หลวงปู่เกษม เขมโก ( สุสาน ไตรลักษณ์ ลำปาง )

ตอนที่ 2

ระหว่างท่องธุดงค์ แสวงแสวงหาความวิเวกในที่สงัด เช่น ป่า-เขา และตามป่าช้าต่าง ๆ และฉันอาหารในบาตร คือ อาหารหวานคาวรวมกัน “เรียกฉันสำรวม” ไม่รวมอาสนะกับสงฆ์อื่น ฉันมื้อเดียว ช่วงบ่ายก็จะเดินจงกรม เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมกำหนดจิตจนกระทั่งถึงเย็น

เมื่อเสร็จจากการเดินจงกรมก็กลับมานั่งบำเพ็ญภาวนาต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงประมาณ 5 ทุ่ม เสร็จจากการบำเพ็ญภาวนาก็สวดมนต์ทำวัตรเย็นในตอนดึกก่อนจำวัตรท่านก็ไม่นอนเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ท่านจะหมอบเท่านั้นและท่านจะทำเป็นกิจวัตรคือการกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญกุศล และแผ่เมตตาไปให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

จนกระทั่งถึงช่วงเข้าพรรษาภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราวต้องอยู่กับที่ ณ ที่ใด ที่หนึ่ง จะเป็นวัดหรืออารามป่า คือถือเอาป่าช้าเป็นวัด โดยกำหนดเขตเอาตามพุทธบัญญัติ ดังนั้นภิกษุเกษม เขมโก จึงต้องแยกทางกับอาจารย์ครูบาแก่น ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุเกษม เขมโก กลับมาจำพรรษาที่วัดบุญยืนตามเดิม พอครบกำหนดออกพรรษาภิกษุเกษม เขมโก ก็ติดตามอาจารย์ของท่านคือครูบาแก่นออกธุดงค์บำเพ็ญภาวนา ท่านถือปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมา

ต่อมาเจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืนถึงแก่มรณะภาพลง ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนว่าง ทางคณะสงฆ์จึงต้องหาภิกษุที่มีคุณสมบัติที่จะมาปกครองดูแลวัดได้ เพื่อเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อไปคณะสงฆ์จึงได้ประชุมกันและต่างลงความเห็นฟ้องต้องกันควรจะเป็นภิกษุ เกษม เขมโก เป็นพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ใหม่วัดบุญยืน เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย แต่ท่านก็ห่วงทางวัด เพราะท่านเคยจำวัดนี้ท่านก็เห็นว่าบัดนี้ทางวัดบุญยืนมีภารกิจต้องดูแลก็ถือว่าเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่จึงไม่อาจจะดูดายภารกิจนี้ได้จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ครูบาเจ้าเกษม เขมโก อยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนเรื่อยมาจนถึง พ.ศ.2492

ท่านก็ตัดสินใจ ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ทำหนังสือลาออกกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระอินทรวิชาจารย์ (ท่านเจ้าคุณอิน อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง) แต่ก็ถูกท่านเจ้าคุณยับยั้งไว้ ครูบาเจ้าเกษม เขมโก จึงจำใจกลับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน อีกระยะหนึ่งนานถึง 6 ปี ท่านคิดว่าควรจะหาภิกษุที่มีคุณสมบัติมาแทนท่าน เพราะท่านอยากออกธุดงค์

ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืน โดยยื่นใบลากับพระสงฆ์ในเขตปกครองก็ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเดินทางไปลาออกกับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย แต่ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ไม่อนุญาต เรื่องการลาออกจากการเป็นอาวาสของครูบาเจ้าเกษม เขมโก นี้ดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องแปลกพิสดาร แม้แต่การสละตำแหน่งลาภยศท่านยังต้องประสบกับอุปสรรคต่าง ๆ นานา ไม่เหมือนกับพระองค์อื่น ๆ ที่ฟันผ่าเพื่อแสวงหาลาภยศ เมื่อท่านละออกไม่สำเร็จ

ประมาณปีพ.ศ.2492 ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้น หลวงพ่อก็หนีออกจากวัดบุญยืนก่อนเข้าพรรษา เพียงวันเดียวโดยไม่มีใครรู้ พอเช้าวันรุ่งขึ้นเข้าพรรษา หมู่ศรัทธาก็เอาอาหารมาเตรียมถวายในวิหาร ทุกคนรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหลวงพ่อเกษม จึงเกิดความวุ่นวาย เที่ยวตามหาตามกุฏิก็ไม่พบหลวงพ่อเกษม พอมาที่ศาลาทุกคนเห็นกระดาษวางบนธรรมาสน์ เป็นข้อความที่หลวงพ่อเกษมเขียน “ลาศรัทธาชาวบ้านยาวถึง 2 หน้ากระดาษ (เสียดายที่กระดาษที่หลวงพ่อเกษม เขียนลาชาวบ้านได้หายไป) ข้อความบางตอนที่จำได้ มีอยู่ว่า ทุกอย่างเราสอนดีแล้ว อย่าได้คิดไปตามเรา เพราะเราสละแล้วการเป็นเจ้าอาวาส เปรียบเหมือนหัวหน้าครอบครัวต้องรับผิดชอบภาระหลายอย่าง ไม่เหมาะสมกับเรา ๆ ต้องการความวิเวก จะไม่ขอกลับมาอีก

แต่พวกชาวบ้านก็ไม่ละความพยายาม เพราะชาวบ้านเหล่านี้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อรู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหน รวมกันได้ 40-50 คน ออกเดินทางไปตามหาหลวงพ่อเกษม และไปพบหลวงพ่อที่ศาลาวังทาน หลวงพ่อเกษมได้ปฏิบัติธรรมที่นั่น พวกชาวบ้านได้อ้อนวอนหลวงพ่อขอให้กลับวัด บางคนร้องห่มร้องไห้เพราะศรัทธาในตัวหลวงพ่อมาก แต่หลวงพ่อเกษม ท่านก็นิ่ง ไม่พูดไม่ตอบ จนพวกชาวบ้านต้องยอม ตลอดพรรษาปี 2492 หลวงพ่อเกษม ท่านก็อยู่ที่ศาลาวังทานโดยไม่ยอมกลับวัดบุญยืน

ท่านหลวงพ่อเกษมเข้าหาโยมแม่ของหลวงพ่อ โยมแม่รักหลวงพ่อเกษมมาก เพราะท่านมีลูกชายคนเดียว จึงให้คนพาไปหาหลวงพ่อที่ศาลาวังทาน โดยมี (เจ้าประเวทย์ ณ ลำปาง) ตอนนั้นยังบวชเป็นสามเณรอยู่ โยมแม่ได้ขอร้องให้หลวงพ่อเกษมกลับวัด แต่หลวงพ่อเกษมกลับ) บอกโยมแม่ว่า (เป็นภาษาเหนือ) “แม่เฮาบ่เอาแล้วเฮาบ่อเหมาะสมกับวัดเฮาชอบความวิเวกเฮาขออยู่อย่างวิเวกต่อไปเฮาจะไปอยู่ป่าเหี้ยว(ป่าช้า) แม่อาง”จนทำให้โยมแม่หมดปัญญา ไม่รู้จะขอร้องยังไง ผลที่สุดก็ต้องตามใจหลวงพ่อ

วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อเกษม ก็ออกจากศาลาวังทานเดินทางไปบ้านแม่อางด้วยเท้าเปล่าเช้ามืดไปถึงป่าเหี้ยว แม่อาง ก็ค่ำพอดี ฝ่ายโยมมารดาพอกลับมาบ้านก็เกิดคิดถึงพระลูกชาย เพราะเกรงว่าพระลูกชายจะลำบากจึงออกจากบ้านไปตามหาพระลูกชายโดยมีคนติดตามไปด้วย (ชื่อโกเกตุ) โยมแม่สั่งให้โกเกตุขนของสัมภาระเพื่อจะไปอยู่บนดอย ของที่เหลือในร้าน เพชรพลอย แจกให้ชาวบ้านจนหมดเกลี้ยงไม่เอาอะไรเลยนอกจากของใช้ที่จำเป็นบางอย่างเท่านั้น เกตุ พงษ์พันธุ์ ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดก็พาโยมแม่ไปส่งที่แม่อาง

พวกชาวบ้านเห็นโยมแม่ของหลวงพ่อมาก็สร้าง (ตูบ) คือกระท่อมอยู่ข้างวัดแม่อาง ส่วนหลวงพ่อเข้าบำเพ็ญภาวนาในป่าช้าบนดอยแม่อาง บำเพ็ญภาวนาบารมีวิปัสสนาปฏิบัติธรรมได้หนึ่งพรรษา ทิ้งให้โยมแม่ซึ่งอยู่กระท่อมตีนดอยก็คิดถึงพระลูกชาย โยมแม่ก็ตามไปหาที่ป่าช้าข้างเนินดอย ก็มีชาวบ้านแถวนั้นก็อาสาสร้าง (ตูบ) กระท่อมให้โยมแม่พักใกล้ ๆ ที่หลวงพ่อปฏิบัติธรรม (ชาวบ้านผู้นั้นชื่อเตี๋ยปัจจุบันอายุ 70 กว่า ยังมีชีวิตอยู่) โยมแม่จ้อนได้พำนักที่ข้างเนินดอยได้พักหนึ่งก็ล้มป่วยลงด้วยโรคไข้ป่า ชาวบ้านก็ไปตามหมอทหารมาฉีดยารักษาให้ แต่โยมแม่อาการไข้ป่ากำเริบและได้ทรุดหนักลงไปเรื่อย ๆ แต่โยมแม่ท่านมีสติที่เข็มแข็ง และยังได้สั่งเสียเณรเวทย์มาสั่งเสียว่ามีเงินซาวเอ็ดบาท ให้เก็บไว้ ถ้าโยมแม่ตายให้เณรไปบอกลุงมา เมื่อสั่งเสร็จโยมแม่ก็หลับตา เณรวาทย์ก็ไปบอกหลวงพ่อเกษม หลวงพ่อก็มาท่านได้นั่งดูอาการของโยมแม่ ท่านนั่งสวดมนต์ เป็นที่น่าแปลกใจขณะที่หลวงพ่อสวดมนต์ มีผึ้งบินมาวนเวียนตอมไปตอมมาสักครูใหญ่ๆ โยมแม่ก็ถอดจิตอย่างสงบ นัยน์ตาหลวงพ่อเกษม มีน้ำตาค่อย ๆ ไหลขณะที่ท่านแผ่บุญ กุศล ให้กับโยมแม่ท่านยังเอ่ยว่า แหม เฮาอ่า เฮาจะบ่อให้ (ร้องไห้แล้วนา)

ศพของแม่จ้อน โดยมีเณรเวทย์ และชาวบ้านได้มาช่วยจัดการจนเสร็จพิธีชาวบ้านช่วยเป็นเงินในสมัยนั้นได้ 700 บาท ถือว่ามาก ผมขณะนั้นอายุ 15-16 ปี ศพของโยมแม่จ้อนเผาที่ป่าช้าแม่อาง หลังจากที่เสร็จพิธีงานศพโยมแม่จ้อนแล้วหลวงพ่อก็สั่งเณรเวทย์ให้กลับไปเรียนธรรมที่วัดบุญยืน ผมก็ทำตามที่หลวงพ่อเกษมท่านสั่ง อยู่มาไม่นาน หลวงพ่อก็จากป่าช้าแม่อาง กลับมาบำเพ็ญภาวนา ๆ ที่ป่าช้าศาลาวังทานอีกเพียงหนึ่งพรรษาท่านก็เดินทางไปอยู่ที่ป่าช้านาป้อและกลับมาอยู่ประตูม้า\

ซึ่งก็คือสุสานไตรลักษณ์ ในปัจจุบันนี้ หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านได้ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระที่ขาวสะอาด และเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วประเทศ ศีลบริสุทธิ์ ตามพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนวาระสุดท้าย.....

 

 

www.watkoh.com