อ้อมกอดแม่

โดย ปิยโสภณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ขออนุโมทนาบุญ ที่พระศรีญาณโสภณ ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวขึ้นมา เพราะครอบครัวเป็นจุดกำเนิดรากแก้วที่แท้จริงของชีวิต

คำนำ

ชีวิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และการได้ชีวิตมาเป็นของยาก แต่แม่ให้ได้ และแม่ทำได้วันที่ลูกได้
ชีวิตคือวันที่ชีพแม่เกือบสิ้น

วันที่ลูกเกิด เกือบจะกลายเป็น วันถือกำเนิดใหม่ของแม่ แม่มีได้เพียงครั้งเดียวและ
คนเดียวในชีวิตของลูกคนหนึ่ง ความโชคดีของลูก คือ การมีแม่อยู่เคียงกาย เพราะมีลูกจำนวนไม่น้อย
ที่แม่ทอดร่างลาโลกไปก่อนที่เขาจะลืมตา ดูโลก และถึงแม้ทารกน้อยจะไม่เคยเห็นหน้าแม่ แต่ความรู้สึกรักแม่
ถวิลหาแม่ก็ยังมีอยู่ในใจเขาตลอดเวลา เขาอยากรู้ว่าอ้อมกอดที่อบอุ่นของแม่นั้นเป็นอย่างไร

ชีวิตเป็นสิ่งสลับซับซ้อนเกินกว่าลูกจะเข้าใจได้เอง แม่เป็นผู้ให้กำเนิดชีวิต จึงเป็นภาระหน้าที่
อันยิ่งใหญ่ที่แม่จะต้องตกแต่งดูแลชีวิตน้อยๆ ในอุทรให้เป็นชีวิตที่งดงามในอนาคต ให้เป็นเพชรเม็ดงามของแผ่นดิน

ลูกได้ชีวิตจากแม่ ลูกเติบโตเพราะมีแม่ แต่มีไม่น้อยที่แม่ต้องเสียใจกับลูก น้ำตาของแม่อาจเป็น
ทั้งเครื่องหมายแห่งความสุขและความทุกข์

ลูกทุกข์ แม่กลับเป็นทุกข์ยิ่งกว่า ลูกสุข แม่ปิติสุขยิ่งกว่า ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้า
ลูกหาความรักจากแม่ไม่ได้ เขาจะผละไปหาจากที่อื่น ซึ่งบางครั้งเป็น "ความร้าย" มากกว่า "ความรัก"

ชีวิตเป็นธรรมชาติที่อ่อนโยน แต่สิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตมากที่สุดคือ "แม่"จะให้คน
สักกี่คนมารุมรัก ก็ไม่อาจเทียบกับข้าวที่แม่ป้อน และน้ำนมที่แม่บรรจงกลั่นให้ดื่มกิน ไม่อาจเทียบกับอ้อมกอดอัน
อบอุ่นของแม่ ไม่อาจเทียบกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนบนริมฝีปากน้อยๆ ของแม่ได้ เพราะแม่มีรักที่บริสุทธิ์ให้ตลอดเวลา

แม่คือบ่อเกิดแห่งอารยธรรมทั้งหลายที่โลกมี แม่คือบ่อเกิดแห่งศาสนา และผืนแผ่นดิน
ที่ให้ชีวิตเรา คือ แผ่นดินแม่ ที่เราเรียกว่า มาตุภูมิ รักแม่ ขอให้รักแผ่นดินแม่

อ้อมกอดแม่

ชีวิตในสังคมที่วิกฤติเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินชีวิตใหม่ทั้งหมด
พยายามตั้งสติให้ดี ต้องกล้าบอกตัวเองว่าเราไม่ได้สูญเสียอะไร เราไม่ได้ยากจนข้นแค้น เรายังไม่ถึงกับ
อดอยาก เรายังมีทุกอย่างที่เป็นความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต

เราอาจสูญเสียบางอย่างไป แต่ก็เป็นเพียงส่วนเกินที่เราได้มา เราอาจคิดว่าเราสูญ
เสียทุกอย่าง สูญสิ้นทรัพย์สมบัติ สิ้นเนื้อประดาตัว แต่ความจริงเราไม่ได้สูญเสียอะไร เราเพียงเสียส่วนที่เรา
มีเกินพอดีเท่านั้น

เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดการยึดครอง หันมามองสภาพอันแท้จริงที่เกิด
ขึ้นกับชีวิตของเราว่า เหตุการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดเลย เรารู้สึกเป็นทุกข์เศร้าใจ และเสียใจเพราะการ
สูญเสีย แต่เราไม่คิดว่า เรายังมีอยู่มีกิน มีทรัพย์สินบางส่วนที่ยังพอจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ เรามีมากกว่า
คนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา หลายร้อยเท่าเพราะเขาไม่มีเครื่องประกันชีวิต ไม่มีเครื่องประกันว่าพรุ่งนี้จะไม่อด
ตาย แปลว่า ถ้าตาย ก็ตายฟรี โดยไม่มีที่จะพึ่งพาอาศัย แต่สำหรับเรา ถ้าจะต้องตายไปจริงๆ ก็จะไม่มี
ใครปล่อยให้ตาย เรายังมีสถานที่พอจะพึ่งพาอาศัยได้ ในเมื่อยามยากของชีวิตมาถึง สังคมบ้านเรายังไม่เลว
ร้ายขนาดนั้น

ความจริงมนุษย์เราเป็นทุกข์ เพราะรู้สึกว่าส่วนเกินหายไปต่างหาก ไม่ใช่เพราะไม่มี
อะไรจะกิน แต่เพราะไม่มีอะไรจะใช้ฟุ่มเฟือยได้อย่างเดิมต่อไปต่างหาก เราต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดตรงนี้
และหันมายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมให้ได้ หัดหวังแต่พอดี กินแต่พอดี เป็นอยู่ให้พอตัว แล้วเราจะรู้สึก
สบายใจขึ้น

ชีวิต ณ วันนี้ แม้ว่าเราจะสูญสิ้นทรัพย์สินมากมาย แต่เราก็ไม่ได้อดตาย เรามิได้ไร้ที่พักพิง
เรายังมีที่พึ่งพาอาศัย เพียงแต่อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรจะเป็นเช่นเมื่อก่อน ขอให้เราปรับเปลี่ยนแนว
ความคิด แนวการดำเนินชีวิตใหม่

ยามเมื่อชีวิตขาดสตางค์ เราต้องตั้งสติให้ได้ ต้องหาสติให้เจอ มิฉะนั้น เราจะเป็นทุกข์
มาก ทุกข์กว่าคนที่จนกว่าเรา

มีเรื่องอยากจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ในครอบครัว
ของเศรษฐีพ้นล้าน ซึ่งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนเงินมหาศาลต้องสูญหายไปในพริบตา เพราะพิษของเงิน
บาทลอยตัว สามีเสียชีวิตลง เหลือเพียงแม่กับลูกอีก 2 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ

เธอผู้เป็นแม่ รู้สึกว้าวุ่นและเป็นทุกข์มาก กระทั่งต้องเข้านอนโรงพยาบาล เธอคิดมาก กังวลว่า
ลูกจะมีปมด้อย ลูกจะอยู่ในสังคมได้อย่างไรเมื่อขาดพ่อ และขาดเงิน ลำพังเธอเองนั้น เธอไม่หวั่นไหว แต่ไปห่วง
ใยลูก เธอคิดว่าชีวิตของเธอมีเพื่อลูก เงินทองที่หามาได้ก็หวังว่าจะเป็นทุนรอนให้ลูกในวันข้างหน้า

เธอเข้าโรงพยาบาลพร้อมกับอาการบ่นเพ้อเหม่อลอย พูดจาไม่เป็นภาษคน ความเสียใจก็มาก
ความทุกข์ใจก็ท่วมท้น เสียใจเพราะสูญทรัพย์สมบัติ ทุกข์ใจเพราะเป็นห่วงหน้าตาของลูกที่จะอยู่ในสังคม
วันข้างหน้า ความอุดมสมบูรณ์ที่ครอบครัวของเธอเคยได้รับมาแต่ก่อนนั้น อาจจะทำให้ลูกของเธอทำใจ
ลำบาก

ลูกรักทั้งสอง เมื่อทราบข่าวว่าแม่เข้าโรงพยาบาลและไม่ได้สติ จึงบินมาจากต่างประเทศเพื่อ
เยี่ยมอาการของแม่ ทั้งสองตกใจมาก นึกไม่ถึงว่าอาการของแม่จะหนักขนาดนี้ แม่เอาแต่ร้องไห้ แต่การร้องไห้
ของเธอ เป็นการร้องไห้ที่ไม่มีเสียงร้องปรากฏ จะเห็นก็เพียงแต่น้ำตาที่ไหลพรากพรั่งพรูอาบแก้มทั้ง 2 ข้างอยู่
ตลอดเวลา เธออยู่ในอาการเหม่อลอยและน่าสงสารมาก เพื่อนๆ ทุกคนจึงพยายามทะนุถนอมดวงใจของเธอ
เอาไว้ พยายามจับมือให้แน่น และพูดคุยให้กำลังใจ

เมื่อลูกมาถึงก็รีบเข้าไปหาแม่ทันที ลูกชายจับมือซ้ายของแม่แน่น ขณะที่ลูกสาวจับมือขวา
พร้อมกับกระซิบข้างหูเบาๆ ว่า "ลูกมาหาแม่แล้ว"

เธอลืมตาขึ้นมามองหน้าลูกด้วยความดีใจ

"แม่เสียใจที่ต้องทำให้ลูกรักลำบาก" เธอกล่าวขณะตายังหลับ

"แม่ทำดีที่สุดแล้ว แม่ให้ชีวิตแก่ลูกทั้งสอง และแม่ประคองเลี้ยงจนเติบโต" ลูกชายพูด

"เงินทองที่เรามีอยู่หมดไปแล้วนะลูก" เธอพูดพร้อมน้ำตา

"เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายหาใหม่ได้ครับแม่" ลูกชายพูดปลอบโยน

"ลูกไม่มีปมด้อยใช่ไหม ที่จะต้องอยู่ในสังคมโดยไม่เทียมเท่ากับคนอื่นเช่นแต่ก่อน" เธอ
ถามลูก

"ลูกไม่เสียใจหรอกแม่ ลูกภูมิใจต่างหาก" ลูกยืนยันหนักแน่น

"ลูกภูมิใจที่จะได้เริ่มต้นชีวิตด้วยความสามารถของตนเอง เหมือนอย่างที่คุณพ่อเริ่ม
ต้นไว้ ลูกมีสติปัญญา มีการศึกษา มีวิชาความรู้พอเพียงจะเลี้ยงดูคุณแม่"




ขอขอบคุณที่มาคะ http://manager.co.th/Dhamma/ViewNews...=1211686486005