เมื่อโบราณกาล
คนไทยอพยพไปอยู่ที่ใด เป็นกลุ่มก้อนมักไปสร้างวัดให้ใกล้บ้านตน ตามสมควรในที่เหมาะสมเป็นของตนเองสักแห่งหนึ่ง
หรือหลายแห่งแล้วแต่โอกาสวัดในอำเภอเมืองลำปางขณะนั้น มีอยู่แล้วอย่างที่เห็น
ๆ กันในขณะนี้ แต่อาจเป็นเพราะหวังผลอานิสงส์ทางศาสนาอย่างหนึ่ง เกียรติคุณชื่อเสียงอย่างหนึ่ง
และการไปมาวัดเพื่อความสะดวกบางประการหรือหลายประการ เวลานั้นก็มีพระและวัดชาวใต้อยู่
2 วัด คือวัดไทยใต้
วัดดำรงธรรมปัจจุบันและวัดบนหรือวัดไทยบน
วัดเมืองสาสน์ใต้ แล้วแต่จะเรียกกันตามถนัด ปัจจุบันวัดบนหรือวัดเมืองสาสน์ใต้ไม่มีแล้ว
ได้รื้อถอนเป็นศาสนสมบัติของวัดเมืองสาสน์ใต้ ปัจจุบันนี้ตั้งโรงเรียนพินิจวัฒนา
ท่านเหล่านั้นนอกจากได้ทำบุญตามวัดพื้นเมืองต่าง ๆ แล้ว วัดชาวใต้ 2
วัด ที่มีดำรงธรรม กับวัดบนอาจไม่พอกับความต้องการหรือห่างไกลไปและโดยอการปกครองคณะสงฆ์ตลอดทั้งพิธีศาสนกิจการสวดอรรถาบาลีทำนอง
ยังไม่เป็นระเบียบอย่างเดี๋ยวนี้ ต่างวัดต่างปฏิบัติตามความนิยมของแต่ละฝ่าย
สิ่งเหล่านี้หรือหลายอย่างอาจประกอบดัน จึงเกิดศรัทธาประสาทะการสร้างวัดอีกวัดหนึ่ง
จึงต่างมองแสวงหาที่ทางอันเหมาะสม จะได้สร้างกันต่อไป
กำเนิดของวัดเกาะวาลุการาม
เมื่อพ่อค้าแม่ค้าคหบดี แถวถนนตลาดจีนเหล่านั้นตั้งใจจะสร้างวัดอยู่แล้ว
ก็เห็นว่าเกาะกลางที่แยกแม่น้ำออกสองแคว ในแถวใกล้หรือหลังบ้านของตนอยู่นี้พอจะข้ามไปมา
อุปถัมภ์ทำบุญสุนทานได้สะดวก ทั้งตั้งอยู่ในที่แยก ๆ ออกไปเป็นสัดส่วนต่างหาก
ไม่ปะปนกับชุมนุมชน ค้าขายแต่อย่างใด เป็นทำเลร่มเย็นเหมาะสมเป็นบริเวณอารามสถานได้ดี
แม้จะมีคนไปจับจองทำสวนปลูกบ้านเรือนอยู่ทางหัวเกาะบ้างแล้ว ก็เป็นเพียงบางส่วน
พอจะแผ้วถางปลูกสร้างได้ ต่างก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใส สนับสนุนออกทุนทรัพย์ทั้งกำลังกายกำลังใจแผ้วถางที่ทางขยับขยายด้วยการซื้อขายแบ่งปันยกให้
สุดแล้วแต่กำลังศรัทธา อาคารหลังแรกของวัดเกาะวาลุการามก็ปรากฎขึ้นเป็นกุฏิไม้ไผ่
หลังคามุงตอนตึง (ตองควง) ฝาขัดแตะ ตั้งอยู่บริเวณข้างต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งเวลานี้ได้ล้มโค่นลงแล้ว
อยู่ใกล้ ๆ กับกุฏิพระนอนประมาณปีเริ่มตั้งวัดก็เห็นจะอยู่ระหว่าง พ.ศ.
2427 ถึง พ.ศ. 2430 ประมาณ 90 ปีมาแล้ว
ผู้ศรัทธาก่อตั้งในรุ่นแรก
ๆ ก็มีมากมาย อาจกล่าวได้ว่า ท่านพ่อค้า แม่ค้า พาณิชย์ คหบดีที่ตั้งเคหสถานบ้านเรือนในแถวตลาดจีนตลอดทั้งสายได้ให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูมาทั้งสิ้น
นอกจากนั้น ก็มีชาวบ้านข้าราชการทั้งที่ไม่อยู่ในละแวกนั้นอีกเป็นจำนวนมาก
ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรุ่นก่อน ๆ ที่เป็นหัวหน้าชักจูงและออกทรัพย์ทั้งของตนเอง
ของศรัทธาร่วมกัน เท่าที่ค้นคว้าสอบถามได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีชีวิตอยู่เล่าอาจบกพร่องไปบ้าง
พอทราบมาก็มีเป็นต้นว่า พญาเก๊า-แม่เหม็น (เป็นหัวหน้าพ่อค้าแถวตลาดจีน
หรือพระยาพิทักษ์) โกตา-แม่บูญรอด (ต่อมาเป็นขุนพิพัฒน์) หลวงประสารไมตรีราษฎร์-คุณนายหอม
เหยี่ยนซีไท้ลีกี -แม่ฮวย พ่อเต็ง, พ่อหนาบุญ คุณยายหมา เพ็ชรสุวรรณ
คุณยายมา สมิติพัฒน์, แม่จุ้ม แม่ตุ่น, พ่อฮ้วน-แม่สีลา พ่อหมาใหญ่ พ่อหมาน้อย
พ่อน้อยคอมสันเป็นต้น
ผู้เขียนยอมรับแล้วว่าไม่สามารถจะสอบถามจากที่ใดอีก
จึงขอกราบอภัยดวงวิญญาณของท่านที่ล่วงลับไปแล้ว และญาติลูกหลานของท่านที่ยังมีชีวิตอยู่
ผู้เขียนไม่ได้บันทึกลงไปในหนังสือนี้ ว่าใครเป็นผู้สร้างสิ่งใดไว้ที่ใดก็ย่อมได้บุญกุศลที่ทำไปแล้วอย่างบริบูรณ์
ขออย่าได้ถือว่าเป็นการปิดทองหลังพระเลย แม้ปิดทองหลังพระก็มีมงคลภาษิตกล่าวไว้ว่า
ทองหลังพระ ปิดไว้ ได้กุศล บันดาลดล พระก็งาม อร่ามทั่ว ทำการใด ใฝ่กุศล
ผลบุญตัว ไม่ทำชั่ว ทำดีแล้ว ไม่แคล้วบุญ