6 การฝึกศึกษา เป็นหน้าที่ของมนุษย์

ได้บอกแล้วว่า การบวชนี้เพื่อการศึกษาอบรม จึงเรียกว่าบวชเรียน ถ้าบวชแล้ว
ตั้งใจเรียน คือฝึกอบรมตนให้เจริญในศีลสมาธิ ปัญญา ก็จะทำให้บรรลุจุดหมาย
ของการบวชครบหมดทั้ง ๔ ประการ บัดนี้ จึงจะต้องทำความเข้าใจกันในเรื่อง
“สิกขา” หรือการศึกษานี้ ให้เป็นแนวทางที่จะปฏิบัติต่อไป

สิกขา แปลเป็นภาษาไทยว่า ศึกษา ที่จริงศึกษาเองก็เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า ศิกฺษา สามคำนี้ความหมายเดียวกันคือ สิกฺขา เป็นบาลี ศิกฺษา เป็นสันสกฤต แล้วก็ศึกษาเป็นคำไทยที่แผลงจากสันสกฤตมา สิกขา คือ การศึกษา หมายถึงการเรียนรู้ และการฝึกฝนพัฒนา พระพุทธศาสนาถือหลัก “สิกขา” ตามธรรมชาติของมนุษย์เรานี่เอง หมายความว่า มนุษย์เรานี้ท่านเรียกว่าเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและก็ฝึกได้ด้วย คือชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่นี้เป็นชีวิตที่ได้มาด้วยการเรียนรู้และฝึกหัดพัฒนา ไม่ใช่เป็นอยู่เพียงด้วยสัญชาติญาณต่างจากสัตว์ทั้งหลายอื่น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะอยู่ด้วยสัญชาติญาณเท่านั้น มันมีการเรียนรู้เพียงนิดหน่อย เกิดมาไม่นานเท่าไร ก็หากินเป็นอยู่เองได้ แต่มันก็อยู่แค่สัญชาตญาณไปจนตาย ฝึกหัดได้น้อย

ส่วนมนุษย์นั้นสัญชาตญาณไม่พอ เราอาศัยสัญชาตญาณได้น้อยอย่างยิ่ง ความรู้ที่เราจะใช้ในการเป็นอยู่หรือดำเนินชีวิตนั้น ต้องเรียนรู้เอา ต้องฝึกต้องหัดเอา เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงต้องอาศัยผู้อื่น เช่น พ่อ แม่เลี้ยงดู เป็นเวลายาวนาน เกิดมาแล้วอยู่เป็นเดือนเป็นปี แม้แต่สิบปีก็ยังอยู่ด้วยตนเองไม่รอด ต้องอาศัยพ่อแม่คอยอุ้มชูเลี้ยงดูด้วยประการต่าง ๆ จึงจะสามารถอยู่รอดได้ ในระหว่างที่พ่อแม่และผู้อื่นเลี้ยงดูอยู่นั้น ตนเองก็ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ฝึกหัดทุกอย่าง โดยที่พ่อแม่เป็นต้นนั้น คอยแนะนำหรือถ่ายทอดความรู้ให้ แม่แต่จะรับประทานอาหาร แม้แต่ขับถ่าย แม้แต่นั่ง-นอน-ยืน ก็ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกต้องหัดพัฒนาขึ้น ต่อมาก็หัดพูด หัดเดิน แล้งจึงสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ รวมความว่า การดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น ไม่ได้มาเปล่า ๆ ต้องเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาคือสิกขา

จึงพูดสั้น ๆ ว่า ชีวิตที่จะเป็นอยู่ดีนั้น ได้มาด้วยสิกขา คือการศึกษาฝึกหัดเรียนรู้ ถ้าเราไม่หยุดการศึกษา เราก็จะทำชีวิตให้ดีงามประเสริฐยิ่งขึ้นได้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกนี้ จึงมีแง่ดีที่ว่าเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ด้วย ส่วนสัตว์ชนิดอื่นนั้น เขาอาศัยสัญชาตญาณอยู่ได้จริง แต่เขาก็ฝึกให้มากกว่านั้นไม่ได้ เขาฝึกได้เพียงเล็กน้อย หรือให้มนุษย์ฝึกให้ แล้วมนุษย์ก็เอามาใช้งาน หรือเอามาเล่นละครสัตว์ แต่เสร็จแล้วเขาก็อยู่ด้วยสัญชาตญาณต่อไป เกิดมาอย่างไรก็ตายไปอย่างนั้น ไม่เหมือนมนุษย์ที่เป็นสัตว์ฝึกได้ พอฝึกแล้วก็เป็นอย่างที่ฝึกได้ทุกอย่าง คิดได้ พูดได้ ทำได้ มากมายสุดพรรณนา ในทางวัตถุภายนอก มนุษย์ก็ฝึกศึกษาเรียนรู้จนกระทั่งสามารถสร้างสรรค์โลกให้เจริญก้วหน้ามีเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างที่มองเห็นกันนี้ ทำให้โลกเจริญด้วยวัฒนธรรม มีอารยธรรม ในทางจิตใจก็เช่นเดียวกัน มีจิตใจที่ดีงาม สูงส่งประเสริฐ จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระทัยสะอาดบริสุทธิ์ ประกอบด้วยพระมหากรุณา แต่ที่สำคัญที่สุด เป็นความประเสริฐเลิศล้ำของมนุษย์ ก็คือ ในทางปัญญา ที่พัฒนาจนตรัสรู้ เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ มองเห็นสัจธรรมแท้จริง ฉะนั้น มนุษย์จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ คือประเสริฐด้วยการฝึกด้วยการศึกษา ด้วยการเรียนรู้สิ่ง ต่าง ๆ ถ้ามนุษย์ตั้งใจปฏิบัติตามธรรมชาติ ของตนที่เป็นสัตว์ผู้ฝึกได้ ก็จะเป็นผู้ที่ประเสริฐอย่างยิ่ง ตอนแรกเมื่อเกิดมาใหม่ ๆ ยังไม่ได้ฝึก มนุษย์สู้สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายไม่ได้ แต่พอได้ฝึกก็จะเก่งขึ้นดีขึ้นจนกระทั่งในที่สุดจะประเสริฐ แม้แต่ยิ่งกว่าเทวดา หรือยิ่งกว่าพระพรหม

ตอนแรกมนุษย์ไปกราบไหว้เทวดา บูชาพระพรหมกัน แต่ถ้ามนุษย์ฝึกตนเองพัฒนาตนให้ดีแล้ว เทวดาและพรหมกลับมากราบไหว้มนุษย์ ทุกคนจึงควรระลึกไว้เสมอ ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ถือว่าความประเสริฐของมนุษย์อยู่ที่การเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาตนเองที่เรียกว่า สิกขานี้ ถ้าเราไม่หยุด ก็จะสิกขาได้จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าก่อนโน้นก็เป็นมนุษย์สามัญ แต่ด้วยสิกขาคือการศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนนี้จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธศาสนาถือหลักการว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ ซึ่งจะเป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก และเมื่อฝึกแล้วก็เลิศประเสริฐสุดยิ่งกว่าแม้แต่เทพเทวาประดาพรหม อย่างที่พูดมานี้ จึงเป็นหลักการที่ทำให้มนุษย์มีกำลังใจที่จะฝึกฝนพัฒนาตน แต่ข้อสำคัญก็คือ จะต้องตั้งใจเพียรพยายามและไม่ประมาท ในการเรียนรู้ฝึกหัดพัฒนาตนเรื่อยไปไม่หยุดยั้ง........


7 ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เพื่อนำเราในการศึกษา
8 พระพุทธเจ้านำเราเข้าถึงธรรม
9 ถึงสงฆ์ครบองค์รัตนตรัย นำเข้าในไตรสิกขา
10 บอกกรรมฐานเบื้องต้น เป็นทุนประเดิมก่อนเริ่มศึกษา

หมายเหตุ เป็นคำสอนของ พระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต )