่ ละลูกอยู่ในรัง ไปแสวงหายังเหยื่อ ละลูกไว้เพื่อหากิน ฅนเทียวดินมีมาก หันแล้วหากเอาไป กูนางไปป่าแต่เช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา กูฅืนมาหาลูกบ่ได้ เท่าร้องไห้อยู่ดอมดาย พระโสมสายยอดฟ้า สองหน่อหล้าแม่ไปไหนนี้ชา ฯ
    อันว่ารอยตีนขาเทียวท่อง เยียะหยุดหย่องตามกัน คือดั่งรอยตีนลูกช้าง เทียวที่ข้างตีนดอย อันค่อยหันมาปรากฏบ่ผ่อน เท่าว่าสองแม่อ่อนน้อยแม่นี้ไปไหนชา ฯ อันว่าดินซายงามเพียงรอบ ลูกแก้วกอบกำปราย ดั่งลูกควายหลายคู่ เหล้นกันอยู่นอนตม สองบุญชมพระแม่ บ่หันแล้วแต่ศาลานี้และนา ฯ
    อิตํ เนสํ เครื่องเหล้นมีเหลือแหล่ ลูกแก้วแม่ทังสอง หมากคับทองมีหลายหลาก หมากไฟหากสุกเหลือง หมากเฟืองมีหลายพร่ำ หมากเกวนก่ำสุกดำ หมากม่วงคำและหมากหาด กลิ้งคล้อยคลาดจากมือขวา กูเล็งหารอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่หนใดนี้ชา ฯ
    อารามเพียงด้าวขอก ดอกขัดหมอกบานเรือง จำปาเหลืองและกัณณิเกด สลิดเทศและสะบันงา มะลิลาหอมยิ่ง ดอกซ้อนกลิ่นเอาใจ สถานไกวกิ่งค้อม ขาบิดมาพร้อมทัดทรง หอมทั่วดงแหล่งไหล้ ละดอกไว้ผุยผาย หันรอดดายหมองหม่น ดอกไม้หล่นดูราม กองซายงามจะจ่อน สองน้อยอ่อนเหล้นสะเบย หัวใจเฮยลูกท้าว ไปเหล้นด่านด้าวแดนใด เคยหันสองนงวัยบ่ขาด สองเจ้าน้อยราชเย็นวอย นี้ชานอ ฯ

    เยสุ ปุพฺเพ ในกาละเมื่อก่อน ลูกน้อยอ่อนสงสาร สองกุมารทังคู่ เหล้นใกล้กู่ศาลา หันแม่มาราแล่นต้อน ร้องเรียกน้องว่ากัณหา แม่มาตาออกไท้ ได้ลูกไม้มาหา ยังสองเราแล้วและว่าอั้นชุวันด่าย ฯ บัดนี้ บ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง และนอฯ กูนางคือแม่แพะทังคู่ อยากน้ำอยู่เรรน สองลูกตนยังอ่อน บ่ห่อนรู้พรากแม่ไปไหน กูอาลัยล้ำเลิศ ลูกแก้วเกิดกลางอก ยินทุกข์ตกโศกไหม้ เพราะลูกแก่นไท้บ่หันมานี้แล ฯ
    ในกาละเมื่อก่อน ลูกแม่บ่ห่อนไปไหน หันแม่มาแต่ไกลแล่นต้อน กูบ่ห่อนกำฆ้อนไล่เลยตี บ่มีวจีจ่มด่า คำร้ายว่าหื้อเจ็บใจ สองนงวัยลูกแก้ว มาขึ้นตักแม่แล้วกินนม ถานานมกูแม่ ก็พ่ำเพ็งแต่ทังถม เต็มด้วยน้ำนมทังสองเต้า เพราะบ่พบลูกเต้ายินผลาญ เจ็บอกปานจักแตก ร้อนร้ายแรกดั่งไฟลน ลูกสองฅนแว่นฟ้า ไปลี้หน้าเสียไหนนี้ชา นางก็อะธะวาอยู่ไจ้ๆ ร้องร่ำไห้กล่าวคาถาว่า อยํ โส อสฺสโม ดังนี้
    อันว่าอาศรมบทนี้นาเมื่อก่อน สองขาฟ้อนอ่อนไปมา มีเสียงหนาเกิดก้อง ดั่งพาทย์ฆ้องเมืองสวรรค์ วันนี้บ่หันสองโสภัณพี่น้อง แก้วร่วมห้องแม่อุดม อาศรมบทกูหันชุแห่ง ดั่งภมรแก้วแกว่งกวัดไกว เป็นสันใดเย็นเยือก บ่ได้ยินเสียงเรียกร้องหากัน บ่ได้ยินเสียงเนืองนันสักหยาด ในห้องอาวาสศาลาฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  5. #15

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อกัณฑ์ ๙
    อิเม ติฏ?ฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงระรื่น ปูนสนุกชื่นเย็นใจ น้ำเย็นใสท่ากว้าง ไหลแต่ท้างสระมา ฝูงปูปลาเหนี่ยงเหนี้ยว เหล้นสอดเสี้ยวไปมา ทังปลาฝาและเต่าน้ำ มีสุขล้ำชื่นชมฟอง สรีบัวทองทังฅู่ เคยเหล้นหมู่ปูปลา หว้ายไปมาขึ้นล่อง อว่ายหน้าจ่องจูงกัน ตาวันลงใกล้ฅ่ำ สองพี่น้องร่ำรนหา แม่มาดาก่ำพร้า แล่นมาอยู่ถ้าทางกู วันนี้พ้อยบ่มาชูหน่วยหน่อง จูงจ่องแม่ข้างศาลานี้ชา ฯ
    วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ อันว่าดอกไม้หลายชื่นช้อย บานเบ่งสร้อยพูพวง เกียงเหมยหลวงและกัณณิเกษ สลิดเทศหอมไกล ดอกซอนใบก้านกิ่ง มีทุกสิ่งบุปผา ในดงหนาพร่ำพร้อม ยายหยาดอ้อมพลูเขียว สองศรีเทียวเก็บดอก สองพี่น้องหยอกชิงกัน แถวดอกไม้หวันเกี้ยวกอด หอมรอดเท้าติดตน ลูกสองคนแก่นแก้ว พลัดแม่แล้วรอยตายและนาฯ
    ผลานิ อันว่าลูกไม้มีหลายสิ่ง เป็นทุกกิ่งเจือจาน ทังหมากหำฟานและหำรอก ทังแหนหมอกและนมงัว กินหวานนัวส้มฝาด ทังหมากหาดและหมากพิน ลูกไม้ดีกินหลายชื่นช้อย ลูกอ่อนน้อยแม่เคยบิดกิน สองนรินทร์พี่น้อง ไปอยู่แห่งห้องหนใด นี้ชาฯ

    อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา โอยนอ …รูปช้างไชยใสเลยแล่น รูปกวางทรายและหมูเถื่อน ขาชักเหล้นเลื่อนเลยกัน ขาเคยหยุบผันบ่พราก นกจากะพากและยูงคำ เจ้าทรงธรรมตนพ่อ สลักหื้อลูกน้อยหน่อจอมขวัญ เหล้นทุกวันบ่ขาด ก็มีหยาดยายกัน พ้อยบ่หันหน้าสองบัวสวรรค์เลิศแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่เทียมใจนี้ชา
    ปกฺขีทิชา เ เนื้อนกมีหลายหมู่ ตื่นเต้นสะสู่เต็มไพร ด้วยเสียงนางเดินไปและไห้ หาสองแก่นไท้ปุตตา บ่หันสองโสภาทังคู่ เท่าหันเนื้อนกหมู่เคยมา นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม สามา สลาลูกา ปหุกา กทฺทลีมิคา โอยนอ…
    ทรายฅำและกระต่าย วอกก่ายบนเครือ จ่อนแจ้เจือค่าไม้ ลิงรอกใต้สะขี ทังนางนีและแบ้วบ่าง เนื้อนกต่างๆนานา ทังหงษาและไก่น้ำ แล่นชุก้ำชุพาย เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น หกตื่นเต้นไปมา สองโสภาเรืองระร่อย ละเนื้อปล่อยเย็นวอย นี้ชาฯ
    อิเม จ หํสา จ โกญ?จา จ อันว่านกหงษ์บินอากาศ นกเขียนอาดบินสูง นกยูงกางปีกฟ้อน จากะพากหย้อนเหยียบหาง โพนดกวางเสียงก้อง นกเป็ดป้องร้องเสียงหวาน สองกุมารเคยผันผูกเหล้น นกตื่นเต้นเรียกว่ากอๆ สองสอบอเฮยพระแม่ ข้าบ่หันแล้วแต่ทุกอัน บ่หันสองแพงพันลูกท้าว ไปอยู่ด่านด้าวแดนใด บ่หันในแห่งห้องแก้ว แม่ร่วมท้องรอดตาย ชะแลฯ
    นางบ่หันสองพี่น้อง ในแห่งห้องอาศรม นางปรารมณ์สายสั่น เซซัดปั่นไปมา นางพระยาบ่อยู่ แล่นเข้าสู่ดงหนา มีรุกขาหลายหมู่ ตกสร้อยกู่บังใบ ในดงขวางป่าไม้ บ่หันสองแก่นไท้หนใด นางทุกข์ใจบ่แล้ว นางแก้วกล่าวคาถาว่า อิมา ทาว กุมฺปาโย ปุปฺผิตา สปฺปการิกา ดังนี้ โอยนอ…..
    ป่าไม้นี้หลายอะทุ้ม เสียงฅะฅุ้มนันเนือง ดอกไม้บานเรืองงามเรื่อ หอมรสเร้าเผื่อผับดง พู่เผิ้งชมเชยดอก บินเข้าออกชมเชย บ่หากหายเหยทุกเทศ ดอกวิเศษหลายพันธุ์ เขาชวนกันเกาะหน่อง ไม้แหม้นจ่องบิดเอา วันนี้สองนงเลาละไว้ แก้วแก่นไท้แม่รอดท้าว สองโสมสายเฮยเจ้าหล้า ละแม่ไว้เป็นกำพร้าอยู่ลูนหลัง โอยทุกขังแท้และนอ

    ท้าวตนพ่อก็บ่ปราไสร ข้าถามอันใดก็บ่ต้านต่อ เยียะหน้าฅักล่อปูนกลัว ว่าข้ามัวกริ้วโกรธ กุมใส่โทษราวี ว่าข้ามัททีมีชู้ จาอวดอู้โกธา ว่าข้าไปเหล้นชู้มายาจากเจ้า ตนเป็นปิ่นเกล้าเหนือหัว เป็นผัวรักแห่งข้า เป็นดั่งแก้วรอดฟ้าผูกกับขวัญ คันว่าเจ้าบ่ปากต่อข้า ได้หันหน้าลูกเต้า และได้หันหน้าเจ้าปากจาดี แม้นทุกข์เฅิงขีข่มไหม้ ก็จักได้ร่ำงับกลับหาย ชะแลฯ
    ในเมื่อนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระมหากระษัตริย์อยู่บ่ปาก นางทุกข์มากหิวหน ทังตัวตนสายสั่น ร้อนร้ายปั่นกระหาย ดั่งฅนจักตายดิ้นด่าว เปิบป่าวอยู่เววา กลิ้งไปมาขว้างไขว่ ดังแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังเคียดใหญ่ กำปั้นใส่สันหลัง ทิ้งตีนขะนังฟันฟาด ฟัดติ้วฅะฅาดผายผัด ก็เซซัดไปมา ดั้นดงหนาขาวเขียว บ่มีเพื่อเทียวหาลูก พอถ้านถูกเถิงถัน อกคับตันดังจักแตก ร้อนร้ายแรกเป็นเปลียว กลางฅืนเทียวต่อรุ่ง นางท้าวมุ่งหันมา ซ้ำมโนมนาไปเล่า หาที่เก่าหลายปาง พายลูนก็ฅืนมาสู่ ในแก้วกู่ศาลา บ่หันสองปุตตาพี่น้อง ในแห่งห้องหนใด นางจะเดินไปบ่ยั้ง ทุกขอกข้างอาราม ทุกดงรามและป่ากล้วย ทุกสลอกห้วยและเครือหนาม ทุกดงงามป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้เขาเขียว ทุกรูเปียวปากถ้ำ ทุกท่าน้ำและรอมคา ทุกรูผาเหวหาด ที่ทุกตาดเหวหิน ทุกรูดินและจอมปลวก ทุกบวกน้ำและสระหนอง ทุกหินกองและหินก่อ ทุกผาช่อผาชัน ดอยดงตันมัวมืด นางก็ไปหยืดร้องหา ก็บ่หันสองบัวตราหน่อท้าว ในด่านด้าวแดนใด นางก็มีคำสงสัยไจ้ๆ รอยว่าสองหน่อไท้แม่เมือมรณ์ แท้ชะฤาฯ
    สา ปุตฺตโสเกน อันว่านางมัททีสรีรักลูกเต้า สองเจื่องเจ้าเรรน บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ร้องร่ำไห้แล่นไปมา ด้วยวันและเวลาสามฅาบ อันนางหยาบแสวงหา ไปหาแล้วไปหาเล่า ซ้ำที่เก่าหลายที หาสองสรีพี่น้อง บ่หันในแห่งห้องดงรี พอรวายตรีเขี้ยวฅ่ำ นางท้าวพร่ำคณนา นับเป็นวาได้แสนสี่หมื่นวา ก็มีแลฯ

    น โข โน ทว ปสฺสามิ เยน เต นิคตา มตา ข้าแด่มหาราชะเจ้า อันว่าลูกเต้าหน่อสายใจ สัตว์ตัวใดเยียะบาป มาคั้นคาบกินขา กาดำๆในป่า ก็มาร้องว่ากาๆ สองกระษัตราเฮยลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะแลนอฯ
    เอวํ วุตฺเตปิ เมื่อนางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ต้านถ้อยต่อสักคำ นางมัททีสรียศยิ่ง นางท้าวจิ่งอาวรณ์ เพราะบ่หันสองภูธรพี่น้อง แก้วร่วมท้องแม่เทวี พอรวายตรีคืนนั้นรุ่ง พระสุริยะพุ่งสายแสง ตานางแดงดั่งเลือด เพราะไห้บ่เหือดสักยาม หาสองนงรามบ่ได้ นางท้าวไห้สยุบท่าวตาย ท่าวลวงหงายถะแบ่น แทบท้องแท่นธรณี เพราะบ่หันสองสรีลูกไท้ นางท้าวไห้ขาดใจตาย วันนั้นแลฯ

    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา ตตฺถ ปริเทวิตวา ปพฺพตานิ วนานิ จ ปุน เทวสฺมํ กนฺตวา สามิ กสฺสนฺติ โรตฺติ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงฅน ศักดิ์สมงามซะแล้ม สองฝ่ายแก้มยิ่งบัวจีน ตาเขียวนิลดำปลอด แขนส้อนสอดดอกไข ตีนมือใสจะจ่อน เนื้ออ้วนอ่อนผิวนวล ทรงลักขณะควรสะอาด เป็นเชื้อชาติท้าววงษา นางจะเดินหาลูกเต้า ทุกข์โศกเศร้ากังวล ร่ำเรรนปั่นกว้าง เข้าสู่ประเทศท้างดงหลวง คุ่มเครือพวงพงพุ่ม ทุกต้นไม้คุ่มรอมคา ทุกรูผาเถื่อนถ้ำ ทุกท่าน้ำหาดเหวผา บุ่นหนามหนาเถื่อนถ้อง บ่หันลูกแก้วร่วมท้องสิเนหา ฅืนมาสู่ศาลาร้องไห้ ที่จิ่มใกล้ตนเป็นผัว มือทูนหัวกราบไหว้
    นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า น โข โน เทว ปสฺสามิ ข้าแด่พระเจ้าอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดเคิงคาบ ข้าแล้วคาบกินไกล ว่านกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันเนือง รอยว่าสองบุญเรืองตายจาก กำพร้าพรากนมกู ชะแลนอฯ ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ขอจุ่งบอกข้ารีบเร็วพลัน คันพระจอมขวัญบ่บอกข้อย ข้าน้อยเที่ยงแดนวาย สยุบตายยามงายพูกเช้า จักละพระบาทเจ้าอยู่คนเดียว ในไพรเขียวกลางเถื่อน บ่มีไผเป็นเพื่อนพอสอง และนา ฯ
    อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ส่วนนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ผ่อเล็งหา ก็บ่หันสองปุตตาพี่น้องในอาศรม นางยอประนมนบพระบาท มรณาตติงตาย ดิ้นสะสายยะยั่น ตากุ้มปั่นเป็นผี ยามนั้นใจพระระสีสายสั่น ใจเจ้าปั่นไปมา ส่วนพระราชาผ่านแผ้ว หันน้องแก้วท่าวทังยืน โสกาวืนวู่ไหม้ ท้าวอดบ่ได้แต่อันเป็นสรมณ์ ยินปรารมณ์เดือดร้อน ทุกข์ยิ่งข้อนโศกา ควรกรุณามีมาก อดลำบากเหลือใจ เพราะว่าอาลัยบ่แล้ว หันน้องแก้วท่าวมรณา ชลเนตรน้ำตาตกซะซู่ เจ้าก็ผุดลุกไปยกหัวนางพระยา ขึ้นพาดไว้เหนือตัก ไห้ร่ำรักเมียมิ่ง คึดทุกสิ่งถนอมใจว่า

    โอยนอ… มัททีกูนี้ตายเสียแท้และนอ ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็ฅนิงใจว่า มัททีกูนี้ตายแท้ฤาว่าไป่ตาย เป็นสันใดพระจอมใจแก่นไท้ ก็เอามือวางไว้เหนืออก นางพระยาก็ยังดูอุ่น มะมุ่นต้องมือตน ก็ถือเอาน้ำต้นคัณฑีมาประปรายลูบหน้า เมียก่ำพร้าจิ่งชายา พระราชาแก่นไท้ มาอยู่ป่าไม้ได้เจ็ดเดือน หนีเสียเรือนมาบวช สร้างผนวชเป็นชี บ่ห่อนถูกตัวนางมัททีสักเทื่อ ในเมื่อความโศกทุกข์บังเกิด ร้อนไหม้เดือดเรรน บ่รู้ว่าตนเป็นนักบวช สร้างผนวชภาวนา เจ้ามีตาทังสอง อันเต็มไปด้วยน้ำตา ก็ยอหัวพิมพาแก่นไท้ ขึ้นพาดไว้เหนือตัก เจ้ายินรักบ่แล้ว เหตุว่าเห็นนางแก้วสยบตาย พระโสมสายแก่นเหง้า นั่งเฝ้าดูใจเมีย
    จิ่งกล่าวว่ามัททีเฮยเจ้าพี่ ทัดที่นี้บ่ใช่ที่ควรนางมาตาย เท่าสองเราดายแก่นไท้ ดังฤามาละพี่ไว้ ตายไปนี้ชา ผิว่านางเมือตาย ในนครหลวงใหญ่กว้าง กรียาอันจักสร้างส่งสะการ ทังปริวารเชื้อชาติ ทังขัติยราชวงศา ทังหมู่เสนาคับคั่ง ไพร่ฟ้าหลั่งถมถอง ชาวเมืองทังสอง จักไหวหวั่นสนั่นก้องโกลาหล ฝูงฅนนานาหลายหลาก พร้อมกันมาเลิกซากส่งสะการ ดาเครื่องบริขารทานทอด อุทิสสรอดนางเมือง เสียงเนืองนันเกิดก้อง ฝูงน้องพี่หมู่อาวอา ญาติกาแห่งเจ้า ก็จักมานั่งเฝ้าเป็นบริวาร ทุกประการแหนแห่ บ่ใช่ว่าจักละคราบแม่หมองดาย และนา ฯ

    ดูรานางมัททีสรีสะอาด ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง และมึงนางตายจาก ชีวิตพรากสันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท งามวิลาศบวร แต่แม่เรือนนอนเหนือแผ่น แทบท้องแท่นปฐวี ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา ด้วยอันช่างไม้หากรจนาตกแต่ง ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปลีและกาบจว้า แต่งมุขหน้าออกทุกพาย ทังขันหงายชายฅวบ รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย ขันคว่ำหงายยายเถียวถอด เรียวรุดรอดเถิงปลาย ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ
    กระบานใบขันแนวนีด จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยฅำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์ งามสะโรจรังษี ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา รูปเทวดายืนถ้อยเถียบ ตีนจับเลียบประนมกร งามบวรซะแล้ม ลายช่างแต้มสัพพะอันมี ทังรูปกินรีแอ่นฟ้อน รูปกินนรย้อนหลัง ถือปุบผังดวงดอก กิ่งก้านออกเพิงพาว รูปเดือนดาวและอากาศ รูปฟ้าหยาดกลางหาว รูปนางสาวใส่สร้อย ข่ายหิงห้อยประตูโขง ผ้าพับวงยาบย้อย แขวนข่ายสร้อยใบไร มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง ยายแลบข้างฉัตรคำ ขาวเขียวแดงดำด่าง หม่นเหลื้อมหย่างยายตาม สิ้วสองงามยะยาด
    รูปนาคะบ้วงบาศก์เกี้ยวตีนโรง เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี ทังกินรีแลเถื่อนถ้ำ ครุฑนาคน้ำมังกร รูปม้าอัศดรตัวองอาจ รูปช้างแก้วราชกุญชร งาเงยงอนเง้าเงื่อน ใหญ่หน้อยเพื่อนพังพลาย รูปงัวควายอุสุภราช รูปนกจากะพากแลหงสา รูปมิคาเทียวตีนข่าย รูปช้างม้าก่ายงวงงา รูปพยัคฆาตัวองอาจ รูปเสือโคร่งหยาดยังยาย รูปตัวกลายแลกระแตกระต่าย นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅนิงแลการวีก แขกเต้าปีกเขียวจี สัพะสัพพีรูปงูรีและงูเงี้ยว แมบลิ้นเกี้ยวเครือหนา ทังปักขีทิชาแบ้วบ่าง บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา รูปนกเขาและนกขุ้ม มีเป็นชุมเป็นหมู่ จับไม้อยู่เหนือคอน รูปกินรีนรอนม่ายฟ้อน ยายเหยียบหย้อนหากัน มีหลายพรรณหลายหลาก รูปนาคน้ำนาคี อัสสหัตถีช้างม้า หลายหลากหน้าเสือสิงห์
    รูปผู้ญิงโสมแสล้ม ชายจูบแก้มเล้าโลมใจ รูปเมฆะไหลเดระดาษ เครือวัลย์วาดสมตัว ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน ดอกนิโลบลเขียวอะทุ่ม ดอกแก้วหนุ่มแกมกัน เครือวัลย์หวันสะอาด ปราสาทแก้วแววยูง กองหลัวสูงร้อยชั้น ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง สมุนแว้งมันซวะซวาด ปราสาทแก้วเรียงราย มีเชิงชายงามสะอาด น้ำแต้มหยาดเพิงพาว ดำแดงขาวหยดหว่าง แมงพู่ซว่างชมละออง เอนกนองแสนสิ่ง ข่ายหิงแก้วทุกพาย ตระบอมคว่ำพี่จักใส่รูปม้าน้ำตัวกลาย ตระบอมหงายพี่จักใส่แก้วแว่น ตีนแท่นหั้นพี่จักใส่ลายวง ประตูโขงพี่จักหื้อแต้มรูปเทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน ลางฅนพี่จักหื้อแต้มรูปทิพยาธรงามพ้นแป่ง ลางฅนพี่จักหื้อถือจามรแกว่งกวัดไกว ลางฅนพี่จักหื้อถือฉัตรใบไรหยาดย้อย ลางฅนพี่จักหื้อถือข่ายสร้อยและหางยูง ฝ่ายหลังคามุงพี่จักหื้อแต้มลายฟ้า ฝ่ายมุขหน้าพี่จักหื้อใส่ลายคำ ลายขะแจจำถ้วนถี่ ลายกาบควี่บานใบ ยายย้อยไกวยะยาบ เหลื้อมมะมาบส่องแสงสี มีทังพัดวีพัดพร้าวและจามรีดูยิ่ง ใต้ฟ้ากริ่งสถาน เพื่อส่งสการน้องแก้วพี่ ทุกด้าวที่แจจน ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น ชักเชือกเต้นหกกะโดง ฝูงฅนโถงจักหื้อที่พาทย์ฆ้อง เสียงตื่นต้องด้วยสัพพไชย สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา จากับด้วยเสียงปี่ นันทุกที่อือทือ ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง จักหื้อมีเรื่องเหล้นหลายประการ เป็นประหมาณดังกล่าวแล้ว
    พี่จักแต่งไฟม้าแก้วแล่นตามดิน พ่องก็พาบินเร็วแล่น บอกไฟช้างแฮ่นเสียงคราง บอกไฟรูปม้าตกหางเต้นตว่าง บอกไฟรูปกว่างป่วงจับหลังชาย บอกไฟรูปงัวผายเสียงส่ง บอกไฟรูปควายจ่งจับบน บอกไฟรูปแรดโยนปาวเปิบ แล่นผะเผิบเลยกัน แล่นพอมควันงะหงาด เป็นดังสายฟาดธรณี ฝุ่นผงธุลีพอมืดคุ้ม อากาศกุ้มพายบน บอกไฟรูปฅนก็ว่าจักแล่น บอกไฟรูปม้าก็จักริแฮ่นตามเสียง สัตตะสำเนียงเกิดก้อง นันทั่วท้องสากล พายบนหนอากาศ ผู้จักหื้อช่างฉลาดแต่งไฟยิง หนใต้พี่จักหื้อแต่งรูปสิงห์ไว้ถ้า ขึ้นขี่ม้ายาดยิงบน หนวันตกพี่จักหื้อแต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน หนเหนือจักหื้อแต่งทิพยาธรและนางฟ้า ขึ้นขี่ม้าอัศดร หัวก็งอนน่องก็อ้า ดั่งว่าจักขึ้นฟ้าก็บ่หน แล่นขึ้นสะสนสะสาด ขึ้นเจาะโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมา นางเทวดาพ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นลายวงโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมาบ่ติง นางสิงห์พ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นขันหงาย ลงลวดยายกาบจว้า ติดช่อฟ้าและป้านลม หนวันออกพี่จักแต่งไฟเข้าตอก ทังไฟดอกและไฟขวี รูปมอมพีตัวใหญ่ ไต่เชือกขึ้นจับโขง รูปไฟยนต์หงษ์และนกยูงตัวมีปีก ขึ้นฟ้อนฟีกกันลง ลือทั่วโขงเมืองใหญ่ สะท้านไฅว่ผืนธร แก่นปูนวอนแกมโศก เป็นที่เล้าโลกสงสาร ด้วยประการดั่งนี้แล้ว
    ไฟม้าแก้วแยกเป็นเปลียว ควันไฟเขียวมัวชะโชติ (ลางสำนวนว่า-ควันไฟเขียวติดซวะซวาด น้ำแต้มหยาดกองหลัว ควันไฟมัวชะโชติ) โสลดขึ้นกลางหาว ปานดังดาวอยู่ยังฟ้า ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู ขึ้นพระพรู่ตกพระพรั่ง เป็นคู่หลั่งไหลตาม เป็นไฟงามย้อยดอก ปานเข้าตอกเต้นประปราย ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน สะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน ลมกิดกิวปั่นเค้า ปานดั่งจักยกเอาหอปราสาทเจ้าแม่เมือบน กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา ฯ

    ภทฺเท ดูรานางสายใจเฮยเจ้าพี่ บัดนี้มีแต่กูพี่ผู้เดียว อยู่กลางไพรเขียวป่าไม้ กูพี่จักได้อันใดมาส่งสการ นางนงคราญอันมาตายกลางป่าไม้ นางเท่ามาละกูพี่ไว้ตนเดียว ผู้ใดจักมากลางไพรเขียวป่าไม้ ผู้ใดจักมาช่วยกูพี่ตุ้มหัว นางหนุนหมอนและห่มผ้า ผู้ใดพ้อยจักมาตักน้ำซ่วยหน้าแม่อุดม ผู้ใดจักมาสางผมแม่หมวดเป็นเกล้า ผู้ใดพ้อยจักมาอุ้มเจ้าใส่เหนือตัก ผู้ใดพ้อยจักมาวักน้ำลูบล้าง ผู้ใดพ้อยจักมาฝ้านต้างใส่สองหู ผู้ใดพ้อยจักมาอิ่นดูนางน้องไท้ ผู้ใดพ้อยจักมาส้อมดอกไม้เหน็บเกศเกล้าเกษา จักมีใผฅนใดชาจักมาเอาจันทน์มัณฑาลูบไล้ ไผจักมาเป็นเพื่อนไท้ กูพี่ไห้หาแม่เหิงนาน นั้นชาฯ
    ภทฺเท ด ูรานางสายใจพี่เฮยผู้ฉลาด ดั่งฤามาเสียตนเจ้าขาดกลางดง กูพี่จักได้ปลงซากเสียกลางป่าไม้ กูพี่เท่าจักก้มหน้าไห้ผ่อดอมดาย ด้วยปริยายปางเปล่า เอาสองหัวเข่าเช็ดน้ำตา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามและหาบ่ได้ กูพี่จักก้มหน้าไห้อยู่ดอมดาย ชาและนา ฯ ดูรา นางสายใจพี่เฮยกำพร้า ตระหมอดหนาเข็ญใจ บ่ว่ากูพี่บ่อาลัยและแกล้งนางไว้ ดั้นป่าไม้ตายไปนั้นแลนา ฯ

    พระมหาสัตว์เจ้า แสนโศกเศร้ากังวล บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร่ำร้องไห้เรียกขวัญนางว่า ๓๒ ขวัญนางอย่าไปล่าประเทศท้องที่พนาลัย ขวัญนางอย่าไปล่าดงไกลเหวหาดห้วย ที่น้ำไหลหลิ่งด่านผาชัน ๓๒ ขวัญนางอย่าไปอยู่ป่าไม้จวงจันทน์ ที่ดอยดงตันหนาหลืบแหน้น ขวัญนางอย่าไปคัดคั่งแค้นมากมัวเมา ฯ บัดนี้กูพี่เป็นผัวก็มาก้มหัวเรียกร้อง ๓๒ ขวัญนางมัททีนาฏน้องจุ่งรีบเร็วมา ว่าลุกขึ้นมาเทอะยอดสิเนหาเทียมเท้า เป็นที่เหนาะหน่องน้าวชื่นเชยใจ ลุกมาเทอะแม่สรีนงวัยหนุ่มเหน้า ฐานะที่นี่บ่ใช่เป็นที่เจ้าเมือมรณ์ ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ….
    นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร ลุกมาเทอะแม่สรีนาคารใจกว้าง ลุกขึ้นมาเป็นเพื่อนกูพี่อยู่สร้างภาวนาธรรม ก่อนเทอะ ฯ
    ดูรา ราชะมัททีสรีจอมนาฏ เป็นเมียรักราชเทียมใจ ส่วนพระยาสญไชยตนพ่อ คึดใจต่อสิเนหา ร่ำเพิงเถิงราพี่น้อง อันเป็นเพื่อนพ้องวงศา มาอาราธนาเอากูพี่ เมือเป็นเจ้าผืนธร เมือเสวยพระนครหลวงใหญ่กว้าง ชวนไพร่ฟ้าสร้างเมืองมูล คันกูพี่ได้เป็นขุนเสวยราช เสด็จขึ้นสู่ปราสาทนิเวสน์ เสวยเมืองตนดังเก่า คันพี่บ่ได้เห็นหน้าเจ้าหากยินผลาญ หล้างชื่นบานพ้อยโศก กูพี่เที่ยงจักไห้วะโวกหานาง ชะแลฯ
    อโห วต ทุกข ํ โอ๋ยนอ… ทุกข์กูบ่ใช่หน้อย ฅะฅ้อยอยู่ตนเดียว ฝูงฅนเทียวมีมาก พร้อมทุกปากถามหา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามหาไหนบ่ไหน กูพี่จักก้มหน้าไห้ว่า นางตาย นางตาย ว่าอั้นเพิงมี ชะแลฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  6. #16

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อกัณฑ์ ๙
    มทฺทีปิ โข โลกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลฺภิตวา ในกาลนั้นนางมัททีสรีอะเฅื้อ เนื้อเกลี้ยงอ่อนโสมสาย นางสยบตายไปหน้อยนึ่งแล้ว นางแก้วก็ตื่นชื่นได้สติฟื้นฅืนมา นางพระยากลัวเป็นบาป ด้วยบ่สุภาพควรละอาย จิ่งษมาถวายกราบไหว้ นบพระบาทไท้ราชภูธร
    ว่าข้าแด่พระเวสสันดรเฮยเจ้าข้อย ข้าม่อนน้อยขอขมา เหตุว่าพระราชามาถูกต้อง ยังข้านาฏน้องราชินี ผิดคองดีแห่งพรหมจารีต ด้วยสุภาษิตคลองธรรม พระมาหยุบกำตัวน้อง ด้วยกองข้องสิเนหา กลัวมรณาตายจาก ข้าน้อยหากปูนกลัว พระอยู่เหนือหัวผายโปรด ขอจุ่งอดโทษแก่ข้า เมียก่ำพร้าชื่อมัทที เพราะปรานีลูกรัก บ่รู้จักความถูกและผิด ขอพระจอมจิตจุ่งอดโทษ พอผายโปรดแก่ข้า เมียก่ำพร้าปางเดียวนี้เทอะ ฯ
    ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าข้อย ลูกน้อยราไปทางใด เอาไปซ่อนไว้ไหนบอกแก่ข้า เอาไปลี้หน้าอยู่ทัดที่ทางใด นั้นชาฯ

    อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า หื้อรู้ข่าวอันมีว่า ภทฺเท ดูรานางราชะมัทที อันว่าสองสรีหน่อเหน้า พี่ก็ได้หื้อลูกเต้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์เถ้าแก่ อันลุกแต่บ้านมันมา รอดศาลาพี่น้อง ขอเอาแก้วร่วมท้องแม่หนีไปในวันวานี้และนาฯ พระมหาสัตว์เจ้า ก็บอกแก่นางหน่อเหน้าราชะมัทที ตามอันมีแต่เค้า ตามพระราชะเจ้าหากโอยทาน วันนั้นและนาฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมชฺช ปุตฺตํ ราชปุตฺตี อสฺสตฺถนฺนํ วิฑิตฺวา นํ เอตทพฺรวิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงคน เหง้าสมันตราชสืบสายมา ไปเดินหาสองปุตตาผับแผ่น นางท้าวแล่นคืนมา สู่ศาลาดั่งเก่า ใกล้พระบาทเจ้าเวสสันดร นางสยบเมือมรณ์ใจขาด ที่ใกล้พระบาทผัวตน ท้าวจิ่งเอาน้ำต้นคัณฑี พระระสีฟันฟั่ง เหงี่ยงน้ำหลั่งไหลตก มือลูบอกหื้อชื่น นางแก้วตื่นคืนมา จิ่งถามหาสองปุตตาแก่นไท้ ในที่ใกล้พระระสี ยออัญชุลีใส่เกล้า ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ท่านจะไปเสียลูกเต้าราไหน เมื่อนั้นท้าวจิ่งขานไขต้านต่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาว่า ดูรามัททีเฮย อันว่าสองสรีลูกเต้า กูพี่ก็ได้หื้อสองขาเจ้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ผู้นึ่งแล้ว เพื่อหื้อเป็นข้าแก้วแก่มัน ในวันวานี้แล้ว กูพี่ก็ได้บังลับไว้ บ่บอกแก่นไท้เมื่อยามมา เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย พี่กลัวนางตายเสียกลางป่าไม้ เยียวว่านางบ่ได้อนุโมทนา จิ่มพี่และนาฯ

    ทลิทฺโท พราหมโณ ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งนาแม่ ไร้นักแก่ดีหลี บ่มีอันใดสักสิ่ง สุดที่ขิ่งดอมดาย ขงขวายหาเลี้ยงปาก เถ้าลำบากโรยแรง คนเดียวแสวงกลางป่าไม้ เพราะทุกข์ไร้บ่กลัวตาย จิ่งสะพายถงและข่มเท้า เดินเทศเข้ามาขอ เอาสองสอบอพี่น้อง ก็บ่เป็นเพื่อนพ้องราสัง บ่ใช่ว่ากูพี่นี้ชังบ่รักสักหน้อย กูพี่รักร้อยเท่าเทียมจิต กูพี่ปองปิดความตระหนี่เสียแล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน พราหมณ์รีบจับสองกุมารเจียรจาก เอาสองเจ้าพรากไปไกล บ่ทันนางสายใจมารอด บ่ทันนางมาอุ้มกอดเชยชม บ่ทันนางหื้อกินนมและสอนสั่ง บ่ทันนางมาอุ้มนั่งเหนือตัก สองจอมจักรพี่น้อง พราหมณ์รีบจ่องจูงไป นางจุ่งตัดอาลัยหมาดไหม้ อย่าได้ไห้นักกว่าเช่นดีหลี สองรายังเป็นระสีอยู่ป่ากว้าง อดอยู่สร้างสมภาร ค่อยอยู่สำราญฅ่ำเช้า บ่โศกเศร้าสุขสบาย ตนเราบ่ตายพายหน้า ก็จักได้ปะลูกแก้วกำพร้ากลอยใจ แม่นสองขาไปทางใดเจียรจาก บุญอันนั้นก็หากน้าวฅืนมา บ่อย่าชะแลนา ฯ
    ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็กล่าวคาถาว่า ปุตฺเต ปสุญฺจ ธญฺญญฺจ อญฺญํ ฆเร ธนํ ทชฺชา สปฺปุริโส ทานํ ทิสวา ยาจกมาคเต ดั่งนี้เป็นต้น ดูราราชะมัทที อันว่าสัปปุริสะเจ้าตนดีมีประญา คันว่ายาจกเข้ามาสู่ ในที่อยู่ถามหาขอ ก็เพิงหื้อยกยอด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน ทังข้าวสารและข้าวเปลือก ทังชิ้นเลือดและไขมัน ทังเงินฅำช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย ควรขงขวายหื้อด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน นางจุ่งมีใจบานคึดถูก ด้วยอันกูหื้อลูกเป็นทานนี้เทอะ ฯ
    กาโกลาปิ แม่นว่ากาดำๆในป่า บ่บินล่ามากราย ดักเสียงหายดูหลาก บ่ได้ยินเสียงปากจามไอ เป็นสันใดดักอยู่ ในแก้วกู่บ่ปูนเคย สองลูกเฮยหน่อท้าว ไปลี้อยู่ด่านด้าวแดนใดนี้ชา ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ข้าน้อยมุ่งฝันหัน เกิดมาทันต่อหน้า เพราะบ่หันลูกกำพร้ากลอยใจ นกในไพรหลายหมู่บ่ร้องเป็นคู่เสียงหวาน รอยว่าสองกุมารมรณาต ม้วยเมี้ยนชาติตายไป สองจอมใจแก่นไท้ ละแม่ไว้บ่หนาแหนง สองดวงแพงลูกเต้า เนื้อบ่เศร้าปูนชม ยินปรารมณ์ด้วยลูก ร้อนร้ายถูกหัวใจ กลางดงไพรถ้วนถี่ ดูสงัดจีวอนใจ สัตว์ตัวใดเฅิงฅาบ มาคั้นคาบไปกินนี้ชา ฯ
    น อิติ วิลปนฺตี มหาสตฺตสฺส สนฺติกํ กนฺตวา ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ไปมา เข้าไปสู่ศาลายศยิ่ง นางท้าวจิ่งปลดถง กระเช้าลงใส่ลูกไม้ จากบ่าไว้เพื่อจักฉัน นางเล็งหันพระนักธรรม์ตนพ่อ บ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา บ่หันสองปุตตาลูกแก้ว งามผ่านแผ้วบุญหนัก ในสำนักพระจอมจักรแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า กิมิตํ ตุณฺหิภูโตสิ อภิรตฺเตว เม โน ดั่งนี้เป็นต้น โอยนอ……
    วันนี้เป็นสันใด พระจอมใจหน่อแก้ว ตนผ่องแผ้วงามผะหด มาทรงยศหนักแก่ข้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ คำฝันนี้ยำแท้หนอ ท้าวบ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา กาดำๆในป่า ก็บ่ล่าบินบน แก้วกับตนแม่เฮยเจ้าหล้า ลูกกำพร้ารอยตายและนา ฯ
    กิมิตํ ตุณฺหิ ภูโตสิ วันนี้เป็นสันใด พระราชะเจ้าบ่ปาก ข้าน้อยฝันหลากเป็นลาง นกกลางทางในเถื่อน บ่มาร้องเลื่อนขานขัน สองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะและนา ฯ
    กจฺจิ อยฺย ปุตฺตเก ข้าแต่พระอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดในป่า ยับเอาลูกแก้วกว่าหนีไกล นกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันมา อันว่าสัตว์ตัวใดกล้าหยาบ ปาวเปิบคาบสองขา สัตว์นานาเถื่อนถ้อง ยับเอาแก้วร่วมท้องแม่ไปกิน จะฤาฯ
    อาตู เต ข้าแต่พระบุญเรืองเฮยเจ้าฟ้า ลูกกำพร้าไปไหน รือว่าเจ้าจำไปรีบร้อน ไปสืบส้อนคำเมือง ฤาว่าใช้ไปหาพระบุญเรืองตนปู่ หื้อห้างหมู่มาเอา ฤาว่าสองนงเลาทังคู่ ไปเหล้นอยู่นอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น ขับฟ้อนเต้นอยู่งันกัน บ่รู้เวลาวันและค่ำ สองเจ้าพร่ำลืมมา กูบ่หันผมเขียวแซมดอกไม้ แก้วแก่นไท้สองสรี รือว่าเสือหมีและจะแฅ่ เดินดงแก่ไพรสณฑ์ ปะลูกสองฅนติ้วกว่า นกหัสดิลิงค์ล่าบินบน บินเหินหนอากาศ ซูดทึ้งยาดเอาไป ตกแดนไกลบ่หันซาก ละแม่ไว้ทุกข์ยากพายหลังชาฤา ฯ
    นางมัททีสรีหน่อไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระกระษัตริย์ตนทรงยศ อดบ่ปากเจียรจา กับนางพระยาสักคำ ก็มีหั้นแล ฯ
    นางมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้วิงวอน น้ำตาซอนผับผ่าว ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อถ นํ สาวกสฺมา เป็นสันใด พระเหนือหัวยอดฟ้า มาเยียะหน้าปูนกลัว ตั้งตนตัวหนิมอยู่ บ่เบ่นหน้าสู่สักคำ ข้ากระทำกรรมอันใดเป็นโทษ ข้าก็บ่โกรธทารุณ บ่หื้อพระองค์ขุนแสบร้อน บ่หื้อเจ้าขอดข้อนเจ็บใจ บ่กระทำทุจริตกรรมอันใดสักหยาด บ่ได้ประมาทท้าวบุญเรือง ข้ายินเคืองคั่งคัด น้ำตาถั่งไหลตก ยินคัดอกเท่าฟ้า พระฅิ่นข้าบ่เจียรจา ฯ
    อิตํ ตโต ทุกฺขทร ํ ข้าทรงทุกข์ลำบาก เพราะเจ้าบ่ปากเจียรจา คือดั่งปืนยายำเหล้มใหญ่ ปักเสียบไหม้สันดาน ยินผลาญใจแก่ข้า บ่ได้หันหน้าลูกกำพร้านงราม คือชาลีงามชื่นช้อย กับนางหนุ่มหน้อยกัณหา ทุกข์อันนี้นาร้อนรีบ ปานฟ้าหนีบกับดิน ขัดขินใจยะยั่น ร้อนร้ายปั่นวอนซวง เพราะบ่หันทิพย์ดวงลูกแก้ว กับพระผ่านแผ้วบ่ปรานี บ่อิ่นดูเมียมัททีก่ำพร้า บ่อว่ายหน้าต่อปราศรัย เจ็บหัวใจสายสั่น ดั่งปืนพิษบั่นตา พระโสภาเฮยเจ้าฟ้า ผิว่าท่านบ่ปากจิ่มข้าเมื่อยามวัน คันรวายตรีคืนนี้รุ่ง สายฟ้าพุ่งเรืองราย ข้าเที่ยงจักตายมรณาต ใจข้าขาดเป็นผี ยามพอดีพรูกเช้า ตามพระราชะเจ้าหากจักหัน บ่อย่า ชะแลนาฯ
    อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ฅนิงใจเล่าว่า นางมัททีสรีหน่อเหน้า รักลูกเต้าเหลือถนัด มากูจักตัดโสกาอันหยาบ จักกำราบนางพระยา หื้อหายสิเนหาอันใหญ่ ก็ต้านถ้อยใส่หลายคำว่า นนุ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสฺสสินี ดั่งนี้ว่า
    ดูรา ราชะมัทที ทรงโสมดีสักสวาด เป็นลูกท้าวราชลือชา นางหนีไปป่าแต่เช้า เทียวไต่เต้าล่าตนเดียว มึงจิ่งเขี้ยวมาค่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ดั่งพี่พิจารณาดูนี้โสด จักเป็นโทษแก่กูรือ ฤาว่าจักได้แก่มึงนาง อันจะเดินกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงดาน ป่าหิมพานต์ดงล่า ด้วยพรานป่ากินรอน ทังทิพพระยาธรและวเนจรเหลือแหล่ ไปแอ่วเหล้นแก่ระสี หลอนนางมีใจบ่ตั้ง ได้สลั้งผิดผวน กระทำการบ่ควรผิดแผก ใจฟุ้งแตกเสียสติ บัดนี้ตริมาวอนไห้ เดิกฅะไฅ้กูพี่ จักดานอนนี้ชา ฯ
    ดูรามัทที ทรงโสมดีแลบล้วน ลักขณะถูกถ้วนพอตา นางไปหาหัวมันลูกไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงไพร บ่มีฅนใดจักไปรู้ แม่นางไปเหล้นชู้จักมีไผหัน ในหิมวันต์ป่ากว้าง ประเทศท้างดงดอน มีทังทิพพระยาธรและระสีป่า รอยนางไปเหล้นชู้ล่ามายา รอยนางบ่หนาคึดรอด จงใจจอดอันใด ลูกสายใจลืมคึดรู้ มัวไปเหล้นชู้ลวดลืมผัว สนุกสมหนัววอนยิ่ง ค่ำแล้วจิ่งดามา ชวดเวลาเดิกดื่น ตริมาตื่นร่ำรนหา ยังสองโสภาลูกเต้า ตริมาเยียะโศกเศร้าโสกา ตริมาร่ำศาลาและป่าไม้ ตริมาเซาะไซ้อาศรม ตริมาปรารมณ์หาลูกน้อย ฅะฅ้อยร่ำเรรนนั้นชา ฯ
    ปุน สมเย ยามเมื่อนางหนีไปเมื่อเช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา ผู้ใดนาจักหันมึงนางแม่ อันลี้แก่ดงหนา มึงนางจุ่งมาหนี้ กูจักบอกชี้หื้อมึงฟัง
    คำพายหลังอันฅนเล่าไว้ กูจักกล่าวให้มึงฟัง ช้างพลายพังจักหนีเสียเถื่อน เพราะว่าช้างผู้เพื่อนบ่มีหลาย แก้วฅนชายร่วมรู้ เมียเหล้นชู้ก็เพื่อผัวใจดี ราชะสีห์จักหนีเสียดอย ก็เพราะดอยอันนั้นบ่มีรูเปียวปล่องถ้ำ ปลาจักหนีเสียน้ำ ก็เพราะน้ำอันนั้นบ่มีตม ศรมณ์จักหนีเสียครู ก็เพราะครูนั้นใบ้ นกจักหนีเสียต้นไม้ ก็เพราะต้นไม้บ่มีลูกหลวงหลาย กวางทรายจักหนีเสียเหล่า ก็เพราะเสือโคร่งเถ้าไต่เทียวจง ราชะหงษ์จักหนีเสียสระ ก็เพราะสระอันนั้นบ่มีดอกบัว ญิงจักหนีเสียผัว ก็เพราะผัวขี้ไร้ หาเข้าของบ่ได้ ญิงร้ายหากดูแควน เมียค่ายแคนแหนงหน่าย เพราะผัวบ่ช่างเบี่ยงบ่ายขงขวาย คำโบราณฅนทังหลายกล่าวไว้ ก็มาได้แก่ตนกูนี้และนานางเฮยฯ
    มนุสฺสินี ฝูงญิงลามแถ่วเถ้า เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ พร้อมเพียงกันเอื้อมข้าง ญิงฝูงเป็นแม่ร้าง เพิ่นก็ยังอยู่ฅนเดียว ไผบ่ห่อนเขี้ยวมาฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ฯ มญฺเญ รอยนางบ่ร่ำเพิงหา ยังสามขาพ่อลูก อันสร้างผูกสมภาร ในดงดานป่าไม้ จะใจ้อยู่ดอมดาย ตูข้าทังหลายยินลำบาก อดทุกข์ยากเหลือใจ มึงนางไปป่าแต่เช้า จิ่งเขี้ยวเข้าสู่กุฎี ด้วยรัศมีพระจันทร์ช้อยโชติ อันนี้หล้างเป็นโทษแก่มึงนาง อันเทียวกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงหนา
    เมื่อกูยังเป็นพระยาแต่ก่อน มีพวกน้อยอ่อนมากัน ในสีวีราชขัณฑ์ด้าว อยู่ด่านท้าวเมืองขวาง กูจักตัดหัวมึงนางเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน บ่ละไว้หื้อหย่อนแก่มึงนาง กูบ่ทันหื้อฅนมาขอไว้ คันยับได้เที่ยงจักฟัน ในนครสวรรค์เมืองใหญ่ ตีกลองหลวงไฅว่กลางเวียง จักหื้อฅนมาเรียงกันชุผู้ เพื่อบ่หื้อญิงเหล้นชู้จากผัวตน แม่ญิงและฅนหาไหนก็ได้ ญิงบ่มีไร้หากเหลือเมืองและนา ฯ ยามนั้นแม่ญิงทังหลาย ชุด้าว กลัวแต่อาชญาท้าวเที่ยงชวนกัน บ่หล้างจักกระทำทุจริตกัมม์อันเป็นบาป ดั่งมึงนางสักฅาบแท้ดีหลี ฯ พระระสีกล่าวคำอุบาย เพื่อหื้อนางหายโศกไหม้ ท้าวไท้ใส่คำหลาย ด้วยอุบายผิดแผก ใจจิ่งจักแตกหลายทาง
    ส่วนนางมัทที ได้ยินคำพระระสีหน่อท้าว ด่าคำห้าวเหลือใจ อกร้อนปานไฟวะวาด ทรงยศราชหนักเท่าฟ้า สังบ่เยื้อนหน้าและหูฟัง ยังเสียงดังมี่ก้อง นันทั่วท้องดงหนา ฝูงสัตว์มาเหลือแหล่ เพื่อจักมากินแก้วแม่สายสรี คือราชะสีห์ตัวกล้า เสือโคร่งถ้าหนทาง เสือเหลืองครางกลางป่า ข้าตกขะพ่าแท้ปูนกลัว หนังหัวพองยะเยือก ข้าเลิกกระพุ่มมือ ตั้งขึ้นเหนือหัวก่ายเกล้า คึดต่อเจ้าจอมใจ มันเป็นสันใดแก่ข้า ดินและฟ้ามืดมัวตา ทุกทิศาเหลือแหล่ ข้าก็หันแผ่ผิดผวน ทิศาทังมวลดูหลาก มัคคาว่าหากเจ้าบ่รู้ ว่าข้าไปเหล้นชู้จากพระเมือง คันพระบุญเรืองบ่เชื่อข้อย ข้าน้อยขอสาบท ต่อหน้าพระทรงยศผ่านเผ้า พระปิ่นเกล้าจอมขวัญ
    ขออาราธนาขุนสวรรค์อินทาเจ้าฟ้า ทังพระกุมภกัณฑ์แก่กล้า ทังพรหมสามหน้าจุ่งเล็งหัน ทังเทวดาอันอยู่สวรรค์ทิพย์เนตร ในโขงเขตชุมพู อันอยู่รักษาห้วยรูแม่น้ำ ที่ย่านกว้างวังวน พายบนหนอากาศ พายใต้ลวาดธรณี จุ่งเป็นสักขีแก่ข้ามัททีนุชนาฏ ขอหมู่เทวราชจุ่งเล็งเห็น ทังพระกุมภกัณฑ์และกุมภัณฑ์นาคน้ำ จุ่งมารู้พร่ำส่องสัญญา แสนโกฏิ์อมราจุ่งรู้ คันว่าข้าไปเหล้นชู้จากจอมธรรม ขอจุ่งกระทำตามโทษ หื้อข้าน้อยโสดสิบหาย วอดวำวายวินาศ หื้อเมี้ยนชาติอินทรีย์ ตกอเวจีต่ำใต้ ไฟนรกไหม้แผ่ผายผับ แสนแสงไขยกัปป์อย่าเงยงอก อย่าหื้อพ้นออกดีหลี ในอเวจีเที่ยงเท้า
    แม้นพระพุทธเจ้าโปรดสงสาร ตรัสสัพพัญญูตัณญาณเอนก ทังพระปัจเจกและอรหันตา สังขยามากกว่าเม็ดหินทรายในน้ำ แสนโกฏิ์ก้ำนที อย่ามัททีได้หันและไหว้ พระบาทไท้สักองค์ เพราะว่าใจจงคดเคี้ยว ลัดเลี้ยวแก่ผัวขวัญ
    เทวดาจุ่งเล็งหันชุด้าว ทุกเทศท้าวดีหลี คันข้ามัททีบ่มีโทษ เหมือนท้าวไท้โจทนา ก็หื้อข้าอายุฑีฆายืนยิ่ง พ่ำเรินเจ้าจอมมิ่งราชา อย่าหื้อมีอาพาธาเจ็บบาท อย่าหื้อมีพยาธิ์กังวล ขอหื้อเทียมตนพระบาท แม่นเกิดมาแสนชาติ ข้าม่อนขอเป็นเทวี ข้าบ่รู้หนีเสียจากเจ้า เทียมพระนั่งเกล้าเพศเพียงเงา
    คันข้าบ่รักองค์เลายอดฟ้า จักหื้อข้ารักแก่ฅนใด ข้าพ่ำเรินพระสายใจฅิ่นข้อย แต่เมื่อยังหนุ่มหน้อยสาวจี ได้สิบหกปีปลายรอด ไป่รู้แจ้งจอดการญิง ขอพระจุ่งฅนิงดูก่อน อย่ารีบกระทำร้ายข้าม่อนมัทที พระยังปองเป็นชีอยู่ป่าไม้ โทษข้าไท้บ่เคยมี ข้าแต่พระระสีเจ้าฟ้า ข้าจักไปออกหน้าดังฤาดี ว่านางมัททีมีชู้ ฉลาดรู้ความเข็ญ เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงใจบาป เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงร้ายหยาบมาตุคาม เพิ้นจักทือว่าข้านี้มักกามหลายหลาก เพิ่นจักทือว่าข้านี้ไปเหล้นชู้จากผัวขวัญ ชาและนา ฯ
    พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ข้าบ่ว่าจักก้มหน้าสู่อเวจี ใจข้ามัททีไหววะวาด สะดุ้งหยาดปูนกลัว มือทูนหัวกราบไหว้ กลางป่าไม้เรียงราย ยังทิศะทังหลายเหลือแหล่ ข้าหันแผ่ผิดผวน ทิศะทังมวลดูช้อมแควบ สายฟ้าแมบมุงเมือง ฝูงเสือเหลืองและเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งก้องคีรี ราชะสีห์มาอยู่เฝ้า ที่ข้าจักไต่เต้าเทียวมา ข้ายอมือสาหว่านไหว้ จะไจ้ขอหนทาง พระยาเนื้อจิ่งวางหลบหลีก เต้นหลีกฟีกทางเทียว ข้าจิ่งเขี้ยวมายามฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ขอพระราชาผายโปรด อดโทษแก่ข้าเมียกำพร้าพ่อปางเดียวก่อนเทอะ ฯ
    ข้าแต่พระระสีตนบุญกว้าง อยู่ประเทศท้างดีหลี อันว่าไกสรราชสีห์เหลือแหล่ อย่าได้คั้นแม่ทังกลม สองอารมณ์ทังคู่ สัตว์ป่าล่าลู่เอาหนี ฝูงเสือหมีแลจะแฅ่ อย่าได้กระทำร้ายแก่ลูกแก้วทังสองแด่เทอะ ฯ ข้าวิงวอนดั่งนี้ไจ้ๆ จิ่งร้องไห้วางวอน ขอหนทางมาทังฅ่ำ ข้าน้อยพร่ำเขี้ยวมา ส่วนพระยาเสือโคร่ง คิ้วค้อมโก่งเสือเหลือง มานอนเนืองสะพรั่ง ข้างคับคั่งมัคคา ในทิศากลางป่า ข้าร้องไห้ว่าวอนขอ เนื้อมิคายอหัวหลีก เต้นเว้นฟีกทางเทียว ข้าจิ่งได้เขี้ยวมาทังฅ่ำ เข้าสู่ย่ำศาลา ขอพระราชาอดโทษแก่ข้าน้อย ขอพระยอดสร้อยปรานี ก่อนเทอะ ฯ
    อถ มหาสตฺโต ส่วนพระเวสสันดรหน่อท้าว บ่ต้านถ้อยกล่าวคำดี เซิ่งราชะมัททีสักคำนั้นแล ฯ ส่วนรัศมีพระอาทิตย์เรืองใสส่อง ในแห่งห้องยุคันธร พระเวสสันดรเจ้าฟ้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ถนัดใจ น้ำตาไหลอาบหน้า ทุกข์เท่าฟ้าเรรน เพราะรักลูกตนไจ้ๆ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อหํ ปติญฺจ ปุตฺเต จ อาจริยามิว มาณโว โอยนอ….
    ข้านี้นาก็มาพ่ำเริญการผ่านเผ้า กับด้วยลูกเต้าแม่ทังสอง แม่ก็ปองกระทำเพียรติดต่อ ปฏิบัติตามพ่อยาวยืน ทุกวันฅืนฅ่ำเช้า พ่ำเริญพระราชาเจ้าแท้ดีหลี ข้าบวชเป็นระสีอยู่ในเถื่อน อยู่เป็นเพื่อนพระสร้างสมภาร พ่ำเรินการเก่าเกื้อ ผ้าเสื้อย่อมหนังเสือ เอาใจเจือทุกข์ไร้ หาลูกไม้มาฉัน ข้าไปทังวันฅ่ำเช้า หาเลี้ยงลูกเต้าสองสรี และนาฯ
    อิทํ สุวณฺณหาลิทฺท ํ อันว่าเข้าหมิ้นฅำงามชื่นช้อย แม่ก็เอามาหื้อนางนาฏน้อยกัณหา หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี ลูกไม้สุกดีแล้วแม่ก็เอามาหา สองโสภาเฮยแก่นไท้ จุ่งมาเหล้นดอกไม้อันกูแม่นำมานี้เทอะ ฯ
    อิทํ มูลผลํ ดอกบัวขาวงามจะจ่อน หมากอ้อยอ่อนเอาใจ หมากซางใสบ่เศร้า ทังหมากเต้าและหมากฟ้าเฟืองไฟ หมากกระจับใสลูกใหญ่ ขนุนสุกใหญ่มียวง ลูกไม้พวงหลายหลาก น้ำมิ้นหากเจือจาน อัญเชิญพระภูบาลเลิศแล้ว จุ่งเรียกลูกแก้วมาเสวย แด่เทอะฯ
    ปทุมํ ชาลิโน เทหิ อั นว่าดอกบัวบานเลิศแล้ว ท่านจุ่งหื้อลูกแก้วชื่อชาลี ดอกโกมุทดีบานแบ่งสร้อย ท่านจุ่งหื้อแก่นาฏน้อยกัณหา จุ่งเล็งขาทัดทรงดอกไม้ ขับฟ้อนแล่นใช้พอดี ทังกินรีเฟือนฟ้อน เหยาะเหยียบหย้อนลีลา ทัดบุปผาเกี้ยวเกษ คือดอกสลิดเทศมะลิวัลย์ กฤษณาตัดกันหอมหื่น ปูนสนุกชื่นเชยใจ ขับเสียงใสตื่นต้อง สองพี่น้องจ่องจูงจำ ชาลีนำฟ้อนก่อน กัณหาอ่อนขับขาน ขับเสียงหวานใช่ช้า ดั่งนางฟ้าวิมานสวรรค์ ขออัญเชิญพระนักธรรม์อยู่เกล้า จุ่งเรียกลูกเต้าออกมาพันเชี่ยวรา ฯ
    อันว่านางกัณหางามชื่นช้อย ขับอ่อนอ้อยเสียงใส ดั่งเสียงแมงใยและแมงว้าง ร้องที่ข้างเขาฅำ เป็นระบำถี่ถ้วน กลมเกลียวล้วนควรละเมา กับชาลีเอาลูกแก้ว กูมารอดแล้วบ่หันไหนนี้ชา ฯ
    อโห วต ทุกขํ โอยนอ…. ราทังสองนี้นา ก็มาทุกข์โศกเศร้าเสมอกัน เพราะว่าไพร่อาธรรม์จำจาก ขับราพรากเรรน อุ้มลูกตนเทียวไต่ ดั้นป่าไม้ใหญ่ดงตัน เกาะกุมกันพลัดพราก เพราะวิบากสองรามี ไพร่ราวีทุกข์ยาก ขับราพรากเสียเมือง พระบุญเรืองเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน คือชาลีใสยอดแย้ม กับแก้วยอดแต้มกัณหานี้ชาฯ
    สมเณ พราหมเณ ดังข้าจักร่ำเพิงดูนี้ ชาติแล้วได้ด่า คำร้ายว่าลวงผิด แก่เจ้าตนกระทำพรหมจารีตทรงเพศ ตั้งใจเจตน์เป็นชี ถือคองดีใช่ช้า หวังขึ้นฟ้าเถิงสวรรค์ วิมานมาทันฅืนครอบ ลับเลี้ยวลอบจูงนำ เพราะว่าอาธรรม์ได้ด่า ฤาได้กระทำกรรมวิบาก เอาลูกเนื้อพรากเสียกัน วิบากมาทันตอบท้า จิ่งบ่ได้หันหน้า ลูกกำพร้าทังสองและนาฯ นางก็ยกมือสากราบไหว้ เพราะบ่หันสองลูกแก่นไท้ แสนโศกไหม้วอนทรวงมากและนา ฯ
    เอวํ วิลมานา นางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ตอบถ้อยสักคำ นางมีตนอันสั่น เซซัดปั่นไปมา เช็ดน้ำตาจะใจ้ นางร้องไห้แล่นไปพลัน ด้วยรัศมีพระจันทร์เรืองใสส่อง นางแก้วท่องเทียวมา หาสองโสภาบ่เว้น เคยแล่นเหล้นแต่แดนใด นางก็แล่นไปหาเซาะไซ้ เป็นต้นว่าใต้ชุมพู นางก็ไปเล็งดูทุกสลอก ที่ข้างขอกอาศรม ริมจงกรมแลโรงน้ำ ที่ใกล้ก่ำโบกขรณี ที่นทีห้วยหาด ทุกที่ตาดเหวผา ทุกรอมฅาเรือนฅุ่ม ท้องห้วยลุ่มและบนดอย นางไปเล็งคอยรอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่ทางใด ทังร่มไม้โพธิ์ไทรและนิโครธ ไม้แก้วโกฏิ์ตักกัน จุกยืนชันทุกที่ นางก็ไปที่เล็งหา บ่หันสองปุตตาแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม เต ชมฺพุกา เวติ โอยนอ…
    อันว่าไม้ชุมพุมีเหลือแหล่ ด้าวนี้แต่อาราม ยางพรายงามสูงยิ่งไม้ไรกิ่งสูนกัน ไม้นาวกานและบุนนาก เป็นดอกหมากพูพวง ในดงหลวงข้างขอก ไม้ขัดมอกและจำปา ดอกสะบันงาหอมยิ่ง ขาเคยหน่องกิ่งเกาะแขน หันทุกแดนที่เหล้น กำดอกเต้นผุยผาย ไม้ทังหลายพร่ำพร้อม หมากกวิดอ้อมดงเขียว สองสรีเทียวฅ่ำเช้า หอมกลิ่นเล้าติดตน ลูกสองฅนเฮยเจ้าแม่ บ่หันแล้วแต่อันมานี้ชานอ ฯ
    อสฺสตฺถา อันว่าหมากขนุนเป็นลูกเหนือเจือค่า หมากแป้งป่าเป็นพวง นิโครธาหลวงชื่นช้อย กวิดใหญ่น้อยแกมกันไม้อุกตันกิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมไปมา ในดงหนาถ้วนถี่ ก้านค้อมควี่ในไพร ไม้ยายใยเป็นหมู่ กูยังหันพร้อมอยู่ทุกอัน เท่าว่าบ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว ตายแล้วแก่ทางใดนี้ชา ฯ
    มทฺที ปิ โข ส่วนนางมัททีสรีนุชนาฏ จักโอกาสกล่าวคำดี กับด้วยพระระสีผ่านแผ้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน เพื่อแลกเอาประญาสัพพัญญูตัณญาณอันเลิศแล้ว นางแก้วจักอนุโมทนา ก็กล่าวเป็นคาถาว่า อนุโมทามิ เต เทว ปุตฺตาเก ทานมุตฺตมํ ตตฺวา จิตตํ ปสาเตติ ภิยโย ทานํ ตโต ภว ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ข้าอนุโมทนาสาธุการ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน ส่วนว่าฝูงฅนมีคำตระหนี่ หากมาครอบงำไว้ บ่อาจหื้อลูกเต้าเป็นทานแท้ดีหลี ฯ โย ตฺวํ อ ันว่าพระราชาเจ้าตนใด ให้จำเริญแก่ชาวสีพีมวลมาก หากผจญแพ้เสียยังความตระหนี่เสียแล้ว หื้อลูกแก้วเป็นทาน จุ่งมีใจบานชมชื่น ใจต้องตื่นยินดีเทอะฯ
    พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า ดูราราชะมัททีเจ้าพี่ เจ้ากล่าวคำสันนี้เหตุดังฤา ผิว่ากูหื้อลูกรักทังสองเป็นทาน บ่มีใจผ่องแผ้วยินดีดั่งอั้น อัศจรรย์ทังหลายมวลฝูงนั้น ก็บ่หล้างว่าจักเกิดมีชะแล ฯ ว่าอั้นแล้ว พระผ่านแผ้วจิ่งบอกอัศจรรย์ทังหลาย มีแผ่นดินไหวเป็นเค้า แก่นางหนุ่มเหน้าราชะมัททีหั้นแล ฯ

    ตโต ในกาละนั้น นางมัททีตนเลิศแล้ว นางแก้วจักกล่าวกิตตนา จาสักเสริญยังอุตตมะทานแห่งเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า นนฺทาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวคฺโค สมนฺเต วิชฺชุลฺตา อาคูติรีนํว ปติสฺสุตา ดั่งนี้ เทส ข้าแด่มหาราชะเจ้า มหาปฐวี อันว่าแผ่นดินหลวงหนา สังขยาว่าสองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นสะท้านลั่นไปมา ก็ด้วยเตชะทานแห่งมหาเจ้าตนเลิศแล้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน อันว่าเสียงกิตติลือซา ปรากฎด้วยเตชะทานแห่งเจ้า ก็ตราบต่อเท้าเถิงพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ
    อกาล วิชฺชุลตา อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละควรแลบ ก็มาแมบมะเมือง สะเทือนไปเรืองรอด ชุก้ำจอดชุพาย ฯ สาคโร อันว่าน้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือก ฟุ้งยะเยือกตีฟอง เนืองนะนองที่ฝั่ง เสียงสนั่นนันเนือง ยังหิมวันต์ดงเถื่อน เป็นดังจักเลื่อนพังไป และนาฯ อันว่าเทวดาสองหมู่ ยว้ายแย้มอยู่หิมพานต์ ก็สาธุการเกิดก้อง นันทั่วท้องดงรี หมู่นึ่งชื่อขุนสรีใสนารอด ใจแจ้งจอดอนุโมทนา ด้วยใจศรัทธาชื่นช้อย ใจอ่อนอ้อยชมทาน ดังพระยมภิบาลตนสุภาพ อันตกแต่งบุญและบาปตามตรา ก็อนุโมทนาสาธุ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันหื้อลูกเต้าเป็นทาน เป็นมหาสมัยกาลปางใหญ่ เหตุว่าพระเวสสันตระใช่สามานย์ และนาฯ
    อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เวสสนฺตรสฺส อนุโมติ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เป็นขีณาสวชาติอรหันตา ราชปุตฺต ี อันว่านางมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัตตะราช มียศอาจลือซา โสภณาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนเชียงฅาน มีปริวารแวดล้อม แห่แหนอ้อมไปมา นางก็อนุโมทนาด้วยใจใสศรัทธาบ่เศร้า อันพระประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน
    อิติ วุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แล ฯ มทฺทิปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาห้องเหตุมัทที อันประดับประดาไปด้วยคาถาว่าได้ ๙๐ คาถาก็บังคม สมเร็จ เสด็จ ฯ (แล้วเท่านี้ก่อนแล)
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  7. #17

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๐
    สักกปัพพ์
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    สักกบรรพ์ ๔๓ คาถา
    ...ข้ามาสู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อจักค้ำชูปารมีแห่งมหาราชะเจ้า หื้อเถิงจอมยอดที่สุดที่เมี้ยนแห่งพระพุทธปรารถนา ข้าจักหื้อพร ๘ ประการแก่มหาราชะเจ้า อินทาธิราชเจ้าเยียะจา ก็เยียะรุ่งเรืองด้วยทิพพสยองขึ้นสู่อากาศ ดูวิลาศดั่งสุริยะอันพุ่งขึ้นมาเมื่อยามเช้า เมื่อดั่งอั้น ...

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ เอวนฺเตสุ อญฺญมญฺญํ สมฺโมทนียํ กถํ กเถนเตสุฯ สกฺโก เทวราชา จินเตสิฯ ทวีสุ ทวิขตฺติเยสุฯ
    ในเมื่อขัตติยะทังสอง คือว่าเวสสันตระระสี และราชะมัททีระสินี ยังผ้งปากต้านเจียรจา เซิ่งกันไปมาด้วยอุตมะทานและโมทนาทาน ว่ากรียาอันเราได้สละหื้อลูกรักทังสองเป็นทานอันอุดม เหตุจักเป็นปัจจัย หื้อได้สัพพัญญูตัณญาณอันประเสริฐแห่งเรานี้เทอะฯ ส่วนราชะมัททีจิ่งกล่าวว่า เทวะข้าแด่พระราชะเจ้า ผู้ข้าก็ขออนุโมทนา อันสละปุตตาลูกรักหื้อเป็นอุตมทานอันประเสริฐ แท้และฯ
    สกฺโก ส่วนอินทาสักกพราหมณ์ตนอันได้ครบทานแล้ว ในเมื่อก่อนปรากฏได้ชื่อว่าสักโก จิ่งร่ำเพิงว่า อิทานิ ในกาละบัดนี้ จักมีชายผู้ใดผู้นึ่ง มีชาติอันถ่อยช้า เข้าไปสู่พระยาเวสสันตระแล้ว ขอเอานางแก้วมัทที ผู้ประกอบด้วยอิตถีลักขณะงามชุแง่ มีวัตรปฏิบัติแก่ผัวตน ก็เที่ยงจักละหน่อพระทสพลหื้ออยู่ ในแก้วกู่กลางดงเขียว แต่คนเดียวในป่าไม้ คันได้นางนาฏไธ้ราชะมัทที จักนำนางหนีไปจาก พระยาเวสสันตรราชก็จักบ่มีผู้อุปฐาก ด้วยลูกไม้หมากหัวมัน คันกูอินทร์ลงลุ่มฟ้า กลายกลับเพศหน้าเป็นพราหมณ์ เข้าสู่อารามพระระสีแล้ว ขอเอานางแก้วมัทที ยังยอดทานปารมีอันท้าวตนนั้นเขาะขิ่งเอาแล้ว บ่ควรหื้อนางแก้วนงคราญ เป็นสาธารณ์แก่ชายผู้ใดผู้นึ่งแล้ว จักคืนนางแก้วมัทที หื้อแก่พระระสีดั่งเก่า เยียะแล้วควรฅืนเล่าเมืองสวรรค์ หากเพิงแท้แลฯ พระยาอินทร์ร่ำเพิงดั่งนี้แล้ว จิ่งลงมาสู่แก้งดงรามพระบาท ยามขึ้นวะวาดแห่งรัศมี พระสุริยะรังษีเรืองรอด วงกฏยอดเขายุคันธร วันนั้นแล ฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ฯ พระพุทธเจ้าจักสำแดงอัตถะ อันนั้นมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า ตโต รตฺติยา วิวสเน สุริยุคฺคมนสมฺปตฺติโก พราหมณวณฺเณ ปาโต เนสํ อติสฺสถฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนราชะมัททีระสินี อันยังจะเดินไปแอ่วหายังลูกรักทังสอง ด้วยอันลูกรักทังสอง บ่หันในที่ใดที่นึ่งสักแห่ง สุดวิสัยอันจักไปแสวงหาฅืนมาแล้ว นางยังมีพลวโศกทุกข์หากมาครอบงำ ก็สยบท่าวตายลืมฅิง ทัดส่องหน้าแห่งพระยาเวสสันตระตนสามิกา ในฅืนอันใดฯ วิวสเน ในเมื่อเสี้ยงกลางฅืนอันนั้นและรุ่งแจ้ง อินทาธิราช จิ่งมีเพศดั่งพราหมณ์ ก็เข้ามาปรากฏที่ส่องหน้า แห่งขัตติยระสีทังสอง ในกาละเมื่อยามเช้า
    ท้าวจิ่งธัมมะปฏิสันฐานกับด้วยเวสสันตระว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ นุ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ ข้าแด่พระมหาระสีเป็นเจ้า สภาวะอันหาเพียธิบ่ได้ แห่งพระระสีเจ้ายังมีอันชะรือ สภาวะอันหาทุกข์ลำบาก แห่งเจ้าระสียังมีอันชะรือ ฯ ท่านยังค่อยหื้ออัตตะตนเป็นไปด้วยมูละผลา อันเพิงแสวงหาอันชะรือ มูละผาลาน้อยใหญ่ ยังมีมากได้บ่ยาก ยังเป็นไปด้วยอั้นชารือฯ
    เหลือกและยุงทังหลาย มีงูเป็นต้น บ่มีอั้นชารือฯ การลำบากบีบเบียนแห่งเนื้อทังหลาย บ่มีแก่พระระสีอั้นชะรือ ฯ พระมหาสัตว์ จักกระทำปฏิสันฐานกับด้วยอินทาสักกพราหมณ์ จิ่งกล่าวคาถาว่า กุสลัญฺเจ วโน พราหมเณ อโถ พราหเม อนามยํอุนเฉน ยาเปถ อโถ มูลผลา พห ู ดูกราท่านพราหมณ์ สภาวะหาเพียธิบ่ได้ก็ดี สภาวะหาทุกข์บ่ได้ก็ดี ก็บ่มีแก่เราและฯ เราก็ยังค่อยหื้ออัตตภาวะตนเป็นไปกับด้วยมูลผาลา อันควรแสวงหา มูลละผาลาก็มีมากได้บ่ยากเป็นไป เหลือกและยุงสัตว์ทังหลายมีงูเป็นต้น ก็ยังมีมาก แม่นดั่งอั้นก็ดี ก็บ่มาบีบเบียนหื้อลำบากแก่เรา การอันลำบากด้วยเนื้อกล้าฅะนองทังหลาย ก็บ่มาบีบเบียนและฯ เรามาอยู่ป่าที่นี้ อันอาเกียนเต็มไปด้วยสีหมิคคราชเป็นต้นฯ

    ดูกราพราหมณ์ สุขอันใดแห่งเรา อันมาอยู่ในป่าที่นี้ เป็นอันมีชีวิตติดกับด้วยโศกทุกข์ เหตุปิยะวิปโยคบ่คลาดจากตนสักยาม แต่อันได้พลัดพรากจากเมือง มาอยู่ในป่านานได้เจ็ดเดือน ทุกข์เป็นนิรันดรบ่ขาดสักยาม หาความสุขใจบ่ได้สักอันแลฯ เราหันท่านพราหมณ์มีเพศอันประเสริฐ เกิดเป็นระสีมีตัปปะอันกล้า มีอินทรีย์ใจผจญแพ้ดั่งนี้ นุ่งหนังเสือถือไม้เท้า มีวรรณะเหลืองเรืองงาม เหมือนดั่งหน่อไม้ไผ่และเข้ามาสันนี้ กรียาอันมาหันท่านพราหมณ์มาปางนี้เป็นฅนถ้วนสอง แต่อันพราหมณ์ผู้นึ่งในวันวานนี้แลฯ
    ดูราท่านพราหมณ์ กรียาอันมาแห่งท่าน จักเป็นเหตุหื้อบังเกิดโศกทุกข์ก็บ่มีสักอัน ความสวัสดีจุ่งมีแก่ท่านเทอะ ท่านจุ่งเข้าไปสู่โรงน้ำ แล้วชำระปาทะทังคู่แห่งท่านเทอะฯ อันว่าลูกไม้ทังหลาย คือว่าหมากคับทองกินฝาด หมากหาดหมากซางหมากม่วงมือฝูงนี้ ประกอบด้วยรสอันหวาน เป็นดั่งเจือจานด้วยน้ำเผิ้งน้ำมิ้น ท่านจุ่งเลือกกินลูกอันสุกเทอะฯ แม่นว่าน้ำกินอันนี้ใสเย็นยิ่งนัก อันมัททีระสินีหากตักติ้วมาแต่ท้องดอยมาไว้ ผิว่าท่านอิดพักมักใคร่กินใคร่ดูดดั่งอั้น จุ่งดูดกินแต่รางน้ำเราพุ้นเทอะ ฯ

    พระมหาสัตว์เจ้ากระทำปฏิสันฐาน กับด้วยวรอินโทสักกะพราหมณ์แล้ว จักถามหาเหตุอันมาแห่งพราหมณ์เล่า จิ่งกล่าวคาถาว่า อถ ตวํ เกน วณฺเณน วา พณฺณเหตุนา อนุปตฺโต พราหมณรญฺญํ ทํเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ดูกราท่านพราหมณ์ เราถามท่านพราหมณ์มารอดนี้ มักว่าด้วยคุณอันใดเป็นเหตุ หื้อบังเกิดปรมัตถสุขอันกว้างขวางพายหน้าอั้นชะรือ ประการนึ่ง ด้วยเหตุและปัจจัยอันใด คือจักขอเอายังเข้าของสมบัติอันใด ท่านจุ่งบอกเหตุและปัจจัยเยื่องนั้นหื้อแจ้งแก่เราเทอะฯ
    ในกาละยามนั้น เทวินทาสักกพราหมณ์ได้โอกาสอันขอแล้ว จักกระทำราชะสัทธาแห่งมหาสัตว์เจ้า หื้อเป็นอุปมัยแล้วสักเสริญไปด้วยอุปมาอันชอบ ประกอบด้วยพระมหาสัตว์เจ้าหื้อใจลง เพิงหื้อปลงภริยาอัคคราชทานด้วยแต่บ่หันแก่ตนเป็นหมั้น จิ่งกล่าวว่า ยถา วาริวหา ปูโร สัพพะกำลัง ดั่งนี้ ข้าแด่พระระสีเจ้า หมู่ลำน้ำอันมีในมหานที คือคงคา ยมมุนา อจิรวดี สาลภู มหิ อันสัตว์ทังหลาย มาแต่ทิสะต่าง ๆลงมาอาบกิน หาบติ้วไปพอแรงด้วยภาชนะอันหน้อยอันใหญ่เท่าใดก็ดี ก็ยังพ่ำเพ็งเต็มไปบ่ขาด บ่รู้แห้งเหือดเขินเสียวัง ตั้งอยู่ต่อเท้าเสี้ยงกัปป์ อุปมาสันใด คือสัทธาธรรมชาติแห่งมหาระสีเจ้า ก็อุปมาดั่งอั้น แม่นดั่งอั้นก็ดี ยาจกวนิพกมาแต่ทิสะต่าง ๆหากมาขอเยื่องใดก็ดี สัทธาธรรมชาติดวงนั้น ก็บ่หดหย้อท้อหวั่นไหว ยังบัวระมวลพ่ำเพ็งเต็มในมหาปริจาคะ ๕ ประการ เสี้ยงกาละทังมวลบ่ห่อนแห้งสักเทื่อ มหาราชะเจ้าตนประเสริฐ อันประกอบด้วยสัทธามีมากหาที่สุดบ่ได้ ก็อุปมาดั่งอั้น ข้ามาอยู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อขอเอาภริยารักแห่งท่าน มหาราชะเจ้าตนประกอบด้วยราชะสัทธาอันมาก เสมอดั่งปัญจมหานที อันข้าหากขอจุ่งทานอัคคภริยาผู้มีวัตรปฏิบัติอันดีแก่ข้าเถ้า อันข่มเท้าเข้ามาขอ ( ข้อความตรงนี้จากต้นฉบับดูไม่ต่อเนื่อง-ผู้คัดลอก )

    ราชะมัททีระสินีเซิ่งเราสันนี้ เราก็หื้อมัททีเป็นทานแก่ท่านดั่งอั้น เท่าจักหลอแต่เราผู้เดียวกลางป่าที่นี้ จักเถิงภาวะอันลำบาก เหตุจักหาผู้พ่ำเรือนอุปฐากบ่ได้ เราก็บ่หื้อทานแก่ท่านได้แลฯ มหาสัตว์เจ้าก็บ่กล่าวสันนี้ หื้อพราหมณ์ใจหน้อยสักอัน เหมือนดั่งจักตั้งไว้ยังถงฅำพันนึ่งเหนือมือพราหมณ์ อันเหยียดยื่นมาขอนั้น ด้วยหื้อพราหมณ์ยินดีแล้วในภริยาทานแห่งตน บ่มีใจหดหย้อสักอัน เหมือนดั่งจักปัพพตาคิรีร้องก้องสนั่นหวั่นไหวด้วยภริยาทานแห่งตน ก็กล่าวว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ท่านมาขอราชะมัททีระสินีเซิ่งเราดั่งอั้น เราก็หื้อบัดนี้ยังราชะมัททีตนนั้นเป็นทานแก่ท่านแล เรานี้บ่หวั่นไหวกั้งบังรับไว้ยังแท้ เยียวผู้มีอันควรหื้อทานด้วยกำลังเรา ใจแห่งเราเท่ายินดีในอันหื้อทานทุกเมื่อแลฯ
    มหาสัตว์เจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ก็เอาน้ำต้นคัณฑีมาพลัน ก็หื้อยังทักขิโณทกา ตกเหนือมือพราหมณ์แล้ว ก็สละหื้อราชะมัททีเป็นทาน แก่อินทาสักกพราหมณ์ ด้วยอันอัศจรรย์ทังมวล มีประการดั่งได้กล่าวมาแล้วในพายหลัง ก็ปรากฏเกิดมีในขณะนั้นสิ่งเดียวแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อันว่าพระพุทธเจ้า ตนเป็นครูเค้าแก่ฅนและเทวดาทังหลาย จักส่ำแดงอัตถะอันนั้นมาหื้อแจ้ง ก็เทสนาว่า มทฺทิ หตฺเถ คเหตฺวา ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย เวสสันตระตนเป็นเจ้าแก่บ้านเมือง หื้อวุฒิจำเริญแก่ชาวสีพีราษฎร์ทังหลายมาแล้ว ยังน้ำต้นคัณฑี อันเต็มด้วยน้ำหยาดตกเหนือมือพราหมณ์แล้ว ก็หื้อราชะมัททีเป็นทานแก่อินทาสักกะพราหมณ์ วันนั้นแลฯ
    เวสสันตระพุทธางกูรตนประเสริฐ คันได้หื้อราชะมัททีเป็นทานแก่อินทาสักกพราหมณ์ดั่งอั้น ลวดได้ถือเอายอดทานปารมีธัมม์ อันเป็นที่สุดเมี้ยนแห่งอันสร้างสมพารและฯ
    ดูกราภิกขุทังหลาย เวสสันตระสรีเจ้าสละยังราชะมัททีเป็นทานในกาละเมื่อใด อจฺจริยํ ปูนกลัวหนังหัวพองสยองเส้น ก็มีในกาละเมื่อนั้นแล ฯ แผ่นพสุธาลวงหนาได้ ๒ แสน ๔ หมื่นโยชนะ บ่อาจจักตั้งอยู่ตามปกติได้ ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมา ด้วยเตชะภริยาทานอุตตมทานแห่งพระยาเวสสันตรราชแล ฯ

    ส่วนนางราชมัททีพ้อยจักต่ำคล้อยน้อยใจและร้องไห้ก็บ่มี เท่าเป็นปกติอยู่บ่ปาก เล็งดูหน้าแห่งมหาสัตว์เจ้าด้วยอันร่ำเพิงว่า กัมม์อันใดประเสริฐ อันจักบังเกิดในอนาคตกาลดั่งอั้น พระยาเวสสันตรเจ้าสามีแห่งกู ก็รู้ยังกัมม์อันนั้นแจ้งแล้ว จิ่งหื้อกูมัททีเป็นทาน เจ้าร่ำเพิงสันนี้แล้วก็อยู่หั้นแล ฯ มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้า ก็จากับด้วยอินทาสักกพราหมณ์ ว่าดูราพราหมณ์ เท่ามีสัพพัญญูตัณญาณสิ่งเดียว เป็นอันรักจำเริญใจแก่เรายิ่งกว่าราชมัททีเทวี ด้วยอันร้อยเท่าพันปูน เหตุดั่งอั้นปิยภริยาทานอันนี้ ขอจุ่งหื้อเป็นปกตุปนิสัยปัจจัย อันจักรอดแห่งสัพพัญูตัณญาณแก่เราเทอะฯ ส่วนมัททีเทวีผู้นั้น ปราศจากอิตถีโทษทังมวล เป็นอิตถีนางแก้วผู้ประเสริฐเกิดกับบุญแท้ สุขวาสี อยู่กินกับกันสุขสำราญบานใจ เหตุดั่งอั้นบ่มีคำควรหน่ายกัน บ่มีคำผิดเถียงกันไปมา ควรรักและอิ่นดูกรุณาชุเยื่องชุประการ จักหาผู้ญิงจักเสมอและเปรียบเทียมบ่ได้แลฯ
    ดูกราสารีบุตร ขัตติยะทังสามแม่ลูก ก็เป็นผู้รักจำเริญใจ แห่งพระตถาคตะมากนักดั่งนี้ เหตุดั่งอั้นพระจิ่งสละหื้อเป็นทาน ก็เพื่อแลกเอาประญาสัพพัญญูตัณญาณดวงประเสริฐนั้นแลฯ อถา มหาสตฺโต กิตฺติ สา มัทฺทิ ในกาละยามนั้น มหาสัตว์เจ้า เล็งดูนางเหน้ามัทที อัคคเทวีด้วยคำร่ำเพิงว่า ราชะมัททีเป็นดั่งรือชา เคียดแก่กูรู้ว่าบ่เคียดอั้นชา ฯ
    สาปิ ส่วนราชะมัททีก็กล่าวว่า มหาราชะเจ้าเล็งดูหน้าข้าเจ้าดั่งรืออั้นชา กล่าวดั่งนี้แล้วก็กล่าวสีหนาท จาองอาจบ่เกรงขาม(เข็งขาม) ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า เมื่อข้าเป็นกุมารี อายุได้ ๑๖ ขวบเข้า ก็ได้มาเป็นปาทะบริจาคแห่งมหาราชะเจ้าตนใด มหาราชะเจ้าตนนั้นก็ได้เป็นผัวแห่งข้าแต่ยามเมื่อเป็นกุมารี ก็หากเป็นอิสระแก่ข้า และมหาราชะเจ้า มักหื้อทานข้าแก่ปุคคละผู้ใด ก็จุ่งหื้อทานแก่ปุคคละผู้นั้นเทอะ ฯ
    อิสสโร นาม ชื่อว่าปุคคละผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่นี้ มีประโยชนะด้วยเข้าของ ก็เพิงขายยังข้าญิงแห่งตน คันประโยชนะด้วยชิ้นเลือดไขมัน ก็เพิงข้า(ฆ่า)ยังข้าตนญิง แม่นข้าญิงก็บ่ควรขัดขืน เหตุดั่งอั้น คำเยื่องใดเพิงใจแก่มหาราชะเจ้าดั่งอั้น จุ่งกระทำยังคำเยื่องนั้น ข้าบ่เคียดขัดขืนใจแก่มหาราชะเจ้าสักอัน จุ่งพ่ำเพ็งมโนรสหื้อแล้วบัวรมวลเทอะฯ
    ราชะมัททีจาคำองอาจ ตามสภาวะอันมีแท้ ด้วยจิตใจอันบัวริสุทธิ์ใสงาม คำจาเป็นสันใดใจก็เป็นดั่งอั้นแท้สิ่งเดียว ฯ ยามนั้น อินทาธิราชอันทรงเพศเป็นพราหมณ์อยู่ในที่นั้น รู้ยังปณิธานอัชฌาสยะแห่งขัตติยะทังสอง อันเป็นอัจฉริยะหายาก ก็สักเสิญมากนักต่อส่องหน้าแห่งขัตติยะทังสอง วันนั้นแลฯ

    ภิกฺขเว ดูกราภิกขุทังหลาย อินทาธิราชตนเป็นใหญ่แก่ฅนทังหลาย รู้สภาวะหัวใจแห่งขัตติยะทังสองก็สักเสิญว่า ข้าแด่เจ้าระสี ข้าเสิกทังหลายฝูงใด คือว่าอกุสลธัมม์อันเป็นลามกะ มีโลภะมัจเฉรธัมม์เป็นต้น จักห้ามเสียยังสมบัติในเทวโลกดั่งอั้น ข้าเสิกอันนั้น มหาราชะเจ้าก็ได้สละหื้อปิยะปุตทาน ก็ได้ผจญแพ้ชุอันแท้แลฯ แผ่นพสุธาอันหนาได้ ๒ แสน ๔ หมื่นโยชนา ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมามากนัก เสียงลือซาสาธุการเซิ่งทานอันประเสริฐ แห่งมหาราชะเจ้า ก็เกิดแต่ท้องพื้นธรณีขึ้นไปเถิงพรหมโลกพู้นก็มีแลฯ
    วิชุรตา สายฟ้าอันมากนัก ใช่กาละอันควรแมบ ก็มาแมบมะเมิง เรืองรอดชุก้ำชุพาย ในประเทศท้องหิมพานต์อันใหญ่ปูนกลัว เหมือนจักเกลื่อนจักพังไปแห่งดอยหิมวันต์ทังหลายก็เกิดปรากฏมีแลฯ อุโภ เทวนิกายา หมู่เทวดาทังหลาย ๒ จ่ำพวก คือนารทะเทวดามีวิมานตั้งอยู่บนอากาศ ปัพพตาเทวดามีวิมานเหนือจอมดอย ก็ยืนอยู่ทิพพวิมานแห่งตน ก็อนุโมทนาเซิ่งอุตตมทานแห่งมหาระสีเจ้า ชุหมู่เจ้าเทวดาก็มีแลฯ
    อินทาธิราชก็ดี มหาพรหมก็ดี ราชาธิราชตนเป็นใหญ่แก่ปชาทังหลายในกามธาตุก็ดี พระยายม พระยาเวสสุวัณณ์ตนเป็นใหญ่แก่ยักษ์ทังหลาย ก็อนุโมทนาเซิ่งอุตตมทานแห่งมหาราชะเจ้า ก็ลวดสักเสิญว่า เวสสันตระราชาเจ้า อยู่ในป่าหื้อทานภริยาแก่พราหมณ์แล้ว หากอยู่ป่าได้กระทำกัมม์อันกระทำยากนักแท้แลฯ ต่างฅนก็ต่างอนุโมทนาทานสันนี้เสี้ยงแลฯ

    อินทาธิราช จักตั้งไว้ยังทานแห่งปุคคละไว้เป็น ๒ คือว่า ใช่ปุริสะและป่ใช่ปุริสะก็กล่าวว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า อันว่าอสัปปุริสะฝูงบ่มีปัญญา เข้าอำนาจปาปธัมม์โลภมัจเฉรธัมม์เป็นต้น บ่อาจจักกระทำตามได้ ตามกัมม์แห่งสัปปุริสะทังหลายฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณ อันหันมาปานดั่งมหาราชะเจ้าสันนี้ อันหื้อลูกรักเมียแพงเป็นทาน ได้ชื่อว่า ทุพฺพการํ ควรหื้อทานยากนัก สัปปุริสะทังหลาย ฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณหื้อทานอันนั้นบ่ได้หากเท่าดอมดายฯ อสนฺโต สัปปุริสะทังหลาย บ่อาจจักกระทำตามได้ ยังกัมม์แห่งสัปปุริสะทังหลาย อันกระทำกัมม์อันกระทำยากแท้แลฯ การอันสละลูกเมียเป็นทาน ด้วยบ่อาลัยใจข้อง ได้ชื่อว่า ทุกฺกรํ กระทำยากนักแท้แลฯ สัปปุริสะทังหลาย ฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณ กระทำการอันนั้น อสัปปุริสะทังหลาย จักกระทำการอันนั้นตามบ่ได้ หากเท่าดูดายฯ สตํ ธมฺโม ปารมีอันเป็นสภาวะแห่ง สัปปุริสะทังหลายฝูงเป็นบุญวันตา ปรารถนาสัพพัญญูนั้นฯ โย อันว่าฅนหนาหนืดมืดด้วยปาปธัมม์จักตรัสรู้ยาก หากบ่อาจจักรู้ได้ เหตุดั่งอั้น พระยาเจ้าอันจักจุติจากภาวะอันนี้แล้ว ไปเอาปฏิสันธิในโลกพายหน้า แห่งสัปปุริสะและอสัปปุริสะทังหลาย เป็นอันต่าง ๆกัน ไกลกันนักฯ
    อสัปปุริสะทังหลาย บ่หื้อทาน บ่รักษาศีล บ่ภาวนา เท่ากระทำบาปไว้กับตนหื้อแหน้นหนาชุวันยาม กระทำทุจริตตามใจมัก คันจุติตายก็ได้ไปสู่นิรยนารกฯ ส่วนสัปปุริสะฝูงดีมีประญา หื้อทานรักษาศีลภาวนาพ่ำเพ็งสุจริต ๓ คันจุติก็มีสวรรค์เทวโลกเป็นที่ไปแล ฯ

    อินทาธิราชกล่าวดั่งนี้แล้ว ก็กล่าวกับตนแก้วว่า มหาราชะเจ้ามาอยู่ป่าใหญ่ที่นี้ ได้หื้อกุมารทังสองเป็นทาน แก่พราหมณ์ในวันวานี้แล้ว วันนี้พ้อยได้หื้อภริยาเป็นทาน แก่ข้ามหาสักกะสันนี้เล่า ร่ำบุตตะทานและภริยาทาน ๒ ประการนั้น ภริยาทานในวันนี้เป็นพรหมยานอันประเสริฐ จุ่งนำเอามหาราชะเจ้าข้ามพ้นจากอบายทัง ๔ แล้วหื้อแก่กล้ายังวิปากะผละ จุ่งหื้อได้ประญาสัพพัญญูตัณญาณ ในภาวะอันสุดซ้อยแด่เทอะฯ อินทาธิปติ ก็กระทำอนุโมทนาเซิ่งทานแห่งมหาสัตว์เจ้าดั่งนี้ บัดนี้กูอย่าช้านาน ควรเฝียดฝืนขืนนางมัททีเทวี ไว้แก่เวสสันตระราชระสีอย่างเก่าแต่สิ่งเดียว แล้วฅืนไปสู่สวรรค์เพิงชะแล ฯ
    ร่ำเพิงสันนี้แล้ว ก็กล่าวแก่มหาราชะเจ้าว่า ข้าแด่พระระสีเจ้า ข้าก็ขืนยังภริยาคือมัททีเทวีผู้ประกอบด้วยอิตถีลักขณะอันงามไว้แก่มหาราชะเจ้า ก็สมควรแก่มัททีเทวี และมัททีเทวีก็สมควรแก่มหาราชะเจ้าอันเป็นสามี อันว่าน้ำนมงัวใหม่และหอยสังข์อันขัดปัดดีแล้ว วัตถุสองเยื่องนี้มีวัณณะขาวพาวบริสุทธิ์กันมีเสมอใด มหาราชะเจ้าและนางมัททีก็มีใจบริสุทธิ์เสมอกันและฯ มหาราชะเจ้าทังสองอันท่านหากขับหนีจากเมืองมาอยู่ในป่าไม้ที่นี้ มหาราชะเจ้าทังสองเป็นหน่อท้าวกษัตริย์ เป็นใหญ่แก่ไร่นาคามะเขตประเทศ ด้วยโคตมะวิเศษกระกูลอันงาม เกิดมาดีแต่พ่อแม่เสมอกัน จุ่งค่อยเอากันอุตสาหะพ่ำเพ็งทานะกุสละกัมม์ไปไจ้ ๆอย่าขาด อย่าประมาทละวาง กรียาอันกระทำบุญนั้นว่าเมี้ยนเท่านี้ก่อนเทอะ อย่าได้ว่าอั้นจุ่งหื้อยิ่งกว่าเก่าเล่าเทอะ
    อินทาธิราชหื้อมหาสัตว์เจ้ารับเอามัททีเทวีแล้ว จักบอกตนหื้อรู้ว่าเป็นอินทา จิ่งกล่าวคาถาว่า สกฺโก มหมสฺสมึ ดั่งนี้ ข้าแด่เจ้าระสี ส่วนตนผู้ข้าก็พ่ำเพ็งวัตต์ ๗ ประการ คือ มาตาปิตุอุปฏฺฐาน ํ เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยคารวะครบยำ กุเรเชฏฺฐาปจฺจายนํ หื้อครบยำผู้เถ้าผู้แก่ในกระกูล สจฺจาภาวนา กล่าวคำหมั้นเที่ยงแท้ มุทุภาวน ํ ปากม่วนจาหวาน ปิสุณาวาจา กล่าวถ้อยคำบ่สนส่อหื้อท่านผิดกัน มจฺเฉรวนยํ ละเสียยังความตระหนี่ อโกธํ บ่เคียด วัตต์ ๗ ประการฝูงนี้ ข้าก็ได้พ่ำเพ็งมาบ่ขาด เป็นบั้งเป็นท่อนในกาละเมื่อก่อนได้เกิดเป็นอินทา อันเป็นใหญ่แก่เทวดาทังหลายในสองสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ
    ข้ามาสู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อจักค้ำชูปารมีแห่งมหาราชะเจ้า หื้อเถิงจอมยอดที่สุดที่เมี้ยนแห่งพระพุทธปรารถนา ข้าจักหื้อพร ๘ ประการแก่มหาราชะเจ้า อินทาธิราชเจ้าเยียะจา ก็เยียะรุ่งเรืองด้วยทิพพสยองขึ้นสู่อากาศ ดูวิลาศดั่งสุริยะอันพุ่งขึ้นมาเมื่อยามเช้า เมื่อดั่งอั้น

    มหาสัตว์เจ้ารู้ว่าเป็นอินทร์แท้ดั่งอั้น จักขอเอาพรจิ่งกล่าวคาถาว่า วรญฺเจ เม อโธ สกฺกสปฺปภูตา ดูกราพระยาอินทาธิราช ตนเป็นใหญ่แก่เทวดาทังหลาย ผิว่ามหาราชะเจ้าจักหื้อพรแก่เราดั่งอั้น ปิตา มํ อนุโมเทยฺย ว่าขอสัญไชยราชะตนพ่อแห่งเราเพิงยินดีกับเรา แล้วมาอัญเชิญเราออกจากป่าที่นี้ อารธนาไปนั่งแท่นแก้วเล่าสองทีเทอะฯ ปุริสสฺส วฆํ น เจยฺย ปางเมื่อเราเป็นท้าวพระยา อย่าได้เพิงใจในอันจักข้า(ฆ่า)ฅน เหมือนดั่งท้าวพระยาฝูงอื่นเทอะ ฯ แม้นผู้กระทำกัมม์อันหนัก เป็นราชะปราชิกะ ผิดอาชญาท้าวพระยาอันควรข้านั้น ก็จุ่งปล่อยผู้นั้นพ้นจากกัมม์อันนั้น ได้อยู่สวัสดีแด่เทอะฯ
    อันนึ่ง คันข้าเมือสู่บุรีรอดแล้ว ในเมืองแก้วใหญ่สีพี อย่าหื้อข้ามีใจมักใคร่ข้า ถ้วนหน้าหมู่ญิงชาย ได้ผิดหลายแด่ท้าว พวกดาบน้าวไปพลัน ขอหื้อข้าได้ปันได้โปรด ปล่อยหื้อพ้นโทษทางตาย ฯ อันนึ่งฝูงฅนชายหนุ่มเหน้า ฝูงแถ่วเถ้าเด็กงาม หื้อมีฅวามยินดีบ่หยาบช้า ได้เพิ่งบุญข้าเลี้ยงชีวิต ฯ
    อันนึ่ง อย่าหื้อข้ามีใจง่าย เหล้นชู้ช่ายเมียไผ รักษาใจหื้อรอด อย่าได้จอดอิตถี แหนอินทรีย์อย่าขาด อย่าได้เข้าอำนาจมาตุคาม พรอันงามถ้วนถี่ ข้าขอไว้ที่แหนใจ ชาลีใดงามองอาจ อันข้าปราสาทหื้อเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ผู้เถ้า ลูกเต้าอยู่ยินดี จุ่งหื้อมีฤทธีกล้าแก่ ผจญแพ้แก่ฝูงฅนด้วยบุญตนหน่อท้าว ปราบทั่วด้าวเหนือดิน ขอขุนอินทร์เจ้าฟ้า พรถ้วนห้าของดี ไว้ปันชาลีลูกพ่อ อันเป็นหน่อราชะแด่เทอะ ฯ
    ในเมื่อข้าไปรอดแล้ว นั่งแท่นแก้วบุรี ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง คันข้าคึดกรุ่งร่ำเพิงทาน ขออินทร์บันดาลผายแผ่แก้วฟ้า ขอหื้อท้าวฟ้าช่วยข้าวางลง ตกเต็มโขงเมืองเทศ ของวิเศษนำถวาย ปรายลงมาแต่ฟ้า แถวถั่งหน้าสู่ธรณี อันนึ่ง ข้าหื้อทานน้อยใหญ่ อย่าหื้อข้าใฝ่กินแหนง ด้วยอันแพงทานไปไจ้ ๆ อย่าหื้อได้บกบาง หื้อข้าได้เซิ่งทานปานใจ พรอันใดเจ็ดสิ่ง ขอเจ้าฟ้าจิ่งปันทาน แด่เทอะฯ
    คันข้าตายจากชาติ คลาคลาดอันเป็นฅน จุ่งหื้อเอาตนเมือเกิด ในห้องเลิศตุสิตา คันตายคลาจากเมืองฟ้า จุ่งได้อว่ายหน้าลงมา หื้อได้ตรัสประญาสัพพัญญูเลิศแล้ว นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ พรอันดีงามถ้วนแปด ข้าขอแขวดสงสารก่อนและนาฯ

    ตสฺส วจฺนา สุตฺวา พระยาอินทร์หน่อแก้ว ได้ยินแล้วเซิ่งคำจา คำปรารถนาแห่งพระยายสยิ่ง ท้าวไธ้จิ่งเจียรจา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ยสทั่วเท้าเวียงไชย บ่เหิงนานเท่าใด ท้าวไธ้ตนพ่อ ตั้งใจต่อสมพาร จักเอาริพลโยธาหาญเอนก มาอภิเศกเจ้าแล้วนำเมือเมือง สมบัติเรืองตั้งไว้ ตกแต่งให้เป็นพระยา ฯ
    คันพระยาอินทร์หื้อโอวาท แก่พระบาทเจ้าบุญเหลือ ก็เสด็จเมือสู่ปราสาท ที่นั่งแก้วอาสน์วิไชยนตร์ อันเป็นที่อยู่แห่งตนก็มีวันนั้นแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุจมฺปติ เวสฺสนฺตรสฺส วรํ ทตวา สกกฺกายํ อปกฺกมิ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต อันว่าท้าวไท้ราชอินทา ชื่อว่ามัฆวาชาติก่อน ใจอ่อนน้อมสัทธา สร้างศาลาหลังใหญ่ ตัดไม้ใส่ฅาดี ทังยองปลีและกาบจว้า ทังช่อฟ้าใส่บัวฅำ เป็นลำนำใหญ่สูงมุงเมฆ ข้างประเทศหนทาง มีบริวารพร้อมคู่ ใจน้อมสู่กองกุศล ฅนทังหลายเทียวหนอินลำบาก ยั้งภักหากเย็นใจ ฅนผู้ใดฝูงจอดแล้ว สุขเพื่อเจ้าแก้วมัฆวา คันตนตายคลาคลาด จากอายุพรากเป็นฅน จิ่งเอาตนไปเกิด ชั้นฟ้าเลิศตาวติงสา จิ่งไปเกิดเป็นพระยาอินทร์เลิศแล้ว จอมเขาแก้วเกิดเป็นเมือง ปราสาทเรืองรอดแล้ว มีแท่นแก้วเป็นศิลา มีนางกัญญาแวดล้อม แห่แหนอ้อมนอนแฝง
    ท้าวแถลงลงมาสู่ ยังที่อยู่เจ้าเวสสันดร มางอนส่องหน้านางเหน้า เพศพราหมณ์เถ้าแก่ชรา คันขอเอานางพระยาได้แล้ว ซ้ำฅืนนางแก้วแก่พระเวสสันดร ลวดถวายพรทังแปด ท้าวก็แขวดหื้อเพียงใจ ตาวันใสส่องแล้ว ก็ขึ้นสู่ชั้นฟ้าแก้วเมืองบน อันเป็นที่อยู่แห่งตน ก็มีวันนั้นและฯ
    สกฺก ปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวยังสักกะปัพพถ้วนสิบ อันประดับประดาว่าด้วยคาถาว่าได้ ๔๓ คาถา ก็บังฅมสมเร็จ เสด็จ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  8. #18

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๑
    มหาราช
    ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
    มหาราช ๖๙ คาถา
    ... ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ ...

    นโม ตสฺสตฺถุ ฯ โพธิสัตฺโต จ มทฺที จ สมฺโมทมานา สกฺกขตฺติเย อสฺสเม วสึสุ ชูชโกปิ กุมาเร คเหต๎วา สฏฺฐิโยชนมคฺคํ ปฏิปจฺจิ เทวตา กุมารานํ อารกฺขํ กรึสุ ฯ
    ล่ำดับธรรมเทสนา ส่วนว่าพระมหากระษัตรา และราชะมัทที ก็มีใจอภิรมณ์ชมชื่น ยินดีเซิ่งกันไปมาแล้ว ก็อยู่ในกู่แก้วศาลา อันอินทาธิราชหากตกแต่งไว้หื้อแก่ตนวันนั้นแลฯ
    ชูชโกปิ เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็เอาสองกุมารงามพี่น้อง เข้าสู่ห้องพนาลัย เสี้ยงหนทางไกลลิ้วโลด ได้หกสิบโยชน์คณนา เทวดาก็ตามรักษาบ่ขาด ยังสองน้อยราชกุมาร เมื่อพระสุริยะลงต่ำ เข้าสู่ฅ่ำลับเหลี่ยมเขา พราหมณ์ก็เอาสองกุมารหน่อไธ้ ผูกกับฅุ่มไม้ให้นอนเหนือดินทราย ตัวมันกลัวตายแต่เนื้อเบื้อ มันบ่เอื้อสองลูกภูธร ก็ขึ้นนอนเหนือค่าไม้ ที่มาไขว่สุมกัน วันนั้นและนาฯ
    ตสมึ ขเณ ในขณะยามนั้น มีเทวบุตรตนนึ่งงามวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนดี ดุจดั่งพระระสีตนพ่อ ก็อว่ายหน้าล่อเข้ามา กับเทวดาตนนึ่งวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนนางมัทที ก็เข้าแก้ปล่อยยังสองสรีพี่น้อง หื้อพ้นจากบ่วงคล้องเครือเขา ก็เอากันนวดฟั้น ยังหัตถบาทที่เจ็บที่เมื่อย หื้อหายเหนื่อยอันพราหมณ์ตี สรงเกษีหมวดเกล้า เข้าเครื่องทิพย์เล่าหลายประการ หื้อกินอาหารมีรสหลายหลาก แล้วหื้อนอนเหนืออาสนา เป็นอันผาสุกมากยิ่ง บ่ข้อนขิ่งสวัสสดี ในรวายตรีฅืนนั้นและรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา เทวดาก็หื้อสองพี่น้อง เข้าสู่บ้วงคล้องเครือเขา หื้อสองนงเลานอนดั่งเก่า ดั่งพราหมณ์เถ้าผูกไว้ เทพะไธ้ก็อนธะรายกลับหายไป วันนั้นและฯ อันว่าสองกุมารา อันเทวดาตามรักษาบ่ขาด บ่มีพยาธิ์อันใด ก็ไปตามพราหมณ์นั้นแลฯ
    ส่วนชูชกะพราหมณ์ อันเทวดาหากบันดาลหัวใจ ว่าจักไปเมืองกลิงคราช อันเป็นอาวาสแห่งตน ก็หลงไปเมืองเชตุตระนคร ด้วยอันนอนหนทางได้สิบห้าวัน ในฅืนอันพราหมณ์จักไปรอด ท้าวไธ้ยอดสญไชย นอนสำราญในปราสาท ในเมืองแก้วราชบุรี ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ท้าวก็มุ่งฝันหัน นิมิตร(อ่านมิถะ)ฝันมีดั่งนี้ ว่าตนนั่งอยู่ที่พิจารณาคำ หันชายผู้นึ่งดำดำนำเอาดอกบัวสองดอก มาทูนตั้งไว้ในพระหัตถ์ พระกระษัตริย์ตนนั้นทัดทรงในหูทังสอง ฝันว่าละอองไกสรฟุ้งขึ้นเหนืออก ตกลงมาเหนือตัก ก็มีแลฯ
    โส ปพุชฺฌิต๎วา ท้าวสญไชยสะดุ้งตื่นทังฝัน คันรุ่งเช้าก็หื้อพราหมณ์หลาย อันรู้ท่ำนวายทวายนิมิต มาสู่โรงที่พิจารณาคำ จิ่งถามดูยังเหตุ เพื่อหื้อแจ้งเจตน์คำฝัน ฝูงพราหมณ์อันจบเพท จิ่งบอกเหตุถวายสารว่า เทว ข้าแต่พระภูบาลเป็นเจ้า ญาติเผ่าวงศา แห่งพระราชาตนบุญมาก อันพลัดพรากไปนาน บ่มีหลานก็ลูกเต้า จักไต่เต้ามาเถิงวันนี้ ชะแลฯ
    ท้าวสญไชยตนวิเศษ ก็ทรงเกล้าเกษเกษี ด้วยน้ำมุทธาดีอาบแล้ว ท้าวตนแก้วก็เสวยอาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ แล้วก็ย่างสู่โรงพิจารณาคำ เทวดาก็นำเอาสองเจ้า กับพราหมณ์เถ้าชรา ไปปรากฏแก่ท้าวไธ้ ในที่ใกล้ข่วงหลวง ทัดที่ดวงเนตรแห่งท้าวสญไชย ท้าวจักวรรณนาไขยังรูป จิ่งแสร้งสรูปคาถาว่า กสฺเสตํ มุขมาภาติ เหมํ เอว วุตฺตตฺต มคฺคินา ดั่งนี้เป็นต้น โภณโต อามจฺจา ดูราเสนาอามาตย์ อันมาเต็มห้องราชสิงสนาม อันว่าขะเบ็ดหน้างามรุ่งโรจน์ งามเท้าโสดใสงาม ดั่งต่อมฅำช่างหลอมหล่อเบ้า เรืองเรื่อเร้าด้วยฟองไฟ จักเป็นกุมารน้อยหน้อยญิงใดนั้นชา กุมารทังสองประกอบไปด้วยองคะน้อยใหญ่เสมอกัน กุมารน้อยชายใดอันมาก่อนหน้า สังมาเหมือนหลานแก้วก่ำพร้าชาลีเช่นและนาฯ ลูกญิงใดมาตามหลังพี่ เล็งถี่แท้เหมือนนางแก้วกัณหาหลานกู มาเช่นและนา ฯ
    เอวํ ราชา พระยาสญไชยราชา กล่าววรรณนาสองกุมาร ด้วยคาถาสามประการสันนี้แล้ว ตนแก้วจิ่งปลงอาชญา อาณัติสัญญาหื้ออามาตย์แก้ว ว่าท่านจุ่งลุกแล้วไปพลัน เกาะกุมผันเอาพราหมณ์เถ้า กับสิงหน่อเหน้ากุมาร มาสู่สถานโรงหลวงรีบเทอะ ฯ
    ทีนั้นนักการอามาตย์ ลุกด้วยอาชญาพลัน ไปยับยังพราหมณ์เถ้า กับสองเจ้าหน่อกุมาร มาสู่สถานโรงราช จิ่งมีศุภสารจงโจทย์ ไขพระโอษฐ์เจียรจาว่า กุโต นุ ต๎วํ ภารท๎วาโช อิเม อาเนสิ ทารเก ดั่งนี้ ดูราท่านพราหมณ์ ท่านได้สองกุมารพี่น้อง แต่แห่งห้องเมืองใด เมืองเราไกลบ่ใช่ใกล้ พราหมณ์แขกได้มาเถิง รอดเทิงที่นี้แล้ว จักเอาหลานแก้วกูไปที่ใดชาฯ
    ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินพระโองการเท้าใหญ่ หน้าไข่ม้านทูลสารว่า เมยฺหํ เต ทารกา เทว ติณณา ชิตฺเตน ดั่งนี้ เทว ข้าแด่พระเทพินทร์ สญไชยนรินทร์เจ้าเจื่อง แผ่นดินฟ้าเฟื่องเคารพ ข้าขอนบพระบาท อันว่าสองเจ้าราชกุมาร อันเป็นวงศ์วานพี่น้อง เกิดร่วมท้องแม่เดียวมา อันพระนราธิเบศร์ ท้าวเวสสันตรราชระสี อยู่ยังคิรีป่าไม้ ได้หื้อลูกแก้วแก่นไธ้เป็นทาน ด้วยใจบานชมชื่น หอมหื่นด้วยสัทธา สองกุมารนี้นาข้าได้ จากป่าไม้เมื่อเดือนเพ็งมา นับแต่นั้นมาดูนานซะร่ำ สิบห้าฅ่ำเดือนดับ นี้และฯ
    พระยาสรีสญไชย จักไขศุภสารโอวาท เพื่อบ่หื้อพราหมณ์คลาดคำจา จิ่งกล่าวคาถาว่า เคน วาจาย ปญฺเญน สมฺมา ญาเณน สทฺทเห ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์หินะชาติ ดั่งกูราชพิจารณา รอยท่านมีคำจาเผาะผ่อย กล่าวคำเกลี้ยงระร่อยโลมเอา ยังสองนงเลาเดินเทศ เดินดั้นเขตเทียวหน บ่อั้นท่านมีมนตร์ดลอันนึ่งเป่าแท้ ไปเป่าแก้กุมหนี คำใดดีเชื้อแท้ เชิญท่านแก้หื้อกูฟัง อันฅนใดในโลก ยังหวังหว้ายโอฆะสงสาร จักปันทานโดยง่าย หื้อลูกรักจ่ายเป็นทานนั้นชา ฯ

    ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพระภูบาลจงโจทย์ เยียวว่าเป็นโทษแก่ตัว จิ่งก้มหัวกราบไหว้ พระบาทไธ้ภูธรว่า โย ยาชิตํ ผติฏฺฐาหิ สุภูตํ ธรณีริว ข้าแด่สมมุตินรินทร์เป็นเจ้า อันว่าแผ่นดินหลวงใหญ่กว้าง เป็นที่อ้างอาไสร แห่งสัตว์ทังหลายหลายโกฏิ์ อันนั้นโสดมีสันใด พระบัวไขนรนาถ ประกอบด้วยราชสัทธา เป็นที่เข้าไปหาแห่งยาจกวนิพกเข็ญใจ ก็มีอุปไมยดั่งอั้นฯ ประการนึ่ง ดั่งน้ำมหาสมุทรสาครใหญ่กว้าง เป็นท่าท้างที่ไหลไป แห่งน้ำน้อยทังหลาย ดั่งอั้นและมีสันใด พระยาเวสสันตรระสีใสใจกว้าง เป็นท่าท้างไหลไป แห่งฅนเข็ญใจก็ดั่งอั้น พระระสีมักใคร่สร้างโพธิญาณ จิ่งให้สองกุมารแก่ข้าเถ้า อันข่มเท้าเข้าไปขอ ท่านยกยอหื้อด้วยง่าย สละจ่ายด้วยสัทธาดีหลี นิคมคำมีบ่คลาด ข้าพระบาทขอถวาย อัญชุลีใส่เกล้า ไหว้พระบาทเจ้าสาธุการ ให้ปฏิญาณสุภาพ สุขย้อนราชสมพาร ขอพระภูบาลอย่ามีมโนปะโทษแก่ข้า อันอว่ายหน้าเข้ามาหานี้เทอะ ฯ
    ตํ สุต๎วา อามจฺจา ฆรเมสินา ดั่งนี้เป็นต้น ดูราชาวเราทังหลายเฮย กัมม์อันบ่ดี พระยาเวสสันตรระสีพ้อยกระทำเล่า เราขับเจ้าออกจากปุรี ก็ปุนดีหล้างหลาบ ใจเจ้านั้นหยาบในบุญ เราทังหลายมาชุ่มนุมกันที่นี้ ทัดที่นี้มีเท่าใดจุ่งฟัง ข่าวไขอันนี้หื้อรู้ถี่คำมี ท้าวอยู่คิรีป่าไม้ ยังหื้อลูกแก่นไธ้เป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ชินะเพศ อันเดินเทศสันฐี ตาสาตาสีช่วยใช้ เพิงท้าวตนนั้นปลดไป่ให้เป็นทาน ม้าเทียมอานและรถกงแก้ว เพิงแต่งแล้วให้เป็นทาน ช้างพังพลายสารตัวใหญ่ เพิงท้าวตนนั้นยกให้เป็นทาน ลูกรักปานปั้นหล่อ ดั่งฤาท้าวตนพ่อหื้อทานนั้นชา ฯ
    ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีตนองอาจ ได้ยินคำอามาตย์และปุโรหิต อันติเตียนปิตาธิราช เจ้าบ่อาจจักอดยังคำบ่หมดนั้นได้ จักกั้งคำนั้นไว้บ่หื้อฅนจา เหมือนเทวดาตนสักสวาด กั้งเขาสิเนรุราชปัพพตา เมื่อลมหลวงพัดมาบ่หย่อน บ่หื้อดอยอ่อนไปมา เอาแขนขวากั้งไว้ก่อน เพื่อหื้อลมอ่อนหายไป เจ้าจิ่งผายสีหนาท กล่าวคำองอาจกลางสนามว่า ยสฺส นาสฺส ฆเร ทาโส อสฺโส วาสฺสตรีรโถ ปิตามห ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า ข้าจักกล่าวเถิงพระปิตา เมื่อชาวเมืองมาสนส่อ ขับพระพ่อไสหนี ไปอยู่เป็นชีในป่าไม้ ทุกข์ยากไร้หลอตาย ชื่อว่าข้าญิงชายช่วยใช้ ก็หาบ่ได้สักฅน ม้ามงคลควรขี่ ม้าตัวที่เทียมอาน ช้างพลายสารตัวโสด พ่อเผือข้าไร้โหดทุกอัน เมื่อพราหมณ์ลุกไกลมาผันหย่อง หน่องเหนี่ยวเข้าขอทาน จักได้อันใดมาหื้อได้ หันแต่หลานแก่นไธ้ทังสอง ท้าวบ่ปองเอาไว้ จิ่งจกจ่ายให้เป็นทาน บ่ใช่พ่อบ่รักหลานปู่พระยาเจ้า หากจนแท้เล่าสุดฅะนิง และปู่พระยาเฮยฯ
    เมื่อนั้น พระยาสญไชยนรินทร์ ได้ยินเจ้าชาลีกุมาร กราบทูลสารไขข่าว จิ่งได้กล่าวเป็นถ้อยคาถาว่า ดูราเจ้าชาลีกุมารหลานรักแก่ปู่ ฅนทังหลายมวลมาก ย่อมออกปากยกยอ สักเสิญพ่อเจ้าไผบ่ได้เล่าติเตียน พ่อเจ้าตนมีเพียรบุญมาก ปู่จักออกปากขอถาม เมื่อพ่อหื้อทานเขือเจ้า ยังฅวามโสกเส้าสันใด
    เจ้าชาลีไขคำพระอัยยิกาธิราช จิ่งสวาดเป็นคาถาว่า ทุกฺขสฺส หทยํ อาสิ ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อพระยาเผือข้า มีโสกหมองทุกข์ร้อน หายใจข้อนไปมา พระชลเนตรตาท้าวทังคู่ พอแดงพู่ดั่งดวงไฟ น้ำตาไหลบ่ใช่หน้อย ปางเมื่อหื้อข้าข้อยพรากเป็นทาน เจ้าชาลีส่ำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งพ่อ ที่นี้จักส่อคำมี อันนางสรีน้องแก้วกัณหา ไห้เอิ้นจาสั่งพ่อไว้ ในป่าไม้ดงหนา แก่ปู่พระยาเป็นเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า ยนฺตํ กณฺหาชินาโว จ อยํ มํ ตาต พราหมโณ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า พราหมณ์เถ้าผู้หยาบช้า ตีเผือข้าด้วยเงื่อนเชือกเครือรี เครือเขาผ้งมียางหยาด สันหลังข้าขาดเป็นลาย เหมือนดังตีญิงชายปล่อยไว้ เกิดเก่าใช้กลางเรือนมันนั้นแล ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า เถ้าฅนนี้บ่ใช่พราหมณ์ดี บ่มีใจปรานีสักฅาบ ใจกล้าหยาบเหมือนผี ชาติพราหมณ์ดีแต่ก่อน ย่อมมีใจอ่อนกรุณา ยังทารกาเด็กน้อย เหมือนดั่งข้าข้อยหลานปู่พระยา พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นยักษ์เปรต กลายกลับเพศเพิงเกรงขาม เข้ามาต่อตามขอต่อ เอาลูกน้อยพ่อไปกิน พระนรินทร์ยังอยู่จะกว้าย บ่ยินร้ายโสกเส้าโสกา ยังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้พ่อก็บ่กรุณานี้ชา ฯ

    อถ ในกาละยามนั้น ท้าวสญไชย เล็งหันสองสายใจก่ำพร้า บ่พ้นจากข้าชีพราหมณ์ จักเอาคำงามมาโลมเล้า สองหน่อเจ้าหลานตน จิ่งนิพนธ์คาถาว่า ราชปุตฺตี จ โว มาตา ราชปุตฺโต จ โว ปิตา ปุพฺเพ เม อํคมารุยฺห กึ นุ ติฏฺฐถ ทารกา ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย แม่เขือเจ้าตนองอาจ ก็เป็นเชื้อชาตินางเมือง พระบุญเรืองตนพ่อ ก็เป็นเชื้อท้าวหน่อกระษัตรา อันเกิดมาแต่อกปู่ เจ้าเคยนั่งอยู่เหนือตัก จักเพาเอาใจปู่ดีหลี บัดนี้เจ้าทังสองเอากันหนีหลีก นั่งพ้นฟีกแดนไกล นั้นชาฯ
    เจ้าชาลีขานคำปู่ว่า ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า อันว่าพระมารดาเผือข้า ก็เป็นเชื้อเจ้าฟ้านางพระยา ส่วนพระปิตาธิราช ก็เป็นเชื้อชาติกระษัตรา เท่าว่าบัดนี้สองหลานหน่อเหน้า ได้เป็นข้าต่างวงศา สายตาตกต่ำใต้ อยู้เภ้ไหว้ยื่นยงถวาย ยินละอายมีมาก มานั่งหนี้ก็หากทังขามเสียแล้ว และปู่พระเฮยฯ ที่นั้น
    ท้าวพระยาสญไชยนรินทร ได้ยินหลานตนกล่าว จิ่งไขข่าวคำเฅิงว่า มา สมฺเมวํ อวจุตฺถ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย เจ้าอย่ากล่าวคำฟ้อง ให้ถูกต้องหัวใจ หรทัยกูปู่ ร้อนวะวู่เหมือนขึ้นนั่งกองไฟ การอันใดเป็นท้าวราช นั่งเหนืออาสนา หาฅวามผาสุขบ่ได้แลหลานเฮยฯ กิมคฺคิยํ ด้วยมีแท้สองหลานเป็นค่า นักหน้อยว่าเท่าใด จุ่งบอกไปหื้อแจ้ง ปู่จักแสร้งฟังดู พระบุญชูตนพ่อ แห่งลูกน้อยหน่อสองหลาน เมื่อจักหื้อทานเขือแก่นไธ้ ยังกฏค่าไว้สันใด เจ้าอย่าขามใจปู่ จุ่งกล่าวหื้อรู้ชุอันมี เข้าของเราบ่มีไร้ จักแต่งให้ชีพราหมณ์ และนาฯ

    กุมาโรปิ เจ้าชาลีกุมาร ได้ยินพระโองการตนปู่ท้าว ชมชื่นย้าวบานใจ จิ่งทูลสารกราบไหว้ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ข้าน้อยผู้เดียวเป็นค่า พ่อข้ากฏค่าไว้เป็นสัจจะ ว่าพันฅำนิกขะ(ลิ่ม แท่ง)หนักใหญ่ ปลดไป่ให้แก่ชีพราหมณ์ ฯ ส่วนกัณหางามน้องข้า หลานก่ำพร้าปู่นั้นค่าแฅวนแพง ช้างม้าแสร้งอ่านพอร้อย ข้าญิงชายใหญ่น้อยงัวดี ฅำสิงคีร้อยนึ่งเป็นขนาด เป็นค่านางนาฏกัณหา พระปิตาสั่งไว้แล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์แก่เถ้า อันข่มเท้าเข้ามาขอนั้นแลฯ
    ตโต เมื่อนั้นท้าวสญไชยราช จักปลงอาชญาอาณัติอามาตย์ ผู้ฉลาดในราชการ ให้ปลงราชทานลงเล่า แก่เถ้าชูชกะพราหมณ์ จิ่งกล่าวคำงามว่า ดูรานายนักการอามาตย์ ผู้ฉลาดแต่งดา ท่านจุ่งไปพิจารณาของรางวัลพราหมณ์แขก ช้างม้าสูแต่งและอันและร้อย ญิงชายใหญ่น้อยและงัวราม ฅำแดงงามพันร้อยนึ่ง ไถ่เอาหลานกูมารีบเทอะ ฯ
    ที่นั้นนายนักการอามาตย์ รับพระราชอาชญา ไปพิจารณาช้างม้า ทังหมู่ข้าชายญิง และสิ่งและร้อยบ่คลาด ทังงัวอุสุภราชและงัวนม ฅำแดงอุดมพันร้อยนึ่งเป็นขนาด ไถ่เอาสองราชออกเป็นไทรีบหั้นแลฯ
    ที่นั้น พระยาสญไชยราช ก็หื้อปราสาทหลังนึ่งเจ็ดชั้น ตกแต่งตั้งอาสนา หื้อพราหมณาสมบัติมาก ผู้พรากเมืองมา พราหมณ์พาลายามหนุ่มนั้นไส้ ทุกข์ยากไร้นักหนา จะเดินหาต่างประเทศ เถิงชั้นเขตมัชฌิมวัย โชคไชยมีมวลมาก นางใช้หลากญิงชาย ช้างม้ายายเป็นถ้อย บ่รู้กี่ร้อยประหมาณ ยสะปริวารมีเหลือแหล่ พราหมณ์แก่เถ้าเป็นดี ก็มีใจยินดีชมชื่น ถงหนักหมื่นชุอัน ได้ปานดั่งฝังขุมได้ จิ่งลำดับไว้เป็นอันดี แล้วลีลาขึ้นสู่ปราสาท อันท้าวปลงราชทาน กินอาหารหลายหลาก คัดท้องมากเวทนา นอนเหนืออาสนามะมุ่น เป็นสุขอุ่นอารมณ์
    ท้าวสญไชยบรมนาถ คันถามไถ่หลานรักราชะวงศ์ ก็อาบองค์สรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง ให้กินอาหารต่าง ๆแล้ว ตนแก้วก็อุ้มเอาเจ้าชาลี นางผุสดีตนย่า ก็อุ้มเอาหน่อหล้ากัณหา ย่าพระยาชมไป่ทันแล้ว ปู่พระยาแก้วลู่ชิงชม ก็มีวันนั้นแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิกฺกมิต๎วา นหาเปต๎วา โภชยิต๎วาน ทารเก สมลํกริต๎วา ภณฺเฑน อุจฺจํเก อุปเวสยุง ฯ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าสองกระษัตราภูบาล คันถ่ายหลานตนออกแล้ว ก็ให้หลานแก้วราชวงศ์ อาบองค์สรงเกษเกล้า อาบน้ำวิเศษมุทธาดี หื้อกินอาหารหลายหลาก ชิ้นปลามากงัวฅวาย เข้าหนมหลายอันหลายเยื่อง นับว่าได้เครื่องกินดี ให้เข้าเครื่องสรีต่างเทศ ย่อมของวิเศษอุดม อภิรมย์ทั่วเท้า หดสองเจ้าสองสรี กล่าวว่ามังคละดีมวลหมู่ หื้อหลานแก้วอยู่ทีฆา หื้อได้เป็นพระยาเอกอ้าง เป็นเจ้าช้างสืบแทนเมือง พระบุญเรืองตนปู่ อุ้มเอาหลานแก้วอยู่เหนือตัก คันว่าสองกุมารสรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง กุณฑลฅำประดับต่างแก้ว สุบสอดแล้วใบหู ทรงมงกุฏเภณีกระโจมโลมสอดเกล้า เข้ามานั่งอยู่เหนือตัก ท้าวตนปู่รักบ่แล้ว จิ่งถามหาข่าวลูกแก้วอันพรากไปนาน จิ่งไขสารพระโอษฐ์ แย้มยว้ายโจทย์เจียรจาว่า
    ดูราเจ้าชาลีสรีหลานรักแก่ปู่เฮย อันว่าพ่อแม่สองหลาน ยังอยู่สำราญในป่าไม้ บ่เจ็บเมื่อยไข้โรคา ยังแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ก็ยังได้พอฉัน สัตว์ตัวอันน้อยหน้อย คือเหลือบและยุง ชักเข็บและแมงป่อง งูน้อยและงูใหญ่ ยังบ่มาตอมไต่ขบตน ในไพรสณฑ์ป่ากว้าง มีทังแรตช้างเสือหมี บ่เข้ามาราวีกระทำโทษ แก่พ่อแม่เจ้าสร้างโสดสมพาน อั้นชารือฯ

    ชาลีกุมาโร อาห เจ้าชาลีกุมาร ก็ขานคำพระยาตนปู่ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อแม่เผือข้ายังอยู่สำราญในป่าไม้ หาพยาธิ์บ่ได้อยู่สวัสสดี ยังเลี้ยงชีวิตอินทรีย์ไจ้ ๆ ด้วยอันแสวงหาลูกไม้และหัวมัน ก็ยังพอฉันพอปาก บ่ทุกข์ยากปานใด สัตว์ทังหลายน้อยหน้อย คือว่าเหลือบและยุงยังมีสะน่อย เขาบ่ค่อยเบียนรา ในดงพนารกเรื้อ เต็มไปด้วยเนือ้เบื้อฅะนอง เขาก็บ่ปองกระทำโทษ แก่ผู้ข้าอันสร้างโพธิสมพาร ฯ
    ขณนฺตาลุกลมฺพานิ จ ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า ส่วนแม่มัททีสรีสะไพ้ปู่พระยาเจ้า คันลุกเช้ากวาดเผี้ยวศาลา แล้ว ก็แต่งดาน้ำกินน้ำใช้ ทังน้ำซ่วยหน้าและไม้สีฟัน หื้อแก่พระนักธรรม์นั่งเกล้า แม่เป็นเจ้าก็ถือเอา ยังเสียมคันเลาจอดบ้อง ดาแต่งต้องหัวมัน แม่ก็ผันไปขุดเอาเหง้าบัวหัวพ้าน ทังมันแดงแฝงฝังราก ทังอ้อนชวากและมันเครือ มันมือเสือหัวใหญ่ มันตีนไก่และตีนนก มันหัวเขานกงาบง้าง มันตีนช้างมากเหลือหลาย ทังมันลายและมันไข่ แม่ขุดได้แล้วนำมาชุวัน ทังหมากกะทันและหมากกอก หมากแหนมหมอกและนมงัว ทังฝักบัวและม่วงไข่ ขนุนใหญ่และสิทธิสอ หมากซางดอและหมากม่วงสว่ายก้าน แม่บ่คร้านบ่เซา ก็ไปหักเอาหน่อไม้ไผ่ ทังหน่อไล่และบงซาง ทังหมากปรางและแตงเต้า แม่เป็นเจ้าได้แล้วก็พามาสู่ศาลาทังฅ่ำ แม่จิ่งได้ย่ำศาลา ผู้ข้าเอากันมานั่งล้อม สามสี่พร้อมเพรียงกัน กลางฅืนสันลูกไม้ บ่ห่อนได้กินเมื่อยามวัน สักเทื่อและนาฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  9. #19

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อกัณฑ์ ๑๑
    แม่มัททีเมื่อก่อน มีผิวอ่อนเกลี้ยงงามนักหนา บัดนี้แม่เดินหาลูกไม้ ในแหล่งไหล้ดงเขียว ตัวต้องเปียวแดดผิวแม่ก็ดูแก่ดูหมอง คือดั่งดอกบัวทองผิวอ่อน ผิวพรรณผ่อนเสียวรรณ ซ้ำบ่หันเผือข้าแถมเล่า อกแม่เปล่าตรอมใจ อยู่อาลัยว่างว้า อิ่นดูแม่ข้าเหลือใจ อยู่กลางไพรลำบาก เพราะว่าเลี้ยงตนยากนักหนา พระเกษาเมื่อก่อน มีปลายก่องเกี่ยวตระหวัดขึ้นบนชุเส้นดีหลี บัดนี้แม่มัททีเผือข้า เป็นก่ำพร้าอยู่กลางดง หนามก็มาจงจ่องขอดเกล้า สะไพ้ปู่พระยาเจ้าก็เสียสรี ในคิรีด้าวป่า เนื้อร้ายล่าเนืองนัน เสือเหลืองผันผกผ่า แรตช้างลิงล่าหมาหนี ไกสรราชสีห์เสือโคร่ง ร้องเสียงโก่งครางกราย แม่ก็เถิงปางตายนักหน่อ ข้าคึดใจต่อแม่ทุกวันมา แม่พระยาอยู่ป่าไม้ ขอดเกล้าไว้เป็นชะฎา จะเดินหาลูกไม้ เหื่อและไคลไหลยัวะยว่าง ถั่งเต็มเค้าแร้แม่ออกมา แม่พระยานุ่งหนังเสือ นอนอยู่เหนือเฟือยไม้ ไหว้ชาติเปียวไฟทุกฅ่ำเช้า เป็นทุกข์ด้วยสะไพ้ปู่พระยาเจ้าเหลือหลาย เช่นและนาฯ
    เอวํ ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีกุมาร สำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งเจ้าแม่ เจ้าใคร่แผ่โจทนายุโยงปู่เจ้าพระยา ยังรักลูกเต้าอันอยู่ในไพร รือว่าบ่อาลัยเสียแล้ว เจ้าหน่อแก้วกล่าวคาถาว่า ปุตฺตา ปิยา มนุสฺสานํ โลกสฺมึ อุปฺปชฺชิตุง ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ชื่อว่าลูกญิงชายสายสืบเชื้อ เทียรย่อมเป็นที่รักเอื้ออาลัย แห่งฅนทังหลายในโลก ดั่งผู้ข้าอาโภคร่ำเพิงมา ควรสีเนหาในลูก ปู่พระยาบ่ผูกใจติด ยังพระบพิตรพ่อแม่ข้า อันชาวเมืองว่าร้ายบ่ดี ขับไสหนีไปอยู่ป่าไม้ เท่ากินหัวไม้และหัวมัน เอามาสันต่างเข้า รอยปู่พระยาเจ้าบ่บังเกิดสิเนหา ชะและนาฯ
    ที่นั้น ท้าวบรมสญไชยนรินทร์ ได้ยินคำเจ้าชาลีกุมาร อันไขสารแจ้งโจทย์ จักแก้โทษอันตนกระทำผิด ในอดีตติดแต่ต้น เพื่อหื้อพ้นอันตนได้ประทำผิด อันบพิตรบ่ได้พิจารณา จิ่งกล่าวคาถาว่า ทุกฺทญฺจ หิ โน โปตฺภูนหจฺจํ กตํ มยา โยหํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสึ อทู สกํ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย ส่วนปู่อันเถิงปัจฉิมวัยลงต่ำ ชินะฅ่ำชรา เข้าอำนาจโทษโมหา กระทำอันใดบ่พิจารณาถองถัด รู้ยังคุณและโทษ มีใจกริ้วโกรธโกธา ขับพ่อแม่พระยาหลานแก่นไธ้ ผู้หาโทษบ่ได้หื้อหนี เพราะฟังคำเจ้าสีพีมาสนส่อ ว่าพ่อเจ้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ปู่ก็มาอาเฅียใจฟั่ง ขับพ่อเจ้าหนีทังฅืนและนาฯ ภูนหจฺจํ วุฑฺฒิฆาตกมฺมํ มักว่ากัมม์อันบ่ได้บำบัด ตัดเสียยังสรียสลาภพ่อเจ้า ปู่ผู้เฒ่าก็ได้กระทำแท้ดีหลี เป็นกัมม์บ่ดีบ่ชอบ เหตุบ่ประกอบด้วยราชะสัทธา ดูราเจ้าชาลี เข้าของเงินทองของเลือก ทังเข้าเปลือกและเข้าสารทังหลาย ทังงัวฅวายและช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย อันมีในอาณารัฐไขเขต ประเทศท้องสีพี กูปู่นี้จักเวนเคนหื้อพ่อเจ้า มาเสวยเล่าพอสอง ขอเชิฐเจ้าบัวทองหลานหน่อ ไปนิมนต์เจ้าพ่อมาเสวยเมือง หื้อยสรวายเรืองดั่งเก่า สอนชาวสีพีเล่าสองที เทอะฯ
    เมื่อเจ้าสญไชยไขศุภสาร เจ้าชาลีกุมารยสใหญ่ พิจารณาแล้วไป่ควรไป ปู่เจ้าก็ไขคำตนว่า น เทว เมยหํ วจนา เอเตห ิ ข้าแด่พระอัยกาธิราช ผู้ข้าบ่อาจปฏิบัติตาม พระราชโองการถี่ถ้อย ดั่งข้าผู้น้อยจาคำเมือง เยียวบ่เปืองบ่ถูก หากใช้ข้าผู้ลูกไปอาราธนา บ่เป็นธรรมดาอันชอบ เป็นคำต่ำยอบเบาบาง บ่เป็นปางหนักใหญ่ ลูกท้าวไป่จักฅืนมา เชิญปู่พระยาเสด็จ ยาตราไปหล้างแล้ว อุสสาภิเษกลูกแก้วตนแล้วลวดนำมา เหมือนจักควร ชะแลฯ
    ตโต พระยาสรีสญไชยนรินทร ยินคำเจ้าชาลีไขข่าว หลานท้าวกล่าวคำควร ก็ให้ป่าวเสนามวลทังสี่จ่ำพวก จิ่งไขพระโอษฐ์โองการ ปลงราชะสารสิทธิวาท ว่าดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย อันปรากฎยายทรงยสแต่ชาติ ท่านจุ่งใช้ราชะสาร ไปอย่านานทุกแห่ง หื้อรีบแต่งพลมา คือเสนาช้างและเสนาม้า เทียวบ่ช้าทันใจ เสนารถไววะแว่น เสนาตีนแล่นแฅวนไว เสนาในทุกแห่ง หื้อเขาแต่งห้างตามกูไป นิคมไกลเมืองขอก หื้อเขาออกมาพลัน พราหมณ์ทรงธรรม์จบไตรเพท ทังท้าวเทศและหมอฅวาย โยธาหลายหกหมื่น หน้าช้อยชื่นสมงาม เกิดมาวันยามทันลูกเรา เจ้าพระยาเวสสันตระราช ให้เขามาประดับอาจดูงาม หื้อรีบไปตามกูอย่าขาด โยธาหลวงราชลางพร่อง หื้อเขาแต่งหย้องเครื่องอาจผืนดำ ลางพ่องเข้าเครื่องเหลืองงามสะพรั่ง ดุจดั่งดอกกัณณิกา ลางพร่องให้เข้าเครื่องแดงแสงงาม ดุจดั่งกลางวันจิ่งออกมา โยธาลางพร่องงามล้ำเลิศ ให้เขานุ่งผ้าเผือกผืนขาว ดุจดั่งดาวยังฟ้า ให้เขามาก่อนหน้าและตามหลังกู พลันนักเทอะฯ
    เขาหิมวันต์ป่ากว้าง มีทังน้ำฅ้างและหมอกเหมยลง เป็นที่ทรงแห่งคัณธะทังหลายต่าง ๆ ดาดเต็มไปด้วยไม้สองจ่ำพวก คือผ้งเป็นดอกและดอกบานงาม เป็นที่อยู่แห่งผีเสื้อ กับทังนกเนื้อหลายอย่างนานา อบตระลบไปด้วยยาทิพย์พรายเพริด งามล้ำเลิศในทิศะทังหลาย และมีสันใด โยธาทังหลาย ให้เข้าเครื่องงามองอาจ ดูวิลาศแก่ตา ในทิศาพรายเพริด เสื้อผ้าเกิดตระลบ ด้วยคัณธะอบต่าง ๆ ก็อุปมาดั่งอั้นแล จุ่งไปตามกูเทอะฯ
    ถัดนั้น หัตถาจารย์ควานช้าง จุ่งให้เขาแต่งห้างช้างสี่หมื่นสี่พันตัว ช้างพลายสารตัวใหญ่ กำลังใฝ่สัตตัน ช้างฝูงอันเกิดมาจากอังคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัย มีสายฅะพัดแล้วด้วยฅำฅาด มีผ้าลวาดหัวช้างแล้วด้วยฅำ ควานช้างมีถือยังขอและฅ้อน ขึ้นขี่พร้อมชุตัว แล้วดาไปตามกูเทอะ ฯ
    ถัดนั้นสารถีนายม้า จุ่งหื้อห้างม้าหมื่นสี่พัน อันรู้ยังเหตุอันเป็นมงคล แก่เจ้าตนงามล้ำเลิศ อันเกิดมาแต่ข้างแม่น้ำสินธุวา สิงคาวาหนาท อาจนำเจ้าตนไปพลัน สารถีฝูงนั้น มีมือถือแส้และธนูสิงยิงแม่น เป็นนายม้าแก้วแกว่นอาสา ขึ้นขี่อาชาม้าแก้วมงคล สำแดงตัวตนเหนือหลังม้า แล้วจุ่งดามาก่อนหน้าและตามหลังกูเทอะ ฯ ประการนึ่งสารถีนายรถ จุ่งห้างรถหมื่นสี่พัน รถฝูงนั้นมีกีบกงกรอบ ครอบด้วยแผ่นเหล็กดี มีข้างประจิตร์แล้วด้วยฅำ มีช่อกั้งกางหัวรถชุเหล้ม ลวาดเจือไปด้วยหนังเสือโคร่งและเกาะก่ายทังหลาย นายสารถีมีมือถือธนูแข็งเข้าเนื้อพาด ปืนเงื้องาดเอาตาย แม่นหางทรายทังแท่ง ถ้องแถกแล่งเถือไป ห้างรถไปอย่าช้า จุ่งก่อนหน้าตามกูพลันนักเทอะ ฯ

    ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสเสพสร้าง กิเลสม้างกระจัดกระจาย สัตรูหลายมวลหมู่ ร่ำงับอยู่เสวยผล จุ่งฟังท่ำพลนรนาถ ปางเมื่อเจ้าปะระมะนาถเจ้าสรีสญไชย ไถ่เอาหลานไทยกลิ่นแก้ว เบิกบายแล้วหื้อสมฤทธิ์ ใคร่หื้อบพิตรตนลูก มานั่งเมืองผูกไว้เป็นตรา ท้าวจิ่งปลงอาชญาถี่ถ้วน ราชะการล้วนสนิท แก่ราชะอโนชิตสมสวาท ผู้เป็นอามาตย์ต่างตา ว่าดูราเสนาผู้ฉลาด จุ่งมารับราชอาชญามี ไปตีกลองเคาะค้องป่าว หื้อรู้ข่าวราชการเส้นก้าน ลือสะท้านทั่วเมือง เสนาเนืองชุด้าว ทังลูกท้าวและหลานไทย ทังเสนาในและเสนาออก ป่าวทุกสลอกทุกพาย พิณธะล้อหลายหลาบ…. ไม้อะซ่อมไซ้คราวไชย นายแถวไกลและใกล้ เร็วรีบได้พร้อมสัพ แต่งเครื่องประดับสี่หมู่ ให้ครบคู่ทังกุม เสนาชุมแสนช้าง จุ่งแต่งห้างเติ่มตาม สายชะนักงามถ่ายหื้อหมั้น สายกับช้างและหาง ป่วงฅำงามยัวะยวาด เอาธงกางกั้งคาดหมู่ทุงไชย หอกหลามไหลคันไม้รวก ง้าวช้างฅวักแฅวนแพง ขอฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ ขอเงินไต่เติมตาม ขอทองงามยะยวาด ขอเหล็กพาดพาวเพิง ช้างไชยเทิงผ่านผอก ถ้วนหกศอกเมือบน สุบเพาเพิงถ่อมถ้า ถอดฅว่ำหน้าชิงชาย วิทูรนายถ่อมถ้าย ตีนซ้ายบ่ห่อนถอยไกล ชุมช้างไชยเข้มขื่น สังขยาว่าได้หมื่นหกพัน มีชื่ออนันต์อเนก ควรสังเกตไว้เป็นตรา
    ตัวนึ่งชื่อว่าปราบท้องแท่นจักรวาล ตัวนึ่งชื่อว่าสัตรูวานขอกราบ ตัวนึ่งชื่อว่าปราบตราตริง ปืนไฟยิงบ่เฟื่อง ตัวนึ่งชื่อว่าเอราวัณเนื่องพิมาน ตัวนึ่งชื่อว่าทรงสมพารเจือจ้าน ตัวนึ่งชื่อว่าพ้านพลแสน ตัวนึ่งชื่อว่าตาแหลวแมนจนแม่น ตัวนึ่งชื่อว่าเพ็กนารายณ์แก้วแกว่นสงฅวาม ตัวนึ่งชื่อว่าไชยกาลเหล็กค้าน ตัวนึ่งชื่อว่าไตรจักรแกล้วกล้า ตัวนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้าใจไว ตัวนึ่งชื่อว่าไชยะฟ้าเลื่อนปราการ ช้างพลายสารหาญบ่หย้าน และตัวถูกถ้านลุ่มซาว งางอนยาวสอดเสี้ยว จำลองเลี้ยวตราตริง คันผ้งเมามันพ้นเพ็ก แกล้วกล้าเอกสงฅวาม ช้างพังตามเทียมออก ห้างใส่ครอบครัวหลวง ช้างพังพวงฅำหยาด จุ่งหื้อนางนาฏทรงไปเทอะเพื่อนเฮยฯ
    ถัดนั้น ชุมเสนาม้าใช้ นับว่าได้หมื่นสี่พันตัวเป็นขนาด ย่อมอาชาไนยชาติชมขวัญ มีหลายพรรณต่าง ๆผิวส้อสว่างแซมซอน กาแกพอนม้าเผือก ม้าห้อเลิกพานเฅิง ดาวเสด็จเชิงผิวก่ำ ผิวด่างพร่ำผิวสอ ผิวกอลอตีนเท้า ม้ามณีราคเจ้าสุทธนู ม้าดีดูล้ำเลิศ ม้าห้อเกิดหนองแส ม้าแก้วแกตีนข่าย ม้าห้อม่ายมาแมน แฅมฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ขนันใส่ไหมฅำ อกทอทำมอนมาด จักร์ฅำฅาดติดหาง อานฅำวางชามแส่ว อานเงินแส่วทอทำ แถบลายฅำแห่งห้อย ดาวเสด็จย้อยจามรี นายม้าดีสักสวาด ขี่ม้าควาดคองแล ขี่ม้าแนยิงแม่น ม้าแล่นแกว่นรักนาย ม้าไชยทางกวัดแกว่ง สลับเสลียวแล่นไปฅืน ขี่ม้ายืนหย่องเที่ยง เยียะบิดเบี่ยงเมือบน ม้าเศิกสนเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่มอดเกี้ยวเสาโรงทอง เป็นดวงคองหมากเต้า สามสุ้มเส้าฅะเชิงชิดช่อง นางเหยี้ยมปล่องลงแทง ผ่าฟองแรงรีบร้อน ฟองเฟื่องลงสน ๆ เกล้ากลางพลสัดสวาด ชะฎาแม่นมาดส่งสู่สองแสน ตาแหลวแมนเชิงถี่ ช้องนางควี่ขะแจจำ พลจำช้างม้าขุนใหม่ หมากเซ็กฅ่ายขุนแสน ท่านหื้อรางวัลอมสมเสีย นางกินเมืองขวางแข่งฟ้า ศักดิ์ใหญ่หม้าปรากฏ เมื่อนั้นและนาฯ
    ถัดนั้น เสนารถไชยชุมแต่งห้าง เหล้มใหญ่กว้างเท่าพิมาน ทุมทานเพ็กพาด ข่มข้างพาดหวายทรง ดุมฅำกงเหล็กแขบ ตีเพิงแฅบไชชุม ถ่ายเพลาดุมไม้ใหม่ เครื่องรถใส่เหลือหลาย หนังเสือลายหุ้มห่อ หนังราชสีห์พ็อกอีสาน แล่นปูนปานทิพาวาส ตั้งปราสาทโขงไข กางทุงไชยวะวาด ช่อใหญ่กวาดลงสน เครื่องเศิกขามขนขึ้นใส่ หน้าไม้ใหม่และธนูสิง ปืนพิษยิงและสินาท อะม็อกอาดตรา จุงดากว่าชูไชยโชค เครื่องบริโภคสัปปัตถะ รถทังหลายมีมาก ลางเหล้มชอนด้วยอุสุภราชตัวใหญ่ ลางเหล้มก็มาใส่กวางฅำ ลางลำก็มาใส่แพะพู้ลากซุยซาย รถทังหลายสัพพเรศ ควรสังเกตไว้หื้อเป็นตรา เหล้มนึ่งชื่อว่าสุริยาทัณฑราช เหล้มนึ่งชื่อว่าจันทมาสมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าอังคารพลวิเศษ เหล้มนึ่งชื่อว่าพุทธเพศเพาสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าผัสสวดีครูโลก เหล้มนึ่งชื่อว่าสุกรโชคเพาพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าโสรีสถานสังโสด เหล้มนึ่งชื่อว่าราหูโคตรผิวเขียว เหล้มนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้า เหล้มนึ่งชื่อว่าอัสสวดีม้าหางหอน เหล้มนึ่งชื่อว่าผรณีวอนใจโลก เหล้มนึ่งชื่อว่ากิตติโชคชุมสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าโรหิณีแดงเพริด เหล้มนึ่งชื่อว่ามิคะสิรเลิศฤาไชย เหล้มนึ่งชื่อว่าอัทธพิไชยประสาท เหล้มนึ่งชื่อว่าปุณณสุราชพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าปุสสะบัวบานอุ้มตุ้ม ราชรถหุ้มกระฏัก เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสเรศ มาฆวิเศษสลายลุม ปุพพคุณคามยศยิ่ง อุตตระพระทรงคุณสิ่งใสสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสวดีชมชื่น จิตระหื่นหอสาร ศาสตระมาณไนดูวิลาศ วิสาขาสุจจนาถนาตาวิฆาต เหล้มนึ่งชื่อว่าอนุราชราชา เชฏฐาวดีแถวถั่ง ธรณีสัพพะคับคั่งถวายเถิง สัตตพิตเพิงควรฅาด ปุพพาอาจเพิงพอ อุตตระพระทรงตนยสยิ่ง เหล้มนึ่งชื่อว่าเรวติมิ่งไขสรี เหล้มนึ่งชื่อว่ามาตุลีไขโลกหล้า ขึ้นขี่ฟ้าเสวยผล เหล้มนึ่งชื่อว่าเวไชยนต์ยสซะราบ พระยาอินทร์ขี่ปราบไอศวร รถทังมวลยสเยี่ยง เยียะบิดเบี่ยงผ้าชูไชย ชิงกันไปเยียะซะซาดซะซ้าว เยียะอะอาดอะอ้าวอือทือ เสียงดังนันลือฅะฅุ่มเฅงฅ่วน เสียงระรดระราดร่วนลือนัน เยียะตะตุมตะตาม เสียงฅะฅุมฅะฅามฅะฅาด เยียะอะอาดอะอ้าวอืดอือทือ เสียงนันลือนันก้องอากาศ หกห้องฟ้าฟาดเถิงพรหม ปางเมื่อบรมสญไชยย้อยเยิ่ง พอรถทิพย์เฟื่องเปิ้งพิมาน อาสาการบ่อ้าง รางวัลกว้างกินเมือง ฯ
    ถัดนั้น ฅนตีนเนืองไวแว่น ใช้สอยแกว่นรางวัล เร่งจัดสรรสุระพ่าง เศรษฐีห่างเมืองมูล ขุนกินเมืองหื้อป่าวชาวบ้าน ช่างเส้นก้านขางยามัง ใคร่ได้ยังหวังกินเมืองกว้าง เครื่องเศิกห้างอาสา สุบว่อมหนังหนาและว่อมเงี้ยว จากัดเขี้ยวตะลัน ๆ ปืนธนูคันยัวะยวาด หน้าไม้ปาดปืนยา สีโรกะราต่างดาบ ด้ามคัดคาบปลายสอง ผาลาทองไวแว่น เสนาแกว่นกับปืน หอกยิงยอยหยดหยอก หอกชาวหอกหล่อนคลอน ดาบกับลากูนี้ถือเอาหอก ด้ามยาวศอกสามฝู เชิงกลิ้งดูไววะวาด ฅะฅุบฅาบเยียะตะริงตะราย จะเลยดายเชิงจ้าน แม้สี่ด้านเลยไป เชิงชายไวทรงแทบเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่หมัดนอนแกลบกองวาง แม่เสือลากหางเหนนอก ช้างงาทอกตวงเต็ก ก่ำแพงเพ็กดิ้นตาย พาดพลิกแวดไวเวียน อินทร์ทือเทียนถ่อมถ้า เกินก่ายฟ้าเอาพระยาอินทร์ นางเกี้ยวเกล้าชิดชินเถิงถี่ ช้องนางควี่เวียนวน อีเพ็กชายสนกินหยาบ ใจเฅิงฅาบปานไฟ ตีนมือไวเที่ยงเท้า เขานันละเล้าจากัน ว่าจักบินเบี่ยงฟ้าเอาอินทร์ ฅนหาญชินชดชั้น สี่หมู่ปั้นเป็นชุม นายสิบหุมแห่หมู่ นายซาวอยู่สันเดียว ฅนสลับเสลียวกวัดแกว่ง ลุกขึ้นแล่นทันนาย ลูกหาบยายอยู่ก่อนหน้า ยั้งอยู่ถ้าหุยหาย ชาวเด็กชายมหาด ชาวเมืองราชชูไชย หล้างการใดหากการนั้น อดหมั้นหมั้นขอขัน ราชะการรางวัลเสื้อผ้า กินน้อยถ้าถมแถม นางนมแนมอุ่นเอื้อ เมืองใหญ่เงื้อมกินกม ปางพระบรมสักสวาด ท้าวธิราชสญไชย รอมริพลไปวันนั้นแลฯ
    มีต่อ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

  10. #20

    Re: มหาเวสสันดรชาดกฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

    ต่อกัณฑ์ ๑๑
    เอวํ ราชา ท้าวสญไชยพิจารณา จตุรงคะเสนาสี่จ่ำพวกนี้แล้ว ท้าวตนแก้วจักปลงอาชญา ให้ประดับประดาราชะมัคคาทางใหญ่ อันกว้างได้อุสภคณนา นับได้ ๕๐ วาเป็นขนาด แต่ฅุ้มน้อยราชเวียงไชย จตุรนกรไปชุจอด ต่อท้าวรอดเขตวงกตปัพพตาคิรี มีประหมาณ ๖๐ โยชนะคณนา ให้ประดับประดาทุกสิ่ง ท้าวจิ่งปลงราชโองการ อาชญาสารจาเทิก ให้อามาตย์เบิกบรบัติ ว่าจุ่งรับเอาราชอาชญาสาร เอาฅนการมามวลมาก หื้อเผี้ยวถากชวากทางไป หื้อเหมือนหน้ากลองไชยเรียบราบ บ่ล้ำกว่าอามาตย์จักกระทำแท้ดีหลี จิ่งกล่าวเสาวนีย์คาถาว่า ราชา โอโลกิยา ปุปฺผามาลาคณฺธ วิเลปนา ดั่งนี้
    โภณฺโต อามจฺจา ดูราอามาตย์ อันมาเต็มราชสิงสนาม จุ่งปฏิบัติตามให้วิเศษ ลูกกูเจ้าพระยาเวสสันดร จักเดินจรไต่เต้า ยาตราเข้ามาเมือง สูจุ่งประดับประดาเรืองรอด หนทางจอดราชมัคคา ปัญจมาลาห้าสิ่ง ดอกไม้ยิ่งห้าประการ คือดอกตายหานดอกพุดดอกซ้อน ดอกหญ้าแพรกข้อนเขียวเย็น ดอกผักกาดเป็นถ้วนห้า ขันเข้าตอกถ้าดาผาย จวงจันทน์มัณฑายายไว้ ชุมนุมดอกไม้ยายทาง น้ำอ่างและไหอย่าหื้อขาด ไหเหล้าเป็นขนาดและไห เต็มแบกไปยายใกล้หั้น ไหฝูงนั้นเต็มไปด้วยเมรัย เข้มแข็งชุไหชุแห่ง ตอกและแป่งเมาซะเรซะรำ

    อันนึ่ง ท่านทังหลายจุ่งแปงเข้าหนมถั่ว เข้าต้มอั่วชิ้นยำ เข้าหนมแดกงารำและชิ้นปลาทุกอย่าง ยายไว้สองตราบข้างมัคคา น้ำกะธิน้ำมันงาใหม่ สัปปิใส่นมงัว เข้าหนมหนัวและเข้าป้าง กองเท่าแฅ่งช้างชาวไร่สร้างยาเมา ตั้งเต็มเลาไว้ต้อน ฅนฟ้อนร้อนหลุ้มกินไป พ่อครัวในและพ่อครัวนอก ให้เขาออกมาไว
    ฅนทังหลายฝูงขับช่าง และช่างฟ้อนสังสลืดย้อนตีนมือไว ฅนช่างตีกลองให้หุ้มปาก มีรสหลายหลากยังยาย ช่างขับนิยายลวงโลก หื้อหายโสกมายา อาหยนฺตุ สพฺพาวินาโย พวกพิณตราชำหนีด ให้เขาดีดเป็นชุม ฅนฝูงหมู่ตีกลองหลวงและกลองหน้อย เสียงละห้อยเป่าหอยสังข์ เสียงโด่งดังดีดสีตีเป่า มือนับเล่าสอนใจ เภรีใดดังด่วน หน้าใดม่วนผู้ตีไป ฅนฝูงใดช่างเป่าวุ่นและปัณเฑาะว์ และตีสังข์ทึงชักเข้ธะล้อ จุ่งหื้อตีต่อทางเดิน ช่างตีกลองฅำกลองเงินและช่างหุ้ม จุ่งตีแต่ฅุ้มเราไปเทอะฯ

    ดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย จุ่งมาดีดพิณเราอันมีซาวหกสาย อันมีแซ่วหลายกง มีทังรูปฅนและราชหงษ์องค์แอ่น มีทังรูปม้าแก้วแกว่นอาชาไนย มีทังรูปไกรสรคุชชราช พิณแก้วอาจแจจัด แสนกระษัตริย์ใคร่รู้ พิณสายนึ่งนั้นเสียงเนืองนันสะสว่า ปานดั่งฟ้าผ่าต้องสมุทรสาคร สายนึ่งชื่อว่ามธุรสหวานยิ่งกว่าอ้อย สายนึ่งชื่อว่าสาวหน้อยไห้หื้อแม่หาผัว สายนึ่งชื่อว่าสาวใคร่หัวเมื่อเช้า สายนึ่งชื่อว่าหน้าเถ้าเหี่ยวแล้วพ้อยชื่นเชยบาน สายนึ่งชื่อว่าท้าวไปอื่นนางคอง สายนึ่งชื่อว่ารุทธทองทังแท่ง สายนึ่งชื่อว่าแต่งเอาใจ สายนึ่งชื่อว่าแสนตาสาวไหลเหยี้ยมปล่องห้อ สายนึ่งชื่อว่าป้อสมบัติ สายนึ่งชื่อว่าปัดฅำเต็มแขนนางสนถี่ สายนึ่งชื่อว่าช้องนางควี่ซะดาน สายนึ่งชื่อว่าถ้านสมบัติในเมืองฟ้า สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเมืองพรหม สายนึ่งชื่อว่าชมสมบัติในโลก สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเนรพานเป็นที่แล้ว สายนึ่งสูจุ่งดีดไปนำเอาลูกแก้วพ่อมาเมืองเทอะเพื่อนเฮย ท้าวปรมสญไชยพิจารณาห้องราชะมัคคาอลังการ ด้วยประการฉะนี้ก็มีวันนั้นแลฯ
    ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้าอันเดินมา หื้อทังปราสาทปิ้นเจ็ดชั้น ทังอาสนาอันเชยชม อภิรมย์ผะโหด เข้าน้ำโสดโภชนาหาร มีรสหวานหลายยิ่ง กินเสี้ยงทุกสิ่งเหลือประหมาณ ตามอันกลั้นอันอยาก ท้องพราหมณ์พรากมานาน มากินอาหารตามอันมัก อาหารคัดคั่งในไส้ ไฟท้องไหม้บ่ทัน ท้องเต็มตันอ้นย้นพ้นปากพราหมณ์ ฅวามอันอยากจักกินชุอัน เมื่อมันอยู่เรือนบ้านเก่า เท่ากินผักบุ้งใส่กุ้งและตัว พราหมณ์เถ้ากินทางหัว เมียมันกลัวเถ้าอยาก มันก็หากกินทางหาง ท่ำกลางขาไว้กินเมื่อแลง บัดนี้ได้พบของกินแพงต่าง ๆ ชิ้นส้มค่างกับมันหมู สองมือถูเข้าปาก เยียะชะชุบชะจาบซะซุยซะซาย กินทังลาบฅวายและแกงแฅเป็ด แกงแฅเห็ดเผ็ดวะวี่วะวี่ กินทังปิ้งจี่และปลาเผา แฅบหมูมันเอาใส่ระรันระรัน เถ้ายินมันค่อยเคี้ยว ปากพราหมณ์เบี้ยวเมือบน กินทังแกงอ่อมต้มจนดังซะซูบ ปิ้งไก้รูดทังตัว กินทังขางัวและห่านต้ม กินทังชิ้นส้มและปลาเจียว แกงหนังเหนียวใส่ส้มอ่อย เคี้ยวบ่ย่อยสักอัน พราหมณ์มันเยียะมึนตาอยู่ พราหมณ์เถ้าปู่ค่อยเคี้ยวงะงันงะงัน กินทังแมงมันและอึ่งหย้าง กินทังก้างและดูกทังมวล กินทังหมากไฟและลูกส้ม กินทังชิ้นส้มและปลาจืน เยียะมะมึนมะม้าวมะม้าว กินทังหมากพร้าวและหมากตาล กินทังน้ำหวานและหัวเผือก กินบ่เลือกบ่แยง กินทังแตงและเต้า กินทังเข้าสาลี ของกินมีหลายหลาก ปูนพลูหมากนางสาวใช้ถวาย นางทังหลายพร้อมกันเข้าใกล้ เยาะหยอกยว้ายส่ำแดงองค์ หื้อพราหมณ์หลงอำนาจ เข้าบ้วงบาศก์ฝูงญิง เขาเพาพิงป้อนปาก พราหมณ์เถ้าอยากระรอน กินมะมอนมะมัด สองแก้มคัดมะไม่ ท้องพราหมณ์เถ้าใหญ่เท่าไหตาล ท่านพราหมณ์ยินลำบาก อุ้มท้องร้องปากทังฅืน กลิ้งผับผืนอยู่บนสาด ทะลุกทะลาดเรือนไป ไปเอาไฟมาส่อง ขดหาช่องอยู่ระรวาน ระรวาน ขดหาชานก็บ่ออก หวังจักถอกหื้อเบาใจ กินยาประจุในก็บ่แพ้ กินยาแก้ก็บ่ลง กินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์ไค่ปูมพิง ฝูงเด็กญิงชายทังหลาย จิ่งจูงแขนปกลุกเล่า เถ้าหายใจเส่าอยู่ยะหยกยะหยก หวังจักตกพ้อยซ้ำพองมาแถมเล่า ซ้ำร้ายกว่าเก่าแถมและนา ฯ
    ธ เอายามาลูบไล้ หวังจักได้เบาใจ พราหมณ์หายใจสะอื้น เสลดขึ้นรูฅอ ปานงัวมอซะซ้าว หายใจเส่าคางคับ ตาบ่หลับเหลือกขึ้น ตาเหลือกฟื้นเมือบน ตากวนตีนมือเป็นเกี่ยว หันบิดเบี่ยวรางา ฝูงเขารักษาอยู่เฝ้า หันพราหมณ์เถ้าดั่งจักตาย เขาทังหลายพร่ำพร้อม ใจหลิ่งน้อมเป็นเกลียวเดียว เขาจิ่งเทียวไปหาหมอชุแห่ง เพื่อจักแต่งหื้อพราหมณ์หาย ไปสู่หมอหัวฝายก็ว่าขิดขวง ไปสู่หมอหัวหลวงก็ว่าบ่ได้อยู่ ไปหาเถ้าปู่ก็ว่ายายำ ยังอยู่กัมม์บ่ออก ไปสู่หมอหัวหงอกก็ว่าสูมาเทอะหลาน ไปสู่หมอช่างตาลก็ว่าตายเสียแล้ว ไปสู่หมอปากมากก็ว่าอย่าสู้มาถาม ไปสู่หมอสานไภก็ว่าบ่รู้ที่ ไปสู่หมอยี่ก็ว่าจักร้าย ไปสู่หมออ้ายก็ว่ามันตายแล้ว ไปสู่หมอช่างแก้วก็ว่าผิดเมียมัน ไปสู่หมอฅำพันก็ว่าไปการแขก ไปสู่หมอหัวแตกก็ว่าไปสร้างสวนมัน ไปสู่หมอขวัญก็ว่าเป็นพยาธิ์ ไปสู่หมอหัวกาดก็ว่าไอ ไปสู่หมอฅำใบก็ว่าไปล้อมรั้วบ่มา ไปสู่หมอคูลวาก็ว่าหนีไปไร่ ไปสู่หมอใสก็ว่าหนีไปนา ไปสู่หมอโหราก็ว่าหล้มพง ไปสู่หมอสวนหงษ์หมาก็ว่าไล่ขบ เขาจิ่งหลบฅืนมาดั่งเก่า เขามาแปงยาประจุต่าง ๆ หื้อกินหมากข่างก็เสี้ยงสามถง หื้อกินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์เถ้าไค่แตกเสียงตุม ฝูงฅนนันอยู่งะงุ มงะง้าว นันอยู่ซะซ้าวเสียงซาว ว่าพราหมณ์เราตายเสียแล้ว บางพ่องก็เบี้ยวปากแล้วใคร่หัว พร่องก็เยียะกลัวบ่เข้าใกล้ พร่องก็ร้องไห้ระวานระวาน พร่องก็ด่าถ้านหนำใจ พร่องตีกลองสะบัดไชยไปทะทาด ตีหื้อพราหมณ์ขาดใจตาย เขาทังหลายจิ่งหามพราหมณ์ไว้เหนือแท่น เขาก็ว่าเราจักได้ผ้าแผ่นไหนมาปก พร่องก็พกเอาเบี้ยไปซื้อยังกาด ได้ผ้าขาดผืนนึ่งดั่งย่องัว เอามาปกหัวก็บ่กุ้ม หน้าก็บ่หุ้มเขาก็บ่หนาเขินสองตาหลับหลิ่ว พร่องก็ว่าอิ้วหลิ้วกูนี้ยินกลัว หนังหัวพองเยียะระร่าย เด็กน้อยพ่ายนะนูน เขากลัวปูมพราหมณ์แตก เถ้าใบ้แบกกินผิด เสี้ยงชีวิตอินทรีย์กินเข้า ในราชมณเฑียรพระเจ้ายอดสญไชยโสดและนาฯ
    ท้าวบรมสญไชยก็หื้อรีบส่งสการพราหมณ์ปู่ บ่หื้ออยู่พอยาม ฝูงขาหักหื้อมาหามพายหน้า ฝูงขาห้านย่างช้าหื้อมาหามพายหลัง ผู้ตาฟางหื้อตีกลอง ผู้ตาพองหื้อตีค้อง ผู้ช่างฟ้อนหื้อตีแส่ง ผู้ปากแหว่งหื้อเป่าปี่แต้แตรมือ ผู้แขนซื่อหื้อถือระแอฉัตรกั้ง พร่องว่ายั้งพร่องว่าไป หันหัวไหวอยู่นะนุ่มนะนุ่ม ผู้ตาซุ่มหื้อมานำทาง ผู้ตาฟางหื้อมาแบกไม้ไต้ ผู้หูหนวกใบ้หื้อมาตีกลอง ผู้เป็นพองหื้อมาตีพาทย์ นุ่งผ้าขาดซุยซาย ผู้แขนลายหื้อฟ้อนหลบหลัง ผู้แขนหักหื้อตีแส่ง ผู้ตีนแหย่งหื้อตบมือ ผู้เถ้าหื้อถือวีกับสาด ผู้ปากเบี้ยวหื้อดังไฟ เขาร่ำไรโสกต้อง พร่องก็ฟ้อนรำสาผด ฝูงหลังขดหื้อถือทุง ฝูงเป็นลุงหื้อถือช่อ ผู้ไห้ม่อหื้อค่อยรวายไป เขาร่ำไรโสกเส้า หามพราหมณ์เถ้ากาลกิณี เถ้าบ่ดีช่างสับปะหลี้ พร่องว่าพราหมณ์ผู้นี้เอนนัก พร่องว่ายั้งพักถ้าหมู่ พร่องว่าอย่าเอาอยู่เท่าลู่ไป หันซากปู่พราหมณ์ไหวอยู่ระรอก พร่องกางศอกเหนือหัว พร่องก็มัวฟื้นบ่า พร่องร้องด่าว่าเวยเวย พร่องว่าชาวเราเฮยคื่นเค้า เราจักเสียพราหมณ์เถ้าที่ใดชา
    จักเสียยังน้ำก็จักกินปลา จักกินเสียยังนาก็จักกินยังเหนี้ยวเหนี่ยงและฮวก จักเสียยังจอมปลวกก็ว่าจักไว้หากินเห็ด จักเสียยังเค้าผักเผ็ดก็ว่าจักไว้กินดอก จักเสียยังป่าผักหนอกก็ว่าจักไว้กินใบ จักเสียที่ใกล้บ้านก็ว่ากิเลียดวาง จักเสียใกล้ทางก็เยียวว่าจักกลัว จักเสียใกล้หัวขัวก็ว่าจักเอาไว้ไต่เต้า จักเสียใกล้ต้นพร้าวก็กลัวพร้าวบ่หวาน จักเสียใกล้เค้าตาลก็กลัวตาลบ่ใหญ่ จักเสียที่ใกล้เค้าไผ่ก็ว่าเอาไว้กินหาง จักเสียที่ใกล้เค้าซางก็ว่าจักเอาไว้กินหน่อ จักเสียที่ใกล้น้ำบ่อก็จักเอาไว้ตักกิน จักเสียที่ใกล้สวนผักก็ขี้เหลียด เจ้าสวนก็เคียดอยู่มะมงมะมง จักเสียที่ใกล้เค้าบงก็บ่หน้า จักเสียที่ป่าหญ้างัวก็จักกัด จักเสียที่วัดก็กลัวจักหลอก จักเสียที่ใกล้เค้ากอกก็ว่าจักเป็นยา จักเสียที่ป่าฅาก็ว่าจักเกี่ยว จักเสียที่ป่าเฮี่ยวผีก็จักชัง จักเสียยังวังน้ำก็จักหากินปลา เท่าว่าเสียที่ดินแดนขอก พ้นพายนอกแฅวนไกล ประเทศใดที่ดินโปดที่นั้นโสดบ่ดี กาลกิณีพายซ้าย ดินจักงว้ายห่างหา พายป่างขวาดินจักไหม้ ทิสะหนใต้ดินก็จักเหลือง หนเหนือลวงเมืองดินก็ว่าม้าน ทังสี่ด้านก็ควรวางที่ท่ำกลาง ตกเสียเท่าดีเสียพราหมณ์เถ้าชื่อยังควร เขาจิ่งชวนกันสู่ซะซ้าว เต็มทุกด่านด้าวคราวทาง เถิงที่วางพราหมณ์ปู่ เขาจิ่งอยู่เจียรจากัน เพื่อจักผันหาเล่า
    นิมนต์สวาธุเจ้ามาปังสุกุล เพื่อจักหื้อเป็นคุณแก่พรามหณ์เถ้า เขาไปอาราธนาสวาธุเจ้า วัดน้อยก็ว่าขิดขวง ไปนิมนต์พระวัดหลวงก็ว่าเราไปบ่ได้ ไปนิมนต์พระวัดใต้ก็ว่าเราบ่เคยมือ ไปนิมนต์พระวัดเหนือก็ว่าเราเป็นตุ่ม ไปนิมนต์พระวัดลุ่มก็ว่าเราเกรง ไปนิมนต์พระวัดเม็งก็ว่าบ่ไปและท่าน ไปนิมนต์พระวัดม่านก็ว่าบ่ตะวา ไปนิมนต์พระอโยธิยาก็ว่าบ่หล้างบ่หล้าง ไปนิมนต์พระล้านช้างก็ว่าเราต่างภาษา เขาไปได้พระคูลวาตนหนึ่งดูหลาก หันหน้าก็หากปูนใคร่หัว ทังตนตัวย่อมเป็นขี้เขี้ยนขี้กราก ริมปากก็เส้าเค้าคางก็หยุบ ปูมก็แทบหนังเกิบก็ดีทือ สองมือก็โผกเยียะโสกโกกผิดคอง สองตาพองหลับหลิ่ว อกก็กิ่วแถวแนว แอวก็คดหลังก็โก่งขดงอปูนกลัว หัวก็ซ้ำมาเพิบ หน้าเทิบเยิบบ่ปูนดีดู สองหูก็หนวก คำจาก็สวกบ่เจียมตัว เอาผ้ามาปกหัวฅอมฅ่อ เยี่ยะบ่ปากล่อเจียรจา ค่อยลีลาย่างยาตร ที่แท้ผ้าย้อมฝาดหนูมากัด ตาลปัตรก็ขาด สายสนุกบาตร(สลก)ก็เป็นเห็ด หน้าก็เป็นเกล็ดบ่ห่อน ขม่อมก็อง(เถิก) ก้นถงก็รั่ว เขาว่าชีชั่วบ่เชียง ก็ยืนซะเมียงสองตา ไกว่แขนไปมาเยียะยะยุ่ยยุย่าง มายืนเทียมป่างข้างกองหลัว ปูนดีใคร่หัวนักกว่าเช่น เบ่นหน้าเยียะจิหลดจิหลดว่า อุปาสกเฮยเราจักปังสุกุลสะน่อย เอาไม้เท้าต่อยกองหลัว เยียะกะกกกะกาก คำปากก็ลวดว่า นอมอตอสอ นะมอตาสัง กุสลาธัมมัง อกุสลาธัมมัง ปู่พราหมณ์ตายคายัง ว่าคำหลังแถมเล่าซ้ำคำเก่าไปมา กุสลาก็บ่ได้เสี้ยง เหมี้ยงในปากก็บ่หยุด มูลีขี้สุดก็บ่ฅว่าง ถงขาหย่างก็สะพาย แล้วก็ปันพรหลายหื้อพราหมณ์ปู่ ว่าหื้อพ่อออกไปอยู่อเวจี อย่าได้หนีไปเมืองฟ้า จุ่มก้มหน้ารับบาปกัมม์เวร หื้อไปอยู่กับเถรเทวทัตลุ่มใต้ อย่าหื้อได้เกิดมาเป็นฅนซ้ำพอสอง ว่าอั้นก็มีวันนั้นแลฯ

    เมื่อนั้น พระยาสรีสญไชย คันว่าหื้อส่งสการพราหมณ์แล้ว ตนแก้วก็หื้อฅนทังหลาย ตีค้องยายร้องป่าว ถามหาข่าวญาติวงศา แห่งพราหมณาหัวหงอก ทุกสลอกทุกคอง คนทังหลายตีกลองปานหน้ากลองจักขาด ก็บ่หันเชื้อชาติพราหมณ์มา เมื่อนั้นของนานาบ่มีฅนเฝ้า เชื้อพราหมณ์เถ้าเปล่าเสียสูญ ก็ขนฅืนมามูลมั่ง ในราชะโกฐาคาร เล้มฉางแห่งท้าวสญไชยดั่งเก่า ก็มีวันนั้นแลฯ
    ส่วนว่าเสนาโยธามวลหมู่ เขาก็มาสู่ชุ่มนุมกัน ในวันถ้วนเจ็ดบ่ขาด ท้าวไท้ราชสญไชยภูมี ก็กระทำเจ้าชาลีกุมาร อันเป็นหลานแห่งตน หื้อเป็นเจ้านำพลไปก่อนหน้า หลานพระเจ้าฟ้าก็ออกไป ด้วยยสปริวารหลายมาก เสด็จพรากนครไป หยาดยายใยช้างม้ารถราช ชาวมหาดถมกันไปก็มีวันนั้นแลฯ
    ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา เสนา มหตี อาสิ อุยยุตฺตา สิวิพาหินี ชาลินา มคฺคนเยน วํคํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าริพลสกลเสนาโยธา แห่งท้าวปรมสญไชยตนใหญ่ มีประหมาณว่าได้สิบสองอโขเภณี มีเจ้าชาลีนำทางไปก่อนหน้า ทังช้างม้าหยาดยายใย ออกจากเวียงไชยเชตุตตระนครเมืองใหญ่ อันสนุกใช่สามานย์ เข้าสู่ป่าหิมพานต์เก่าเกื้อ อันเป็นที่อยู่ผีเสื้อ นกเนื้อทังหลาย อันเป็นที่อยู่สบายแห่งพระยาเวสสันตระ ชื่อว่าเขาวังกฏะปัพพตาคิรี ก็มีวันนั้นแลฯ
    ตตา ในกาละนั้น พราหมณ์ทังหลาย อันอยู่ในเมืองกลิงคะราช ก็นำช้างแก้วราชปัจไจย ไปรอดเมืองตนแล้ว ห่าฝนแก้วชลธารา ก็ไหลหลั่งมาบ่ขาด จิ่งนำช้างแก้วราชฅืนมาถวาย แก่พระยาสญไชยดั่งเก่า ช้างตัวนั้นเล่าก็ยินดี ปีติมีบ่เส้า ด้วยใส่ใจว่าจักได้หันหน้าเจ้าแห่งตน ก็ร้องรนไปมาด้วยเสียงสะเฅียนอันมาก
    ตํ สนฺธาเยตํ คาถาพันธนะอันนี้ชื่นช้อย พระยอดสร้อยสวัสสดา เทียวรัตนาจงกรมแก้ว ก่ายหว้ายฟากฟ้าจักรวาล อาศัยช้างแก้วปัจไจยให้เป็นเหตุ พระจิ่งเทสนาในจริยาปิฎกะ แก่ท่านธรรมเสนาในจริยาปิฎกะ ดั่งนี้เป็นต้น ดูราสารีบุตร ผู้บัวริสุทธิ์ด้วยปัญญา ช้างแก้วปัจไจยนั้นนาประเสริฐ อันเกิดมาแต่องคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัยอายุได้สิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยแรง อัตถะแสร้งหลายหลาก อัตถะไขว่ สฏฺฐิกายโน ยังช้างสารได้สิบหกตัวองอาจ อาจผจญแพ้โดยง่าย กจฺจายโน ในเมื่อเชือกสายฅะพัดอันฅวาญช้าง ดาใส่สายชะนักไป่ทันแล้ว ช้างแก้วตัวนั้นใจชมชื่นยินดี จิ่งร้องก้องด้วยเสียงสะเฅียน เหมือนดั่งเสียงนกกระเรียนร้องก้อง ก็มีวันนั้นแลฯ
    อาชานิยา หสิสฺสนฺติ ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ กระษัตริย์ปู่หลานสี่พระองค์ ก็เข้าไปสู่ไพรพงป่ากว้าง อันเป็นที่อยู่แรตช้างเสือหมี อันมีผักและน้ำมาก ดาดาดเต็มไปด้วยไม้สองจำพวกเรียงราย คือมีดอกไม้และลูกหลายสิ่ง บางพร่องก็จิ่งบานจุมจีแตกซ้อนก้าน บางพร่องบานเรืองเรื่อเร้า แม่เผิ้งเค้าคู่ชมดวง บางพร่องลูกสุกพวงสามสู่ ลูกเค้ากุมแกมใบ บางพร่องก็สุกใสอะท้าม เหลืองแห้มร่ามยุท่างกินป่าหิมพานต์ ประกอบด้วยนกทังหลายต่าง ๆพร่องก็ด่างดำแดงขาวเขียว จับอยู่เหนือเรียวป่าไม้ ในป่าอันเป็นชอบระดู ก็เกิดก้องร้องกันไปมา แห่งสกุณาอันเป็นผัวเป็นเมียแห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ
    เต กนฺต๎วา ทีฆมทฺธานํ อโหรตฺตา นปจฺจเย ปเตเสนฺตํ อุปารญฺฉุง ยตฺถา เวสฺสนฺตโร อาหุ ฯ ภิกขเว ฯ ดูราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะ เป็นพระยาเวสสันตระ นราธิบดีธัมมิกระสี อยู่ในคิรีป่ากว้าง ประเทศท้างแดนใน กระษัตริย์ทังสี่ตนปู่ย่าหลาน ทังบริวารสิบสองอโขเภณีอันใหญ่ ก็เอากันไปชุจอด ต่อเท้ารอดป่าหิมพานต์ อันเป็นสถานที่อยู่แห่งพระยาเวสสันตรนั้น ด้วยอันนับวันและฅืนอันมาก ก็มีวันนั้นแลฯ
    อิติวุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลเด ฯ มหาราชปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวห้องมหาราช อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๖๙ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ (แล้วเท่านี้ก่อนแล) ฯ
    เพราะเจ้ามาจากดิน
    แม้ว่าเจ้าจะโบยบินไปไกลแสนไกล
    แต่สุดท้าย...เจ้าก็ต้องกลับคืนสู่ดิน...
    ...ดิน...ที่เจ้าจากมา...
    http://learnkaweethai.blogspot.com

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...
หน้า 2 จากทั้งหมด 3 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 123 หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด