สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

กระทู้: หนูควรทำยังไงดี

  1. #1

    Question หนูควรทำยังไงดี

    เข้าห้องสนทนา (คลิก)

    นัทมีลูกมีสามีที่อยู่กันมาจะหกปีแล้ว แต่กลับไปรักผู้ชายอีกคนหนึ่ง เขารักและดูแลนัทดีทุกอย่าง เป็นที่พึ่งและเข้าใจ ให้ได้ทั้งความรักและความมั่นคง ในขณะที่สามีเรายังเรียนอยู่เลย คนอื่นมองว่าเขาเกาะเรากิน เพราะเราทำงานแต่เขาเรียน
    ถามว่าเรารักใคร นัทตอบเลยนัทรักทั้งสองคน นัทอยากอยู่อยากดูแลเขาทั้งคู่ คนมาทีหลังเขารู้ เขารับได้ แต่คนมาก่อนนี่ซิ นัทขอร้องให้ผู้ชายสองคนนี้ทิ้งนัทไปแต่เขาก็ไม่ทำ เขาบอกว่าเขารัก สามีบอกว่าจะดูแล จะไม่ทำให้นัทต้องลำบากแต่นัทไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะถึงวันนั้น ในขณะที่อีกคนก็บอกว่าถ้าสามีทำให้นัทลำบากทั้งใจและกายเมื่อไหร่ เขาจะเอาเรากับลูกไป นัทรู้ว่าเห็นแก่ตัวแต่นัทขอให้อยู่กันแบบนี้ 3 คน เขาอยู่ในส่วนของเขา สามีก็อยู่แบบที่เคยอยู่ แต่สามีก็ทำใจไม่ได้ เลิกก็ไม่เลิก อยู่ก็ไม่ได้
    นัทไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรแล้ว ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราทำบูญร่วมกันหรือทำกรรมอะไรไว้ รู้ทั้งรู้ว่ามันผิด แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้อยู่กับเขา

  2. #2
    ดีครับคุณนัท
    คุณเป็นคนที่มีครอบครัวแล้วมีสามีมีลูก ถูกต้องตามกระบวนการอย่างครบถ้วน และ ดูว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก่อน
    สามีที่คุณมี จนมีลูกด้วยกันนั้น ผมว่าคุณได้เลือกจากกระบวนความคิดของคุณเองตั้งแต่แรก ว่าคุณรักเขา และ เขาเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้ว ถึงได้เกิดเป็นครอบครัวขึ้นมา
    สิ่งแรกเลยผมว่าคุณควรคิดถึงลูกให้มากๆนะ ว่าความรู้สึกของลูกจะเป็นอย่างไร เพราะคุณมีลูก มีสามีแล้ว
    แล้วคุณควรคิดถึงสามีของคุณต่อความรู้สึกของเขา ว่าเขาจะลำบากใจขนาดไหน เป็นทุกข์ทรมานขนาดไหน ในการที่่จะประคับประคองครอบครัวของเขาให้ดีที่สุด ซึ่งการประคับประคองนั้น ต้องได้รับความพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายคือ สามี และ ภรรยา ผมว่าสามีคุณตามที่เล่ามา เขาก้อเป็นคนที่พร้อมจะให้อภัยคุณนะกับเรื่องที่เกิดขึ้น
    อันดับต่ออไปคุณควรคิดถึงตัวคุณเอง ว่า คุณได้เลือกสามีคุณแล้ว ซึ่งคุณคิดว่าเขาเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้ว และ พร้อมจะก่อร่างสร้างตัวเป็นครอบครัวกันขึ้นมา และ สามีคุณก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยในด้านศีลธรรม และ พร้อมให้อภัยแก่คุณอีกด้วย คุณต้องหนักแน่นในการดำเนินชีวิตครอบครัว อย่าหลงไปกับสิ่งยั่วยวนใหม่ๆ หนักแน่นและเชื่อมั่น เคารพในสิ่งที่คุณได้เลือกว่าดีที่สุดมาแล้ว และ ทำให้มันดีขึ้นๆไปเถอะครับ
    สามีคุณพร้อมที่จะดูแลคุณตามที่เขาให้สัญญาไว้ แต่เพราะเขายังเรียนอยู่ เขายังไม่ได้พิสูจน์ตัวเขาเองเลย คุณยังไม่ได้รอโอกาสพิสูจน์เขาเลย เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แล้วเขาต้องมารับกรรมนี้เหรอ เห็นใจเขาเถอะครับ
    การใช้ชีวิตคู่ ต้องหนักแน่น และ อดทน ฟันฝ่าอุปสรรค ไปด้วยกัน เข้าใจกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ถึงจะเรียกว่า ครอบครัว ขอให้คุณหนักแน่นเข้าไว้ ทำในสิ่งที่ถูก เดินตามทางที่ถูก อย่าหลงแค่สิ่งยั่วยุ ประเดี๋ยว ประด๋าวเลยครับ
    มันไม่ใช่การสร้างครอบครัวที่มีความสุขที่จริง เพราะ คุณก้อจะเจอคนที่ดีกว่า ดีกว่า และ ดีกว่าอยู่ร่ำไปไม่สิ้นสุดน้านแหละครับ ทั้งๆที่สามีคุณ คุณก้อเคยคิดว่าเขาน้านแหละดีที่สุดแล้วสำหรับคุณ

  3. #3
    ความรักไม่มีพรมแดน มีพบ มีจาก เป็นสิ่งไม่แน่นอน มีใหม่ ก็ลืมเก่า เป็นสัจจธรรมของคนที่มีความรัก
    ขอดำเนินความว่า
    การที่คุณนัท มีสามีอยู่แล้ว ก็ไม่ควรที่จะไปมีใหม่ เพราะผู้ชายคนแรก เขาไม่ได้ทำผิดอะไร ถึงแม้เขาเรียนอยู่ก็ตาม และผู้ชายคนแรกที่คุณนัทรักเขานั้นและมีลูกด้วยกัน นั้นก็แสดงว่า คุณนัทตัดสินใจที่จะอยู่กับเขาไปตลอด และจะไม่มีใหม่ ถ้าจะมีใหม่ มันต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เลิกกัน คือ ผู้ชายเจ้าชู้ และเราจับได้ อันนี้มีใหม่ได้ ตราบใดก็ตาม ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดอะไร เราควรรักษาความรักนี้เอาไว้นะครับ เวลาทุกข์สุข ก็ค่อยเป็นกำลังใจให้กันและกัน ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆก็ตาม เขาจะค่อยให้กำลังใจเราอยู่เสมอ แม้ว่าผู้ชายอีกคนที่เขาเข้ามาในชีวิตของเราและยอมรับเขานั่น อันนี้ ผมมองว่า ไม่ควรอย่างยิ่งที่เขาจะเข้ามาในชีวิตของเรา เพราะทั้งๆที่เรามีครอบครัวอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนนะครับ เพราะผิดศีลธรรมข้อ กาเม ( เรื่องนี้ ผมจะไม่พูดถึงนะครับ ) แม้เขาทำดีต่อเรามากมายก็ตาม ก็ไม่อาจจะพรากความรักที่เรามอบให้กับคนแรกหรอกครับ ถ้าเราคิดจะมีใหม่ หรืออยู่กับคนใหม่ มันต้องมองว่า ผู้ชายคนแรก ไม่ดี เราถึงมีใหม่ได้ครับ ไม่งั้นเราจะมีกรรมเป็นของๆตน เมื่อรู้อยู่ว่ามันผิด เราควรถ่อยออกมาจากวงเวียนแห่งกรรมนี้นะครับ ไม่งั้นจะเป็นปัญหาทางด้านจิตใจในภายภาคหน้า กรรมตัวนี้จะติดตัวเราไป แม้ว่าจะอยู่ในปัจจุบันอย่างมีความสุขก็ตาม แต่กรรมตัวนี้ไม่หลุดออกจากใจเราไปได้เลย มันเป็นความสุขที่เราได้รับเพียงระยะหนึ่งที่ปิดบังเราเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เข้มแข็ง แม้ว่าผมไม่รู้ว่าความจริงเรื่องความรักกับเขา แต่ผมก็พอที่จะแน่ะนำแนวทางให้ได้ตามความเหมาะสมและความรู้ของผมนะครับ ไม่มีเจตนาที่จะให้ใครแยกทางกัน ในใจผมไม่มีเลยครับ เราลองมาคิดย้อนกลับนะครับ ถ้าเกิดว่า คุณนัทเป็นผู้ชาย และภรรยาของตนไปมีอีกคน เราจะรู้สึกอย่างไร? การที่เราเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้น มันค่อนข้างอะเอียดอ่อนมากๆครับ ส่วนที่เรามีลูกกับคนแรก มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า เรามีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว และจะไม่ยอมมีใหม่ ตอนเวลาเราจีบกันใหม่ๆ บอกรักกันอย่างนั้นอย่างนี้ เราย้อนไปนึกถึงอดีตที่เคยคุยกับเขานะครับ อดีตจะมาสอนเราในปัจจุบันว่าเราควรทำอย่างไร ? ทุกคนมีอดีตกันทั้งนั้น แต่จงเอาอดีตมาเป็นตัวสอนเรา ใช้ให้เป็นประโยยน์ในปัจจุบัน แล้วอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ใคร่ครวญให้มากๆนะครับ คนเรามักมีทุกข์เพราะความรักกันเยอะครับ แต่บ้างทีก็หาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ เกิดทุกขเวทนา จิตมันถุกกระทบมากๆมันก็เลยไม่มีวิธีแก้ไขให้ตัวเอง เพราะถูกปกปิดไปด้วยอำนาจของโมหะ (กามราคะด้วย ) ส่วนคนที่เข้ามาในชีวิตเรานั่น คงเป็นเพราะว่าเราเคยทำบุญร่วมกันมา จึงได้มาเจอกัน ได้รู้จักกัน เรียกว่า ปุพเพสันนิวาส มีทั้งอยู่ด้วยกันและเพียงแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น เดียวก็จากไปครับ กรรมตัวนี้จะแรงมาก เพราะจิตใจเราไม่แข็งพอ ถ้าเราข้ามไม่ได้ เราก็จะทุกข์ใจในเรื่องนี้อยู่เสมอ แม้เวลากิน เวลานอน เราจะทุกข์ในเรื่องนี้ เราควรสลัดมันออกครับ ถ้าใจเราไม่เข้มแข็ง พอเจอคำอ้อน คำหวาน สารภัสต่างๆนาๆๆ เราก็อ่อนไหวไปตามโมหะ อีกอย่างถ้าเราคิดว่า อยากให้ผู้ชายคนแรกทิ้งเรา เพื่อที่จะอยู่กับคนนี้ อันนี้ เราคิดผิด คิดไม่ตรง เพราะกรรมที่เราคิดนั้น มันจะติดตัวเราไป และเขาก็ไม่มีความผิดอะไร ? ถ้าเราทำกับคนหนึ่งคนใด ทำให้เขาทุกข์ใจ เราจะรับผลทุกข์นั้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียวครับ ผมก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยังไม่มีความรักมาก่อน แต่ก็ศึกษาธรรมะมาบ้าง พอที่จะแน่ะนำให้คุณได้ครับ ไม่มีเจตนาใดๆให้คนแยกทางกัน เพราะมันจะเป็นบาปของผม ที่จริงเรื่องแบบนี้ ผมไม่อยากแน่ะนำนะครับ เพราะมันจะทำให้ผมบาปกรรมเปล่าๆ ถ้าพูดออกมาไม่ถูกใจ ก็จะมาว่าผมพูดอย่างนั้น อย่างนี้ ที่จริง ผมก็ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากเสนอทางออกให้

    สุดท้ายครับ ขอให้คุณนัทพ้นจากบ่วงกรรมนี้นะครับ กรรมอันใดที่ทำแล้ว หรือยังไม่ได้ทำ และคิดจะทำ จงใคร่ครวญด้วยสติปัญญาของตัวเองนะครับ และเอาความฉลาดของจิตออกมาแก้ไขปัญหาในชีวิตของผู้ครองเรือน ให้มีความสุขตลอดไปนะครับ
    ขอโทษด้วยครับที่ผมอาจจะใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับคำถามนี้ครับ และผมมีธรรมะมาฝากสำหรับผู้ครองเรือนครับ


    เต้ เลิฟเวอร์

  4. #4
    หลักธรรมสำหรับการอยู่ครองเรือน

    หลักธรรมสำหรับการอยู่ครองเรือน หมายถึง หลักธรรมสำหรับการครองชีวิตที่ดีของฆราวาส

    โดยที่ ฆราวาส ซึ่งหมายถึงคนมีเหย้ามีเรือน มีครอบครัว หรือที่เรียกว่า คฤหัสถ์ คือผู้ครองเรือนนั้น จะเป็นคนมีฐานะมั่นคง มีครอบครัวเป็นปึกแผ่น เป็นฝั่งเป็นฝามั่นคง มีความสุขตามวิสัยของชาวบ้านทั่วไป จะต้องรู้จักปรับปรุงตนเองให้ก้าวหน้า รู้จักปลูกฝังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในใจ ยึดถือปฏิบัติตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ แต่ละประการมีความหมายในแนวปฏิบัติ ดังนี้

    1. สัจจะ สัตย์ซื่อต่อกัน หมายถึง การดำรงมั่นในสัจจะ การมีความจริง ความซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง โดยจะทำอะไรก็ให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจกัน กล่าวในเชิงปฏิบัติ ได้แก่ ความซื่อตรงต่อคู่ชีวิตของตน ผู้ครองเรือนที่ดีต้องมีความรับผิดชอบต่อคู่ครองของตัว มีความจริงใจต่อคู่ครอง ไม่ประพฤติตนเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก หรือประพฤตินอกใจคู่ครอง

    สัจจะ ความสัตย์ซื่อต่อกันนี้ เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ทำให้คู่ครองไว้ใจกันและกันได้ หากปราศจากคุณธรรมข้อนี้ ย่อมทำให้คู่ครองสามีภรรยาอยู่ร่วมกันด้วยความหวาดระแวง และทำให้อยู่กันไม่ยืด ตัวอย่างเช่น สามีภรรยาประพฤติให้เป็นที่กินแหนงแคลงใจกัน โดยฝ่ายภรรยาระแวงว่าสามีจะไปชมชอบสตรีอื่น เกรงว่าจะนำทรัพย์ที่ช่วยกันแสวงหามาได้ไปปรนเปรอสตรีอื่น เป็นผู้ไม่รักตนจริง คิดแต่จะปอกลอก

    ฝ่ายสามีก็คิดสงสัยภรรยาว่าจะคบชู้กับชายอื่น กลัวว่าภรรยาของตนจะยักยอกทรัพย์ไปบำเรอชายอื่น เช่นนี้ชีวิตคู่ครองเรือนหรือชีวิตครอบครัวของเขาทั้งสองนั้น ก็รอวันที่จะแตกแยกหย่าร้างเลิกรากันไปในที่สุด

    แต่ถ้าสามีภรรยามีหลักฆราวาสธรรมคือสัจจะ ซื่อตรง จริงใจต่อกัน โดยเมื่อมีปัญหาอะไร ก็ปรึกษากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ปิดบังอำพรางกัน แม้แต่เรื่องการเงินการทอง เรื่องปากเรื่องท้อง หรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็บอกกันตามความจริงว่าเก็บไว้เท่าไร จ่ายเท่าไร และข้อสำคัญคือไม่คิดนอกใจกัน เช่นนี้ก็จะทำให้ชีวิตครอบครัวนั้นดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

    ดังนั้น ผู้อยู่ครองเรือนด้วยกันจำต้องมีความจริงใจต่อกันเป็นพื้นฐาน ต้องไม่ประพฤติตนเป็นคนหน้าไว้หลังหลอก ไม่คิดจะทรยศกันในทุกกรณี มีความซื่อสัตย์ต่อกันด้วยใจจริง

    นอกจากนี้ สัจจะยังเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการคบหากับคนทุกชั้นวรรณะ เพราะความซื่อตรงต่อกันเป็นเครื่องสมานสามัคคีให้มิตรภาพระหว่างผู้คบหากันให้ยั่งยืนยาวนาน

    ผู้มีความซื่อสัตย์จะทำอะไรก็ย่อมมีผู้เชื่อถือไว้วางใจ และจะไปในที่ใดก็มีคนต้อนรับ และยินดีช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก ฉะนั้น สัจจะคือความสัตย์ซื่อต่อกัน จึงเป็นธรรมสำหรับผู้ครองเรือนที่ควรมีไว้ประจำใจ

    2. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน คือฝึกตน หมายถึงการรู้จักฝึกฝนตนเอง บังคับควบคุมตนเองได้ หรือการข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา

    โดยผู้ครองเรือนที่ดีต้องหัดข่มใจ ข่มอารมณ์ของตนเองได้ สามารถระงับยับยั้งใจตัวเองได้ในทุกรณี ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ ไร้เหตุผล ไม่โกรธง่าย เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทำหรือพูดไม่ถูกใจ เป็นการระงับเหตุทะเลาะกัน ต้องให้อภัยกัน ในขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องหาทางหรือหาวิธีปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งๆขึ้นไปในด้านความประพฤติ ด้านการทำมาหากิน เป็นต้น

    3. ขันติ อดทน หมายถึง ความอดทน มุ่งหน้าประกอบหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมายไม่ท้อถอย ขันติในที่นี้ มุ่งในแง่วิริยะ คือเพียรอดทน ไม่หวั่นไหวย่อท้อต่ออุปสรรคแห่งชีวิต

    โดยผู้ครองเรือนที่ดีต้องอดทนได้เสมอ เมื่อเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ต้องมีใจเข้มแข็งหนักแน่น ไม่วู่วาม ทนต่อความล่วงล้ำกล้ำเกินกัน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ เช่น อดทนต่อความลำบากตรากตรำในการทำงาน ในการประกอบอาชีพ อดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ใจเสาะเกินไป ไม่แสดงอาการอ่อนแอออกมา เป็นต้น

    ความอดทนได้นี้เป็นเหตุให้เป็นคนกล้าทำงานและกล้าเสี่ยง ไม่หลบเลี่ยงงาน หรือไม่เป็นคนเกียจคร้าน เพราะผู้อดทนเสมอเท่านั้นจึงมักได้รับความสำเร็จในทุกๆเรื่อง ลักษณะของขันตินี้ตรงกับคำพังเพยที่ว่า “ฝนทั่งให้เป็นเข็ม”

    4. จาคะ รู้จักเสียสละ หมายถึง การมีน้ำใจไม่หวงแหนของกินของใช้ต่างๆ แม้กับคู่ครองของตน ผู้ครองเรือนที่ดีจะต้องใจกว้าง มีความโอบอ้อมอารีวจีไพเราะต่อคู่ครอง ต่อเพื่อน ตลอดจนญาติๆ ของคู่ครองเสมอหน้ากัน เหมือนปฏิบัติต่อตัวเอง ต่อเพื่อน และญาติของตัวเอง

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การสามารถเสียสละความสุขสบายและประโยชน์ส่วนตน เพื่อคู่ครองหรือคนในครอบครัวได้ เช่น อดหลับอดนอนพยาบาลกันในยามเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น หรือความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือเกื้อกูล พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของคู่ครอง ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัวเอง

    ฆราวาสธรรมทั้ง 4 ประการนี้ สรุปเป็นคำคล้องจองเพื่อให้จำง่ายว่า “จริงใจ ฝึกฝน ทนได้ ให้ปัน” เป็นหลักธรรมโดยตรงของฆราวาสผู้อยู่ครองเรือน โดยเป็นหลักธรรมที่จำเป็นในการครองชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน และเป็นหลักธรรมช่วยควบคุมให้บุคคลในตระกูลมีความสมานสามัคคีกลมเกลียวกัน ทำให้ชีวิตคู่ของผู้ครองเรือนมีความสงบสุขร่มรื่นตามสมควรแก่ฆราวาสวิสัย

    ดังนั้น ผู้ครองเรือนจึงจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอและจำต้องสร้างสรรค์ให้เกิดมีขึ้นในจิตใจตนเป็นประจำ





    เต้ เลิฟเวอร์

  5. #5
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำน่ะค่ะ นัทเลือกที่จะให้โอกาสสามี เพราะอย่างที่พี่ๆบอกเขาไม่ได้ผิดอะไรและยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง 3ปีที่เขาขอมาถ้าเขายังดูแลนัทไม่ได้วันนั้นค่อยว่ากันใหม่ ส่วนคนใหม่เขาก็ขอดูแลนัทอยู่ห่างๆ เพราะเขาเองก็ไม่อยากเห็นเราเสียใจ

ถ้าท่านชอบใจก็ไลค์ โลด...

ป้ายกำกับของกระทู้นี้

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ ปิด
  • HTML สถานะ ปิด