9 ถึงสงฆ์ครบองค์รัตนตรัย นำเข้าในไตรสิกขา

คนผู้ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนาตนเองนี้ ย่อมบรรลุผลสำเร็จในระดับต่าง ๆ
กัน แต่ก็จะมาประกอบกันเข้าเป็นชุมชนหรือสังคมที่ดีงาม สังคมมนุษย์นี้
จะดีงาม ก็ต้องประกอบด้วยมนุษย์ที่ฝึกฝนพัฒนาตนเอง ถ้าปล่อยอยู่ตาม
ธรรมชาติพื้นเดิม ไม่ฝึกฝนก็จะชุมชนของคนที่มีกิเลสหนา สังคมก็จะเต็มไปด้วย
การเบียดเบียน แช่งชิงกัน เดือดร้อนมาก

พระพุทธเจ้าสอนให้เราทุกคนพัฒนาตนเอง เมื่อเรามีคุณธรรมความดีขึ้นมา ก็จะเป็นส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามนี้ สังคมหรือชุมชนที่ดีงาม ซึ่งประกอบด้วยคนผู้ประเสริฐด้วยคุณธรรมความดีที่ได้ศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเองนี้ เรียกว่าเป็น “สังฆะ” ชุมชนผู้ประเสริฐ
เราทุกคนมีสิทธิ และมีความสามารถพิเศษ ที่จะฝึกฝนพัฒนาตนให้เข้าไปร่วมสร้างสรรค์และเป็นสมาชิกของสังฆะนี้ได้โดยเริ่มแรกอาจจะเข้าร่วมสมมติสงฆ์คือ สังฆะโดยรูปแบบก่อน
สมมติสงฆ์ เป็นสังฆะที่เกิดจากการปฏิบัติตามวินัย คือข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นกรอบในการเป็นอยู่ เมื่อมาปฏิบัติและมีชีวิตเป็นอยู่ตามหลักปฏิบัติ หรือประพฤติตามวินัยแบบแผนนั้นแล้วก็มีชีวิตที่ดีงามขึ้นมา ก็ถือว่า เป็นสงฆ์โดยสมมติ ตามรูปแบบ
ถ้าสามารถทำจิตใจให้เข้าถึงคุณธรรมความดีงามนั้นได้ ให้ความดีงามนั้นไม่เป็นเพียงข้อปฏิบัติที่เป็นกรอบอยู่ภายนอก แต่เข้ามาเป็นเนื้อแท้ในชีวิตจิตใจของเรา ก็จะกลายเป็นผู้ประเสริฐโดยชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เพียงรูปแบบ ถ้าปฏิบัติได้ถึงขั้นนี้ ก็เรียกว่า บรรลุธรรม เข้าร่วมในสังฆะแท้ ที่เรียกว่า อริยสงฆ์ คือเป็นส่วนร่วมในสงฆ์อันประเสริฐนั้น
เพราะฉะนั้น สงฆ์จึงมี ๒ ขั้น และทุกขั้นนี้เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้
ที่พูดมานี้รวมเป็นหลักใหญ่ ๓ ประการ คือ พุทธะ ธรรมะ สังฆะ หรือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ หลักทั้ง ๓ นี้เป็นข้อสำคัญที่จะต้องรู้ก่อน ถ้ารู้เข้าใจหลัก ๓ อย่างนี้ คือ รัตนตรัย ก็จะได้นสิ่งที่ยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและในการที่จะฝึกฝนอบรมตนเองต่อไป ผู้ที่มาบวชต้องเข้าใจถึงพระรัตนตรัย พร้อมทั้งยึดถือเอาหลักพระรัตนตรัยนี้เป็นแนวทางในการที่จะประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป

การถือเอาพระรัตนตรัยเป็นหลักในการฝึกศึกษาพัฒนาตัวขงเรานี้ เรียกว่า ไตรสรณคมน์ แปลว่า การถึงสรณะทั้ง ๓ คือ ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

เมื่อได้หลักการนี้แล้ว ต่อแต่นั้นก็เข้าสู่ “สิกขา” เพราะว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเข้าถึงสัจธรรมความจริงแล้ว ก็ทรงแนวสิกขาไว้ให้เรา เพื่อให้เราพัฒนาชีวิตของเราได้ตามหลักความจริงคือธรรมนั้นจนเข้าถึงธรรม คือหลักความจริงนั้นโดยสมบูรณ์

จะเห็นว่า ผมสำเร็จของการศึกษาหรือสิกขาที่พระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้นี้ ก็คือการเกิดปัญญารู้แจ้งธรรมะ และมีธรรมะเพิ่มมากขึ้นในตัวเรา แล้วตัวเราก็พัฒนาขึ้นมาเป็นส่วนร่วมในสังฆะ

พระรัตนตรัยที่เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา มารวมกันที่สิกขา นำทางให้ก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จด้วยสิกขาคือการฝึกศึกษาพัฒนาตน โดยปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า สิกขา นั้นมี ๓ ประการด้วยกัน คือ
๑. สิกขาเพื่อการพัฒนาในด้านพฤติกรรม คือฝึกฝนอบรมความประพฤติทั่วไป ทางกาย วาจา และการอยู่ร่วมสังคม พร้อมทั้งการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลายภายนอก ด้านนี้เรียกว่า ศีล
๒. สิกขาเพื่อการพัฒนาในด้านจิตใจ ซึ่งเป็นการฝึกอบรมปลูกฝังคุณธรรมความดีต่าง ๆ มากมาย เช่น เมตตา กรุณา ศรัทธา ความเคารพ ตลอดจนความเพียร สติ สมาธิ และพัฒนาในด้านความสุข ให้มีจิตใจที่ไม่มีทุกข์ ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว ไม่เครียด ไม่เดือดร้อน กระวนกระวาย มีความปลอดโปร่ง เบิกบานสดใส เรียกรวม ๆ ว่า สมาธิ
๓. สิกขาเพื่อการพัฒนาในด้านปัญญา คือ ฝึกการมองการดูการคิดการพิจารณาให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้สามารถเข้าถึงความจริงของสิ่งทั้งหลาย แล้วนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต แก้ปัญหาและทำการต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ด้วยดี เป็นด้านปัญญา

เมื่อตั้งใจศึกษาตามหลักสิกขา ๓ ประการนี้แล้ว ก็จะบรรลุจุดมุ่งหมายดังได้กล่าวมา ที่พูดมานี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันในเบื้องต้น
พึงระลึกว่า การบรรพชาที่เข้ามามีชีวิตอยู่ในพระศาสนานั้นมีหลักการเบื้องต้นที่เป็นเนื้อหาสาระแท้ ๆ ดังที่กล่าวมา


10 บอกกรรมฐานเบื้องต้น เป็นทุนประเดิมก่อนเริ่มศึกษา

หมายเหตุ เป็นคำสอนของ พระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต )