สายที่
2 ถึงต้นแยกจากกองหลวง (ถนนสายบุญวาทย์) ตอนเหนือวัดหมื่นกาดขึ้นไป ลงมาผ่านหน้าวัดคะตึก
ไม่มีคำว่าเชียงมั่น เพราะสมัยนั้น คำว่า คะตึก กับเชียงมั่นเป็นชื่อวัดสองวัด
วัดคะตึกอยู่ด้านหน้าติดถนน วัดเชียงมั่นอยู่ด้านหลัง ต่อมารื้อกำแพงกลางออกรวมเป็นวัดเดียวกันเรียกชื่อเสียใหม่ว่า
วัดคะตึกเชียงมั่น (ปัจจุบัน) ตรงลงมาผ่านหน้ากาดมั่ว (ตลาดสด) ที่หัวถนนทิพย์วรรณ
เมื่อก่อนถนนทิพย์วรรณตลอดทั้งสาย เป็นตลาดสดมีหลังคามุงครอบสุดสาย ทะลุถึงถนนบุญวาทย์
แยกออกไปทะลุถนนราชวงศ์เชื่อมอีกตอนหนึ่ง ซึ่งได้ถูกไฟไหม้ไปเสียทั้งหมด
แต่เมื่อ พ.ศ. 2468 เลยตัดเป็นถนนอยู่จนทุกวันนี้ส่วนสายใหญ่ที่ผ่านวัดคะตึกฯ
ลงมาคือสายที่สองนี้มีชื่อว่า กองก๋าง (ทิพย์ช้างปัจจุบัน) เป็นสายที่ยาวกว่าทุกสาย
เมื่อผ่ากาดมั่วมาแล้ว ก็ยาวเรื่อยลงไป ผ่านวัดสิงห์ชัย, ดำรงธรรม, ศรีบุญเรือง,
นาก่วม ขนานไปกับริมแม่น้ำวัง ผ่านบ้านปงบ้านต้า บ้านฟ่อน ไปบรรจบลงแม่น้ำวังข้างวัดลำปางกลางฝั่งตะวันออก
นับว่าเป็นถนนที่ยาวที่สุด
ให้ประชาชนใกล้ไกลบ้านนอกในเมืองมีทางสัญจรไปมาสะดวกมาก
ถึงแม้จะไม่มีเคหะสถานบ้านเรือน สองข้างถนนแออัดนัก ก็นับว่าจะยังดีกว่าสายที่
1 แต่ถึงกระนั้นก็มีเพียงบางครั้งบางคราวหรือเวลาเทศบาลเท่านั้นพอมีความสัญจรมาก
เพราะอยู่กลางเมืองจึงเรียกว่ากองก๋าง ส่วนกลางคืนนับว่าเงียบเชียงอยู่นั้นเอง
ถ้าจะเปรียบกับปัจจุบัแล้ว เทียบกันไม่ติดไกลกันอย่างมากมาย ความสว่างไสวฟืนไฟ
ก็คงมีตะเกียงน้ำมันหรือจุดใต้กันบ้านใครบ้านมัน หมดงานก็พักผ่อนนอน
รุ่งขึ้นก็ออกไปทำมาหากินตามอาชีพ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย ไม่วุ่นวายว้าวุ่นอกจะแตกตายเหมือนทุกวันนี้
สายที่ 3
กองต้า อันเป็นภาษาของชาวพื้นเมืองเรียกกัน หรือถนนตลาดจีน
(ตลาดเก่าปัจจุบัน) แยกจากถนนทิพย์ช้าง ตั้งแต่เหนือเชิงสะพานรัษฎาภิเษกขึ้นไปเล็กน้อย
ยาวเรื่อยมาขนานไปกับฝั่งแม่น้ำวัง เลี้ยวกลับขึ้นไปจรดกับถนนทิพย์ช้างอีก
ที่หมู่บ้านเชียงราย ดังปรากฎให้เห็นอยู่อย่างทุกวันนี้ไม่เปลี่ยนย้ายแต่อย่างใด
ถนนสายนี้มีบทบาทเกี่ยวพันกับวัดเกาะวาลุการามอยู่มากพอควร
ซึ่งจะกล่าวพาดพิงถึง
ในตอนต่อไป เป็นสายที่รวมการพานิชกรรมอุตสาหกรรมย่านการค้าชุมนุมชน ของจังหวัดลำปางทีเดียวตั้งแต่เช้ายันค่ำจะมีคนมาจากทิศที่ต่าง
ๆ ตามอำเภอรอบนอก ในเมือง และต่างจังหวัด เดินกันไปมาขวักไขว่ ซื้อขายขนถ่ายสินค้า
ธุรกิจ ข้าวของกัน ทั้งทางบกและทางน้ำ ทางบกก็มี วัวต่าง ม้าต่าง เกวียน
เป็นพาหนะบรรทุกทั้งนำมาและขนออก ไม่ได้ขนถ่ายกันด้วยรถยนต์ เช่นปัจจุบันเพราะไม่มีรถยนต์ใช้
ส่วนทางน้ำก็ได้อาศัย เรือถ่อค้ำ ขึ้นล่องสัญจรกันทางแม่น้ำวัง เครื่องอุปโภค
เสื้อผ้าแพรพรรณสิ่งบริโภคนานาชนิด จะอุดมสมบูรณ์ ซื้อขายกันตามบ้านร้านตลาดในถนนสายนี้
ตั้งแต่เชิงสะพานถึงปลายสุดถนนกลางคืนก็ยังสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงลาน
โคมระย้า เจ้า พายุ อิ๊ดด้า (ไม่มีไฟฟ้า) ประกอบการงาน หรือพักผ่อนกันตามอัธยาศัยจนกว่าจะปิดบ้านร้านนอนกัน
การคมนาคม ขนถ่ายสินค้าโดยเรือ ในเส้นทางแม่น้ำวัง ดังได้กล่าวมาแล้วว่า
เมื่อสมัย 40-50 ปีขึ้นไป น้ำในแม่น้ำวังมีไหลมากพอ ที่จะให้เรือแพเดินขึ้นล่องได้สะดวกสินค้าต่าง
ๆ เวลานี้เราขนกันด้วยรถไฟ รถยนต์ แต่สมัยนั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้
จึงใช้เรือเป็นพาหนะขนถ่ายสินค้าตั้งแต่กรุงเทพ-ขึ้นมา ตามรายทาง ปากน้ำโพ
นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก
ขาล่องจากลำปางก็ล่องลงไปตามน้ำวัง
ทะลุออกลำน้ำปิง ล่องผ่านตาก ลงไปถึงปากน้ำโพ อันเป็นที่รวมแม่น้ำสายต่าง
ๆ และสินค้าด้วย สินค้าขาล่องจากลำปางก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก มักจะเอาเรือเปล่าไปซื้อสินค้าขึ้นมาขายมากกว่า
ต้องการสินค้าอย่างไหน มีในจังหวัดใด ก็ไปซื้อเอาลงบรรทุกเรือจากจังหวัดนั้นขึ้นมา
ถ้าสินค้านั้น ๆ มีในกรุงเทพฯ ก็มักจะเอาเรือไปพักจอดคอยอยู่แค่ปากน้ำโพ
ฉะนั้นปากน้ำโพจึงจอแจเป็นที่รวมเรือแพหรือเป็นเมืองท่าพ่อค้าเจ้าของเรือก็จะขึ้นจากเรือไปขึ้นรถไฟต่อลงไปกรุงเทพฯ
ซื้อของบรรทุกรถไฟ ขึ้นมาถ่ายลงเรือที่จอดคอยอยู่ปากน้ำโพอีกทอดหนึ่ง
ลักษณะของเรือที่บรรทุกสินค้ามานี้ เป็นเรือมีประทุน กลางลำแข็งแรง กันฝนกันแดดได้ยาวประมาณ
10-11 เมตร ตอนหัวปูกระดานเป็นตอนหนึ่งที่สำหรับเดินถ่อร่าว ๆ 3 เมตร
ตอนท้ายเป็นที่พักของผู้โดยสาร หรือเจ้าของเรือ ยาวสัก 2 เมตร นั่งนอนได้สบาย
รู้สึกว่าสวยงามกระทัดรัดเหมาะสมดี ขนาดของเรือแล้วแต่จะใหญ่เล็ก ขาล่องตามน้ำใช้แจว,
ค้ำ, ขาขึ้นทวนน้ำใช้ถ่อ 4-6 คน จากลำปางไปกลับใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน
หรืออาจถึง 1 เดือน
การที่จะต้องนอนค้างอ้างแรมไปมาด้วยเรือตามลำน้ำเวลานั้น
เป็นที่เพลิดเพลินได้ชมทิวทัศน์ ได้อากาศสดชื่น เห็นโขดเขาสูงเหลื่อมล้ำ
สวยงามน่าชมยิ่งนัก บางตอนก็เป็นเกาะ แก่งน้ำ ไหลเชี่ยว การขึ้นล่องแต่ละครั้งบางทีก็ต้องมีด้วยกันเป็นหมู่
ๆ ละหลาย ๆ ลำ หมู่เรือเหล่านี้มาถึงลำปางก็จะเข้าจอดท่า เพื่อขนสินค้าขึ้นตามแนวริมฝั่งหรือใกล้บ้าน,
ห้าง, ร้าน, อันเป็นที่เก็บและจำหน่ายของเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่
3 กองต้า (ตลาดจีน) นั้นแทบทุกลำ ฉะนั้นถนนสายนี้จึงจอแจ แออัด เป็นย่านที่ตั้งห้างร้าน
การค้าขายดังกล่าวมาข้างต้น ถ้าเปรียบกับปัจจุบันก็ตรงกันข้ามหน้ามือเป็นหลังมือ
คือ ถนนบุญวาทย์กับถนนตลาดเก่า เหตุผลของการสร้างวัดเกาะวาลุการาม ตามที่ได้กล่าวมาว่า
ถนนสายที่ 3 ตลาดจีนนี้ เป็นที่ตั้งของห้างร้านย่านค้าขายตลอดทั้งสาย
เจ้าของห้างร้านเหล่านั้น โดยมากเป็นชาวต่างถิ่นไม่ใช่เป็นคนพื้นเมืองลำปางโดยตรงทีเดียว
นอกจากจะเป็นบุตรหลานภรรยาบ้างเท่านั้น นอกนั้นก็อพยพมาจากต่างประเทศก็มี
และบ้านเมืองอื่นก็มีมามีหลักฐานตั้งรกรากขึ้นที่นี่ เขาและครอบครัวทั้งหลายเหล่านั้นโดยมากอพยพมาจากภาคกลาง
เป็นต้นว่ากรุงเทพฯ ปากน้ำโพ นครสวรรค์ กำแพงเพชร หรือตาล เหล่านี้เป็นครึ่งจีนไทยบ้าง
แต่ส่วนมากเป็นลูกจีนในไทย ก็นับได้ว่าเป็นคนไทย และมีประเพณีของไทยอย่างสมบูรณ์แบบเกือบทุกประการอีกด้วย
ยังมีน้ำใจรักบ้านเมืองไทย รักชาติไทย นับถือศาสนาไทย (ศาสนาพุทธ) 
เป็นคนไทยทั้งนิตินัยและพฤตินัย
ช่วยเหลือราชการบ้านเมืองไทยเป็นอย่างดี ทั้งภาษีอากรก็มิได้ขาด บางท่านได้รับพระราชทานให้มียศถาบรรดาศักดิ์เป็นขุน-หลวง
เครื่องราชอิสสริยาภรณ์ จากทางราชการบ้านเมืองก็มีหลายท่าน ท่านและครอบครัวเหล่านั้นมีขนบธรรมเนียมเป็นไทย
ตลอดทั้งนิสัยใจคอโอบอ้อมอารีมีเมตตากรุณา กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อยนิ่มนวลอย่างแบบไทย
ๆ ในอดีตกาล เป็นประเพณีของไทยอย่างหนึ่งแต่โบราณกาลมา คือถ้าคนหมู่ใดเหล่าใด
อพยพไปอยู่แห่งใดเป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้ว ก็มักจะไปสร้างวัดขึ้น นิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ามาประจำเพื่อให้เป็นที่ประกอบศาสนกิจได้ทำบุญสุนทาน
เอากุศลเป็นที่พึ่งอุ่นใจในปัจจุบันและอนาคตของชีวิตเมื่อได้สร้างวัดวาอารามขึ้นแล้ว
มีพระสงฆ์องค์เจ้าอยู่ประจำ ก็ฝากลูกฝากหลานให้ได้ศึกษาเรียนหนังสือหนังหาพระธรรม
คัมภีร์ บวชเรียนเขียนอ่าน สืบ ๆ กันต่อ ๆ มา ประเพณีอันนี้กระมัง บ้านเมืองไทยเราจึงได้มีวัดวาอารามอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง
ทั้งวัดร้างซากวัด และวัดสมบูรณ์อย่างตาดดื่นที่เห็นกันอยู่