หลวงปู่เกษม เขมโก ( สุสาน ไตรลักษณ์ ลำปาง )

ณ ดินแดนถิ่นล้านนา ทางภาคเหนือของประเทศไทยพระ
สุปฏิปันโน แห่งล้านนาไทยที่พวกเราทุกคนรู้จักชื่อเสียงคุณงามความดีของท่าน ๆ ก็คือ
ครูบาศรีวิชัย ท่านเปรียบเสมือนประทีปดวงใหญ่ที่ส่องประกายธรรมไปทั่วสารทิศ
ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ประกอบคุณงามความดีไว้กับแผ่นดินนี้มากมายท่านจึงถูกจัดให้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวเหนือ
ประวัติและเรื่องราวต่าง ๆ ของท่านจึงถูกบันทึกให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้จนถึงในยุคปัจจุบัน
มีประวัติของครูบาศรีวิชัยอยู่ตอนหนึ่ง ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า จะมีตนบุญมาเกิดที่ลำปาง
ครั้นต่อมา ครูบาศรีวิชัยมรณภาพไป โดยทิ้งคำพยากรณ์นี้ไว้ให้ชาวลำปางได้เฝ้ารอคอยการมาจุติของตนบุญ
ที่ครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้จนเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี ก็ยังไม่ปรากฏ แต่ชาวลำปางก็ยังเชื่อในคำพยากรณ์ของครูบาศรีวิชัย
จนกระทั่งมาถึง พ.ศ.2455 ได้มีครอบครัวเชื้อเจ้าทางเหนือตระกูลหนึ่ง คือตระกูล
ณ ลำปาง ซึ่งเป็นเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครลำปาง หรือ เขลางค์นคร ในอดีตหัวหน้าครอบครัว
คือ เจ้าหนูน้อย ณ ลำปาง (ภายหลังเปลี่ยนนามสกุลใหม่) เป็น มณีอรุณ รับราชการเป็นปลัดอำเภอ
ภรรยาชื่อแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง ทั้งสองเป็นหลานของเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย
ครอบครัวนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่น้ำวัง อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่กินกันอย่างมีความสุข
ในที่สุดแม่บัวจ้อนได้ตั้งครรภ์และพอถึงกำหนดคลอดตรงกับวันที่
28 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ.131 ค.ศ.1912 แม่บัวจ้อนให้กำเนิดทารกเพศชาย
เป็นลูกคนแรกของครอบครัว ขณะนั้นไม่มีใครทราบกันเลย ตนบุญ ที่ครูบาศรีวิชัยได้พยากรณ์ไว้นั้น
ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว บิดามารดาก็ได้ตั้งชื่อทารกนั้น เกษม ณ ลำปาง เพราะ ด.ช.เกษม
ณ ลำปาง ได้เกิดมาในเชื้อสายของเจ้าทางภาคเหนือ จึงได้รับการยกย่องของคนทั่วไป ทุกคนต่างเรียกกันว่า
เจ้าเกษม ณ ลำปาง หลังจากที่ได้คลอดบุตรมาได้ไม่กี่ปี แม่บัวจ้อนได้ให้กำเนิดทารกอีกคน
แต่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของ เจ้าเกษม สืบสายเลือด แต่ทว่าเจ้าแม่น้อยคนนี้
(วาสนาน้อยได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก จึงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าพี่ชายของเธอคือ ตนบุญ
ที่ชาวลำปางรอคอยเป็นสิบ ๆ ปี) เมื่อวัยเด็ก เจ้าเกษม ณ ลำปาง เป็นคนลักษณะค่อนข้างเล็ก
บอบบาง ผิวขาว แต่ดูเข็มแข็ง คล่องแคล่ว และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและเป็นเด็กที่ชอบซน
คืออยากรู้อยากเห็น หน้าเมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมโรงเรียนบุญทวงศ์
อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง รร.บุญทวงศ์ อนุกูล สมัยนั้น เปิดเรียนขั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่
5 เท่านั้น เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาจนจบชั้นสูงของโรงเรียนคือ ชั้นประถมปีที่ 5
ในพ.ศ.2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี เมื่อออกจาก รร.ก็ไม่ได้เรียนอยู่บ้าน 2 ปี ในพ.ศ.2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
โดยบรรพชาเป็นสามเณร เนื่องในโอกาสบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาส วัดป่าดั๊ว
ครั้นบวชได้เพียง 7 วัน ก็ลาสิกขาออกไป ต่อมาอีก 2 ปี ราว พ.ศ.2470 ขณะนั้นมีอายุ
15 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบุญยืน
จ.ลำปาง เมื่อบรรพชาแล้วสามเณรเจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดบุญยืนนั่นเอง
สามเณรเจ้าเกษมเป็นคนที่ทำอะไรจริงจัง เรียนทางด้านปริยัติศึกษาธรรมะจนถึงปี พ.ศ.2474
สามเณรเจ้าเกษมก็สามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้ ต่อจากนั้นมาอีก 1 ปี คือถึงปีพ.ศ.2475
สามเณรเจ้าเกษมมีอายุได้ 21 ปี อายุครบที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้แล้ว
จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ.2475 ณ พัทธสีมาวัดบุญยืน โดยมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในขณะนั้นเป็น
พระอุปัชฌาย์ พระคุณเจ้าท่าน
พระครูอุตรวงศ์ธาดา หรือที่ชาวบ้านเหนือรู้จักกันในนาม ครูบาปัญญาลิ้นทอง เป็นเจ้าอาวาสวัดหมื่นกาศ
และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดลำปางในขณะนั้น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และยังพระเดชพระคุณท่าน
พระธรรมจินดานายก (อุ่นเรือน) เจ้าอาวาสวัดป่าตั๊วเป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอุปัชฌาย์ได้ตั้งฉายาให้ว่า
เขมโก แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเจ้าเกษม
เขมโก ก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นการศึกษาปริยัติอีกแผนกหนึ่ง ที่สำนักวัดศรีล้อม
สมัยนั้นก็มีอาจารย์หลายรูป เช่น มหาตาคำ พระมหามงคล เป็นครูผู้สอน และยังได้ไปศึกษาที่สำนักวัดบุญวาทย์วิหาร
ซึ่งมีพระมหามั่ว พรหมวงศ์ และพระมหาโกวิทย์ โกวิทญาโณ เป็นครูสอน และในเวลาเดียวกันนั้นพระภิกษุเกษม
ก็ได้ไปศึกษาทางด้านปริยัติในแผนกนักธรรมต่อที่สำนักวัดเชียงราย ครูผู้สอนคือพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพวิสุทธิโสภณ
เจ้าคณะจังหวัดลำปาง ในสมัยนั้น ปรากฏว่าพระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้ในปีพ.ศ.2479
ส่วนทางด้านการศึกษาบาลีนั้นท่านเรียนรู้จนสามารถเขียนและแปลได้เป็น (มคธ) เป็นอย่างดี
แต่ก็ไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ ทุกองค์ต่างเข้าใจว่า พระภิกษุเกษม เขมโก
ไม่ต้องการมีสมณศักดิ์สูงๆ เรียนเพื่อจะทำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสนาเท่านั้น เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติพอควรแล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่หลงทาง
ท่านจึงหันมาปฏิบัติต่อไปจนแตกฉาน แค่นั้นยังไม่พอ ภิกษุเกษม เขมโก ได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้จนกระทั่งได้ทราบข่าวภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา
ภิกษุรูปนี้คือ ครูบาแก่น สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง
ครูบาแก่น สุมโน เป็นพระภิกษุสายวิปัสสนา ถือธุดงค์เป็นวัตร
หรือที่เรียกกันว่า พระป่า หรือภาษาทางการเรียกว่า พระภิกษุฝ่ายอรัญญวาสี ตอนนั้นครูบาแก่นท่านได้ธุดงค์แสวงหาความวิเวกทั่วไป
ยึดถือป่าเป็นที่บำเพ็ญเพียร นอกจากมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนาแล้วท่านยังเก่งรอบรู้ในด้านพระธรรมวินัย
อย่างแตกฉานอีกด้วย ภิกษุเกษม เขมโก จึงเดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์และได้อธิบายความต้องการที่จะศึกษาในด้านวิปัสสนาให้ครูบาแก่นฟัง
ครูบาแก่น สุมโน เห็นความตั้งใจจริงของภิกษุเกษม เขมโก ท่านจึงรับไว้เป็นศิษย์และได้นำภิกษุเกษม
เขมโก ออกท่องธุดงค์ไปแสวงความวิเวก และบำเพ็ญเพียรตามป่าลึก ตามที่ภิกษุเกษม เขมโก
ต้องการจึงถือได้ว่า ครูบาแก่น สุมโน รูปนี้เป็นอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานรูปแรกของ
พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ดังนั้นพระภิกษุเกษม เขมโก จึงได้เริ่มก้าวไปสัมผัสชีวิตของภิกษุฝ่ายอรัญญวาสีประกอบกับจิตของท่านโน้มเอียงมาทางสายนี้อยู่แล้ว
จึงไม่ใช่เป็นเรื่องลำบากสำหรับในการไปธุดงค์กลับเป็นการได้พบความสงบสุขโดยแท้จริง
กับความเงียบสงบซ้ำยังได้ดื่มด่ำกับรสพระธรรมอันบังเกิดท่ามกลางความวิเวก พระภิกษุเกษม
เขมโก จึงม่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง โดยมีครูบาแก่น แนะอุบายธรรมอย่างใกล้ชิด
|