หน้า 3 จากทั้งหมด 3 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 123
สรุปผลการค้นหา 21 ถึง 30 จากทั้งหมด 30

กระทู้: ลานบุษปะ

  1. #21

    Re: ลานบุษปะ

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    [color=orange][size=16pt]pakistan Jasminum








    Jasminum polyanthum form China

  2. #22

    Re: ลานบุษปะ

    มะลิฤดูหนาว Jasminum nudiflorum จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น
    เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอีกหลายๆประเทศ ซึ่งจะมีทั้งดอกสีขาวอมชมพู ชมพูอ่อน ชมพูเข้ม และสีเหลือง เป็นต้น

    Jasminum officinale Flore pleno


    Jasminum officinale Aureum


    Jasminum officinale AGM


    Jasminum officinale Argenteovariegatum AGM





  3. #23

    Re: ลานบุษปะ



    Jasminum X stephanense
    Jasminum x stephanense เป็นลูกผสมธรรมชาติระหว่าง J. officinale var. affine และ J. beesianum
    พบว่ามีการเจริญเติบโตในป่าทางตะวันตกเฉียงใต้ประเทศจีนซึ่งเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
    ดอกดอก สีออกชมพู และมีกลิ่นหอม

    Jasminum beesianum


    Jasminum beesianum "Rose Jasmin "


    Jasminum beesianum "Rose Jasmin "


    Jasminum Jasmine'beesianum 'Red


    Jasminum Beesianum is also known as the 'Red Jasmine'




    ผลของมะลิสายพันธุ์ Jasminum beesianum


    Jasminum polyanthum



  4. #24

    Re: ลานบุษปะ

    Jasminum Humile Revolutum มะลิฤดูหนาวสีเหลือง
    มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเช๊ย ทางจีนตอนใต้ South west of China.
    ลักษณะไม้พุ่มขนาดกลางโดยปกติจะสูงประมาณ 4-6 ฟุต ทรงไม้เป็นพุ่ม หรือ arching
    ออกดอกเป็นช่อแบบกลุ่ม ให้ดอกดกถึง 12 ดอกต่อช่อ ดอกมีขนาด 2.5cm (1in)
    ใบสีเขียวสว่างถึงเขียวเข้มเป็นใบประกอบ ใบยาว 5-7 1cm (½) ทนต่ออุณหภูมิเย็นจัดได้ถึง -5 ° C (23 ° F)


    Jasminum officinale'Clotted Cream




    Jasminum nudiflorum, or Winter Jasmine


    J. floridum – Showy Jasmine






    ประโยชน์ของมะลิ
    คนไทยนิยมนำมาร้อยมาลัยบูชาพระ และลอยน้ำดื่ม

    คนจีนนิยมนำไปอบใบชา

    คนอินเดียนิยมนำไปร้อย

    เป็นพวงใช้ประดับผมสตรี

    สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

    ดอก -แก้หืด ใช้แต่งกลิ่นใบชา ใช้อบขนมต่างๆ
    ใบ ราก - ทำยาหยอดตา
    ใบ - แก้ไข้ ขับน้ำนม รักษาโรดผิวหนัง ใบตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันมะพราวใหม่ๆ นำไปลนไฟ ทารักษาแผลพุพอง
    ราก - รักษาหลอดลมอักเสบ ฝนกินแก้ร้อนใน เสียดท้อง
    ญาติของดอกใะลิคือ ดอกแก้ว ดอกพุด ดอกปีบ ดอกชำมะนาด

  5. #25

    Re: ลานบุษปะ

    ในประเทศไทย มีมะลิ (Jasminum) อยู่ 35 ชนิด (species) 7 สายพันธุ์(subspecies) และ 4 กลุ่ม (varieties)
    หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีอยู่รวม40 ชนิด ได้แก่
    1. J. adenophyllum Wall. ex C.B.Clarke มะลิวัลย์ (ภาคเหนือเรียกผักแส้ว)
    2. J. annamense Wernham subsp.annamense ไกรกรัน
    3. J. annamense Wernham subsp.kerrii (Bhatnagar) P.S. Green มะลิหมอคาร์
    4. J. anodontum Gagnep. ไส้ไก่ (คนทั่วไปเรียกไส้ไก่ก้านแดง)
    5. J. attenuatum Roxb. ex G. Donมะลิเถา
    6. J. auriculatum Vahl พุทธชาด
    7. J. calcicola Kerr เสี้ยวต้น
    8. J. coarctatum Roxb. var. coarcta-tum เครือหนามข้อ
    9. J. coarctatum Roxb. var. vanprukii(Craib) P.S. Green มะลิป่า
    10. J. cordatum Ridl. มะลิช้าง
    11. J. craibianum Kerr มะลิเครบ (คนทั่วไปเรียกมะลิขน)•• ภาพที่ 3. เขี้ยวงูเล็ก มะลิที่มีต้นขนาดเล็ก แต่มีดอกกลิ่นหอมแรงภาพที่ 4. มะลิสยาม มีดอกขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับต้นที่มีขนาดเล็กภาพที่ 5. มะลุลี คนไทยชอบปลูกเนื่องจากมีช่อดอกใหญ่
    12. J. decipiens P.S. Green มะลิภูหลวง
    13. J. decussatum Wall. ex G. Don มะลิเขี้ยวงู
    14. J. dispermum Wall. subsp. for-restianum(Kobuski) P. S. Green มะลิดอย
    15. J. elongatum (Bergius) Willd.มะลิไส้ไก่
    16. J. extensumWall. ex G. Don มะลิเอกา
    17. J. flexile Vahl มะลิแม่แตง
    18. J. funale Decne. subsp. funaleไส้ไก่ (หรือไส้ไก่ใบมัน)
    19. J. funale Decne. subsp. soote-pense (Craib) P.S. Green มะลินก20. J. grandiflorum (L.) Kobuskiสถาน
    21. J. harmandianum Gagnep. ไส้ไก่
    22. J. kedahense (King & Gamble)Ridl. มะลิใบเรียว
    23. J. lanceolaria Roxb. subsp. lan-ceolaria มะลิวัลย์ (หรือมะลิวัลย์เล็ก)
    24. J. lanceolaria Roxb. subsp. scor-techinii (King & Gamble) P.S. Greenมะลิวัลย์น้อย
    25. J. latipetalum C. B. Clarke มะลิเหลี่ยม
    26. J. laurifolium Roxb. var.laurifolium มะลิลอ
    27. J. laurifoliumRoxb. var. brachylo-bum Kurz มะลิระบำ
    28. J. maingayi C.B. Clarke มะลิปูน
    29. J. multiflorum(Burm.f.) Andr. มะลิซ่อม (คนทั่วไปเรียกมะลุลี)
    30. J. nervosum Lour. เขี้ยวงูเล็ก
    31. J. nobile C.B. Clarke ปันหยี
    32. J. perrisanthumP.S. Green มะลิภูคา
    33. J. pierreanum Gagnep. มะลิปี
    34. J. rambayense Kuntze มะลิรำ
    35. J. sambac (L.) Aiton มะลิลา, มะลิฉัตร, มะลิถอด, มะลิพิกุล, มะลิซ้อน
    36. J. scandens (Retz.) Vahl เสี้ยวผี
    37. J. siamense Craib มะลิวัลย์เถา(คนทั่วไปเรียกมะลิสยาม)
    38. J. stellipilum Kerr มะลิหลังสวน
    39. J. syringifolium Wall. ex G. Donเขี้ยวงู (คนทั่วไปเรียกเขี้ยวงูแหลม)
    40. J. undulatum Ker Gawl. มะลิเลี่ยม

    สำหรับรายชื่อมะลิที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้ง 40 ชนิด เป็นมะลิที่มาจากต่างประเทศ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 20 และ 35 เท่ากับว่า ที่เหลือ 38ชนิด เป็นมะลิพื้นเมืองของไทยชื่อมะลิพื้นเมืองซ้ำกันอยู่และยังสับสนมะลิพื้นเมืองทั้งหมดมีดอกสีขาว มีกลีบดอกแหลมๆ ขึ้นกระจายอยู่ทั่วประเทศ
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ทั่นยาย : 06-06-2013 เมื่อ 03:58 PM

  6. #26

    Re: ลานบุษปะ







    มะลิต้น
    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Diospyros brandisiana

    ชื่อพื้นเมือง สาวตะกั่วป่า

    มะลิต้น หรือ “สาวตะกั่วป่า” เป็นไม้ ยืนต้น สูง 3-5 เมตร เปลือกต้นหนา
    ผิวเปลือกเป็นตะปุ่มตะปํ่าสีน้ำตาลเข้มถึงเกือบดำถ้าขึ้นในที่ชื้นจัด
    ผิวเปลือกจะมีมอสสีเขียวจับทั่วลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม
    กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มแผ่เป็นทรงกลม ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
    รูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลมโคนใบสอบ หน้าใบสีเขียวอ่อน
    ใบดกและหนาแน่นมาก

    ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามโคนต้นและลำต้นเรื่อยไปจนถึงกิ่งก้าน
    แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ 3-5 ดอก ลักษณะดอก
    มีกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน แยกเป็นแฉก 5 แฉก ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอด
    ยาวประมาณ 1-1.5 ซม. ปลายแยกเป็นกลีบดอก 5 กลีบ ดูคล้ายดอกมะลิมาก
    ผู้ขยายพันธุ์ขาย จึงเรียกว่า “มะลิต้น” ดอกเมื่อบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 ซม. ดอกเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ใจกลางดอกมีเกสรตัวผู้สีเขียวอ่อนเป็นกระจุก 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรงและหอมไกลเวลามีดอกดกๆและดอกบานพร้อมกัน จะดูสวยงามแปลกตาและส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ประทับใจมาก

    ดอกออกได้เรื่อยๆหรือออกตลอดปี ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีตุ่ม ดอกโผล่ให้เห็นกระจายทั่วลำต้น ซึ่งพอดอกชุดแรกบาน และโรยไปดอกชุดใหม่จะบานขึ้นมาแทนที่ทันทีทำให้มีดอกสวยงาม และส่งกลิ่นหอมไม่ขาดต้น ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งและทาบกิ่ง
    การปลูก “มะลิต้น” หรือ “สาวตะกั่วป่า” เติบโตได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบแดดจัด ชอบที่รำไรและชอบความชื้นสูง เหมาะจะปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้าน หลังปลูกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยมูลสัตว์จำพวกขี้วัว หรือขี้ควายแห้ง โรยกลบฝังดินรอบโคนต้นสม่ำเสมอ 15 วันครั้ง จะทำให้เติบโตเร็ว มีดอกดก สวยงามและส่งกลิ่นหอมกระจายเป็นที่ชื่นใจยิ่ง

    ข้อมูลจากหนังสือนายเกษตรเล่ม 2


    มะลิซาไก
    ชื่ออื่น มะลิรำ
    ชื่อวงศ์ OLEACEAE
    ลักษณะวิสัย ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย สูงได้ถึง 2 เมตร
    ลักษณะใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่ ท้องใบมีต่อมขนสีน้ำตาลบริเวณซอกเส้นใบ
    ลักษณะดอก ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 7-13 ดอก กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว
    ลักษณะผล ที่พบในประเทศไทยยังไม่ติดผล
    สรรพคุณ ยาพื้นบ้านใช้ รากสดหรือแห้ง 2 ราก กินวันละ 2 ครั้ง เป็นยาคุมกำเนิดในสตรี
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ทั่นยาย : 06-07-2013 เมื่อ 04:34 PM

  7. #27

    Re: ลานบุษปะ




    ดอกมะลิมีความแตกต่างไปจากดอกไม้ชนิดอื่น เมื่อได้กลิ่นหอมของดอกมะลิแล้ว
    จะรู้สึกชื่นใจมาก จึงมักจะนำดอกมะลิมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น
    เก็บดอกมาร้อยเป็นพวงมาลัย ทำดอกไม้แห้ง ประดับพานพุ่มบูชาพระ ทำพวงหรีด
    ใช้ดอกมาอบขนมหรือโรยหน้าบนน้ำเชื่อมและน้ำดื่มให้มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ



    มะลิ สามารถนำดอกมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย (absolute)
    น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิจัดเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีราคาแพงในตลาดของโลก



    การขยายพันธุ์
    มะลิเป็นไม้ที่ชอบแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ปลูกในดินร่วนซุยขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง หรือปักชำ



    มะลิบางสายพันธุ์ก็มีผลทรงกลม เป็นผลคู่ ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว ผลแก่จัดจะเป็นสีดำ






    สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

    ดอก -แก้หืด ใช้แต่งกลิ่นใบชา ใช้อบขนมต่างๆ
    ใบ ราก - ทำยาหยอดตา
    ใบ - แก้ไข้ ขับน้ำนม รักษาโรดผิวหนัง ใบตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวใหม่ๆ
    นำไปลนไฟ ทารักษาแผลพุพอง
    ราก - รักษาหลอดลมอักเสบ ฝนกินแก้ร้อนใน เสียดท้อง
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ทั่นยาย : 06-06-2013 เมื่อ 03:57 PM

  8. #28

    Re: ลานบุษปะ



    6 ต้นไม้ประจำวันของผู้ที่เกิดวันศุกร์

    คนเกิดวันศุกร์มักมีบุคลิกดี มีปากเป็นเอก คือพูดจาหวาน ช่างยกยอเอาอกเอาใจ ปลอบประโลมคนเก่ง
    วัยเยาว์มักอาภัพมีญาติก็เหมือนไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะกำพร้าบิดาตั้งแต่เล็ก เป็นคนรักสวยรักงาม ชอบความหรูหรา
    ชอบแต่งตัวแต่แต่งไม่ขึ้นนัก มักนิยมของงามของหรูหราโอ่อ่า แต่เป็นไปในทางสมถะ เป็นคนขี้น้อยใจ
    จิตใจดี มีน้ำใจเมตตาต่อผู้อื่น ไม่เคยคิดแค้นใคร ชอบพูดจากอ่อนน้อมถ่อมตน
    แต่เมื่อโกรธแล้วปากร้ายพูดให้คนเกลียดได้ มีความรู้ความสามารถโดดเด่น รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจเมตตากรุณา
    ทำคุณคนไม่ขึ้น ไม่ทะเยอทะยาน ชอบชีวิตสุขสงบ มั่นคง ปลอดภัย ไม่นิยมเสี่ยงโชค
    คนเกิดวันศุกร์มักมีชีวิตพัวพันอยู่กับความรัก ให้ความสำคัญกับความรัก และคนรักมากเป็นพิเศษ
    เป็นคนโรแมนติก แต่ก็มักไม่สมหวังในความรัก
    ชะตาชีวิตมักถูกคนรอบข้างเบียดเบียนพึ่งพาอาศัย แต่ตัวเองก็ยินดีช่วย ต้องทำงานที่ใช้พรสวรรค์
    จะได้ดีกว่าทางที่เล่าเรียนมา จะอาภัพคู่ครอง เป็นคนเจ้าชู้หมกมุ่นในโลกีย์ โดยทั่วไปมักไม่ตกยาก
    เพราะมีความรู้ดีและมีผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูอยู่เสมอให้ระวังเรื่องความใจอ่อน และไม่ควรวางใจใครง่ายๆ

    ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันศุกร์ มีดังนี้
    ต้นไม้ประจำวันเกิด สีของวันศุกร์ คือสีฟ้า แต่ไม้มงคลสำหรับคนที่เกิดวันศุกร์คือไม้ที่มีดอกสีชมพู หรือแดง
    เป็นดอกไม้ที่ต้องโฉลกสร้างความเป็นสิริมงคล ความเจริญ รุ่งเรือง ให้คนที่เกิดวันศุกร์เป็น อย่างมาก
    เช่น โป๊ยเซียน ชงโค เล็บมือนาง ยี่เข่ง และชวนชม
    กุหลาบ ควรเป็นกุหลาบแดง หรือชมพู หากนำมาปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เกิดความสง่างาม ภาคภูมิ
    อัญชัน นั้นให้คุณด้านการประสบความสำเร็จในชีวิต
    เข็ม หากปลูกเข็มไม่ว่าจะสีแดงหรือชมพูไว้ในบ้าน จะทำให้ชีวิตก้าวหน้าไปด้วยดี
    ชบา เป็นไม้ที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันศุกร์ จะสีแดงหรือชมพูก็ดีทั้งสิ้น
    โกสน นั้นพ้องกับคำว่า กุศล จึงเชื่อว่า คือการสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข
    โป๊ยเซียน ควรปลูกที่ดอกสีแดงหรือชมพู โป๊ยเซียนนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก



    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenium obesum (Forssk.) Roem. & Schult.
    ชื่อวงศ์ : Apocynaceae
    ชื่อสามัญ : Desert rose, Mock Azalea, Pinkbignonia, Impala lily
    ชื่อพื้นเมือง : ชวนชม, ลั่นทมยะวา ภาษาจีนเรียกว่า Chilean Jasmine



    ประวัติดอก ลั่นทมยะวา หรือ ชวนชม

    ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่มีสีสันของดอกสวยงามสะดุดตามีรูปทรงของต้นไม้และกิ่งก้าน
    ที่สวยงามและอ่อนช้อยและนุ่มนวลเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี
    จึงได้ชื่อว่า กุหลาบทะเลทราย (Desert Rose) นอกจากนี้ชวนชมยังเป็นชื่อที่มีความไพเราะ
    เป็นศิริมงคลตามความเชื่อของคนไทย แม้แต่ชาวจีน ซึ่งเรียกชวนชมว่า “ปู้กุ้ยฮวย” หรือ
    ดอกไม้แห่งความร่ำรวยก็ยังมีความหมายไปในทิศทางศิริมงคลเช่นกัน

    ถิ่นกำเนิดของชวนชมมีการค้นพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ P. Forskal
    ทางภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกาแถบประเทศแทนซาเนียและเคนย่า ในปี พ.ศ. 2305
    แต่ตอนนั้นเชื่อว่าเป็นเพียงดอกลั่นทมพันธุ์ใหม่
    ต่อมาปี พ.ศ. 2357 นายโจเซฟ ออกัสต์ ซูลตส์ ( Josef August Schultes )
    นักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้อธิบายความแตกต่างระหว่างชวนชมกับลั่นทม
    จนเป็นที่ยอมรับ ส่วนในประเทศไทย ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดนำเข้ามา และนำเข้ามาเมื่อไร
    แต่มีการพบชวนชมตั้งแต่ประมาณสมัยรัชกาลที่ 6 มีแต่ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไม้นำเข้า
    จากอินโดนีเซียหรือชวา เพราะแต่เดิมเคยเรียกว่า "ลั่นทมยะวา" ชื่อลั่นทม อาจจะเรียกตามความเข้าใจ
    ของคนในสมัยนั้น ที่คิดว่าชวนชมอยู่ในสกุลเดียวกับลั่นทมเพราะมีดอกคล้ายกัน
    ส่วนคำว่ายะวา ภาษาอินโดนีเซียแปลว่า ชวา ตามความเป็นจริงแล้วชวนชมก็ไม่ใช่ไม้พื้นเมืองของชวา
    แต่อาจจะนำเข้ามาจากเนเธอร์แลนด์ เพราะครั้งนั้นชวาถูกปกครองโดยชาวดัชต์อยู่ ซึ่งขึ้นชื่อว่า
    เป็นกลุ่มของนักสะสมรวบรวมพันธุ์ไม้ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะถิ่นเดิมชวนชมอยู่ในแอฟริกา



    "พระนางเธอลักษมีลาวัณ ในรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อโดยตามความเหมาะสม
    มีความรู้สึกที่ดีเป็น "ชวนชม" ต้องตามลักษณะของต้นไม้ในสมัยเดียวกันนั้นเอง"




    ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ชวนชมเป็นพืชที่มีเนื้อเยื่ออ่อน เปลือกของลำต้นบาง
    ต้นและกิ่งก้านกลม มียางใส จัดเป็นพืชในวงศ์ Apocynaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับลั่นทม
    พืชในวงศ์นี้มีมากมายถึง 300 สกุลและมากกว่า 1,300 ชนิด มีทั้งไม้ล้มลุก ไม้เลื้อย ไม้พุ่มและไม้ยืนต้น

    ชวนชมเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา มีหลายชื่อ เช่น Pink Bignonia, Mock Azalea ,
    Desert Rose , Impala Lily , Kudu Lily และ Sabi Star



    ลำต้น เป็นไม้เนื้ออ่อน อวบน้ำ บิดงอไปตามจังหวะ แตกกิ่งก้านสาขาน้อย รูปทรงโปร่ง
    ต้นและกิ่งเป็นลำกลม ผิวค่อนข้างเรียบ เปลือกบางสีเขียวอมเทา ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางใส
    แตกกิ่งก้านไม่เป็นระเบียบ ส่วนโคนของลำต้นพองออกมีขนาดรูปทรงใหญ่เล็กแตกต่างกันออกไป
    เรียกว่า “ โขด ” มีไว้สำหรับเก็บน้ำเพื่อรักษาสมดุลของต้น



    โขด ของชวนชมคือรากที่ใช้สะสมอาหาร เช่นเดียวกับ เผือก มัน หรือพืชที่มีหัวทั่วไป
    มีลักษณะบวมออกเป็นหัวขนาดใหญ่อยู่ใต้ดินหรือโผล่ขึ้นเหนือดินมีรูปทรงแตกต่างกันไป

    ใบ (Foliage) : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรอบกิ่งคล้ายกังหันหลายๆชั้น และออกหนาแน่นตามปลายกิ่ง
    ใบของชวนชมมีหลายลักษณะแตกต่างกันขึ้นกับสายพันธุ์ เช่น ใบรูปไข่ ใบรูปหอก
    ปลายใบมีทั้งเว้า มน แหลมและใบตัด ขอบใบเรียบหยักหรือเป็นคลื่น
    แผ่นใบหนาแข็งเขียวเข้มเป็นมันหรือบางพันธุ์มีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ที่ใต้ท้องใบ มีขนาดใหญ่และเล็กแตกต่างกันไป

    ดอก (Flower) : มีหลายสี ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ดอกรูปแตร กลีบดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติด
    กันเป็นหลอด ภายในหลอดมีสีเหลือง ปลายแยก 5 กลีบ โคนกลีบดอกมีฐานรองดอกเป็นแฉกเล็กๆสีเขียว
    ดอกบานเต็มที่กว้าง 3-4 เซนติเมตร

    ผล (Fruit) : ผลแห้งแตก เป็นฝักคู่ รูปยาวรี

    การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : นิยมปลูกลงกระถาง เป็นไม้ประธานสวนหย่อม
    เหมาะกับสวนกรวด ปลูกริมถนน ริมสระว่ายน้ำ ริมทะเล ให้ดอกดกและสีสดสวยงาม
    มีหลายพันธุ์ ทนแล้ง ไม่ทนน้ำท่วมขัง ยางมีพิษ






  9. #29

  10. #30
    อ้าวผิดคิวซะงั้น 55

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...
หน้า 3 จากทั้งหมด 3 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 123

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด